ทดลองอ่าน แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 3 บทที่ 69-70 #นิยายวาย – Jamsai
Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 3 บทที่ 69-70 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 2

ทดลองอ่านเรื่อง แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 3

ผู้เขียน :  ซุ่ยหมาง (睡芒)

แปลโดย : G.N Voyager

ผลงานเรื่อง : 满天星 (Man Tian Xing)

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – – 

Trigger Warning

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

   

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบูลลี่

และมีการบรรยายถึงเลือดซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ            

   

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 69

 

อุณหภูมิร่างกายและน้ำหนักถ่ายเทลงบนตัวของเซวียโย่วข่าอย่างชัดเจนผ่านผ้าห่มผืนบาง เขารู้ทันทีว่าจะเกิดอะไรขึ้นจึงเผลอหลับตาแน่นอย่างห้ามไม่ได้ ก่อนจะลืมขึ้นอีกครั้งแล้วสบเข้ากับสายตาเฉิงอวี้อย่างจัง ไม่มีที่ให้หลบอีกต่อไปแล้ว

“นายบอกว่าจะอยู่ชดใช้ความผิดข้างๆ ฉันไปตลอดชีวิตใช่ไหม” ลมหายใจของเฉิงอวี้รินรดอยู่ตรงขนอ่อนข้างแก้มของเขาในระยะประชิด เรียกว่าแทบจะแนบชิดติดกันตอนพูดประโยคนี้ออกมา

เซวียโย่วข่าได้แต่เปล่งเสียงขึ้นจมูกเบาๆ ว่า “อืม” มือเท้าไม่กล้าขยับส่งเดช ปลายนิ้วจิกอยู่บนผ้าปูเตียง

“ห้ามเบี้ยวนะ ไม่งั้นฉันไม่ปล่อยนายไปแน่” ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ใกล้กันเกินไป เฉิงอวี้โน้มลงจุ๊บริมฝีปากเขาเบาๆ หลายครั้ง เหมือนกำลังครุ่นคิดว่าจะจูบจริงๆ ยังไงดี

เซวียโย่วข่าครางรับสองครั้ง ทั้งตัวอ่อนแรง อุณหภูมิร่างกายพุ่งสูงผิดปกติ แสงจากโคมไฟอ่านหนังสือหัวเตียงตกกระทบเป็นวงสีอบอุ่นบนผนังและแผ่ปกคลุมอยู่เหนือศีรษะอย่างอ่อนโยน เขาเองก็ไม่มีประสบการณ์จึงปล่อยให้อีกฝ่ายจูบอยู่แบบนั้นหลายๆ ที ก่อนจะยกแขนขึ้นด้วยความลังเล แล้วอ้อมผ่านผ้าห่มไปกอดรัดแผ่นหลังกว้างของเฉิงอวี้

เฉิงอวี้ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้าลงครอบครองริมฝีปากของเขาไว้

ทั้งสองไม่ขยับเขยื้อน ในความรู้สึกของเซวียโย่วข่าเหมือนเวลายืดยาวไปอย่างน้อยครึ่งศตวรรษและถูกห้อมล้อมด้วยความอบอุ่นราวกับแช่ตัวในน้ำอุ่น จากนั้นเฉิงอวี้ก็ลองดูดเบาๆ สองสามที เสียงที่ดังออกมาเป็นหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าเขายังเป็นมือใหม่ ทำเอาเฉิงอวี้รู้สึกเขินจนแทบระเบิด แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังก้มหน้าจูบแบบเงอะงะต่อไปอีกสักพักโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น หัวใจในอกเต้นถี่รัวอย่างบ้าคลั่ง เซวียโย่วข่ากำมือที่จับเสื้อด้านหลังเขาเอาไว้แน่น ก่อนจะเงยหน้ายอมรับอย่างหมดแรง หัวสมองว่างเปล่า คิดอะไรไม่ออกทั้งนั้น โลกทั้งใบเหลือเพียงอีกฝ่ายที่อยู่ในอ้อมกอด

ภายในเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงทั้งคู่ไม่ได้ทำอะไรเลย แค่จูบกันอย่างเคอะเขินและอ่อนโยนท่ามกลางค่ำคืนฤดูร้อน เฉิงอวี้เผลอไผลน้ำลายไหลออกมานิดหน่อยจนรู้สึกขายหน้า เลยรีบกลืนกลับไปด้วยความประหม่า เซวียโย่วข่าร้อนจนเหงื่อซึมทั่วร่าง ส่วนเฉิงอวี้เองก็ไม่ต่างกัน ทว่าสายเรียกเข้าจากฉู่เพ่ยซินก็เข้ามาขัดจังหวะพวกเขา

“แม่ ผมไม่เป็นไร” ตอนเฉิงอวี้รับโทรศัพท์ เขายังหอบหายใจอยู่ “กำลังตีกลองอยู่น่ะ”

“ดึกดื่นขนาดนี้ยังจะฝึกตีกลองอะไรอีก! ไปนอนได้แล้ว!”

“อย่ามายุ่งกับผมเลยน่า”

เซวียโย่วข่าลุกขึ้นนั่ง ทนไม่ไหวจนต้องเอามือปิดหน้า รู้สึกเหมือนร่างกายไร้เรี่ยวแรงเหมือนถูกสูบไปจนว่างเปล่า

เฉิงอวี้เองก็แทบไม่ต่างกัน เดิมทีตีกลองตั้งหลายชั่วโมงก็ไม่เห็นมีสภาพเป็นแบบนี้ ปกติเขายิ่งตีก็ยิ่งสดชื่น พอเข้าสู่สภาวะผ่อนคลายที่คนกับกลองเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหนเขาก็ยังกระปรี้กระเปร่าเสมอ แต่ตอนนี้…เพียงแค่ได้แนบชิดกับคนที่ชอบประมาณครึ่งชั่วโมง แถมยังไม่ได้ทำอะไรเลย แต่เฉิงอวี้กลับรู้สึกเหมือนขาดอากาศหายใจ

หลังวางสายเขาก็กลับไปนอนแล้วขยับเข้าไปหนุนหมอนใบเดียวกับเซวียโย่วข่า จากนั้นก็ล้วงมือคลำหามือของอีกฝ่ายอยู่ใต้ผ้าห่ม ไม่รู้ว่าเป็นเหงื่อของตัวเองหรือของเซวียหมี่หมี่ แต่ฝ่ามือทั้งสองต่างชุ่มไปหมด

ปกติแล้วเฉิงอวี้คงรู้สึกขยะแขยง แต่ตอนนี้กลับไม่มีความรู้สึกแบบนั้นเลย เขาถามอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่แม้แต่ตัวเองก็ยังจินตนาการไม่ออก “เมื่อกี้นั้น…”

“หืม?” เนื่องจากปิดไฟไปแล้วและสายรัดข้อมือของเฉิงอวี้ก็ซ่อนอยู่ใต้ผ้าห่ม ในห้องที่มืดมิดไร้ซึ่งแสงสว่าง เซวียโย่วข่ารู้สึกสงบลงกว่าเมื่อครู่แล้ว หัวใจก็ไม่ได้เต้นแรงขนาดนั้นอีก

“นายรู้สึกยังไงบ้าง” เฉิงอวี้ถามเสียงแหบพร่า

“ผม…” เขาไม่รู้จะตอบยังไง มองไปข้างหน้าก็มีแต่เฉิงอวี้ที่เป็นเค้าโครงเลือนราง พูดเสียงเบา “น้ำลายพี่หยดใส่คอผม”

เพิ่งเช็ดออกไปเมื่อกี้

“…”

แม่งเอ๊ย!

“นายไม่สบายหรือเปล่า” เฉิงอวี้เองกลับรู้สึกเหมือนจะลอยขึ้นฟ้า แทบอยากจะทำอีกรอบ

“ไม่ครับ อืม…สบายดี” เขาตอบเสียงเบามาก ถ้าไม่ใช่คืนที่เงียบขนาดนี้ เฉิงอวี้คงไม่ได้ยิน

“งั้นเอาอีกไหม…”

“อะไรนะ”

เฉิงอวี้โน้มตัวไปจูบริมฝีปากเขาอย่างรวดเร็วอีกครั้ง ดวงตาเป็นประกาย “นอนเถอะ”

“อืม…ฝันดีครับ”

