everY
ทดลองอ่าน แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 3 บทที่ 71-72 #นิยายวาย
ทดลองอ่านเรื่อง แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 3
ผู้เขียน : ซุ่ยหมาง (睡芒)
แปลโดย : G.N Voyager
ผลงานเรื่อง : 满天星 (Man Tian Xing)
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
– – – – – – – – – – – – – – – – –
Trigger Warning
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ
เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการบูลลี่
และมีการบรรยายถึงเลือดซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ
สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 71
“เหมือนจะนึกออกนิดหน่อยแล้ว” เซวียโย่วข่ามองภาพตรงหน้าอย่างไม่มั่นใจนัก เขารู้สึกได้รางๆ ว่าเหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่จำได้ไม่แม่นว่าเกิดขึ้นกับใคร อาจจะเป็นปู่ หรือพ่อ…หรืออาจจะเป็นเฉิงอวี้
“งั้นบอกฉันหน่อยซิว่านึกออกแค่ไหนแล้ว”
“พี่เคยจับหิ่งห้อยให้ผมใช่ไหม”
“หืม? นี่มันไม่ใช่เรื่องที่ฉันเล่าให้นายฟังเหรอ”
“ไม่ใช่นะ ผมนึกขึ้นได้เองต่างหาก!”
“นอกจากเรื่องนี้ไม่มีอะไรแล้วเหรอ”
หิ่งห้อยพวกนี้ถ้ามองจากไกลๆ จะเห็นเป็นแสงเล็กๆ ชวนฝัน แต่พอเข้าไปมองใกล้ๆ กลับเห็นลำตัวแมลงกับปีกใสที่กระพืออยู่ วันนี้ตอนขึ้นเขาจงซาน เฉิงอวี้ได้จ้างคนที่ตีนเขามาช่วยจับ พวกเขาบอกว่าขึ้นอยู่กับดวง เพราะทุกวันนี้หิ่งห้อยน้อยลงเรื่อยๆ แม้แต่บนเขาก็แทบจะไม่เหลือแล้ว อีกอย่างตอนนี้ก็เดือนสิงหาคมแล้ว โอกาสที่จะหาเจอมีน้อยมาก แต่เฉิงอวี้กลับโชคดีจับได้อยู่หลายตัว
“งั้นฉันต้องลงโทษนายหน่อยแล้วล่ะ”
ปลายนิ้วของเฉิงอวี้แตะอยู่บนใบหูของอีกฝ่าย ก่อนจะลูบผ่านเหมือนเล่นกับแมว เมื่อปลายนิ้วลากไล้ตามแนวกรามลงมาถึงลำคอ เซวียโย่วข่าก็เงยหน้าขึ้นมอง แล้วถามเขาว่าจะลงโทษยังไง นิ้วมือเฉิงอวี้แตะลูกกระเดือกที่ขยับขึ้นลงแล้วลูบเบาๆ ไม่กล้าบอกว่าจริงๆ แล้วตนเองไม่ได้คิดไว้เลย แค่พูดออกไปส่งๆ เท่านั้นเอง
เขาไอเบาๆ “ตามใจนายเลยแล้วกัน”
เซวียโย่วข่า “…?”
