everY
ทดลองอ่าน แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 3 บทที่ 71-72 #นิยายวาย
บทที่ 72
ระหว่างที่รอเซวียโย่วข่าเลิกงาน เฉิงอวี้ก็เล่นเกมที่ออกแบบมาอย่างเรียบง่ายและบั่นทอนสติปัญญานี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่หลายรอบโดยไม่เบื่อเลย เพียงเพื่อจะไปสู้กับบอส และพอปราบบอสได้ก็จะมีจุ๊บๆ ร่วงลงมาโดยอัตโนมัติ เขายังแคปหน้าจอเก็บไว้เป็นที่ระลึกอีกด้วย
ถึงจะเป็นเกมง่ายๆ แต่เฉิงอวี้รู้ดีว่าถ้าจะทำคนเดียวให้เสร็จสมบูรณ์ต้องใช้เวลาไม่น้อย
‘ฉันผ่านด่านแล้ว’ เขาดีใจจนควบคุมตัวเองไว้ไม่อยู่ ดีที่เป็นการส่งข้อความ เซวียโย่วข่าจึงมองไม่เห็นสีหน้าของเขา
‘ทำอยู่นานไหม’ เฉิงอวี้ถาม
‘ไม่นานหรอก ผมดาวน์โหลดซอร์สมา แล้วขอให้วูล์ฟช่วยนิดหน่อย’ เซวียโย่วข่าเจียดเวลามาตอบ ‘ผมกะว่าจะเลี้ยงข้าวเขา อีกอย่างพรุ่งนี้เช้าอัลบั้มใหม่ของพวกพี่ก็จะปล่อยขายอย่างเป็นทางการแล้วไม่ใช่เหรอ ควรฉลองกันหน่อยนะ’
เฉิงอวี้ไม่ค่อยปลื้ม เขาอยากอยู่กับอีกฝ่ายสองคนมากกว่า
แต่เซวียโย่วข่ากลับบอกว่า ‘อาจารย์ที่ดูแลออกมาแล้ว! ผมยังเขียนรายงานประจำวันไม่เสร็จเลย เดี๋ยวผมเลิกงานค่อยคุยกันนะ!’
เดือนแรกของการฝึกงาน มีแต่การเขียนรายงานประจำวัน รายงานประจำสัปดาห์ ทำพาวเวอร์พ้อยต์ และงานจิปาถะซ้ำไปซ้ำมา ช่วงนี้นักวิเคราะห์ที่ดูแลเขาเริ่มมอบหมายงานใหม่แล้ว ให้เขากับเด็กฝึกงานอีกคนที่ชื่อเจคอปร่วมมือกันทำรายงานเชิงลึกวิเคราะห์กลุ่มธุรกิจร้านอาหารจำนวนหนึ่ง ถือว่าดีกว่าการทำงานจิปาถะอยู่บ้าง แต่ต้องค้นข้อมูลจำนวนมาก แถมส่วนใหญ่ยังเป็นข้อมูลภาษาอังกฤษและต้องแปลเองด้วย สองวันก่อนที่กลับบ้านเก่าเขาแทบไม่ได้อ่านข้อมูลหรือเขียนอะไรเลย วันนี้เลยยุ่งเป็นเท่าตัว
ยุ่งจนถึงห้าโมงเย็น จู่ๆ เบื้องบนก็แจ้งว่าเลขานุการคณะกรรมการของบริษัทสิงไท่พร็อพเพอร์ตี้จะมาในอีกครึ่งชั่วโมง เพื่อเข้าร่วมการประชุมวิเคราะห์อุตสาหกรรม
เมื่อก่อนตอนเขียนรายงานประจำสัปดาห์ก็เคยเขียนถึงบริษัทสิงไท่พร็อพเพอร์ตี้ มันเป็นบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในเครือกลุ่มซินจื้อ* การประชุมระดับผู้บริหารแบบนี้ เหล่านักศึกษาฝึกงานไม่มีสิทธิ์เข้าร่วม แต่พวกเขาจะหานักศึกษาฝึกงานมาทำบันทึกการประชุมโดยเฉพาะแทน
