X
    Categories: LOVEทดลองอ่านธีรกานต์

ทดลองอ่าน ธีรกานต์ ตอนที่ 1

หน้าที่แล้ว1 of 5

บทที่ 1

เธอ (หรือเขา) ชื่อกานต์

 “หนิง แกยังไม่หายโกรธฉันอีกเหรอ แกหายโกรธฉันเหอะ นี่มันเกินสี่สิบแปดชั่วโมงแล้วนะ แกเคยบอกฉันเองนะว่าไม่ควรปล่อยให้ความโกรธเกลียดฝังอยู่ในตัวนานขนาดนั้น มันไม่ดีต่อสุขภาพจิต”

กานต์กำลังนั่งอยู่ในห้องประชุมเล็กๆ ของบริษัทโมเดลลิ่ง ส่วนหนิงหรือหทัยรัตน์ซึ่งเป็นพนักงานตัวจริงของบริษัทกำลังก้มหน้าก้มตาจัดการเอกสาร ทำหูทวนลมไม่สนใจเพื่อน

“แก ฉันรู้นะว่าทำไมแกโกรธ แต่ฉันก็ย้อนไปแก้เรื่องเมื่อคืนนั้นไม่ได้แล้วด้วย แกจะให้ฉันทำไง ฉันก็เลยได้แต่นั่งขอโทษแกเนี่ย”

“เออ และนี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่แกมานั่งขอโทษฉันแบบนี้ แกว่ามันควรจะมีถึงสามครั้งไหม แกก็รู้ตัวว่าเอาเหล้าเข้าปากแล้วเป็นยังไงแต่ก็ยังจะทำ แล้วดูซิว่าใครตกเป็นเหยื่อ ทั้งที่ฉันไปช่วยชีวิตแกไว้ แต่ดันโดนแกจูบโชว์ชาวโลกเนี่ย!”

ใจความมันอยู่ที่ประโยคหลังนี่เอง ถึงจะเมาแต่กานต์ก็จำได้ดีว่าตอนเธอจูบเพื่อนแล้วถูกผลักออกมา มีใครคนหนึ่งเดินผ่านมา ครั้นหันไปมองก็พบว่าเป็นนายแบบหนุ่มหล่อคนหนึ่งที่หทัยรัตน์ปลาบปลื้มเป็นพิเศษ อีกฝ่ายยิ้มขำแล้วทำไม่รู้ไม่ชี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาเห็นพวกเธอจูบกันไหม จริงอยู่ถึงเพื่อนจะไม่ได้หวังอยากได้อีกฝ่ายเป็นแฟน แต่ด้วยความที่ปลื้มนายแบบหนุ่มก็เลยงอนเธอยาวขนาดนี้

“วินาทีนั้นฉันรู้ทุกอย่างแหละว่าไม่ควรทำ แต่ฉันหยุดตัวเองไม่ได้ แกก็รู้…ขอโทษจริงๆ นะหนิง” กานต์ทำหน้าจ๋อยๆ

“แกควรจะเลิกขอโทษแล้วเปลี่ยนเป็นเลิกเอาแอลกอฮอล์เข้าปากแทน” พอเห็นเพื่อนจ๋อยสนิท ท่าทีของหทัยรัตน์ก็อ่อนลงนิดหนึ่ง ทว่าสีหน้าของเธอก็ยังบูดบึ้งอยู่ดี “ไม่ว่าจะอยู่ร่างไหนยังไงแกก็เป็นผู้หญิงนะ ถ้าสมมติคืนนั้นฉันไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้วแกไปจูบคนอื่นมันจะเป็นไง หรือถ้าแกเกิดไปจูบคุณบุษเข้า เผลอๆ จะไม่เหลือเงาหัวมาถึงวันนี้ คืนนั้นคุณธีหลานคุณบุษน่ากลัวจะตาย แกโดนหมายหัวไว้แล้วหรือเปล่าก็ไม่รู้ นี่ฉันกังวลจนประสาทจะหลอนแล้ว รู้ตัวบ้างไหมเนี่ย แต่แกไม่พูดถึงเรื่องนี้สักคำด้วยซ้ำ แกห่วงตัวเองมั่งป่ะถามจริง”

พูดไปพูดมาอารมณ์ก็ขึ้นอีก หทัยรัตน์จึงแยกเขี้ยวใส่เพื่อนที่นั่งหล่ออยู่ตรงหน้าอีกรอบจนได้…ใช่ อย่างที่เธอบอก ถึงแม้กานต์จะหล่อ หล่อมากด้วย แถมเป็นความหล่อแบบหน้าหวานหน่อยๆ หรือที่เรียกกันว่า ‘ฟลาวเวอร์บอย’ เข้ากับสมัยนิยม แบบที่น่าจะเล่นซีรี่ส์ได้สบายๆ แต่ความจริงก็คือกานต์เป็นผู้หญิง