“พี่พูดว่าจะลงโทษผมไม่ใช่เหรอ ทำไมอยู่ๆ ถึงแล้วแต่ผมล่ะ”
เฉิงอวี้มีความคิดสับสนวุ่นวายเต็มหัว แต่พูดออกไปไม่ได้ ขนตาสั่นไหวเล็กน้อย “ก็แล้วแต่พฤติกรรมของนาย”
ลูกกระเดือกเป็นจุดที่ไวต่อสัมผัสมาก เซวียโย่วข่าทนไม่ไหวเลยคว้ามือของเขาไว้ แล้วพลิกตัวในอ้อมแขนของเฉิงอวี้ ก่อนเงยหน้าขึ้นพูดว่า “งั้นผมจูบพี่ละกัน”
“ได้สิ” เฉิงอวี้ยิ้มตาหยี มุมปากโค้งขึ้นอย่างปิดไม่มิด
เซวียโย่วข่าเงยหน้าขึ้นจูบริมฝีปากของเขา ปลายจมูกชนกัน แต่ก็หยุดนิ่งอยู่ประมาณสี่ถึงห้าวินาที
“…แค่นี้เองเหรอ” เฉิงอวี้ยื่นมือมาบีบต้นคอของเขาเบาๆ
“พี่เป็นคนบอกเองไม่ใช่เหรอว่าตามใจผม” ห้องที่ไม่ได้เปิดไฟมีเพียงแสงหิ่งห้อยพวกนั้นส่องสว่างอยู่ เงาร่างกับดวงตาของทั้งคู่ดูเด่นชัดและเจิดจ้าอยู่ภายใต้แสงสลัว
“แต่นายจะมาทำแบบขอไปทีไม่ได้มั้ง”
เซวียโย่วข่าครุ่นคิด แต่สายตากลับเหลือบมองลูกกระเดือกของคนตรงหน้า เขาเอียงศีรษะ วางมือบนไหล่ของเฉิงอวี้ ภายใต้สายตาที่ดูเหมือนจะไม่เข้าใจของเฉิงอวี้ เซวียโย่วข่าก็ก้มลงกัดตรงบริเวณลูกกระเดือกนั้น ปลายลิ้นไล้ผ่านผิวเนื้อเบาๆ ทำเอาเฉิงอวี้ตะลึงจนสายรัดข้อมือสว่างวาบขึ้นทันที
“คราวนี้ใช้ได้หรือยังครับ” เซวียโย่วข่าถาม
เฉิงอวี้เหมือนจะยังไม่ได้สติ หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกจากลำคอ ลมหายใจกระชั้นไม่เป็นจังหวะ แต่ยังทำปากแข็ง “อย่างน้อยนายก็ควรจะจริงใจหน่อยสิ”
“แล้วพี่อยากให้ผมทำยังไง”
เฉิงอวี้ไออีกครั้ง แสงสีเขียวจากหิ่งห้อยส่องลงบนแก้มแดงเรื่อของเขา ขณะที่ดวงตาสั่นไหว “อย่างน้อยก็ควรจะขยับ…ลิ้นหน่อยสิ”
“…”
เซวียโย่วข่านิ่งอึ้ง ก่อนจะพูดตะกุกตะกัก “ผะ…ผมทำไม่เป็นนะ…”
“ฉัน…น่าจะเป็น”
เฉิงอวี้คิดว่าอีกฝ่ายใจกล้าขนาดนี้ ขนาดจูบลูกกระเดือกก็ยังคิดออกมาได้ แบบนี้แล้วจะทำไม่เป็นได้ยังไง บางทีอาจจะแอบศึกษามาหมดแล้วก็ได้ ถึงอย่างนั้นเฉิงอวี้ก็ไม่ได้พูดออกไปตรงๆ เพราะถ้าตัวเองอ่อนด้อยกว่าอีกฝ่ายคงเสียหน้าแย่ อย่างน้อยเขาก็เคยดูคลิปสอนแบบแอนิเมชั่นมาบ้าง
เฉิงอวี้พูดเสียงนุ่ม “หลับตาสิ เด็กดี เดี๋ยวฉันสอนเอง”
เซวียโย่วข่าจ้องเขาอยู่สองสามวินาที ก่อนจะหลับตาลงอย่างเชื่อฟัง