เฉิงอวี้ยื่นมือไปจิ้มแก้มเขา “ฝันดี”

เซวียโย่วข่าหลับไปอย่างรวดเร็ว

มือที่ยังจับกันอยู่ใต้ผ้าห่มร้อนจัดเกินอุณหภูมิร่างกายตามปกติ ตอนเฉิงอวี้จูบเขาเมื่อครู่ไม่ได้รู้สึกต้องการอะไรมากนัก เหมือนเข้าสู่ความรู้สึกสงบอย่างเป็นธรรมชาติแบบพิเศษอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ว่าเรื่องใดก็ไม่สามารถให้ความรู้สึกเช่นนี้ได้

เซวียโย่วข่าหันหน้าไปอีกทางหนึ่งและหลับสนิทไปแล้ว เสียงลมหายใจสม่ำเสมอ ท่านอนนิ่งสนิทดูน่าเอ็นดู

“บนโลกนี้ไม่มีอะไรที่ฉันทำไม่ได้”

จากความคิดนี้เฉิงอวี้จึงค่อยๆ ลุกขึ้นไปเปิดมือถือ ก่อนจะลดความสว่างหน้าจอให้ต่ำที่สุด แล้วเริ่มค้นหา

 

‘เทคนิคการจูบแบบใช้ลิ้น’

‘จูบยังไงให้แฟนสาวต้องยอมแพ้’

 

เขารู้สึกเขินเกินกว่าจะทนดูวิดีโอคนจริงได้ ดังนั้นจึงเลือกดูคลิปสอนแบบแอนิเมชั่นแทน หลังดูจบแล้วก็เหมือนจะเข้าใจ แต่ก็ยังไม่เข้าใจ เขารู้สึกเขินๆ ว่าจูบแบบนี้มันจะใช้ได้จริงไหม…

 

ตอนเฉิงอวี้ไปส่งเซวียโย่วข่าทำงานที่บริษัท ขณะที่เขากำลังจะลงจากรถก็ถูกเฉิงอวี้ดึงไปหอมแก้มหนึ่งที

ปกติตอนกลางวันเซวียโย่วข่าจะกินข้าวกับเพื่อนร่วมงาน บางวันก็เอาอาหารกลางวันมาเอง บางวันก็สั่งดีลิเวอรี่ เขามักจะสั่งข้าวไก่ตุ๋น แต่วันนี้กลับไม่ได้สั่งอาหารมา เพราะมีข้าวกล่องจากโรงแรมห้าดาวมาส่งถึงที่ เฉิงอวี้บอกว่าเป็นโรงแรมของหลินสือเม่าและเขาเป็นคนจ่ายเอง จะไม่กินก็เสียดายของ

ความเป็นคนอัธยาศัยดีของเซวียโย่วข่ากลับไม่ช่วยอะไรในบริษัทเลย เพื่อนร่วมงานผู้หญิงยังพอว่า แต่เพื่อนร่วมงานผู้ชายดูจะไม่ค่อยชอบหน้าเขาสักเท่าไร มีอะไรก็มักจะเรียกเขาไปช่วย แค่เพราะเขาเป็นนักศึกษาปีหนึ่งที่ยังเรียนอยู่เพียงคนเดียวในบรรดาเด็กฝึกงานของบริษัทหลักทรัพย์จงซางแห่งนี้ นอกจากนี้คนที่จะสามารถเข้ามาฝึกงานในบริษัทหลักทรัพย์จงซางได้ ส่วนใหญ่ก็เป็นลูกคนรวยที่ใช้ทั้งเส้นสายของครอบครัวและภูมิหลัง บวกกับประวัติการศึกษาของตัวเองถึงสามารถเข้ามาที่นี่ได้

เมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมงานพวกนั้น แค่ดูก็รู้แล้วว่าเซวียโย่วข่าเป็นนักศึกษาที่ยากจน เขาคิดว่าตัวเองอาจจะโชคดีจริงๆ เลยอาศัยหน้าตาเข้ามาได้ ดังนั้นจึงทำได้แค่เข้าไปทำงานเล็กๆ น้อยๆ อยู่ในทีมโปรเจ็กต์ แต่เขาก็ไม่บ่น เพราะประสบการณ์การฝึกงานแบบนี้ถือว่าหาได้ยากมาก