ทุกคนเริ่มวิจารณ์กันใหญ่ “ทำไมจู่ๆ ถึงแจ้งมาล่ะ ไม่มีบอกล่วงหน้าเลย”
“เขาเป็นเลขาฯ ของประธานกรรมการสิงไท่นะ ยุ่งจะตาย หาเวลามานี่ได้ก็ยากแล้ว อย่าว่าแต่หัวหน้าเว่ยต้องอยู่ทำโอทีเพื่อประชุมเลย แม้แต่ซีอีโอเราก็ต้องอยู่ด้วย”
“โอกาสหายาก อยากไปนั่งฟังข้างๆ จัง แต่คงไม่ได้สินะ…”
“อยู่ๆ ก็อยากไปทำบันทึกการประชุมขึ้นมาแล้วสิ…”
การประชุมปกติจะน่าเบื่อมาก ประชุมหนึ่งชั่วโมงต้องใช้เวลาสองชั่วโมงในการจัดทำบันทึก ทุกคนเลยไม่ค่อยอยากทำ ถึงขั้นตอนเรียบเรียงจะช่วยให้ได้เรียนรู้อะไรบ้างก็เถอะ เพราะระหว่างการเรียบเรียงก็คือกระบวนการย่อยและทำความเข้าใจนั่นแหละ
เซวียโย่วข่าเคยทำบันทึกการประชุมมาแล้วสองครั้ง แต่วันนี้เขาไม่อยากเข้าเลย ถึงจะอยากฟังผู้บริหารคุยกัน แต่เพราะเฉิงอวี้กำลังออกมารับเขาแล้ว แถมยังบอกว่าจะพาหลินสือเม่ากับวูล์ฟมาด้วย เขายิ่งอยากเลิกงานเร็วๆ
โชคดีที่งานดีๆ แบบนี้ไม่ตกมาถึงคนชายขอบอย่างเขา พี่เบลล่านักวิเคราะห์ที่ดูแลเขาเลือกเจคอปนักศึกษาปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียเข้าไป “เดี๋ยวพี่พาเข้าไปนะ นายมาทำบันทึกการประชุมสิ”
“หา?” เจคอปดีใจมาก แม้ตอนเย็นเขาเองก็มีนัด แต่การได้เข้าฟังประชุมแบบนี้สำคัญกว่าอยู่แล้ว
ไม่คาดคิดว่าผ่านไปสิบนาที ตอนที่ซุนเยี่ยเลขานุการประธานกรรมการบริษัทสิงไท่พร็อพเพอร์ตี้มาถึง หัวหน้าเว่ยกลับเดินออกจากห้องประชุมแล้วชี้มาทางเซวียโย่วข่าที่กำลังรีบพิมพ์รายงานพร้อมเหลือบดูเวลารอเลิกงานตลอด
“ผม…?” เขารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี
“บันทึกการประชุม” หัวหน้าเว่ยพูดสั้นๆ “เข้ามาเดี๋ยวนี้”
เซวียโย่วข่ารีบจัดแจงโน้ตบุ๊กตัวเองอย่างรวดเร็ว วิ่งวุ่นหาเครื่องบันทึกเสียงไปทั่ว ก่อนเข้าไปในห้องประชุม เขายังไม่มีเวลาพอจะส่งข้อความบอกเฉิงอวี้ด้วยซ้ำว่าตัวเองต้องทำงานล่วงเวลา
เด็กฝึกงานหันมามองหน้ากัน ไม่มีใครพูดอะไร แต่ก็อ่านท่าทีจากสายตาของอีกฝ่ายออก ตอนแรกพี่เบลล่าจะพาเจคอปเข้าไป เพราะเห็นแววและอยากให้เขาได้เรียนรู้เยอะๆ แต่จู่ๆ หัวหน้าเว่ยดันเรียกเด็กฝึกงานในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนเข้าไปทำบันทึกการประชุมที่สำคัญขนาดนี้เนี่ยนะ