“ผ่อนคลายนะ” เฉิงอวี้โน้มหน้าเข้ามาใกล้ มือข้างหนึ่งประคองต้นคอเขาไว้ ส่วนมืออีกข้างขยับไปจับคางแล้วจูบลงบนริมฝีปากสวยของเขาอย่างไม่ประสา เซวียโย่วข่าค่อยๆ ผ่อนคลายลง ลมหายใจมีแต่กลิ่นอายของเฉิงอวี้ที่เข้ามาเติมเต็มสมองและจินตนาการของเขา
จนกระทั่งเฉิงอวี้อุ้มเขาขึ้นไปวางบนเตียง ปลายลิ้นแตะที่แนวฟันของตัวเองเป็นการหยั่งเชิง รวมถึงลมหายใจของเฉิงอวี้ก็หนักหน่วงขึ้นเหมือนกำลังถามอย่างไร้เสียง
เซวียโย่วข่าที่หลับตาอยู่ปรือตาขึ้นมาเล็กน้อย ดวงตาเต็มไปด้วยหยดน้ำใส จากนั้นเขาก็เปิดริมฝีปากออก ก่อนที่ลิ้นของเฉิงอวี้จะสอดเข้ามาอย่างร้อนแรง
เซวียโย่วข่าค่อยๆ หลงอยู่ในเกมรักแสนหวาน ร่างกายสั่นเทาอย่างบอกไม่ถูก แขนยกขึ้นโอบรอบคอของเฉิงอวี้โดยไม่สามารถควบคุมได้ ดวงตาหลับสนิท
เขาไม่รู้ว่าเฉิงอวี้จูบอยู่นานเท่าไร รู้เพียงว่ามันอ่อนโยนอย่างเหลือเชื่อ อีกฝ่ายไล่จูบผ่านหน้าผาก คิ้ว ดวงตา จมูก แก้ม จนมาถึงใบหู เวลาไหลผ่านไปทีละนาที ทันใดนั้นมือถือที่เฉิงอวี้เสียบชาร์จอยู่บนหัวเตียงก็ดังขึ้น
ตอนแรกเขาก็ไม่สนใจ แต่เสียงเรียกเข้ากลับดังลั่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างต่อเนื่อง
ดังซ้ำจนเซวียโย่วข่าค่อยๆ หลุดออกจากภวังค์ แล้วร้องเรียกเขาแผ่วเบา “พี่เฉิงอวี้…รับโทรศัพท์เถอะ”
เฉิงอวี้รับสายด้วยความหัวเสีย “แม่ หยุดโทรหาผมตอนกลางคืนได้ไหม!!”
“ไม่ใช่นะ เสี่ยวอวี้…แม่แค่อยากเตือนว่าอย่าตีกลองดึกเกินไปได้ไหม รีบนอนเถอะนะลูก”
“ผมจะวางสายแล้ว! คราวหลังอย่าโทรมากวนกลางดึกอีกนะ!” น่าโมโหชะมัด เฉิงอวี้กะว่าจะไปหาแฮกเกอร์มือดีมาบล็อกเบอร์ของฉู่เพ่ยซินไปซะ ในเมื่อไม่สามารถแก้ไขโปรแกรมในสายรัดข้อมือได้ งั้นก็บล็อกโทรศัพท์ของเธอไปเลย
เฉิงอวี้โยนมือถือออกไป ก่อนจะหันกลับมามองคนที่เอนตัวอยู่บนเตียงที่อยู่ในสภาพเสื้อคลุมอาบน้ำหลุดลุ่ย เผยผิวช่วงไหล่และแผ่นอก ดวงตาของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความเกียจคร้านปนไร้เดียงสา ราวกับกำลังยั่วยวนคนรักของตัวเองโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำใด
เขาเดินเข้าไปใกล้อย่างจนใจ “ยังอยากจูบอีกไหม”
“พรุ่งนี้ขึ้นเครื่องยังต้องผ่านจุดตรวจอีกนะครับ” ไหนจะต้องไปหาย่าตอนเช้าอีก
เซวียโย่วข่ามองเวลา กะคร่าวๆ แล้วพบว่าตัวเองกับเฉิงอวี้เหมือนจะ…จูบกันไปสี่สิบห้าสิบนาทีโดยไม่รู้ตัว น่ากลัวชะมัด ไม่รู้สึกเลยว่าเวลาผ่านไปแล้ว เหมือนเวลาผ่านไปช้ากว่าอ่านหนังสือในห้องสมุดซะอีก