ย้ำอีกที ผู้หญิง! ผู้หญิงแบบที่มีหน้าอก รังไข่ และมดลูกนั่นแหละ

แล้วก็ไม่ใช่ว่ากานต์ไปแปลงเพศถึงได้กลายเป็นหนุ่มหล่อ เธอยังมีหน้าอก รังไข่ และมดลูกอยู่ที่เดิม เพียงแต่แค่เธอใส่เสื้อเชิ้ตกับกางเกงสแล็กส์แบบของผู้ชาย เธอก็แทบจะดูเหมือนผู้ชายจริงๆ ทันที ง่ายๆ แค่นั้นเอง

หทัยรัตน์คิดว่าจะดันให้เพื่อนดังได้ไม่ยากด้วยความแปลกอันเป็นเอกลักษณ์นี้ ทว่าเอาเข้าจริงกลับไม่เป็นอย่างนั้น พูดตามตรงเธอผิดหวังกับเรื่องนี้พอสมควร แต่กานต์ก็แค่หัวเราะแล้วบอกว่าไม่เป็นไร อีกทั้งยังชี้ให้เห็นความจริงว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของโลก เรื่องชื่อเสียงไม่เพียงขึ้นกับพรสวรรค์หรือฝีมือ แต่ยังต้องพึ่งจังหวะ โอกาส รวมถึงโชคชะตาด้วย และเพื่อนก็พอใจกับรายได้ในปัจจุบันแล้ว ทว่าหทัยรัตน์ก็ยังหวังอยู่ลึกๆ ว่าวันหนึ่งจะสามารถผลักดันให้อีกฝ่ายโด่งดังได้มากกว่านี้

“ห่วงสิ แต่แกก็รู้ว่าสกิลการทำเหมือนไม่เดือดร้อนอะไรของฉันมันดีขนาดไหน” สาวหล่อหัวเราะฝืดๆ และนั่นก็ทำให้เพื่อนใจอ่อนลงอย่างช่วยไม่ได้

หทัยรัตน์เป็นเพื่อนกับกานต์มาตั้งแต่จำความได้ ทั้งสองเป็นเด็กต่างจังหวัดอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน พอโตก็ยังอุตส่าห์มาเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันอีก ถึงจะคนละคณะแต่ก็แชร์หออยู่ด้วยกัน ความสนิทอาจเรียกได้ว่าพี่น้องบางคู่ยังต้องอาย ดังนั้นเธอจึงทราบตื้นลึกหนาบางในชีวิตเพื่อนดี สมัยเด็กกานต์ไม่ใช่คนแบบนี้ ทว่าก็มีเรื่องราวมากมายที่หล่อหลอมให้กานต์ต้องสร้างเกราะป้องกันตัวเอง จนเรียนรู้ที่จะไม่เก็บเรื่องราวซึ่งผ่านไปแล้วมาใส่ใจ กระทั่งบางทีกลายเป็นดูไม่อนาทรร้อนใจจนน่าโมโห

แต่ก็นั่นแหละ เรื่องที่กานต์เป็นพวกเมาแล้วชอบจีบชอบเต๊าะไปจนถึงลวนลามชาวบ้านแต่ดันไปแตะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นี่ยังไงหทัยรัตน์ก็ต้องโมโห มันอันตรายเกินไป กานต์ก็ควรจะระวังให้มากกว่านี้

“ความจริงแกก็ระวังไม่แตะแอลกอฮอล์มาตลอดนี่ ทำไมจู่ๆ เมื่อคืนนั้นถึงดื่มค็อกเทล ไม่ใช่เพราะสีสวยแบบที่แกบอกตอนเมาใช่ไหม…หรือว่ามีเรื่องอะไร” ความจริงหทัยรัตน์สงสัยเรื่องนี้ตั้งแต่แรก ทว่าเพราะมัวแต่งอนระคนโมโหที่เพื่อนดูไม่กังวลเรื่องที่ตัวเองไปกระตุกหนวดธีรดนย์ เธอเลยยังไม่ได้ถาม

“ก็เมื่ออาทิตย์ก่อนฉันกลับบ้าน แล้วจู่ๆ ก็พบว่าความจริงมีที่ดินอีกผืนที่แม่ฉันเอาไปจำนอง”

“เฮ้ย!” สาวร่างเล็กตกใจ

“เออ ที่ผืนใหม่นี่ไม่ใหญ่หรอก เงินแค่หลักหมื่น แต่คือแบบ…ฉันก็เหี่ยวเลย ฟีลเหมือนวิ่งมา คิดว่าเหลืออีกห้าร้อยเมตรจะถึงเส้นชัย แต่ความจริงเป็นกิโลนึงอะไรแบบนั้นอ่ะ” กานต์ถอนหายใจ “อีกอย่างกลับไปรอบนี้ฉันเห็นชัดมากว่ายายแก่ไปเยอะ สุขภาพก็แย่ลงด้วย เพียงแต่ยายไม่ค่อยยอมบอกฉันว่าเจ็บป่วยอะไร พอเมื่อคืนนั้นไปงานเลี้ยงเจอคนเยอะแยะปาร์ตี้กัน อยู่ดีๆ ฉันก็นึกถึงยายเลยรู้สึกอยากกลับไปอยู่บ้านขึ้นมา ใจมันดิ่งไปวูบหนึ่งแล้วฉันก็เผลอหยิบค็อกเทลขึ้นมาดื่ม”