ก่อนพักเที่ยงเขาออกมาจากห้องประชุม หัวหน้าชายคนหนึ่งก็เดินเข้ามาทักในห้องกาแฟ “เที่ยงนี้กินอะไรล่ะ”

เซวียโย่วข่าบอกว่าสั่งดีลิเวอรี่

หัวหน้าพูดขึ้น “แถวนี้มีร้านอาหารญี่ปุ่นอยู่นะ เขาทำข้าวหน้าปลาไหลได้เหมือนต้นตำรับมากเลย”

“จริงเหรอครับ ชื่อร้านอะไรครับ ผมว่าจะไปกินตอนเย็นสักหน่อย” เขาอยากชวนเฉิงอวี้ไปกินด้วย

“ร้านนี้ไง” หัวหน้าเปิดมือถือให้ดู “ร้านค่อนข้างดัง ต้องต่อคิวนานหน่อย แต่ฉันรู้จักเจ้าของร้านนะ ถ้านายอยากกินเลิกงานแล้วก็ไปกับฉันสิ”

เซวียโย่วข่ายังไม่เอะใจ แค่รู้สึกว่าหัวหน้าเว่ยช่างเป็นคนดี “ไม่เป็นไรครับ ผมไปจองคิวล่วงหน้าได้ ผมจะไปกินกับเพื่อนน่ะครับ ขอบคุณครับหัวหน้าเว่ย”

หัวหน้าเว่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนก้มหน้าจิบกาแฟ

พวกเพื่อนร่วมงานที่บังเอิญได้ยินบทสนทนานี้เข้ามาเปิดตู้เย็นเงียบๆ แล้วส่งเสียงทักทายหัวหน้าเว่ย

 

อาหารกลางวันของเซวียโย่วข่ามาส่งพร้อมกับอาหารที่เพื่อนร่วมงานผู้ชายอีกคนสั่ง เพื่อนร่วมงานคนนี้เป็นเด็กฝึกงานที่เข้ามาในช่วงเดียวกับเขา เป็นหัวกะทิที่จบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ปกติจะชอบแต่งตัวด้วย Armani และ Zegna นิสัยการกินไม่ค่อยเหมือนคนที่อยู่ในประเทศ ทุกคนไม่มีใครเรียกชื่อจีนของเขา แต่เรียกชื่อภาษาอังกฤษว่าเจคอป

เจคอปไปรับดีลิเวอรี่จากคนส่งอาหารพร้อมกัน เลยเห็นว่าคนที่มาส่งดีลิเวอรี่ให้เซวียโย่วข่าเป็นผู้ชายที่ใส่สูททางการ แถมยังขับรถมาส่งด้วย

“ครอบครัวนายทำข้าวกล่องมาให้นายเหรอ” เจคอปเหลือบมองโลโก้โรงแรมหรูแห่งหนึ่งบนถุงกระดาษ ตัวเขาเองก็เป็นสมาชิกของโรงแรมนั้น จึงอดสงสัยไม่ได้ เพราะเซวียโย่วข่าดูไม่เหมือนคนที่จะมีปัญญาใช้จ่ายในโรงแรมแบบนี้

เซวียโย่วข่าตอบว่าเพื่อนเขาสั่งให้

ในถุงกระดาษมีกล่องอาหารดีลิเวอรี่ซ้อนกันหลายชั้น ดูหรูหราเป็นพิเศษ

เซวียโย่วข่าเองก็รู้สึกว่าเยอะเกินไป โดยเฉพาะตอนเอาออกมา เพื่อนร่วมงานในโรงอาหารต่างพากันตกตะลึง “ข้าวกล่องอะไรหรูขนาดนี้เนี่ย”

“นั่นกล่องข้าวของโรงแรมไป่เซวียนเหรอ”

“อ๋อครับ ของที่นั่นแหละ” เขาไม่ได้คิดอะไรมาก แค่คิดว่าเป็นโรงแรมห้าดาวทั่วไป เพราะไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของโรงแรมนี้มาก่อน แต่อาหารรสชาติดีมากเลย