“งั้นก็ไม่จูบแล้ว” เฉิงอวี้กางแขนออก “หมี่หมี่ มานอนในอ้อมแขนฉันไหม”
เซวียโย่วข่าโผเข้ากอดแล้วหาตำแหน่งที่สบายในอ้อมแขนของอีกฝ่าย ที่จริงตั้งแต่เขากับเฉิงอวี้คบกันมาก็เหมือนจะไม่เคยนอนกอดกันแบบนี้มาก่อน และเขาเองก็ไม่เคยกอดใครนอนหลับแบบนี้เลยสักครั้ง แต่มันกลับแปลกดี เพราะเขาไม่รู้สึกต่อต้านเลยแม้แต่น้อย ถึงกับนอนหลับสนิทตลอดคืนด้วยซ้ำ
ตอนเช้าตื่นขึ้นมาเฉิงอวี้ก็ไม่อยู่ข้างๆ แล้ว แต่เซวียโย่วข่าได้ยินเสียงน้ำ ถึงได้รู้ว่าเขากำลังอาบน้ำอยู่
เซวียโย่วข่าเปิดผ้าห่มออกดู เห็นว่าตัวเองนอนจนเสื้อผ้าหลุดลุ่ยไปหมด แถมยังมีปฏิกิริยาตามธรรมชาติของผู้ชายในตอนเช้าด้วย เขานอนราบอยู่อย่างนั้นโดยไม่ได้จัดการมัน นอนลงบนตำแหน่งที่เฉิงอวี้นอนอยู่เมื่อครู่นี้แล้วซึมซับกลิ่นกับความอบอุ่นของเฉิงอวี้ที่ยังคงหลงเหลืออยู่
ตอนไปหาย่าเฉิงอวี้ไม่ได้ไปด้วย ตอนนั้นลูกพี่ลูกน้องสาวของเขาก็อยู่ด้วย เธอถามเขา “ทำไมถึงใส่หน้ากากล่ะ”
“เป็นหวัดนิดหน่อยครับ แค่กๆ” พอลุกไปส่องกระจกเขาถึงได้เห็นว่าริมฝีปากของตัวเองบวมแดงขึ้นจนดูอิ่มสวยผิดปกติ
ลูกพี่ลูกน้องสาวถามเสียงเบา “เทอร์โบไปแล้วจริงๆ เหรอ”
“ผมไม่แน่ใจครับ เขาไม่ได้ติดต่อมาเลย”
“อ๋อ…” ฟางหลี่ฉิงพูดต่อ “หมี่หมี่ นายรู้เรื่องครอบครัวของเฉิงอวี้ไหม”
“ผมไม่แน่ใจครับ” เซวียโย่วข่ารู้เพียงว่าอีกฝ่ายเป็นคนมาเก๊าและเป็นลูกเศรษฐี ทั้งยังเป็นโรคหัวใจ เวลาเดินทางจะเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว อยู่บ้านแบบเรือนสี่ประสานในย่านวัดว่อฝอในปักกิ่ง และขี่มอเตอร์ไซค์ที่มีคอนเซ็ปต์เหมือนหลุดมาจากโลกแฟนตาซี ส่วนอย่างอื่นเขาไม่รู้อะไรเลย
“บ้านเขาน่ะเป็นตระกูลใหญ่โตเลยนะ นายเข้าใจคำว่าตระกูลใหญ่ใช่ไหม นายต้องสนิทกับเขาไว้นะ ต้องเกาะขาเขาไว้แน่นๆ เข้าใจไหม”
เซวียโย่วข่าไม่อยากสนใจเธอแล้ว “ไฟลต์บินของผมเป็นไฟลต์บ่าย ผมต้องไปแล้ว ย่าครับ ผมไปก่อนนะ อีกสักพักถ้าปิดเทอมจะมาหาใหม่นะครับ”
คุณย่าลูบศีรษะเขาและรู้สึกปวดใจในความรู้จักคิดของเขา “หมี่หมี่ของเราต้องได้ดีแน่ๆ”