“แล้วนี่แกยังต้องหาเงินอีกเท่าไหร่”

“คำนวณรวมกับหนี้ก้อนที่เพิ่งค้นพบแล้ว ถ้ารายได้เรตปัจจุบันก็คงต้องใช้เวลาอีกสักปีครึ่งมั้ง” กานต์ตอบในโทนเสียงต่ำ ด้วยเสียงตามธรรมชาติของเธอติดห้าวคล้ายผู้ชายอยู่แล้วเลยยิ่งฟังเหมือนผู้ชายพูดเข้าไปใหญ่

“นี่แกคิดจะยอมตัดใจบ้างไหม ไม่ต้องทั้งหมด เอาแค่บางส่วน”

“เมื่อก่อนไม่คิด แต่ตอนนี้เริ่มคิดแล้ว…มันจะมีประโยชน์อะไรถ้าหาเงินทั้งหมดได้แต่ได้กลับบ้านตอนที่ยายไม่อยู่แล้วจริงไหม”

หทัยรัตน์มองหน้าเพื่อน แม้ว่ากานต์จะดูเหมือนคนที่ไม่อินังขังขอบกับสิ่งใด แต่เอาเข้าจริงแล้วเธอคิดอะไรเยอะมาก เพียงแต่ไม่แสดงออกมาเท่านั้น

“งั้นแกก็ค่อยๆ ตัดสินใจ ระหว่างนี้ฉันจะพยายามหางานให้แกหนักๆ เผื่อแกจะได้กลับไปอยู่บ้านเร็วขึ้นอีกหน่อย”

“แล้วช่วงนี้มีงานอะไรไหม” กานต์ดูกระตือรือร้นขึ้นเมื่อเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

“ไม่อ่ะ งานช่วงนี้ไม่ตรงกับโพรไฟล์แกเลย ไม่ว่าร่างไหน” หทัยรัตน์ยกสองแขนขึ้นกอดอก

ที่พูดเรื่อง ‘ร่าง’ ของเพื่อนก็เพราะถึงจะดูหล่อ ตัดผมซอยสั้น และแต่งตัวคล้ายผู้ชาย แต่กานต์ก็ไม่ใช่ทอมบอย เธอสามารถเป็นนางแบบสาวสวยได้ถ้าลูกค้าต้องการ โดยเฉพาะเวลาที่เธอใส่วิกผมยาวนั้น มองอย่างไรก็ไม่เหลือเค้าหนุ่มหล่อหน้าหวานตอนนี้เลย บางคนในโมเดลลิ่งนี้ยังเคยเข้าใจผิดคิดว่ากานต์มีฝาแฝดไม่ก็พี่น้องด้วย

แต่พูดไปมันก็ไม่น่าเชื่อจริงๆ นั่นแหละ คนหน้าตาดีบนโลกนี้มีอยู่มาก ทว่าก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถแต่งตัวเป็นทั้งผู้หญิงและผู้ชายได้สุดทางแบบที่กานต์ทำได้

“งั้นเดี๋ยวฉันแวะไปหาพี่วิน เห็นว่ามีงานอยากให้ลองเข้าไปดู” กานต์เอ่ยถึงรุ่นพี่ผู้เป็นเจ้าของบริษัทสถาปนิก

“เออดี ทางนี้ไม่มีงานก็หาทางนู้นก่อน”

“งั้นฉันไปก่อนนะแก แล้วเจอกัน” พอพูดจบกานต์ก็ลุกขึ้นทันที เธอหยิบกระเป๋าสะพายทรงเมสเซนเจอร์ขึ้นพาดบ่าแล้วก้าวยาวๆ ออกไปจากห้องประชุมอย่างรวดเร็ว

หทัยรัตน์มองตามเพื่อนที่สูงเกินมาตรฐานหญิงไทยไปไกลจนกระทั่งประตูห้องปิดลง เธอจึงค่อยนึกขึ้นได้ว่าลืมคุยกับเพื่อนเรื่องบุษบาและหลานชายให้เคลียร์ เธออยากให้กานต์ไปขอโทษบุษบาให้เป็นเรื่องเป็นราว หรืออย่างน้อยที่สุดก็ให้เลี่ยงธีรดนย์ซะ แม้ดูแล้วเส้นทางของเพื่อนกับผู้ชายคนนั้นไม่น่าจะพาดผ่านกันได้ง่ายๆ ก็ตาม

คืนนั้นธีรดนย์ดูน่ากลัวมากจริงๆ ถ้ากานต์เกิดพลาดพลั้งทำอะไรขัดตาเขาอีกรอบต้องไม่ดีแน่ๆ เพราะนอกจากชายหนุ่มจะเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวยแล้ว ชื่อเสียงเรื่องความดุและอิทธิพลของเขานั้นเป็นที่เลื่องลือ