ทว่าโรงแรมไป่เซวียนไม่ได้โด่งดังเพราะตัวโรงแรมเอง หากแต่เพราะร้านอาหารต่างหาก โดยโรงแรมนี้ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ เป็นเพียงโรงแรมเฉพาะกลุ่มซึ่งมีราคาพอๆ กับโรงแรมอามัน แต่ร้านอาหารของที่นี่ไม่ธรรมดาเลย

“ไป่เซวียนมีบริการดีลิเวอรี่ด้วยเหรอ” เจคอปถามด้วยความสงสัย “ฉันชอบข้าวหูฉลามน้ำแดงของพวกเขามากเลย”

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน…”

อาหารที่มาส่งมีมากมายจนเกินจำเป็น ถึงเซวียโย่วข่าจะไม่รู้แต่คนอื่นรู้ดี แค่เปิดอินเตอร์เน็ตเช็กดูก็รู้แล้วว่าร้านอาหารของโรงแรมนี้ราคาเท่าไร ลองเขาสั่งมาเยอะขนาดนี้ ราคาอาหารดีลิเวอรี่ชุดหนึ่งอย่างต่ำต้องมีสี่หลักแน่นอน

สรุปว่าเขาไม่ใช่นักศึกษายากจนเหรอ

“อาหารดีลิเวอรี่แพงขนาดนี้ อย่าบอกนะว่าหัวหน้าเว่ยเป็นคนสั่งให้เขา”

 

เซวียโย่วข่าแอบอู้งานแล้วส่งข้อความไปหาเฉิงอวี้ว่าอาหารเยอะมาก ส่วนเฉิงอวี้ก็บอกให้กินเยอะๆ

 

‘ขุนให้อ้วนหน่อย’

‘หัวหน้าบอกว่ามีร้านข้าวหน้าปลาไหลอร่อยๆ อยู่แถวนี้ เย็นนี้ผมพาพี่ไปกินนะ’

 

เฉิงอวี้ตอบตกลง

แต่พอเลิกงานเซวียโย่วข่าก็ได้รับโทรศัพท์จากเซวียเทียนเลี่ยง

ปลายสายเริ่มถามก่อน “หมี่หมี่ ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนปีนี้ไม่กลับบ้านเหรอ นี่ก็เดือนสิงหาแล้วนะ”

“ผมหาที่ฝึกงานได้เลยกลับไปไม่ได้ครับ”

เซวียเทียนเลี่ยงพูดว่า “อ๋อ อย่างนั้นเหรอ ลูกทำงานอยู่ในบริษัทเหรอ ย่าของลูกบอกว่าคิดถึงลูก อยากฟังเสียงของลูก”

“งั้นผมคุยกับย่าก็ได้ครับ”

จากนั้นเซวียโย่วข่าก็เดินออกจากบริษัทไปที่รถของเฉิงอวี้ซึ่งจอดอยู่ในลานจอดรถ

“คุยกับใครอยู่เหรอ”

‘พ่อผมครับ’ เขาพูดโดยไม่ออกเสียง ก่อนจะได้ยินเสียงย่าเรียกหมี่หมี่

“ย่าครับ” เซวียโย่วข่าได้ยินเสียงของหญิงชราที่อ่อนแรงและสั่นเครือเล็กน้อย “หมี่หมี่ ย่าคิดถึงหลานจังเลย”

เซวียโย่วข่าร้อนใจ “ย่าอย่าร้องเลยนะครับ ผมขอโทษ ช่วงนี้ผมไม่มีเวลาเลย เปิดเทอมแล้วถ้ามีเวลาผมจะกลับไปหาย่าแน่นอน”

ย่าพูดว่าไม่เป็นไร พร้อมทั้งบอกให้เขาอย่าทำงานหนัก แล้วเริ่มพูดว่าคิดถึงเขาซ้ำๆ

เซวียโย่วข่าสัมผัสได้ว่าคำพูดของย่าผิดปกติเล็กน้อย จากนั้นโทรศัพท์ก็กลับไปอยู่ในมือของเซวียเทียนเลี่ยง เซวียโย่วข่าจึงเอ่ยถาม “พ่อครับ ช่วงนี้ย่าไม่ค่อยสบายเหรอ”

“เฮ้อ…” เซวียเทียนเลี่ยงถอนหายใจ “อาของลูกกลับมาแล้วน่ะสิ”