ตอนลงบันไดอาได้แอบยื่นซองจดหมายให้เซวียโย่วข่า “หมี่หมี่ เธอเรียนต้องใช้เงินเยอะใช่ไหม การเรียนมันไม่ง่าย ไหนจะสอบเข้าได้มหา’ลัยดีขนาดนั้นอีก เงินนี่เธอเก็บไว้ใช้เองนะ อย่าบอกพ่อแม่ล่ะ” อารู้นิสัยของเซวียเทียนเลี่ยงกับเหอเสี่ยวโหยวดี พวกเขามักจะเก็บเงินอั่งเปาของลูกไว้ตั้งแต่เด็ก ไม่ยอมให้เขาได้ใช้เงิน
“อาครับ…ผมรับไว้ไม่ได้หรอก ตอนนี้ผมมีทุนเรียนอยู่แล้ว อาไม่ต้องห่วงผมหรอกครับ ผม…”
“รับไปเถอะ นี่ก็หลายปีแล้วที่อาไม่ได้ให้อั่งเปาหลาน เพราะงั้นมันก็สมควรแล้ว”
เที่ยวบินของพวกเขาเป็นตอนห้าทุ่ม ตอนเที่ยงเฉิงอวี้ก็นั่งรถไปทะเลเป่ยไห่พร้อมกับเซวียโย่วข่า ตอนที่ไปถึงท่าเรือเขาก็รู้สึกคุ้นขึ้นมาทันที “ผมเคยมาที่นี่ใช่ไหม”
“จำได้แค่ท่าเรือกับเรือยอชต์เหรอ” เฉิงอวี้เหลือบมองเขา
เขายกมือขึ้นมาเกาศีรษะด้วยความเขิน ในมือยังถือถุงลิ้นจี่สดๆ เอาไว้ เป็นของฝากสำหรับเพื่อนร่วมงานและวงสกอร์ปิโอ
“เราจะออกทะเลเหรอครับ”
“อืม” เฉิงอวี้จัดการทุกอย่างไว้ล่วงหน้าแล้ว ตัวเขามีใบอนุญาตขับเรือยอชต์ ตั้งแต่ยังไม่บรรลุนิติภาวะก็เคยแอบขับอยู่หลายครั้ง พอโตเป็นผู้ใหญ่ก็ไปสอบใบขับขี่อย่างเป็นทางการ เขาชอบความรู้สึกเวลาออกทะเลมาก ชอบขับเรือแล่นไปถึงกลางมหาสมุทร รอบตัวไม่มีคน ไม่มีเกาะ ไม่มีแผ่นดิน มีเพียงผืนน้ำสงบนิ่ง เขาจะเอนกายนอนบนดาดฟ้าแล้วปล่อยเวลาผ่านไปทั้งบ่าย
ครั้งนี้เฉิงอวี้ขับเรือคาตามารัน* ซึ่งเขาไม่สามารถควบคุมคนเดียวได้จึงมีลูกเรือสองคนมาช่วย แต่พวกเขาอยู่ในห้องควบคุม ส่วนเฉิงอวี้กับเซวียโย่วข่าอยู่ในห้องพักอีกส่วน
ถึงจะจำได้ว่าเคยนั่งเรือแบบนี้มาก่อน แต่ความทรงจำก็ยังไม่ค่อยชัดเจนนัก จำได้เพียงแค่ว่าเป็นเรือที่สวยมาก คราวนี้เซวียโย่วข่ายิ่งอยากรู้อยากเห็นเพิ่มเป็นสองเท่า ลูบตรงนั้นจับตรงนี้ ถ่ายรูปไปตั้งหลายรูป แม้แต่ตอนเรือแล่นออกจากฝั่ง เขายังรู้สึกว่าคลื่นที่กระจายอยู่ท้ายเรือน่าสนใจจึงยกมือถือขึ้นมาถ่ายวิดีโอไว้
หลังจากนั้นทั้งคู่ก็มานั่งกินน้ำชายามบ่ายในห้องอาหารบนเรือ ก่อนจะขึ้นไปบนดาดฟ้าเพื่อรอชมพระอาทิตย์ตก
ถึงแม้ว่าบนเรือจะมีคนอื่นอยู่ด้วย แต่ก็เหมือนไม่มีคนอยู่
เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า เฉิงอวี้เอนตัวนอนอยู่บนดาดฟ้าสีขาว เขาหันหน้าไปจูบเด็กหนุ่มที่นอนอยู่ข้างๆ ตนเอง ทุกครั้งที่ออกเรือมานับครั้งไม่ถ้วน เฉิงอวี้ก็มักจะนึกถึงความเสียดายในยามบ่ายเมื่อหลายปีก่อนอยู่เสมอ และวันนี้เขาก็ได้ยุติมันลงสักที