เอาเถอะ เดี๋ยวค่อยคุยแล้วกัน

รถมอเตอร์ไซค์คันโตวิ่งมาชะลอตรงลานหน้าอาคารสำนักงานสูงสี่ชั้น อันที่จริงจะเรียกว่าลานจอดรถก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะพื้นที่ตรงนี้แคบจนแทบจะต้องจอดรถยนต์ในแนวนอนขนานกับถนนหน้าอาคาร และเวลานี้ตรงหน้าอาคารก็มีทั้งรถยนต์กับมอเตอร์ไซค์จอดอยู่เกือบเต็ม

ดวงตาที่ซ่อนอยู่ใต้หมวกกันน็อคแบบเต็มใบสอดส่ายไปมา พอเห็นช่องว่างตรงข้างป้ายโลหะซึ่งติดชื่อบริษัทที่ตั้งอยู่ในอาคารนี้ รถมอเตอร์ไซค์ก็ถูกหักหัวปราดเข้าไปจอดทันที ไม่กี่วินาทีถัดจากนั้นเจ้าของมอเตอร์ไซค์ก็ตวัดขาลงมายืนบนพื้น สองมือถอดหมวกกันน็อคออกจากศีรษะ เผยให้เห็นใบหน้าเรียวที่ขาวใสจนเห็นแก้มที่ขึ้นสีระเรื่อจากความร้อนอย่างชัดเจน

กานต์สะบัดศีรษะนิดหน่อย ใช้มือสางผมซอยสั้นที่ชื้นด้วยเหงื่อแบบลวกๆ จากนั้นเธอก็หันไปเก็บหมวกกันน็อคก่อนจะเดินเข้าไปในอาคาร พื้นที่ล็อบบี้ของอาคารไม่ได้กว้างขวางและไม่ได้มีพนักงานประจำอยู่ด้วย มีแค่ชุดโซฟาเล็กๆ ตั้งอยู่ ลึกเข้าไปเป็นประตูกระจกกั้นโถงลิฟต์เอาไว้ ข้างประตูมีตัวล็อกดิจิตอล พนักงานในบริษัทที่อยู่ในตึกนี้จะมีคีย์การ์ดซึ่งสามารถใช้ผ่านเข้าไปในโถงลิฟต์ได้ แม้กานต์จะไม่ได้เป็นพนักงานแต่ก็มีคีย์การ์ดเลยสามารถเข้าลิฟต์ขึ้นไปยังชั้นสามได้สะดวกโยธิน

เมื่อประตูลิฟต์เปิดกานต์ก็ก้าวเข้าสู่โถงลิฟต์แคบๆ ตรงหน้ามีประตูกระจกแบบทึบแสงอีกบานและดิจิตอลล็อกอีกตัว แต่มันก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับเธอเหมือนเคย คราวนี้พอสแกนลายนิ้วมือแล้วเธอก็ได้เข้าสู่บริษัท Archwin สมความตั้งใจ

ด้านหลังประตูเป็นห้องกว้าง มีโต๊ะทำงานกับชุดคอมพิวเตอร์ตั้งเรียงเป็นสามแถวรวมสิบกว่าตัว แทบทุกโต๊ะมีคนนั่งประจำอยู่ สุรทินหรือหมู หนุ่มรุ่นน้องซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะใกล้ประตูเป็นคนแรกที่หันมา พอเห็นว่าผู้มาเยือนคือใครก็ส่งเสียงทักอย่างแปลกใจ

“อ้าว พี่กานต์ มาไง”

“ขี่นิลมังกรมา” หญิงสาวเอ่ยถึงรถมอเตอร์ไซค์สุดรักที่เธอตั้งชื่อให้อย่างเก๋ไก๋ ก่อนจะพูดต่อทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้หนุ่มรุ่นน้องบ่น “พี่วินเรียกมาคุย เห็นว่ามีงานอยากให้ดู”

“อ๋อ งานบ้านริมแม่น้ำเจ้าพระยาแน่ๆ เลย” อีกฝ่ายทำท่านึกขึ้นได้

กานต์ไม่ได้โต้ตอบทันที เธอหันไปเอ่ยทักทายเพื่อนรุ่นพี่รุ่นน้องในสำนักงานที่ล้วนคุ้นเคยกันดี ทำให้เกิดเสียงเซ็งแซ่ไปหมด ก่อนที่จะหันกลับมาถามสุรทิน

“แล้วนี่พี่วินอยู่ไหม”

“อ้าว นี่พี่ไม่ได้โทรมาถามพี่วินก่อนเรอะ” เขาขมวดคิ้ว “โชคดีนะวันนี้พี่วินอยู่ ไปเคาะประตูได้เลยแหละ”

“แต๊งกิ้ว” กานต์บอก ก่อนจะก้าวยาวๆ ลึกเข้าไปด้านในสำนักงานซึ่งกั้นเป็นห้องทำงานเล็กๆ เธอเคาะประตูห้อง พอได้ยินเสียงอนุญาตก็เปิดเข้าไป

อาชวินละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์มามอง แล้วเขาก็เลิกคิ้ว

“อ้าว กานต์”

“กานต์ลืมโทรมาก่อน” หญิงสาวยิ้มแห้งพร้อมกับยกมือขึ้นไหว้รุ่นพี่ เธอมัวแต่คิดว่าอยากได้งานทำจนลืม