เซวียโย่วข่าไม่ได้ส่งเสียงอะไร

“ลูกยังจำลูกพี่ลูกน้องชายของลูกได้ไหม ตลอดหลายปีนี้เกาเกาไม่ได้เจอปู่กับย่าเลยจำกันไม่ได้ แถมยังไม่ยอมเรียกปู่ย่าด้วย สองวันนี้ย่าของลูกก็เลยร้องไห้จนต้องเข้าโรงพยาบาลเมื่อวาน”

เนื่องจากเกาเกาเป็นโรคหอบหืด ผู้ใหญ่เลยไม่กล้าดุด่าเขา

หัวใจของเซวียโย่วข่าบีบรัด “อาการหนักไหมครับ”

“ไม่หรอก คงเพราะอายุมากแล้วนั่นแหละ อยู่โรงพยาบาลก็เอาแต่พูดถึงลูก เดี๋ยวก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว ไม่มีอะไรร้ายแรงหรอก ไม่ต้องเป็นห่วงนะ ตั้งใจทำงานเถอะ”

หลังสายตัดไปเฉิงอวี้ก็ถามเขาว่าเกิดอะไรขึ้น เซวียโย่วข่าบอกว่าย่าไม่ค่อยสบาย แล้วเปิดแอพพลิเคชั่นดูตั๋วเครื่องบินเที่ยวบินคืนวันศุกร์

“พี่ครับ สุดสัปดาห์นี้ผมคงไปกับพี่ไม่ได้แล้ว ผมต้องกลับไปเยี่ยมย่าหน่อย”

“งั้นฉันไปกับนายละกัน” เฉิงอวี้ตอบ

 

คืนวันศุกร์ที่สนามบิน

เซวียโย่วข่าเลิกงานก็รีบไปสนามบินทันที แต่เพราะตกเครื่องเลยต้องเลื่อนเป็นไฟลต์ดึกกว่าเดิม ตอนหลังเที่ยงคืนเฉิงอวี้จึงได้ขึ้นเครื่องบินชั้นประหยัดเป็นครั้งที่สองในชีวิต แล้วยังได้นั่งที่นั่งท้ายเครื่องแสนคับแคบเพื่อบินไปยังสถานที่ที่เป็นจุดเริ่มต้นของรักแรก

หน้าที่แล้ว1 of 2

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

everY

ทดลองอ่าน เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 Chapter 2.1-2.2 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 ผู้เขียน : MINTRAN แปลโดย : ทันบี ผลงานเรื่อง : 배타적 연애 금지구역 ถือเป็นลิขสิทธิ์...

ตำนานรักฉบับท่านหญิง

ทดลองอ่าน ตำนานรักฉบับท่านหญิง บทที่ 1-2

บทที่ 1 ฤดูเหมันต์ ผืนดินถูกปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็งสุดลูกหูลูกตาจรดเส้นขอบฟ้า ทั้งเมืองฉางอันจมอยู่ในสายหมอกเหน็บหนาวขาวพร...

ตำนานรักฉบับท่านหญิง

ทดลองอ่าน ตำนานรักฉบับท่านหญิง บทที่ 3-4

บทที่ 3 หนึ่งก้านธูปให้หลังจิงเจ๋ออารักขาเจ้านายขึ้นไปที่ห้องพิเศษชั้นสามของโรงน้ำชาอย่างทุลักทุเล ประตูหน้าต่างปิดสนิท ...

everY

ทดลองอ่าน มีมของคุณดูดีกว่าตัวจริงอีกนะ เล่ม 1 บทที่ 1-3 #นิยายวาย

ทดลองอ่านเรื่อง มีมของคุณดูดีกว่าตัวจริงอีกนะ เล่ม 1 ผู้เขียน : เหมาฉิวฉิว (毛球球) แปลโดย : ซิ่งหลัน ผลงานเรื่อง : 你的表情包比本...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ผิดชาติผิดภพ หวนรักจอมมาร บทที่ 13-15

บทที่ 13   อาอี้ถูกศิษย์พี่ใหญ่ตวาดใส่เช่นนี้ก็รีบหยิบยันต์ปราบมารมือพัลวัน แล้วตามศิษย์พี่ใหญ่พุ่งไปหาชุยเสียวเสี่...

community.jamsai.com