หลังเจคอปเดินออกมาก็โยนโน้ตบุ๊กลงบนโต๊ะทำงานของตัวเอง โมโหจนหน้าซีดขาว เกือบจะหลุดปากด่าเขาว่าเกาะขาคนใหญ่คนโต
ซุนเยี่ยเป็นผู้ชายอายุราวๆ สามสิบปี แต่งตัวสุภาพเรียบร้อย หน้าตาเคร่งขรึมแทบไม่ยิ้ม ในฐานะเลขานุการของประธานคณะกรรมการบริษัทในกลุ่ม เขาเป็นเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างบริษัทจดทะเบียนกับตลาดทุน ในที่ประชุมมีทั้งฝั่งบริษัทหลักทรัพย์จงซางของพวกเขาและฝั่งนักลงทุน ทุกคนต่างให้ความเคารพและพูดกับซุนเยี่ยอย่างเกรงใจ เลขานุการของประธานคณะกรรมการคนนี้ตอบคำถามอย่างมีตรรกะและละเอียดถี่ถ้วน แต่ตลอดเวลานั้นกลับไม่ยิ้มเลย เหมือนจะเร่งทำเวลาสุดๆ เวลาพูดก็พูดอย่างรวดเร็วและไม่มีคำพูดไร้สาระสักคำ พอพูดจบไปส่วนหนึ่งก็จิบน้ำให้ชุ่มคอ
เส้นประสาทของเซวียโย่วข่าตึงเปรี๊ยะ รีบจดคีย์เวิร์ดอย่างรวดเร็ว
แต่เดิมควรจะเลิกงานหกโมงเย็น แต่เพราะประชุมยืดเยื้อไปอีกครึ่งชั่วโมง ระหว่างประชุมเขาอยากหยิบมือถือตลอดเวลา กลัวว่าเฉิงอวี้จะมารอรับนานเกิน แต่เขาไม่กล้าจับมือถือในห้องประชุมเลย
เวลาหกโมงยี่สิบห้านาที การประชุมได้จบลงแล้ว ซุนเยี่ยที่ประชุมเสร็จกำลังจะออกไป
เซวียโย่วข่าเอ่ยถาม “หัวหน้าเว่ยครับ บันทึกการประชุมฉบับนี้ต้องส่งเมื่อไรครับ”
“ส่งมาให้ฉันก่อนเที่ยงคืน นายเลิกงานก่อนเถอะ” หัวหน้าเว่ยพูดจบก็ลงไปส่งซุนเยี่ย
เซวียโย่วข่ารีบเปิดมือถือ เก็บของที่ต้องทำต่อคืนนี้ยัดใส่กระเป๋าเป้พลางโทรหาเฉิงอวี้ “เมื่อกี้มีประชุมด่วน พี่ไม่ได้รอนานใช่ไหมครับ”
“ไม่นาน อยู่ข้างล่าง”
“ผมจะลงไปเดี๋ยวนี้ รอผมลงลิฟต์แป๊บ!” เขาสะพายกระเป๋าวิ่งพรวดออกไปกดลิฟต์ลง แต่ประตูลิฟต์ที่เพิ่งจะปิดและเปิดออกนั้น ข้างในมีผู้บริหารอยู่เต็มลิฟต์ ตรงกลางคือเลขานุการของประธานคณะกรรมการของสิงไท่ที่อยู่ท่ามกลางกลุ่มคน
ลิฟต์ตัวอื่นก็มีเพื่อนร่วมงานยืนอยู่เต็มแล้ว เหลือตัวนี้ที่มีคนน้อยกว่า เซวียโย่วข่ากวาดตาดูคนในลิฟต์ กล่าวขอโทษแล้วตั้งใจจะเดินลงบันได แต่ถูกเรียกไว้ “ยังมีที่ว่างนะ เข้ามาสิ”