ท่ามกลางแสงอาทิตย์สุดท้ายของวัน เรือยอชต์ค่อยๆ แล่นกลับเข้าฝั่ง
วันจันทร์ทั้งคู่กลับมาทำงานตามปกติ
เมื่อคืนกว่าจะกลับถึงบ้านก็ดึกดื่นแล้ว เซวียโย่วข่าพักผ่อนไม่พอ ตอนเช้าเฉิงอวี้จึงบอกให้เขาลางาน แต่เขาก็ไม่ยอม กระทั่งตอนนี้มาถึงออฟฟิศก็ยังหาวอย่างไม่มีชีวิตชีวาเล็กน้อย
“เซวียโย่วข่า หัวหน้าเว่ยสั่งให้นายเอาเอกสารบริษัทที่จัดเสร็จแล้วไปให้เขาหน่อย”
“หืม? อ๋อครับ”
เขาหอบเอกสารกองหนึ่งเข้าไปในห้องทำงานของหัวหน้าเว่ย
หัวหน้าเว่ยไม่ใช่เจ้าของบริษัทหลักทรัพย์จงซาง แต่เป็นหุ้นส่วนของที่นี่ ดังนั้นเขาจึงมีตำแหน่งพิเศษในบริษัท
เซวียโย่วข่ามักจะถามเขาเกี่ยวกับเรื่องงาน ซึ่งหัวหน้าเว่ยก็มักจะตอบเขาเสมอโดยไม่เคยแสดงท่าทีว่ารำคาญเลยแม้แต่น้อย
“ดูไม่มีชีวิตชีวาเลยนะ เมื่อคืนเที่ยวเล่นดึกมากเหรอ”
เซวียโย่วข่าหาวอีกทีแล้วตอบว่าตัวเองกลับถึงบ้านดึก
“ไปเที่ยวทะเลมาเหรอ”
เขาพยักหน้า เมื่อวานตอนออกทะเลเขาถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกแล้วโพสต์รูปนั้นลงในโมเมนต์ แล้วก็ไม่ได้ลงรูปอื่นเลย เขาตั้งค่าปิดกั้นไม่ให้เหอเสี่ยวโหยวกับลูกพี่ลูกน้องสาวเห็น แต่ไม่ได้ปิดกั้นหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน
“ดื่มกาแฟสักหน่อยสิ จะได้สดชื่น” หัวหน้าเว่ยยื่นแก้วให้เขา “ฉันเพิ่งชง ยังไม่ได้ดื่มเลย”
เซวียโย่วข่าเกรงใจ บอกว่าไม่เป็นไร แต่หัวหน้าเว่ยกลับพูดว่า “ดื่มหน่อยเถอะ จะได้มีแรงทำงาน เดี๋ยวจะเผลอหลับเอา”
“ขอบคุณครับหัวหน้าเว่ย”
เซวียโย่วข่าไม่ใช่คนที่แยกความแตกต่างของกาแฟได้ เขาแค่ได้กลิ่นและรู้ว่าหอมมาก แต่ก็ดูเหมือนจะไม่แตกต่างจากกาแฟเนสท์เล่ที่เขาดื่มเป็นประจำมากนัก
จู่ๆ หน้าจอมือถือของเขาก็มีข้อความเด้งขึ้นมา
‘วูล์ฟ : ปรับแก้โปรแกรมให้แล้ว ลองดูสิ’
เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อนเซวียโย่วข่าขอให้วูล์ฟช่วยแก้ปัญหาเล็กๆ เกี่ยวกับโปรแกรมให้ พร้อมทั้งกำชับเป็นพิเศษว่าอย่าบอกเรื่องนี้กับเทอร์โบ
วูล์ฟเพิ่งนึกได้เลยส่งให้เขา
เซวียโย่วข่ารู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้ง พร้อมสัญญาว่าจะเลี้ยงข้าววูล์ฟมื้อใหญ่ แต่วูล์ฟบอกว่าไม่ต้อง
‘นายให้เทอร์โบเลี้ยงฉันแทนก็ได้’
‘ไม่เอา ผมเลี้ยงเอง!’