“พี่ก็ว่างั้นแหละ” เขาหัวเราะอย่างไม่ถือสา จากนั้นก็พยักหน้าเป็นเชิงเรียก “มานั่งสิ เดี๋ยวพี่เอางานที่บอกให้ดู”

กานต์หันไปดึงประตูปิดให้สนิทก่อนจะเดินไปนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของรุ่นพี่

อาชวินเป็นรุ่นพี่สมัยเรียนสถาปัตย์ของเธอ…ใช่ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์นั่นแหละ เขาเป็นสถาปนิก และเธอก็เป็นสถาปนิกเช่นกัน เพียงแต่รุ่นพี่ของเธอนั้นดีกรีไม่ธรรมดา เรียกว่าเด่นดังเป็นตัวท็อปตั้งแต่สมัยเรียน ถึงขั้นเคยได้ทุนไปแลกเปลี่ยนที่อิตาลี ทั้งยังได้ฝึกงานกับบริษัทสถาปนิกระดับโลก มีชื่ออยู่ในโปรเจ็กต์ก่อสร้างอาคารที่มีชื่อเสียงตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ พอเรียนจบแล้วเขาก็ยังทำงานที่เมืองนอกอีกพักใหญ่ ก่อนจะกลับมาอยู่บริษัทใหญ่ในไทย ครั้นรวบรวมคอนเน็กชั่นได้พอสมควรเขาก็มาเปิดบริษัทของตัวเองในที่สุด

‘Archwin’ มาจากชื่อจริงของอาชวินนั่นเอง ขณะเดียวกันคำว่า ‘Arch’ ก็มาจากคำว่า Architecture ที่แปลว่าสถาปัตยกรรม ‘win’ ก็แปลว่าชัยชนะ ถือว่าเป็นชื่อบริษัทที่ลงตัว อีกทั้งยังมีความหมายดีมาก จนกานต์ยังนึกทึ่งและคิดว่าอาชวินเกิดมาเพื่อเป็นสถาปนิกจริงๆ…นับเป็นโชคดีของเธอที่ได้รู้จักสนิทสนมกับรุ่นพี่คนนี้ พอเรียนจบเขาก็ชวนเธอมาทำงานด้วย ทั้งที่เธอก็ไม่ได้เก่งกาจหรือมีพรสวรรค์ด้านนี้เท่าไหร่

‘ไม่รู้สิ พี่ถูกชะตากับกานต์ตั้งแต่แรก และถึงกานต์จะไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่พี่ว่ากานต์คือหนึ่งในคนที่รักงานสถาปนิกที่สุดนะ’ นั่นคือคำตอบของอาชวินตอนที่เธอถามเขาตรงๆ ว่าทำไมถึงเลือกชวนเธอมาทำงานด้วย ทั้งที่ในคณะยังมีคนเก่งๆ อีกมากมาย ซึ่งพอนึกถึงคำตอบนี้ทีไรใจของเธอก็พองโตขึ้นมาทุกครั้ง

สรุปแล้วกานต์เลยกลายเป็นหนึ่งในพนักงานรุ่นแรกๆ ของ Archwin เธอรักการทำงานที่นี่ ทว่าสถานะการเป็นพนักงานของเธอก็ยาวนานแค่สองปี สถานการณ์ในครอบครัวบีบบังคับให้เธอต้องหาเงินก้อนใหญ่ ตอนนั้นเธอรับจ็อบนางแบบเป็นอาชีพเสริมอยู่แล้ว ถึงจะรักงานสถาปนิกแค่ไหน แต่ก็ต้องยอมรับว่างานนางแบบทำเงินมากกว่า จนเธอต้องตัดสินใจยอมเปลี่ยนงานเสริมมาเป็นงานหลัก

หญิงสาวจำได้ว่าวันที่เดินเข้ามาคุยกับอาชวินนั้นเธอต้องใช้ความพยายามทั้งหมดที่มีในการกลั้นน้ำตา แต่ปรากฏว่านอกจากรุ่นพี่ทั้งเข้าใจและเห็นใจแล้วเขายังหยิบยื่นข้อเสนอที่คาดไม่ถึงให้ด้วย นั่นคือถ้าเธอว่างจากงานนางแบบเมื่อไหร่ให้บอกเขา เพราะเขาพร้อมจะให้เธอทำงานเป็นสถาปนิกฟรีแลนซ์…ลำพังแค่คำพูดก็ทำให้กานต์ซาบซึ้งมากแล้ว ทว่าที่สำคัญกว่านั้นคือชายหนุ่มทำตามที่พูดจริงๆ นับตั้งแต่ลาออกไปเขาไม่เคยขอคีย์การ์ดพนักงานของเธอคืน อีกทั้งเขาก็ยังให้งานเธอจริงๆ ถึงแม้จะไม่ใช่งานใหญ่โต แต่แค่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับเธอ

“งานนี้เพิ่งเข้ามา” อาชวินซึ่งก้มหน้าก้มตากดแท็บเลตอยู่พักหนึ่งหันมายื่นมันให้รุ่นน้อง “เป็นงานรีโนเวต ลูกค้าพี่คนนึงเพิ่งได้บ้านหลังนี้มาแล้วอยากเปลี่ยนมันเป็นร้านอาหาร”

“บ้านโคโลเนียลนี่นา โทรมจัง แต่เมื่อก่อนต้องสวยมากแน่ๆ เลย” กานต์มองภาพบนหน้าจออย่างสนใจ

“มีภาพจากยุครุ่งเรืองด้วยนะ ลองเลื่อนดูไปเรื่อยๆ สิ”

หญิงสาวทำตาม แล้วเธอก็หยุดดูภาพจาก ‘ยุครุ่งเรือง’ ซึ่งถูกถ่ายไว้ด้วยกล้องถ่ายรูปสมัยเก่า แม้จะไม่ชัดนักแต่ก็พอให้เห็นว่ามันเคยเป็นบ้านที่งดงามจริงตามที่คาด

“เจ้าของเขาอยากปรับปรุงบ้านให้กลับมาใกล้เคียงสภาพเดิมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ส่วนข้างในตัวบ้านไม่มีภาพถ่าย แต่ยังไงถ้าจะปรับเป็นร้านอาหารก็ต้องทำใหม่หมดอยู่แล้ว อาจต้องมีการปรับปรุงโครงสร้าง ใช้แค่อินทีเรียคงไม่พอ” อาชวินให้ข้อมูลเพิ่มเติม ครั้นเห็นเธอเงยหน้าขึ้นมามองเขาก็ถามยิ้มๆ “สนใจไหม”

“สนสิ กานต์ชอบบ้านโคโลเนียลพี่วินก็รู้ ถึงชาตินี้คงไม่มีวาสนาได้เป็นเจ้าของ แต่อย่างน้อยขอให้ได้สร้าง หรือไม่ก็รักษาไว้ก็ยังดี” หญิงสาวพูดทันที

“ก็เพราะรู้น่ะสิพี่ถึงส่งข้อความไปตามเรามา” รุ่นพี่บอกยิ้มๆ “ลูกค้าที่เป็นเจ้าของบ้านเขาเป็นเจ้าของเดอะวอร์ฟ จำได้ใช่ไหมว่ามันเป็นโปรเจ็กต์ที่บริษัทพี่กำลังทำอยู่ แล้วพอดีช่วงนี้งานก็แน่นมากด้วย พวกข้างนอกยุ่งกันหมด…ว่าแต่กานต์มีเวลาแค่ไหน ถึงจะเป็นงานรีโนเวตแต่ก็ไม่ใช่เล่นๆ เลยนะ ต้องทำอินทีเรียควบด้วย ยิ่งเป็นงานโคโลเนียลแบบนี้ งานอาจลากไปเป็นปีก็ได้ จะไหวหรือเปล่า”

“ช่วงนี้กานต์ไม่ได้มีงานเยอะเท่าไหร่หรอกพี่วิน ต่อไปข้างหน้ากานต์ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ กานต์อยากทำงานนี้อ่ะ”

“รู้แล้ว ไม่ต้องมาทำตาอ้อนวอนใส่พี่” อาชวินส่ายหน้าไปมาขันๆ “ความจริงพี่ยังไม่ได้ตกลงรับงาน ทางนั้นเขาลองถามพี่ก่อนเพราะพี่ทำเดอะวอร์ฟอยู่แล้วไง บ้านหลังนี้อยู่ใกล้ๆ กัน แต่มันก็ไม่มีถนนตัดผ่าน ต้องเดินทางทางเรือ ถ้าจะเข้าไปที่บ้านก็ต้องไปขึ้นเรือที่ท่าเดอะวอร์ฟ เขาคงคิดว่าถ้าบริษัทพี่รับทำมันก็คงสะดวกดี”

“ไม่มีถนนผ่าน?” หญิงสาวทวนคำอย่างประหลาดใจ

“เมื่อก่อนก็คงมีนั่นแหละ แต่ตอนนี้พื้นที่ว่างด้านหลังบ้านที่เชื่อมกับถนนกลายเป็นชุมชนแออัดไปแล้ว พี่ไม่ค่อยแน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น ที่แน่ๆ ตอนนี้บ้านนี้เหลือทางเข้าออกทางเดียวคือทางน้ำ เพราะติดแม่น้ำเจ้าพระยา” เขาบอก “แต่ไม่ว่ายังไงพี่ว่ากานต์ควรแวะเข้าไปดูหน้างานก่อนแล้วค่อยตัดสินใจอีกทีนะ ไปขึ้นเรือที่เดอะวอร์ฟนั่นแหละ เดี๋ยวพี่โทรไปบอกทางนั้นไว้”

“ใครเป็นเต็กของเดอะวอร์ฟอ่ะ” เธอถามถึงสถาปนิกที่ดูแลโครงการ

“วี”