“ขอบคุณครับหัวหน้าเว่ย” เขาก้าวเข้าไปอย่างระมัดระวัง มองตัวเลขชั้นสีแดงที่ลดลงเรื่อยๆ
ในลิฟต์ ผู้จัดการทั่วไปอีกคนที่มีตำแหน่งสูงกว่าหัวหน้าเว่ยหนึ่งขั้นถามซุนเยี่ยอย่างสุภาพ “คืนนี้เลขาฯ ซุนว่างไหมครับ เรามากินข้าวกันสักมื้อไหมครับ ผมเป็นเจ้ามือเอง”
ซุนเยี่ยบอกปฏิเสธ “ขอบคุณครับ ผมต้องไปรับคนที่สนามบินตอนสามทุ่ม ประธานหลินจะมาแล้ว”
“ประธานหลินมาด้วยเหรอครับ แบบนี้คงต้องเอาไว้ครั้งหน้าแล้ว” เขาพูดอย่างเสียดาย
เมื่อลิฟต์ถึงชั้นล่าง เซวียโย่วข่าที่ยืนด้านหน้าสุดก็เดินออกมาก่อน แต่เขาไม่ได้ยืนขวางทาง เพียงยืนหลบอยู่ข้างๆ รอให้เหล่าผู้บริหารกลุ่มนั้นออกจากลิฟต์ไปก่อน จากนั้นก็เดินตามหลังไปห่างๆ ขณะเดียวกันในลิฟต์อีกตัวหนึ่ง เพื่อนร่วมงานหลายคนที่ต้องเลิกงานช้ากว่าปกติเพราะการประชุมที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันในคืนนี้ก็ทยอยเดินออกมาเป็นแถว
ขณะที่กลุ่มคนกำลังจะออกจากบริษัท จู่ๆ ซุนเยี่ยที่อยู่กลางฝูงชนก็หยุดฝีเท้ากลางล็อบบี้แล้วมองไปทางโซนพักผ่อนตรงหัวมุม สายตาหลังเลนส์แว่นดูแปลกใจเล็กน้อย เหมือนกำลังยืนยันอะไรบางอย่างอยู่ไกลๆ จากนั้นก็สาวเท้าเดินไป บนใบหน้าเคร่งขรึมมีความยินดีอย่างไม่คาดคิดปรากฏอยู่
“ประธานหลินน้อย มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงครับ”
พอได้ยินคำเรียกนี้เหล่าผู้บริหารของจงซางที่ออกมาจากลิฟต์ด้วยกันก็รู้ทันทีว่าคนคนนั้นคือใคร ต่างก็หยิบนามบัตรแนะนำตัวเตรียมพร้อมเอาไว้
ในโซนพักผ่อนมีคนนั่งอยู่สามคน หลินสือเม่าขับรถพาเฉิงอวี้กับวูล์ฟมาถึงตอนหกโมงตรง พวกเขารออยู่ที่ลานจอดพักหนึ่ง เพราะโทรหาเซวียโย่วข่าเท่าไรก็ไม่ติด เฉิงอวี้เลยหงุดหงิดขึ้นมาจนต้องให้หลินสือเม่าไกล่เกลี่ย ‘ประชุมอยู่ล่ะมั้ง เขาเป็นเด็กฝึกงานเลยรับสายไม่ได้ไง’
จากนั้นทั้งสามก็มานั่งรอที่นี่ เฉิงอวี้เพิ่งคุยกับเซวียโย่วข่าเสร็จ รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังลงมาเลยคอยอย่างใจจดใจจ่อ เอาแต่เฝ้ามองหาเงาของอีกฝ่ายในกลุ่มคน
ไม่คาดคิดว่าจะเจอเลขานุการบริษัทตระกูลหลินโผล่มาตรงหน้า
“คุณชายเฉิงก็อยู่ด้วย!”