เขาแอบใช้คอมพิวเตอร์ของบริษัททดสอบอยู่หลายรอบ พอไม่มีปัญหาแล้วก็รีบบีบอัดไฟล์ส่งให้เฉิงอวี้ทันที
ตอนนั้นเฉิงอวี้กำลังซ้อมดนตรีอยู่ เขาถามกลับไป
‘นี่มันอะไร’
‘โหลดลงคอมฯ แล้วลองเล่นดูสิ มันเป็นเกมน่ะ’
‘เกมอะไร’
‘เดี๋ยวพี่เล่นก็รู้เองแหละ! ไม่ต้องถามผม ผมต้องทำงานต่อแล้ว!’
เฉิงอวี้แยกตัวจากเพื่อนในวงแล้วเข้าห้องไปเปิดคอมพิวเตอร์ดาวน์โหลดเกมนั้นมาเล่น
มันเป็นเกม FC* แบบพิกเซลที่ต้องอาศัยจังหวะ เหมาะกับเฉิงอวี้พอดี ภาพในเกมดูเก่า ด่านก็น่าเบื่อมาก รูปลักษณ์ตัวละครหลักในเกมเป็นการ์ตูนพิกเซลตัวเล็กๆ ทำปากเบะอย่างไม่พอใจ ทำหน้าเหมือนกำลังกลอกตา บนหัวมีเครื่องหมาย X เหมือนตะเกียบสีดำสองอันกำลังไขว้กันลอยอยู่กลางอากาศ ทั้งที่ตัวละครน่าเกลียดมาก แต่เฉิงอวี้กลับรู้สึกว่ามันเหมือน…ตัวเองอย่างบอกไม่ถูก
เขาแคปหน้าจอส่งไปให้เซวียโย่วข่า
‘นายหมายความว่ายังไง อย่าบอกนะว่าคือฉัน?’
เซวียโย่วข่าที่กำลังทำงานอยู่ตอบกลับหลังจากนั้นห้านาที
‘พี่พูดเองนะ อย่ามาโทษผม’
‘น่าเกลียดชะมัด’
‘ความสามารถผมมีจำกัด เลยได้แต่ออกแบบให้เป็นแบบนี้’
‘อ๋อ นายเป็นคนออกแบบเหรอ…’
เฉิงอวี้ฝืนเล่นต่อไปและตายอยู่ตั้งหลายครั้ง ในที่สุดก็สู้มาจนถึงบอส
บอสใหญ่มีชื่อว่า ‘วาข่าข่าข่า’ เป็นตัวละครแต่งตัวแฟชั่นจ๋าผมสีชมพู
เฉิงอวี้อดทนเล่นเกมนี้ต่อไปอีกพักหนึ่ง เขาสู้กับบอสใหญ่น่ารักสไตล์พิกเซลอยู่สักพัก ใช้เวลาอยู่ประมาณสิบห้านาทีในที่สุดก็ตีบอสจนล้มได้ จากนั้นบนหน้าจอก็มีป็อปอัพเก่าๆ เด้งขึ้นมาบอกว่า ‘ขอแสดงความยินดีที่คุณกำจัดบอสได้! คุณจัดการบอสสำเร็จ ได้รับรางวัล ‘วาข่าข่าข่าจุ๊บจุ๊บx1’ คลิกยืนยันรับของรางวัล!’
เมื่อเฉิงอวี้กดยืนยัน หัวใจพิกเซลสีชมพูก็ร่วงลงมาเต็มหน้าจอในหน้าอินเตอร์เฟซเกม ทำให้ดวงตาและหัวใจเขาพร่ามัว
* เรือคาตามารัน คือเรือยอชต์ที่มีลำเรือสองลำขนานกัน เชื่อมต่อกันด้วยสะพานเดินเรือ มีดาดฟ้าขนาดใหญ่ ห้องโดยสารกว้าง ประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่าเรือแบบลำเดียว
* เกม FC (Family Computer) เป็นเกมสำหรับเล่นในเครื่องเล่นวิดีโอเกม 8 bit จากบริษัทนินเทนโด
Comments