“เออเนาะ ก็ต้องเป็นพี่วีแหละ” กานต์พยักหน้าหงึกหงัก

เดอะวอร์ฟเป็นคอมมิวนิตี้มอลล์ติดแม่น้ำเจ้าพระยาที่กำลังก่อสร้าง โดยมีธีมเป็นท่าเรือ ส่วนวีรากรคือสถาปนิกที่อาจเรียกได้ว่าเป็นมือขวาของอาชวิน เขาเป็นพนักงานคนแรกของบริษัท เก่งรอบด้าน โครงการยักษ์แบบนี้ย่อมต้องให้วีรากรรับผิดชอบ ส่วนอาชวินนั้นช่วงหลังนี้เขามักเป็นคนควบคุมดูแลภาพรวมงานของบริษัทมากกว่าลงไปดูแลโครงการใดโครงการหนึ่งเป็นพิเศษ

“เออ เมื่อกี้ตอนเข้ามาไม่เห็นพี่วี” เธอนึกขึ้นได้

“วันนี้วีไปประชุมที่เดอะวอร์ฟนี่แหละ”

“งั้นเดี๋ยวกานต์ไปดูบ้านเลยดีกว่า” กานต์ทำท่าจะลุกขึ้น ทว่าอาชวินก็รีบเรียกไว้

“เดี๋ยว นี่มันเย็นแล้วนะ”

หญิงสาวหันไปมองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังก็พบว่าอีกแค่ครึ่งชั่วโมงจะห้าโมงเย็นแล้ว และนั่นก็ทำให้เธอต้องหันกลับไปยิ้มแห้งกับรุ่นพี่

“เรานี่ไม่เคยเปลี่ยน พุ่งเข้าชนตลอด” อาชวินไม่รู้จะขำหรือปลง “เอางี้ พรุ่งนี้ว่างไหมล่ะ ถ้าว่างก็ไปพรุ่งนี้ หมูต้องออกไปประชุมอีกงานพอดี ประชุมเสร็จแล้วพี่ให้หมูไปเจอกานต์ที่เดอะวอร์ฟได้”

“พรุ่งนี้ก็ได้ค่ะ” กานต์พยักหน้าหงึกหงัก

“โอเค งั้นตกลงตามนี้ เดี๋ยวออกไปนัดเวลากับหมูเองแล้วกัน…อ้อ แล้วก็ส่งพอร์ตงานโคโลเนียลงานรีโนเวตที่ผ่านมาของกานต์เข้าอีเมลพี่ด้วย พี่จะต้องส่งไปให้ลูกค้าดูว่าเขาโอเคกับกานต์ไหม”

“ครับผม”

เธอตะเบ๊ะท่าทางขึงขัง สุ้มเสียงลดลงไปอยู่ในโทนต่ำโดยอัตโนมัติ และนั่นก็ทำให้รุ่นพี่หนุ่มหล่ออดคิดไม่ได้…

ยิ่งเหมือนผู้ชายหนักเข้าไปใหญ่

 

พอออกมาจากห้องทำงานของอาชวิน กานต์ก็โฉบไปที่โต๊ะของสุรทิน อีกฝ่ายเข้ามาทำงานใน Archwin หลังเธอลาออกแล้ว แต่ด้วยความที่เธอแวะเวียนเข้ามาในบริษัทบ่อยๆ ทำให้รู้จักกับพนักงานรุ่นหลังดี สำหรับสุรทินก็ถือว่าสนิทสนมกันพอสมควร เมื่อเธอถ่ายทอดคำพูดของอาชวินให้หนุ่มรุ่นน้องฟัง เขาก็จัดการนัดแนะเวลากับเธอ ทว่าถึงจะเสร็จธุระแล้วเธอก็ไม่ได้กลับในทันที แต่ยังนั่งคุยเล่น จนไปๆ มาๆ ก็นัดไปกินข้าวเย็นกับเพื่อนบางคนในออฟฟิศต่อ

อีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงจะได้เวลาเลิกงาน มีเสียงติ๊ดเบาๆ ดังขึ้นที่หน้าประตู แล้วหญิงสาวคนหนึ่งก็ปรากฏกายพร้อมกับเสียงบ่นกระปอดกระแปด

“วันนี้โคตรร้อน รถก็โคตรติด ยายเจ๊ก็โคตรงี่เง่า ฉันนี่โคตรหงุดหงิด…”

“แล้วนี่ทำไมกลับมาออฟฟิศอ่ะ ปกติพี่รัมภาไม่ได้เป็นคนดีขนาดนี้นี่” สุรทินส่งเสียงแทรกตามประสาคนปากไว

“ไอ้หมู อยากตายรึไง!” ณัฐรัมภาสะบัดหน้าไปแหวใส่ทันที และนั่นก็ทำให้เธอสังเกตเห็นใครคนหนึ่งที่ลากเก้าอี้มานั่งข้างรุ่นน้องตัวดี “กานต์…”

นอกจากน้ำเสียงจะอ่อนลงในพริบตาแล้ว หญิงสาวผู้มาใหม่ยังทิ้งข้าวของทุกอย่างที่ถือมาลงบนโต๊ะทำงานแบบไม่ไยดี จากนั้นก็ถลามาหาหญิงสาวที่หลายครั้งดูหล่อกว่าผู้ชายหลายคนทันที