เดิมทีซุนเยี่ยเป็นเลขาฯ ส่วนตัวข้างกายคุณหลิน ช่วงหลายปีก่อนมักตามติดข้างกายหลินสือเม่าตอนอายุสิบกว่าปีและก่อตั้งวงดนตรีในวัยต่อต้าน แน่นอนว่าเขาย่อมรู้จักคุณชายเฉิงที่อยู่ในวัยต่อต้านเช่นเดียวกันและรู้จักกับตระกูลหลินมาหลายชั่วอายุคน แต่ตลอดหลายปีนี้กลับไม่ค่อยเห็นเขาเลย ทว่าซุนเยี่ยมองแวบเดียวก็จำคุณชายเฉิงได้ทันที
เฉิงอวี้เห็นเขาก็ไม่ได้มีการตอบสนองพิเศษอะไร แค่พยักหน้าทักทายหนึ่งทีแล้วหันไปกวาดตามองหาเงาร่างของแฟนหนุ่มต่อ เขาส่งข้อความไปว่า ‘นายอยู่ไหน ลิฟต์ลงมาหลายรอบแล้วนะ’
ซุนเยี่ยยังไม่มีทีท่าว่าจะไป เขาพูดกับหลินสือเม่า “ประธานหลินจะมาถึงตอนสามทุ่มนะครับ เขาตั้งใจมาพบคุณโดยเฉพาะ ไม่ไปสนามบินกับผมหน่อยเหรอ…”
“ฉันรู้ แต่คืนนี้ฉันมีนัดแล้ว” หลินสือเม่ายิ้มตอบ “ฉันมารับเพื่อน เขาฝึกงานอยู่ที่จงซาง”
“ฝึกงานที่จงซางเหรอ ผมเพิ่งประชุมกับจงซางมานี่เอง”
บรรดาผู้บริหารของจงซางมีสีหน้าที่แตกต่างกันออกไป เด็กฝึกงานปีนี้มีภูมิหลังใหญ่โตขนาดนี้เลยเหรอ ไม่น่าใช่มั้ง
เซวียโย่วข่าสังเกตเห็นว่าโซนพักผ่อนที่ล็อบบี้ของบริษัทด้านหน้ามีคนอยู่เยอะ เขารับโทรศัพท์ของเฉิงอวี้ด้วยความงุนงงเล็กน้อย ผู้บริหารของบริษัทคงไม่ใช่แฟนคลับของวงสกอร์ปิโอหรอกนะ…
“ผมอยู่ข้างหลัง” เขาเงยหน้าพูด “ทำไมด้านหน้าพวกพี่คนเยอะจัง”
“เลขาฯ ของบ้านหลินสือเม่าน่ะ” เฉิงอวี้กวาดตามองรอบหนึ่ง “เห็นนายแล้ว”
เฉิงอวี้ฝ่าฝูงชนออกไป
หลินสือเม่าเห็นเขาเดินไปก็ได้แต่บอกเลขาฯ ซุนว่า “เพื่อนฉันลงมาแล้ว คุยกันเท่านี้ก่อนนะ ขอตัวก่อน ไว้เจอกันใหม่”
เพราะคำนึงว่ายังอยู่ในบริษัท เฉิงอวี้เลยไม่ได้จูงมือเซวียโย่วข่า เพียงแค่ยื่นมือไปช่วยเขาถือกระเป๋าเท่านั้น
บรรดาเพื่อนร่วมงานที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้านหลังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ได้ยินเพียงว่าเลขานุการของประธานคณะกรรมการของสิงไท่เจอคนรู้จักในล็อบบี้เลยหยุดคุย จากนั้นก็มีหนุ่มหล่อใส่ชุดดำ มองแวบแรกนึกว่าเป็นดาราคนไหนสักคนเดินแหวกฝูงชนออกมารับเด็กฝึกงานช่วงปิดเทอมฤดูร้อนที่หน้าตาดีที่สุดในบริษัทปีนี้ จากนั้นก็มีหนุ่มหล่อสไตล์แตกต่างกันอีกสองคนโผล่มาในฝูงชน แล้วทั้งสี่คนก็เดินไปด้วยกัน
เดิมทีทุกคนคิดว่าเซวียโย่วข่าเป็นเด็กฝึกงานที่อาศัยหน้าตาเข้ามาในช่วงเดียวกัน เลยได้รับความสนใจจากหัวหน้าเป็นพิเศษ สีหน้าของทุกคนฉายแววหลากหลายอารมณ์ แต่ทันใดนั้นก็ไม่แน่ใจอีกต่อไปแล้ว
ที่แท้เจ้าตัวก็มีภูมิหลังเหมือนกัน แถมยังไม่ใช่ภูมิหลังธรรมดาซะด้วย
พอเดินออกมาจากบริษัท เซวียโย่วข่าถึงเพิ่งนึกได้ “เลขาฯ ซุนเยี่ยของประธานคณะกรรมการที่มาประชุมในบริษัทเราวันนี้เป็นคนของพี่เม่าเหรอครับ…”
หลินสือเม่าตอบรับ “เขาทำให้พวกนายต้องทำงานล่วงเวลาเหรอ”
เซวียโย่วข่าหัวเราะแห้งๆ “ไม่เท่าไรครับ แค่ครึ่งชั่วโมงเอง”
ถึงจะพูดว่าทำงานล่วงเวลาไม่มาก แต่ความจริงพอกลับถึงบ้านงานที่ต้องทำต่อก็ไม่ได้เบากว่าการทำงานล่วงเวลาเลย
คืนนี้เซวียโย่วข่าเป็นคนจ่ายเพื่อเลี้ยงขอบคุณวูล์ฟที่ช่วยเขาแก้โปรแกรมเกมโดยเฉพาะ ส่วนเหล่าเคไม่ได้มาเพราะกลับบ้านเกิด
ตอนถึงบ้าน เซวียโย่วข่าเปิดคอมพิวเตอร์แล้วนั่งเรียบเรียงบันทึกการประชุมต่อ เมื่อคืนก็ยังไม่ได้พักผ่อนให้เต็มที่ วันนี้ยังต้องฟังบันทึกการประชุมอันน่าเบื่อและเรียบเรียงไฟล์อีก เขานั่งหาวติดต่อกันอยู่บนโต๊ะหนังสือ เฉิงอวี้เห็นว่าเขาง่วงจัดเลยเป็นฝ่ายแย่งงานเขาไป “เดี๋ยวฉันช่วยเขียนเอง”
“พี่ไม่เคยทำนี่ เดี๋ยวผมทำเองก็ได้” ถึงมันจะเป็นงาน แต่การได้เรียนรู้จากการเรียบเรียงก็เป็นประโยชน์กับตัวเขาเอง เซวียโย่วข่าเลยไม่ให้เฉิงอวี้ช่วย เขารีบทำจนถึงห้าทุ่มครึ่งแล้วส่งบันทึกไปให้หัวหน้าเว่ย
‘ได้รับแล้ว ลำบากนายแล้วนะ’
‘ไม่ลำบากครับ เป็นงานของผมอยู่แล้ว’
‘รีบพักผ่อนเถอะ’
มีเพื่อนร่วมงานคนอื่นเหมือนจะได้ยินข่าวซุบซิบ บางคนก็มาสอบถามเขา แต่หัวหน้าเว่ยไม่ได้พูดอะไร
เซวียโย่วข่าปิดคอมพิวเตอร์แล้วขยี้ตา เฉิงอวี้ที่ยืนอยู่ข้างหลังบีบไหล่ให้เขาพร้อมเอ่ยเสียงนุ่ม “ฉันรองน้ำอุ่นไว้แล้ว อยากแช่อ่างไหม”
“อืม ง่วงมาก ไม่เอาดีกว่า ผมล้างหน้าก็พอ” วันนี้เขาจ้องหน้าจอนานเกินไปจนแทบลืมตาไม่ขึ้น เจ้าตัวปรือตาพลางหาว ล้างหน้าแปรงฟันอย่างอ่อนแรง เฉิงอวี้พูดอยู่ข้างๆ “เทอมหน้าห้ามเป็นแบบนี้อีกนะ”
เขาฝึกงานช่วงปิดเทอมฤดูร้อนที่บริษัทจงซาง ค่าแรงรายวันวันละร้อยห้าสิบหยวน เดือนหนึ่งได้แค่สามพันหยวน เซ็นสัญญาฝึกงานไว้สามเดือน ทำจนถึงวันก่อนเปิดเทอมพอดี สามเดือนรวมแล้วรายได้ยังไม่ถึงหมื่น เทียบกับโฆษณาสองตัวที่เขาถ่ายหรือค่าโชว์ตัวในงานคอมมิกงานเดียวยังไม่ได้เลย
แต่เซวียโย่วข่าดูจะมีใจทางสายนี้จริงๆ เฉิงอวี้รู้ดีว่าอีกฝ่ายคงไม่ฟังเขา
“ไม่อยากแช่น้ำจริงๆ เหรอ น้ำยังร้อนอยู่นะ ฉันใส่น้ำมันหอมระเหยไว้ด้วย” เฉิงอวี้เพิ่งเคยทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ให้คนอื่นเป็นครั้งแรก บางทีอาจเพราะเกมเมื่อตอนบ่ายทำให้เขาอารมณ์ดี เลยอยากทำอะไรให้เซวียโย่วข่าอย่างห้ามไม่ได้
เซวียโย่วข่าส่ายหน้า พูดง่วงๆ “ถ้าแช่ผมคงหลับในอ่างแน่เลย” ตอนพูดยังลืมตาไม่ขึ้น เขาวางแปรงสีฟันไฟฟ้าลงบนอ่างล้างหน้าเหมือนคนละเมอ
เฉิงอวี้พูด “งั้นฉันอุ้มนายไปนอน”
“แต่ผมยังไม่ได้ใส่เสื้อผ้าให้ดีเลย” เสียงของเขาอู้อี้เหมือนละเมอและมีความออดอ้อนปะปนอยู่
“ฉันดูไม่ได้หรือไง” เฉิงอวี้ขึ้นเสียง
“ไม่ใช่นะ ของผมพี่ก็มีเหมือนกัน มีอะไรให้ดูไม่ได้…” เซวียโย่วข่างัวเงีย แต่ก็ยังรู้สึกเขิน ถึงเขากับเฉิงอวี้จะนอนด้วยกัน ทว่าไม่เคยถึงขั้นเปลือยเปล่ามาก่อน “งั้นถ้าพี่รังเกียจที่ผมไม่อาบน้ำ คืนนี้ผมไม่กอดพี่ก็แล้วกัน”
เฉิงอวี้ไม่รู้จะพูดอะไร ผ่านไปหลายวินาทีถึงค่อยพูดขึ้น “นายพูดแล้วต้องทำให้ได้ล่ะ อย่ามากอดฉันตอนกลางดึกนะ”
“ไม่มีทาง ผมไม่เคยนอนดิ้นอยู่แล้ว”
ในสถานการณ์ที่คนเราง่วงจนถึงขีดสุด มีเพียงความคิดอยากจะขึ้นเตียงนอนเท่านั้น เซวียโย่วข่าไม่ลืมล้างหน้าแปรงฟันก็ถือว่าเก่งมากแล้ว
และเขาทำได้ตามที่พูดจริงๆ พอนอนลงบนเตียงดวงตาก็ปิดสนิท ไฟยังไม่ทันปิดก็หลับสนิทในห้าวินาที เขานอนตะแคง ท่านอนนิ่งมาก ดวงตาปิดสนิทอย่างเหนื่อยล้า
เฉิงอวี้ขึ้นเตียงอีกฝั่ง ในหัวคิดว่าคืนนี้เซวียโย่วข่าไม่ได้อาบน้ำจะกอดเขาไม่ได้ แต่ผ่านไปไม่ถึงครึ่งนาทีเฉิงอวี้ก็ขยับเข้าไปอยู่ข้างๆ อ้าแขนโอบกอดเขาด้วยความคุ้นชิน แล้วค่อยๆ กดศีรษะของเซวียโย่วข่ามาซบอกตัวเองอย่างระมัดระวัง
* กลุ่มซินจื้อ คือองค์กรวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็ก เป็นองค์กรพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูงที่ใหญ่ที่สุดของประเทศจีน
ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ใน แฟนสาวของผมเป็นผู้ชายครับ เล่ม 3
วางจำหน่ายแบบรูปเล่มที่เว็บไซต์ Jamsai Store, ร้าน Jamclub และร้านหนังสือทั่วไป
รวมถึงในรูปแบบอีบุ๊กที่
Meb / OOKBEE / Fictionlog / Naiin App / SE-ED / Hytexts / comico และ ARN
Comments