“ว่าไงรัมภา ไม่เจอกันแป๊บเดียว สวยขึ้นอีกแล้ว ไปทำอะไรมาเนี่ย”

“โกหกมันบาปนะพี่กานต์”

สุรทินเตือน แต่ไม่ทันขาดคำชายหนุ่มก็ร้องลั่นเพราะณัฐรัมภาจับพนักเก้าอี้ที่เขานั่งอยู่เหวี่ยงไปทางประตูอย่างแรง ผลคือมันวิ่งฉิวโดยมีเจ้าของเก้าอี้ติดไปด้วย หน้าสุรทินแทบพุ่งลงพื้น ขณะที่คนลงมือก็หันกลับไปทำท่ายืนบิดเขินต่อหน้าสาวหล่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ปากหวานอีกแล้วกานต์อ่า บ้าจัง”

“ไม่ได้ปากหวาน สวยขึ้นจริงๆ” กานต์หัวเราะ ขณะเดียวกันก็เห็นสุรทินค่อยๆ เลื่อนเก้าอี้กระดึ๊บๆ กลับมา สีหน้าบ่งบอกว่าทั้งเซ็งทั้งหน่าย

ณัฐรัมภาอายุเท่ากับกานต์ เธอจบอินทีเรียดีไซน์จากต่างมหาวิทยาลัย หลังจากทำงานที่อื่นพักหนึ่งก็มาสมัครงานที่ Archwin เพราะอยากทำงานร่วมกับอาชวิน…ณัฐรัมภาเป็นสาวเปรี้ยวปรี๊ด เรียกได้ว่าตรงข้ามกับกานต์แทบทุกอย่าง เธอเข้ามาทำงานก่อนกานต์ลาออกไม่นาน แต่ทั้งสองก็สนิทกันพอสมควร นอกจากหน้าตาของกานต์ที่สาวเปรี้ยวบอกว่าหล่อใสตรงสเป็กแล้ว ยังมีช่วงหนึ่งที่ณัฐรัมภาโดนแฟนเก่ารังควาน และกานต์ก็เป็นคนไปช่วยเอาไว้ ตั้งแต่นั้นคุณเธอก็ยิ่งปลื้มปริ่มเข้าไปใหญ่

ถึงปกติณัฐรัมภาจะเป็นเหมือนเจ๊ใหญ่ในออฟฟิศ แถมนิสัยก็ค่อนไปทางเหวี่ยงวีนจนอาจเรียกว่าแรงในบางจังหวะ แต่พออยู่ต่อหน้ากานต์แล้วก็จะเป็นอย่างตอนนี้ เรื่องนี้เป็นหัวข้อกระเซ้าเย้าแหย่ประจำออฟฟิศยามกานต์แวะเวียนมาเยี่ยม

กานต์คิดว่ามันตลกดี และทราบดีว่าณัฐรัมภาไม่ได้ชื่นชอบเธอในเชิงชู้สาว ดังนั้นเธอเลยมักจะผสมโรงเล่นไปด้วย

“เดี๋ยวพวกเราบางคนจะไปกินข้าวเย็นกัน รัมภาไปด้วยกันไหม”

“ไปๆ ไม่ได้กินข้าวกับกานต์นานแล้ว”

“ไม่ได้กินข้าวกับกานต์นานแล้ว” สุรทินเลื่อนเก้าอี้กลับมาถึงโต๊ะทำงานจนได้ พอมาถึงก็ทำเสียงเล็กเสียงน้อยล้อเลียน ผลคือณัฐรัมภาถลึงตาแล้วแหวใส่

“ไม่อยากมีชีวิตอยู่ไปสแกนนิ้วเลิกงานหรือไง หา!”

“อยากไม่อยากก็ต้องอยู่อ่ะ จะต้องส่งงานให้พี่วินตรวจภายในวันนี้ พรุ่งนี้ไปประชุม”

“อ๋อ งั้นก็แล้วไป เพราะอย่างแกกว่างานจะเสร็จก็อย่างต่ำสองทุ่ม ไปกินข้าวกับพวกเราไม่ได้แหงๆ” ณัฐรัมภาพยักหน้าหงึกหงัก

“ก่อนพี่รัมภามา ไอ้หมูมันก็เพิ่งบอกกับพี่กานต์แบบนี้แหละ” ใครคนหนึ่งส่งเสียงแฉ ผลคือสุรทินโวยวายใหญ่โตท่ามกลางเสียงหัวเราะของทุกคน

กานต์ผสมโรงหัวเราะไปด้วย นี่เป็นช่วงเวลาที่เธอรู้สึกผ่อนคลายที่สุดในรอบหลายวัน เพราะแบบนี้เธอถึงแวะเวียนกลับมาที่นี่เสมอ นอกจากมีงานที่ชอบแล้วมันยังเป็นที่ที่อบอุ่นสำหรับคนไกลบ้านอย่างเธอด้วย

 

(ตอนต่อไปพบกันวันที่ 16 มีนาคม)

หน้าที่แล้ว1 of 5

Comments

comments

Jamsai Editor: