X
    Categories: ทดลองอ่านบุพเพอลวนมากกว่ารัก

ทดลองอ่านนิยาย บุพเพอลวน เล่ม 1 บทที่ 2

หน้าที่แล้ว1 of 16

บทที่ 2 แขกกระเป๋าหนักของหอเชียนเจียว

 

จวนแม่ทัพฮู่กั๋ว (พิทักษ์แผ่นดิน) ตั้งอยู่ในตรอกชุนซู่ข้างเขตเติงซื่อโข่วนอกเขตพระราชฐาน ติดกับพระราชวังต้องห้ามเช่นเดียวกับจวนหรูหราของขุนนางสำคัญคนอื่น ท่ามกลางหมู่กำแพงแดงหลังคาเขียว กำแพงเทาหลังคาดำของจวนแม่ทัพฮู่กั๋วดูสุขุมถ่อมตน ทว่าสิงโตหินที่ตั้งไว้หน้าประตูใหญ่ข้างละตัวกลับทรงอำนาจขึงขัง บ่งบอกศักดาของจวนแม่ทัพที่ไม่อาจล่วงละเมิดได้โดยง่าย

วันนี้พิเศษไปกว่าทุกวัน ตรอกชุนซู่อันเป็นที่ตั้งจวนแม่ทัพคึกคักแต่เช้าตรู่ เวลานี้ลานเทียบเกี้ยวหน้าประตูใหญ่มีคนยืนอยู่สิบกว่าคน ต่างชะเง้อคอมองไปทางปากตรอก ผู้ที่ยืนอยู่หน้าสุดคือสตรีวัยกลางคนคนหนึ่ง

สตรีผู้นั้นสวมชุดกระโปรงสีน้ำตาลอมส้มปักลายบุปผชาติกับฝูงผีเสื้อ คลุมทับด้วยเสื้อสีเหลืองหม่นปักลายดอกไม้กับริ้วเมฆ เรือนผมสีดำขมวดเยื้องมาด้านข้างเป็นมวยโหนอาชา* ที่กำลังนิยมกันในยุคนั้น ประดับด้วยดอกโบตั๋นสีแดงเข้ม ดวงหน้าแช่มช้อยดุจบุปผา คิ้วโก่งสวย นับเป็นหญิงงามคนหนึ่ง ริ้วบางตรงหางตาและร่องรอยแห่งกาลเวลาที่อยู่บนใบหน้าบ่งบอกว่านางน่าจะอยู่ในวัยร่วมสี่สิบ หญิงผู้นี้จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากผู้นำจวนแม่ทัพในปัจจุบันและมารดาของจินหยวนเป่า…จินฮูหยิน

เสียงมโหรีรื่นหูดังแว่วมาจากปากตรอก จากนั้นบ่าวคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามาพลางส่งเสียงบอก “มาแล้วๆ!” ด้านหลังของเขาคือริ้วขบวนอันยิ่งใหญ่

หญิงงามผู้นั้นรีบนำบริวารในบ้านคุกเข่าหันหน้าไปทางริ้วขบวนแล้วหมอบกรานอย่างนอบน้อม

ริ้วขบวนเคลื่อนตัวช้าๆ มาหยุดลงตรงแท่นหินสำหรับขึ้นม้าตรงหน้าจวนแม่ทัพ

ใครคนหนึ่งก้าวออกจากขบวน คนผู้นั้นสวมเสื้อคลุมยาวสีแดงชาดอันสงวนไว้สำหรับขุนนางขั้นสี่ขึ้นไปโดยเฉพาะ ใบหน้าขาวผ่องเนียนเกลี้ยงไร้หนวดเครา อายุราวห้าสิบกว่า เมื่อเดินเข้ามาตรงหน้าจินฮูหยินก็คลี่พระราชเสาวนีย์ในมือออกอ่านด้วยเสียงหนักแน่นมั่นคง “พระราชเสาวนีย์ในองค์ไทเฮา เจียงเสี่ยวเซวียน ธิดาของอดีตเสนาบดีเจียงซิวเซิน เป็นกุลสตรีผู้อ่อนหวานงดงาม กิริยานุ่มนวลแช่มช้อย จิตใจเอื้ออารีมีคุณธรรม ขอมอบหญิงผู้นี้เป็นคู่วิวาห์แก่จินหยวนเป่า บุตรชายคนโตของแม่ทัพจินผู้รับใช้ฮ่องเต้รัชกาลก่อนด้วยความจงรักภักดี…”

พระราชเสาวนีย์ยาวเหยียดจนกลุ่มคนที่หมอบกรานอยู่กับพื้นชักเริ่มเมื่อย หญิงสาวหน้าตาสะสวย แต่งกายงดงามคนหนึ่งตรงแถวหลังแสดงความไม่พอใจออกมาทางสีหน้า ผิดกับอาการปลาบปลื้มยินดีของคนรอบตัวอย่างชัดเจน นางคงคุกเข่าหมอบคู้จนเมื่อยจึงทำท่าจะลุกขึ้นเดินไปที่อื่น ทว่ากลับถูกมือบุรุษที่เห็นข้อนิ้วชัดเจนยึดชายเสื้อเอาไว้เสียก่อน

มือใหญ่ดึงเสื้อนางโดยแรง หญิงสาวจึงจำใจต้องคุกเข่าเหมือนเดิมอีกครั้งแล้วตวาดเบาๆ ด้วยสีหน้าขัดอกขัดใจ “พี่ใหญ่! ทำอะไรของท่าน”

ชายหนุ่มเตือนสติเบาๆ “เชี่ยนเชี่ยน พระราชเสาวนีย์ยังไม่จบนะ”

หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าเชี่ยนเชี่ยนสะบัดหน้าพรืด “ไม่เกี่ยวอะไรกับข้าเสียหน่อยนี่! จะให้ข้าคอยดูพี่หยวนเป่าแต่งงานอยู่ตรงนี้ ข้าทนไม่ได้หรอก!”

ท่าทางเอาแต่ใจอย่างไร้เหตุผลของน้องสาวยังความหงุดหงิดใจมาให้ หลิ่วเหวินเจาถลึงตามองนางพลางเอ็ดเสียงเข้ม “เชี่ยนเชี่ยน! นี่คือสมรสพระราชทานจากไทเฮา หากเจ้าลุกออกไปตอนนี้ ท่านอาจะต้องโกรธมากแน่ ผลจะเป็นอย่างไร…คิดเอาเองแล้วกัน!”

* มวยโหนอาชา เป็นทรงผมสำหรับผู้หญิงชาวฮั่นที่แต่งงานแล้ว เนื่องจากเป็นการเกล้ามวยเฉียงแบบหลวมๆ ไว้ด้านข้างศีรษะ คล้ายจะร่วงหลุดแต่ไม่หลุด จึงได้ชื่อดังกล่าว

หลิ่วเชี่ยนเชี่ยนเหลือบตาขึ้นมองจินฮูหยินที่หมอบกรานอย่างนอบน้อมตรงหน้าสุด แล้วทำปากอูดด้วยความขัดใจ ยอมคู้ตัวไปกับพื้นอย่างเสียไม่ได้

เห็นน้องสาวยอมให้ความร่วมมือ หลิ่วเหวินเจาก็ค่อยๆ หายโกรธแล้วปลอบนางอย่างอ่อนโยน “ทนหน่อยนะ ไม่นานหรอก”

พระราชเสาวนีย์อันยาวเหยียดมาถึงประโยคสุดท้ายเสียที

“พระเมตตามากล้นไพศาลประทับแน่นอยู่ในใจ จบพระราชเสาวนีย์…”

เสียงแหลมสูงของขันทีชราฟังคล้ายเสียงเป็ดตัวผู้ ยิ่งมาลากยาวในท้ายประโยคก็ยิ่งชวนให้ขบขัน บั่นทอนความสูงส่งศักดิ์สิทธิ์ที่พระราชเสาวนีย์ควรมีลงไม่น้อย

จินฮูหยินมุ่นหัวคิ้ว ชูมือทั้งสองข้างขึ้นรับพระราชเสาวนีย์อย่างนอบน้อมเทิดทูน “ขอบพระทัยไทเฮาที่ทรงเมตตา!”

ขันทีผู้นั้นเดินยิ้มเข้ามาช่วยประคองนางขึ้นจากพื้น “ฮูหยินโปรดรีบลุกขึ้นเถิด”

ฮูหยินอดีตแม่ทัพลุกขึ้นอย่างแช่มช้าโดยมีอีกฝ่ายช่วยพยุงแล้วยิ้มอย่างอารี “ลำบากฉินกงกงแล้ว”

ฉินกงกงรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธ “โธ่เอ๊ย ฮูหยินกล่าวเช่นนี้ได้อย่างไร ท่านเป็นหลานสาวแท้ๆ ขององค์ไทเฮา ฐานะสูงส่ง กล่าวเช่นนี้ข้ารับไม่ไหวหรอกนะ” พูดจบก็กวาดสายตามองกลุ่มคนที่ค่อยๆ ลุกขึ้นจากพื้นพลางพึมพำ “เอ่อ…ข้าตาฝ้าฟาง คุณชายเล่า รีบเรียกคุณชายหยวนเป่าออกมาขอบพระทัยพระมหากรุณาธิคุณเร็วเข้า”

รอยยิ้มบางบนใบหน้าจินฮูหยินแข็งค้างไปถนัดตา “เอ่อ…ลูกชายข้า…” นางหันกลับไปสอดส่ายสายตามองกลุ่มคนข้างหลังคล้ายกำลังขอความช่วยเหลือ

หลิ่วเหวินเจารีบลุกขึ้นก้าวสวบๆ เข้ามากระซิบตรงข้างหูผู้เป็นอา “ท่านอา หาในจวนจนทั่วแล้ว คุณชายไม่อยู่ขอรับ”

จินฮูหยินพูดอะไรไม่ออก ความผิดหวังสะท้อนออกมาทางสีหน้าอย่างปิดไม่มิด

“ลูกชายข้า…ไม่อยู่…น่าจะ…น่าจะกำลังทำงานติดพัน อืม กำลังทำงานติดพัน” นางมองฉินกงกงอย่างกระอักกระอ่วน เพราะไม่มั่นใจในสิ่งที่ตนพูดเท่าไรนัก

ฉินกงกงผงะอึ้ง ใบหน้าบ่งบอกว่าไม่พอใจ “จินฮูหยิน ไม่ใช่ว่าข้าปากมากหรอกนะ…ท่านออกจะตามใจคุณชายจินเกินไปแล้วหรือไม่! ทำงานติดพันอะไรกันเล่า ก็แค่มือปราบเล็กๆ เท่านั้น เทียบกับฐานะทายาทแม่ทัพของเขาไม่ติดเลยสักนิด เขายังต้องสืบทอดตระกูลต่อจากแม่ทัพจิน ท่านตามใจเขาเช่นนี้ได้อย่างไรกัน!”

พูดออกไปเช่นนั้นแล้วเห็นว่าจินฮูหยินเริ่มหน้าตึง ฉินกงกงก็รีบเปลี่ยนเรื่อง “แน่นอนว่าต่อให้คุณชายจะงานยุ่งอย่างไร วันนี้เป็นวันพิเศษ แถมผู้ได้รับพระราชทานสมรสยังเป็นตัวเขาเอง เหตุใดถึงไม่อยู่รอที่จวนได้นะ…เฮ้อ หากไทเฮาทรงทราบเข้า น่ากลัวว่าจะไม่ทรงพอพระทัยนัก”

ประโยคสุดท้ายทำให้จินฮูหยินดึงแขนเสื้ออีกฝ่ายโดยไม่สนใจมารยาทอันควร “ตายจริง ฉินกงกงอุตส่าห์ลำบากมาถึงนี่ ข้ากลับปล่อยให้ท่านยืนคุยกันเสียได้ ช่างเสียมารยาทโดยแท้! ไปเถิดเจ้าค่ะ เชิญเข้าไปนั่งข้างในก่อนดีกว่า”

มีหรือฉินกงกงจะไม่เข้าใจเจตนาของสตรีตรงหน้า ได้ยินดังนั้นจึงยิ้มตาเป็นประกายพร้อมเดินตามเข้าไปในจวน

หลิ่วเหวินเจารีบตามเข้าไปด้วย เขาสั่งให้บ่าวไพร่ไปจัดเตรียมอาหารสุราให้พร้อม จากนั้นก็เดินเข้าไปรายงานจินฮูหยิน “ท่านอา ขบวนรถม้าของคุณหนูเจียงน่าจะใกล้มาถึงแล้ว ข้าจะออกไปจัดการก่อน”

ผู้เป็นอาทอดถอนใจ “เรื่องนี้ควรเป็นหน้าที่ของหยวนเป่า…แต่ลูกคนนี้มันไม่ได้ความ เฮ้อ…ต้องลำบากเจ้าอีกแล้วนะ”

“ข้าควรช่วยแบ่งเบาภาระให้ท่านอาอยู่แล้ว อีกอย่างข้าก็เป็นพ่อบ้านประจำคฤหาสน์สกุลจินไม่ใช่หรือ ปล่อยเป็นหน้าที่ข้าก็สมควรแล้วล่ะขอรับ ท่านอาโปรดวางใจ ข้าจะจัดการไม่ให้ขาดตกบกพร่องแน่” ชายหนุ่มถอยหลังไปก้าวหนึ่งแล้วประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม

“ดี เจ้าเป็นคนจัดการ ข้าวางใจได้อยู่แล้ว” จินฮูหยินตบบ่าหลานชาย “รีบไปรีบกลับนะ”

“ขอรับ” หลิ่วเหวินเจารับคำสั่ง เขาถอยหลังไปอีกหลายก้าวถึงค่อยหมุนตัวเดินออกไป

ฝีเท้าของเขาชะลอลงทันทีที่ก้าวพ้นจวนแม่ทัพ ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาจากฝั่งตรงข้ามในอาภรณ์รัดกุมสีน้ำเงินเข้ม ดูคล่องแคล่วปราดเปรียว ท่อนแขนยังมีผ้าพันไว้ แค่มองก็รู้ว่าจะต้องเป็นวรยุทธ์ เจ้าตัวมีคิ้วดกดำรูปดาบ นัยน์ตาเรียวยาว ใบหน้าคมคายจัดว่าน่ามอง เสียแต่…ดวงตาส่องประกายเหี้ยมเกรียมอย่างปิดไม่มิด

พอเห็นเขา ฝ่ายนั้นก็ตรงดิ่งเข้ามาหาแล้วเดินตามหลังเยื้องไปทางซ้ายมือพลางค้อมศีรษะรายงาน “ขบวนรถม้าของคุณหนูเจียงมาถึงนอกเมืองหลวงแล้วโดยสวัสดิภาพ พวกเราจะรีบไปเดี๋ยวนี้ น่าจะทันเวลาพอดี”

หลิ่วเหวินเจาพยักหน้ารับรู้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เข้าใจแล้ว ไปจัดการไป”

“ขอรับ” ฝ่ายนั้นส่งเสียงรับคำแล้วเดินออกไปทันที

“อากุ้ย!” หลิ่วเหวินเจานึกอะไรขึ้นมาได้จึงร้องเรียกลูกน้องเอาไว้ “ไปตามหมอกู้ฉางเฟิงมาด้วย”

“ขอรับ”

 

สักครึ่งชั่วยาม* ให้หลัง หลิ่วเหวินเจาก็นำบ่าวไพร่จำนวนหนึ่งไปยืนปักหลักรอตรงริมถนนหลวงที่ทอดสู่ตัวเมือง

ข้างกายเขาคือชายหนุ่มร่างผอม สวมชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบสีน้ำเงินสดและหมวกแบบบัณฑิต แม้จะตัวสูงทว่าก็โปร่งบาง แต่งเนื้อแต่งตัวแสนเชย แต่กลับมีใบหน้าอ่อนเยาว์กว่าวัย เวลานี้กำลังมองซ้ายมองขวาด้วยท่าทางเหลอหลา ทันใดนั้นเขาก็หันมาจ้องหน้าหลิ่วเหวินเจาอยู่นาน ก่อนจะอุทานออกมาอย่างตื่นเต้น “พ่อบ้านหลิ่ว…พ่อบ้านหลิ่ว…”

คนถูกเรียกตีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่ได้ยิน

“ช่วงนี้ท่านคงเหนื่อยสินะ หว่างคิ้วถึงได้หมองคล้ำ ดวงตาไม่มีประกาย ลมหายใจแผ่วอ่อน ชีพจรไม่มั่นคง จะให้ข้าปรุงยาบำรุงให้สักขนานหรือไม่” บัณฑิตหนุ่มส่งสายตาคาดหวัง

หลิ่วเหวินเจาหัวตากระตุก นานทีเดียวถึงค่อยส่งเสียงตอบลอดไรฟัน “เอาสิ” แต่สีหน้าดูไม่เต็มใจเลยแม้แต่นิดเดียว

อีกฝ่ายจับชายแขนเสื้อเขาอย่างดีอกดีใจ ตื่นเต้นเสียจนปากคอสั่น “ทะ…ทะ…ทะ…ท่านจะกินยาข้าจริงหรือ”

พ่อบ้านหลิ่วปรายตามองแวบหนึ่งแล้วตอบด้วยเสียงเรียบสนิท “ไว้วันไหนข้าเบื่อโลกขึ้นมา จะต้องขอให้ท่านหมอกู้ผู้เก่งกาจช่วยปรุงยาให้ข้าพ้นทุกข์แน่นอน”

บ่าวไพร่ที่รายล้อมยกมือปิดปากแอบหัวเราะอย่างห้ามไม่อยู่

หากแต่ใบหน้าของกู้ฉางเฟิงยังคงสว่างไสวด้วยรอยยิ้ม ไม่รู้สึกรู้สาเลยสักนิด “จริงหรือ ท่านพูดเองนะ ถ้าต้องใช้ยาเมื่อไรก็มาบอกข้าล่วงหน้าล่ะ!”

“หึๆ” หลิ่วเหวินเจาหัวเราะในคอ จากนั้นนัยน์ตาก็เป็นประกายแวบหนึ่งแล้วหายไปอย่างรวดเร็ว “มาแล้ว…”

ทุกคนมองไปยังสุดปลายถนนหลวง แลเห็นขบวนรถม้าประดับแพรแดงแล่นเข้ามาช้าๆ ตรงหัวขบวนปักธงสองหน้าที่สะบัดพึ่บพั่บตามแรงลม หน้าหนึ่งปักอักษร ‘เจียง’ ขนาดใหญ่ อีกหน้าปักดิ้นทองเป็นคำว่า ‘สมรสพระราชทาน’

* ชั่วยาม เป็นหน่วยนับเวลาของจีนในสมัยโบราณ เท่ากับ 2 ชั่วโมง

รถม้าคันกลางขบวนที่มีขนาดใหญ่และหรูหราที่สุดกลับมีเสียงสตรีสองคนทะเลาะกันดังแว่วออกมา

หญิงสาวสองคนนั้นนั่งอยู่ในรถ

คนที่อายุมากกว่าเล็กน้อยสวมเสื้อแพรต่วนสีขาวยวงกับกระโปรงสีเหลืองขนหงส์ป่า เรือนผมสีดำสนิทถูกจับช่อง่ายๆ เป็นทรงเทพธิดาเหิน* ส่วนที่เหลือปล่อยสยายลงเหนือไหล่ทั้งสองข้าง เครื่องประดับมีไม่มาก แค่ใช้ปิ่นมุกที่ทำเป็นรูปผีเสื้อเสียบเฉียงไว้ในเรือนผม ใบหน้านวลเนียนไร้เครื่องสำอางแต่งแต้ม เนตรงามขุ่นขึ้ง คิ้วโก่งขมวดเข้าหากันเล็กน้อย กระนั้นก็ยังชวนพิศตรึงตา นางคือสตรีที่ไทเฮาพระราชทานเป็นคู่วิวาห์แก่จินหยวนเป่า ธิดาอดีตเสนาบดีเจียง…เจียงเสี่ยวเซวียน

เวลานี้นางกำลังบ่นอะไรพึมพำพลางเก็บข้าวของใส่ห่อสัมภาระ

ที่อยู่ข้างกายคือหญิงสาวอ่อนวัยกว่าในอาภรณ์สีแดง ทว่าแต่งตัวแบบสาวใช้ ทำผมมวยห่วงคู่** ใบหน้ารูปไข่ นัยน์ตาทรงผลซิ่ง*** ทั้งที่มีใบหน้าอ่อนเยาว์ชวนมองแต่กลับทำหน้านิ่วคิ้วขมวด เบะปากห้ามปรามผู้เป็นนาย “คุณหนู ตลอดทางท่านพยายามหนีมาแล้วหลายครั้ง เคยสำเร็จสักครั้งหรือไม่”

เจียงเสี่ยวเซวียนปัดมือสาวใช้ออกอย่างไม่พอใจ “สี่เอ๋อร์ เลิกพูดได้แล้ว! นึกหรือว่ากรงใบนี้จะกักขังข้าได้ตลอดไป ช้าเร็วอย่างไรข้าก็ต้องไปอยู่ดี!”

สี่เอ๋อร์ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เมื่อได้ยินดังนั้น “ไม่ได้นะเจ้าคะคุณหนู! หากท่านหนีไปจริง ขี้ข้าอย่างพวกเราจะไม่มีชีวิตรอดแม้แต่คนเดียว”

ผู้เป็นนายแค่นยิ้มขมขื่นกับคำพูดนั้น “เจ้าไม่มีชีวิตรอด? แล้วให้ข้าแต่งงานกับคนไม่รู้จัก ข้าจะมีชีวิตรอดหรือ” พูดพลางเก็บข้าวของต่ออย่างไม่ลังเล

“คุณหนู! สตรีคนไหนก็ต้องแต่งงานมีลูกสักวันกันทั้งนั้น จะแต่งกับใครก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ”

เจียงเสี่ยวเซวียนปรายตามองคนพูดแล้วแค่นเสียงขึ้นจมูกอย่างดูถูก “คิดว่าแต่งงานเหมือนใส่เสื้อผ้าหรือกินข้าวหรือไร แบบนี้มันต่างจากสัตว์เดรัจฉานตรงไหน”

“การเกี่ยวดองระหว่างสกุลจินกับสกุลเจียงเป็นสมรสพระราชทานจากไทเฮา ถือเป็นวาสนาที่มีแต่คนเขาอยากได้ อีกอย่างตอนที่แม่ทัพจินยังมีชีวิตอยู่ก็ได้สร้างวีรกรรมองอาจกล้าหาญ เป็นเสาหลักของแผ่นดิน พ่อเป็นวีรบุรุษ ลูกย่อมเป็นยอดคน เชื่อแน่ว่าคุณชายจินจะต้องโดดเด่นเก่งกล้าไม่แพ้กัน ตอนนี้คุณหนูทำเป็นตีโพยตีพายอยากหนี น่ากลัวว่าพอได้เจอคุณชายจินเข้า ต่อให้ไล่ก็ไม่ยอมไปมากกว่า!”

“ข้าไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านี้!” เจียงเสี่ยวเซวียนเริ่มมีโทสะ นางโยนห่อผ้าทิ้งกับพื้นรถพลางว่า “สิ่งที่ข้าต้องการมีเพียงความรู้สึกที่แท้จริงต่อกันเท่านั้น! สี่เอ๋อร์ ใช่ว่าเจ้าจะไม่รู้ว่าใจข้ามีเจ้าของแล้ว!”

“คุณชายหลี่คนนั้นน่ะหรือ” สี่เอ๋อร์กลอกตาเหยียดๆ แล้วเลิกม่านหน้าต่างมองออกไปข้างนอก แสดงออกชัดเจนว่าไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้ต่อ

“เจ้า…” เจียงเสี่ยวเซวียนขัดใจนัก

“ฮิๆ” สาวใช้กระหยิ่มยิ้มย่อง “คุณหนู จะหนีไปตอนนี้ก็สายไปเสียแล้วล่ะ ดูสิเจ้าคะ…”

* มวยเทพธิดาเหิน เป็นทรงผมของผู้หญิงชาวฮั่นที่ยังไม่แต่งงาน วิธีเกล้าคือรวบผมเป็นมวยอยู่เหนือศีรษะให้ลักษณะดูคล้ายโบยบิน

** มวยห่วงคู่ เป็นทรงผมของผู้หญิงชาวฮั่นสมัยโบราณ วิธีเกล้าคือแบ่งผมเป็นสองช่อแล้วใช้เชือกแพรมัดเป็นรูปห่วงไว้เหนือศีรษะหรือด้านข้างศีรษะ

*** ซิ่ง หมายถึงอัลมอนด์

คุณหนูเจียงชะโงกหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความสงสัย แล้วก็ได้เห็นโต๊ะบูชาสำหรับรับขบวนเดินทางตั้งห่างออกไปไม่ไกลนัก รวมทั้งกลุ่มคนที่ยืนรออย่างนอบน้อม

“จะ…จะทำอย่างไรดีล่ะทีนี้…” เจียงเสี่ยวเซวียนทุกข์ใจเป็นล้นพ้น นางหันมากล่าวโทษสาวใช้ “เพราะเจ้าคนเดียวนั่นแหละ!”

จังหวะนั้นรถม้าก็หยุดลงอย่างมั่นคง

เสียงทุ้มต่ำทรงเสน่ห์ดังเข้ามาจากด้านนอก “พ่อบ้านสกุลจิน หลิ่วเหวินเจา ได้รับคำบัญชาจากจินฮูหยินให้มารอต้อนรับคุณหนูเจียงโดยเฉพาะ”

เจียงเสี่ยวเซวียนมองข้าวของที่ถูกรื้อกระจัดกระจายในรถ แล้วย้ายสายตามายังห่อสัมภาระขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าอย่างร้อนรน จะให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ไม่ได้เป็นอันขาด นางนิ่งคิดเล็กน้อยก็พอเห็นทางออก จึงแสร้งตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงสุขุมเยือกเย็น “พ่อบ้านหลิ่วโปรดลุกขึ้นเถิด ข้าตรากตรำจากการเดินทาง รู้สึกไม่ค่อยสบาย ดังนั้นขอให้งดพิธีการต่างๆ แล้วพาพวกเราไปยังที่พักโดยตรงเถิดนะ”

หลิ่วเหวินเจาเหลือบตามองบานหน้าต่างที่มีผ้าม่านบังไว้อย่างแน่นหนา ก่อนจะหลุบตาก้มหน้าตอบนอบน้อม “รับทราบ ที่พักก่อนวันวิวาห์ของคุณหนูเจียงคือโรงเตี๊ยมเหิงชาง (เฟื่องนิรันดร์) ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง เวลานี้จัดเตรียมไว้พร้อมแล้วขอรับ”

“ต้องรบกวนพ่อบ้านหลิ่วแล้ว ออกเดินทางทันทีเลยเถิด” เสียงหวานของคนพูดราบเรียบไร้ระดับสูงต่ำ เจตนารักษาระยะห่างกับอีกฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด

หลิ่วเหวินเจาหมุนตัวเดินนำทาง ขบวนรถม้าเริ่มเคลื่อนตัวช้าๆ อีกครั้ง ระหว่างนั้นเองกู้ฉางเฟิงฉวยโอกาสที่ไม่มีใครสนใจดอดเข้าไปตรงริมหน้าต่างรถ

จากนั้นก็ส่งเสียงถามเบาๆ “คุณหนูไม่ใคร่สบายอย่างนั้นหรือ”

มาอีกคนแล้ว? เจียงเสี่ยวเซวียนแค่นเสียงขึ้นจมูกอย่างไม่พอใจแล้วตอบสั้นๆ “อืม”

บัณฑิตหนุ่มลิงโลดขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินดังนั้นก่อนจะพล่ามฉอดๆ “รู้สึกไม่สบายเป็นแค่อาการที่แสดงออกมา แต่สาเหตุนั้นเกิดได้จากหลายประการ เป็นต้นว่าร่างกายกระทบร้อนกระทบหนาว ไม่คุ้นเคยกับสภาพภูมิประเทศหรือดินฟ้าอากาศ ล้วนแต่เป็นไปได้ทั้งสิ้น ข้าน้อยกู้ฉางเฟิงเป็นหัวหน้าหมอของจวนแม่ทัพจิน เชี่ยวชาญวิชาแพทย์ ดินฟ้าอากาศเมืองหลวงแตกต่างจากหนานจิง* มาก ถ้าอย่างไรให้ข้าปรุงยาให้คุณหนูสักเทียบ…เหวอออ พ่อบ้านหลิ่ว ปล่อยนะ…มีอะไรค่อยพูดค่อยจากันก็ได้นี่…”

ยังไม่ทันได้พล่ามจนจบ หลิ่วเหวินเจาก็เอื้อมมือมาดึงคอเสื้อลากตัวออกไปเสียก่อน

หลังจากเจ้าตัวออกมาอีกทาง พ่อบ้านหนุ่มก็เอ็ดเบาๆ “บ้าไปแล้วหรือ! หากว่าที่ฮูหยินน้อยกินยาเจ้าจนเกิดเป็นอะไรไปขึ้นมา เจ้ามีกี่ชีวิตก็ชดใช้ไม่พอ!”

“ยาข้ามีไว้รักษาโรค ช่วยคน จะกินแล้วตายได้อย่างไร” กู้ฉางเฟิงเถียงคอเป็นเอ็นอย่างไม่ยอมแพ้ “ข้าท่อง ‘ตำราสมุนไพรเสินหนง’ ได้อย่างคล่องแคล่ว จะ ‘สรรพโอสถหอทอง’ หรือ ‘พันตำรับเลิศล้ำ’ ก็จำได้ขึ้นใจ…”

สองคนที่นำขบวนอยู่หน้าสุดโต้เถียงกันไปมา โดยมิได้ล่วงรู้เลยว่าม่านหน้าต่างรถได้เผยอขึ้นมุมหนึ่ง เจียงเสี่ยวเซวียนแย้มหน้าออกมามองกู้ฉางเฟิงขันๆ

 

* หนานจิง เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลเจียงซู บริเวณตอนใต้ของแม่น้ำฉางเจียง (แยงซีเกียง) เคยเป็นเมืองหลวงของจีนในสมัยราชวงศ์หมิง

ถนนสายใหญ่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองหลวงมีตรอกเล็กๆ ตรอกหนึ่งชื่อตรอกเยียนจือ (แป้งนาง) ภายในตรอกแห่งนี้เต็มไปด้วยร้านสุราหลายสิบแห่ง รวยรินไปด้วยกลิ่นแป้งผัดหน้าสตรี และมีเสียงดนตรีดังให้ได้ยินตลอดทั้งคืน

ยามนี้เป็นยามดึก ทว่าในตรอกกลับสว่างไสวไปด้วยโคมแดงที่จุดเรียงราย มองไกลๆ ดูคล้ายทะเลเพลิง

ร้านรวงน้อยใหญ่หลายสิบแห่งตั้งอยู่สองข้างทาง ขึ้นป้ายหน้าร้านต่างๆ กันไป ทว่ามีจุดร่วมอยู่อย่างหนึ่ง…คือแต่ละร้านจะมีเด็กสาววัยกำดัดสวมใส่อาภรณ์เนื้อบางยืนโบกแพรพกอยู่ด้านหน้า ส่งเสียงเชิญชวนอย่างอ่อนหวาน ‘นายท่าน เชิญสิเจ้าคะ’ ‘คุณชาย เชิญทางนี้เจ้าค่ะ’ หางเสียงยวนเย้า นัยน์ตาแพรวพราว กิริยาแช่มช้อย ปั่นป่วนใจชายที่เดินผ่านให้ร้อนรุ่มได้โดยง่าย

ตรงปลายตรอกเยียนจือแห่งนี้เป็นที่ตั้งของตึกสูงกว่าใครเพื่อนที่ประดับตกแต่งอย่างหรูหราอลังการ หน้าตึกแขวนป้ายอักษรทองคำขนาดใหญ่ว่า ‘หอเชียนเจียว’

จินหยวนเป่ายืนสง่าตรงหน้าทางเข้า ดวงตาคมเหลือบมองป้ายดังกล่าวแล้วเรียกสององครักษ์คู่ใจที่อยู่ข้างหลัง “หวังเฉียง หม่าจง”

“ขอรับ!”

“ขอรับ!”

“พวกเจ้ารออยู่ข้างนอก คอยฟังข้าเขวี้ยงจอกเป็นสัญญาณ ได้ยินเสียงจอกเมื่อไรให้บุกเข้าไปจับคนทันที” จินหยวนเป่ารวบพัดในมือแล้วก้าวสวบๆ ไปยังหอเชียนเจียว

“รับทราบ!” สององครักษ์รับคำสั่ง

มือปราบหนุ่มยังไม่ทันได้เฉียดเข้าใกล้หอ เสียงหวานออดอ้อนก็ดังออกมาจากข้างในอย่างตื่นเต้นยินดี “คุณชายจิน? ไม่ได้มาเสียนานนะเจ้าคะ!”

คุณชายจินผู้นี้คงมีชื่อเสียงโด่งดังไม่น้อย สตรีในหอจึงกรูเข้ามาหาเขาเป็นฝูง จนเขาแทบจะจมอยู่ใต้กลิ่นแป้งผัดหน้าและชายอาภรณ์แพรเนื้อเบาพลิ้วไหว

จินหยวนเป่ารับมือกับเหล่าหญิงสาวอย่างคล่องแคล่ว เขาลอบสูดกลิ่นหอมบนตัวพวกนางอย่างแนบเนียน หลังจากผลักนางโลมออกจากตัวติดๆ กันสิบกว่าคนก็ยังไม่พบคนที่ตนต้องการ

ตอนแรกแม่เล้าโบกพัดกลมยืนมองอยู่ข้างบน ปรากฏว่าสุดท้ายจินหยวนเป่าไม่ถูกใจหญิงใดในหอเลยแม้แต่คนเดียว นางกลัวว่าลูกค้ากระเป๋าหนักจะจากไปเสียก่อน จึงได้รีบวิ่งลงมายิ้มแย้มต้อนรับ “แหม คุณชายจินมาตรฐานสูงยิ่งนัก หอเรามีสาวๆ มากมาย ไม่ถูกใจเลยสักคนเชียวหรือเจ้าคะ”

ชายหนุ่มเลิกคิ้วปรายตามองนาง จากนั้นก็กวาดตามองสตรีที่รายล้อมทีหนึ่งแล้วตอบเหยียดๆ “ข้ามีเงินเยอะก็จริง แต่ใช่ว่าจะโปรยใช้กับหญิงธรรมดาๆ พวกนี้ได้หรอกนะ”

“จุ๊ๆๆ” แม่เล้าเดาะลิ้นเป็นนกสาลิกา “คุณชายจินนี่มาตรฐานสูงขึ้นทุกทีจริงๆ! เอ้า ไป ไปกันให้หมด” แม่เล้าโบกพัดไล่นางโลมที่รายล้อมให้แยกย้ายกันไป

จินหยวนเป่ากวาดตามองรอบตัวแล้วถามขึ้น “หญิงในหอเชียนเจียวออกมาหมดแล้วหรือ”

แม่เล้ากวาดตามองตามบ้าง “เอ่อ…ยังมีอีกคนเจ้าค่ะ”

“แล้วยังไม่รีบไปตามออกมาอีก?”

“ตามออกมา…เฮ้อ…” นางตอบอย่างลำบากใจ “แม่นางคนนี้ออกจะกฎเกณฑ์เยอะอยู่สักนิด…”

“หึ” มือปราบหนุ่มแค่นเสียงขึ้นจมูก ก่อนจะล้วงก้อนทองคำจากในอกเสื้อมาชูล่อตรงหน้าแม่เล้า “เยอะกว่าเจ้านี่หรือไม่

หญิงวัยกลางคนยิ้มหน้าบานเป็นดอกเบญจมาศทันที “ได้เจ้าค่ะ ได้ คุณชายจินโปรดรอสักครู่นะเจ้าคะ ครู่เดียวเท่านั้น!”

ในเวลาเดียวกันประตูด้านหลังของหอเชียนเจียวก็ถูกใครบางคนใช้มีดสั้นเล่มเล็กๆ สอดเข้ามาตามรอยแยกแล้วดันดาลประตูขึ้นเบาๆ จากนั้นร่างหนึ่งก็ผลุบเข้ามาข้างในอย่างเงียบเชียบ

นักเลงคุมหอสามสี่คนกำลังนั่งสุมหัวกันเล่นไพ่ คนหนึ่งตาไว พอเห็นเงาผ่านไปแวบๆ ก็ตวาดถามขึ้นทันที “เฮ้ย! ทำอะไรน่ะ!”

เจ้าของร่างนั้นหันกลับมาช้าๆ แสงตะเกียงสว่างไสวส่องสะท้อนบนใบหน้า ปลายคางเต็มไปด้วยไรเครา คิ้วหนาเตอะเป็นเส้นตรง แต่งกายด้วยชุดรัดกุมที่ตัดเย็บจากผ้าแพร ลักษณะเดียวกับที่ลูกค้าชาวยุทธ์ชอบใส่ เพียงแต่…ดวงตาที่หลบซ่อนอยู่ใต้คิ้วหนากลมโตนั้นสุกใสเป็นประกาย ดูไม่กลมกลืนกันอย่างไรชอบกล

ลูกค้าชาวยุทธ์เดินโซเซไปทางผู้คุมบ่อนสองก้าวแล้วสะอึกดังอึ๊ก “แม่เอ๊ย หอเชียนเจียวนี่สร้างไว้ราวกับเขาวงกต ออกไปฉี่เดี๋ยวเดียวก็หาทางกลับห้องไม่เจอเสียแล้ว” เสียงพูดฟังดูคล้ายคนลิ้นคับปาก

พวกผู้คุมเจอแบบนี้มาจนชิน ฟังแล้วเข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น ก็แค่คนเมาหาทางกลับขึ้นห้องไม่เจอเท่านั้นแหละ ผู้คุมคนหนึ่งเดินเข้าไปหาแล้วยิ้มประจบ “ไม่ทราบว่านายท่านขึ้นห้องแม่นางคนไหนขอรับ ข้าจะช่วยนำทางให้ท่านเอง”

ลูกค้าชาวยุทธ์ตบเข่าฉาดพลางหัวเราะร่วน “จะนำทางข้าขึ้นไป? ประเดี๋ยวชุ่ยหงก็ดึงพวกเราเข้าห้องทั้งคู่หรอก! ฮ่าๆๆ ข้าออกไปเองก็ต้องกลับขึ้นไปเองได้!”

ผู้คุมฝืนยิ้มก่อนจะเดินเข้าไปยืนข้างๆ ยกมือชี้ทางให้ “พอขึ้นบันไดไปแล้วให้เลี้ยวซ้ายนะขอรับ ห้องของแม่นางชุ่ยหงคือห้องที่สาม”

“ขอบใจมาก!” ลูกค้ารายนั้นโยนเศษเงินไปให้ ผู้คุมยิ้มระรื่น รีบก้มลงเก็บเศษเงินบนพื้นเป็นพัลวัน

ลูกค้าชาวยุทธ์เดินอาดๆ ขึ้นไปตามบันได พอหมุนตัวหันหลังให้พวกผู้คุมได้ก็ยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะคิก แต่ไม่ทันระวังจึงเผลอทำคิ้วปลอมหลุดลงมาข้างหนึ่ง

เมื่อไร้การอำพรางของคิ้วหนาเตอะ นัยน์ตาใสกระจ่างสีดำตัดขาวชัดเจนก็ยิ่งส่องประกายอย่างปิดไม่มิด จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากขอทานน้อยแสนมอมแมมคนนั้น…อวี้ฉีหลิน

นางติดคิ้วปลอมเข้าไปเหมือนเดิมอย่างว่องไว กระแอมเบาๆ กดเสียงให้ต่ำลงหลายระดับ จากนั้นก็เดินส่ายอาดๆ ขึ้นบันไดต่อ

ขึ้นมาจนสุดบันไดชั้นสองก็เห็นแม่เล้ายืนตรงประตูบานหนึ่งด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน พร่ำพูดกับคนที่อยู่ในห้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ปกติเจ้าเลือกแขก คนนั้นไม่รับ คนนี้ไม่เอา ข้าตามใจเจ้าทุกอย่าง แต่ว่านะ ฉู่ฉู่ คุณชายจินคนนี้เป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภดีๆ นี่เอง! จะทำให้เขาโกรธไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ต้องออกไปพบเขา”

น้ำเสียงเย็นชาของหญิงผู้หนึ่งดังออกมาจากข้างใน “ข้าไม่อยากได้เงิน”

สีหน้าของอวี้ฉีหลินเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินดังนั้น ไม่อยากได้เงิน? ไม่อยากได้เงินแล้วมาขายตัวในหอนางโลมทำไมกันเล่า สิ่งที่ผิดวิสัยมักมีเบื้องลึกเบื้องหลังเสมอ!

แม่เล้าหัวเราะเบาๆ แล้วล้วงก้อนทองคำในแขนเสื้อออกมาแกว่งเล่น “ไม่อยากได้เงิน แล้วอยากได้เจ้านี่หรือไม่”

หญิงสาวหน้าตาสวยจัดในอาภรณ์ต่างแดนเดินออกมายืนตรงหน้าประตู เอนร่างอรชรพิงกรอบประตูไว้ มือหนึ่งใช้หวีไม้สางผม ส่วนอีกมือใช้นิ้วเกี่ยวปอยผมเล่น ลักษณะอาการแสนเกียจคร้านแต่กลับมีเสน่ห์อย่างเหลือร้าย

อวี้ฉีหลินเดาะลิ้น รูปร่างหน้าตาแบบนี้ กิริยาท่าทางแบบนี้ สตรีอย่างนางเห็นแล้วยังใจเต้น ประสาอะไรกับบุรุษ

ฉู่ฉู่ปรายตามองทองคำก้อนนั้น นางโยนหวีในมือทิ้งช้าๆ แล้วใช้นิ้วสามนิ้วรับก้อนทองคำจากมือแม่เล้าพลางยิ้มว่า “คุณชายจินใช่หรือไม่ ข้าอยากเห็นนักว่าคุณชายเมืองหลวงจะน่ารักสักแค่ไหน…ท่านแม่นำทางด้วย” พูดจบก็เก็บก้อนทองคำไว้ในเสื้อรัดทรงคว้านต่ำที่เห็นเนินเนื้อขาวเนียนกว่าครึ่ง

แม่เล้ายิ้มหน้าบาน ก่อนจะกระวีกระวาดนำทางนางโลมคนสำคัญไปข้างล่าง

ตอนที่เดินสวนกันกับอวี้ฉีหลิน ฉู่ฉู่ยังชม้อยชม้ายตามาให้

อวี้ฉีหลินสะท้านเฮือก แล้วหันไปมองตามแผ่นหลังอีกฝ่ายพลางส่ายหน้าดิก จริตจะก้านแพรวพราวเหลือเกิน! นางมองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นว่ารอบตัวปลอดคนดีแล้วก็ยิ้มจนตาหยี รีบเดินขึ้นไปข้างบน ก่อนจะผลุบหายเข้าไปในห้องของฉู่ฉู่

ดวงตาสุกใสกวาดมองรอบห้องแล้วเริ่มรื้อค้นตามตู้ รื้อชิ้นไหนก็วางกลับเข้าที่อย่างรวดเร็วพลางบ่นอย่างไม่พอใจ “จินหยวนเป่าคนนี้ไม่ใช่คนดีอะไรนักจริงๆ ดีแต่ดื่มเหล้าเคล้านารี ไว้ให้ตกอยู่ในมือข้าเมื่อไร คอยดูเถิดว่าข้าจะดัดสันดานเจ้าใหม่ให้เป็นคนละคนเลยทีเดียว!”

โต๊ะเขียนหนังสือไม่มีสิ่งใดน่าสนใจ นางจึงเปลี่ยนเป้าหมายไปหาโต๊ะเครื่องแป้ง แล้วเห็นภาพสะท้อนตัวเองในบานกระจกเข้าโดยไม่เจตนา นางยืนตัวตรงเอามือลูบเครา มองภาพในกระจกอย่างพิจารณาก่อนจะสรุปอย่างหลงตัวเอง “ขนาดมีเคราแปะอยู่บนหน้าก็ยังบั่นทอนความหน้าตาดีของข้าไม่ได้เลย เห็นทีคงต้อง…”

นางกวาดตามองไปบนโต๊ะแล้วหยิบดินสอเขียนคิ้วของฉู่ฉู่จากในกล่องเครื่องสำอางออกมาวาดไฝเม็ดเป้งๆ ลงบนหน้าตัวเองถึงแปดเม็ด ก่อนจะพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “เติมไฝเข้าไปแล้วค่อยดูห้าวหาญหน่อย!” จากนั้นก็ทำท่าทางชวนตลกขบขันล้อเลียนคนในกระจก

โต๊ะเครื่องแป้งก็ไม่มีของน่าสนใจ อวี้ฉีหลินจึงหันไปหาตู้เก็บของใบน้อยที่ตั้งอยู่ข้างเตียงเตาผิง นางทิ้งตัวนั่งยองๆ กับพื้นแล้วไล่เปิดลิ้นชักตั้งแต่ชั้นบนสุดลงไปชั้นล่างสุด

“หวา…” หญิงสาวมองของที่หยิบออกมาจากในลิ้นชักด้วยความประหลาดใจ “ญะ…หญิงจากแดนตะวันตกนี่รสนิยมไม่เหมือนหญิงจงหยวนจริงๆ ทั้งแส้หนัง เทียนไข เชือกแดง…ช่าง…ร้อนแรง ร้อนแรงยิ่งนัก…”

พอค้นต่อไป…

ภาพโลกีย์? โยนทิ้ง

กามสูตร? โยนทิ้ง

นี่มันอะไรกัน ชุดชั้นในกระตุ้นอารมณ์? อี๋ แหวะๆๆ! นางรีบโยนทิ้งแทบไม่ทัน

อวี้ฉีหลินกัดฟันแน่น เหงื่อแตกโซมเต็มหน้า แล้วรวบรวมความกล้าค้นต่อไป

“เข้าใจผิดอะไรหรือไม่!” นางโยนของในมือทิ้งไปไกลลิบ รู้สึกหน้าร้อนผ่าวไปหมด “มีกระทั่งของพรรค์นี้!” อยู่ในหอนางโลมแท้ๆ หญิงผู้นั้นยังขาดแคลนบุรุษอีกหรือ ถึงต้องใช้ของพวกนี้!?

ทันใดนั้นนางก็สังเกตเห็นด้วยความตาไวว่าลิ้นชักชั้นนี้ตื้นกว่าชั้นบนๆ อยู่มาก

พอเทของในลิ้นชักออกมาให้หมดแล้วเคาะก้นลิ้นชักก็เกิดเสียงกลวงๆ อย่างที่คิด

ลองดันไม้กระดานตรงก้นลิ้นชักดูก็ปรากฏว่าขยับ เพราะตรงขอบแผ่นไม้ทั้งสองข้างเป็นรางเลื่อน

ในช่องลับมีใบรับเงินมากมาย อวี้ฉีหลินพลิกดูพลางพึมพำ “เอ๋? นี่มันอะไรกัน ผู้หญิงอะไร…เงินอะไร…”

ระหว่างที่กำลังวิเคราะห์ใบรับเงินอย่างเอาเป็นเอาตาย เสียงหัวร่อต่อกระซิกของจินหยวนเป่ากับฉู่ฉู่ก็ดังเข้ามาจากข้างนอก นางรีบเก็บกระดาษเหล่านั้นกลับเข้าไปในช่องลับแล้วยัดข้าวของที่ถูกรื้อระเนระนาดอยู่บนพื้นกลับเข้าไปในตู้ลวกๆ

อวี้ฉีหลินกวาดตามองรอบตัวอย่างร้อนรน “ทำไมคนลามกสองคนนั้นถึงได้ขึ้นมาเร็วนัก แล้วข้าจะไปซ่อนที่ไหนดีล่ะนี่”

ตอนจะเปิดประตูเข้าไปในห้อง ฉู่ฉู่ดันร่างจินหยวนเป่าชิดผนัง ใช้มือลูบไล้ใบหน้าเขาพลางนึกปรีดาอยู่เงียบๆ คุณชายจินคนนี้หน้าตาหล่อเหลาอย่างหาตัวจับยากจริงๆ! นางใช้นิ้วเกี่ยวปอยผมเขาอย่างยั่วเย้าพร้อมกระแซะกายเข้าหา “คุณชายจิน เห็นว่าท่านเฉพาะเจาะจงเรียกฉู่ฉู่คนเดียวเท่านั้นหรือเจ้าคะ”

จินหยวนเป่าผลักนางเบาๆ ทว่าร่างอ้อนแอ้นไม่ขยับ ดังนั้นจึงจำต้องยอมโอนอ่อนผ่อนตาม “ข้าได้ยินชื่อเสียงของแม่นางฉู่ฉู่มานานนักหนา อยากได้ยลโฉมด้วยตาตัวเองสักครั้ง”

ฉู่ฉู่หัวเราะอย่างถูกอกถูกใจแล้วโน้มหน้าเข้าไปใกล้อย่างมีจริต เป่าลมหายใจอุ่นๆ ใส่กกหูเขา “ได้ยินมานานแล้ว เช่นนั้นเหตุใดไม่มาหาข้าให้เร็วกว่านี้เล่า”

ฝ่ายชายเบี่ยงตัวหนีเล็กน้อยเพื่อหลบริมฝีปากร้อนผ่าวของนางพลางยิ้มว่า “คนเรามีวาสนาต่อกัน ช้าเร็วอย่างไรก็ต้องได้เจอกันอยู่ดี”

แววตานางโลมคนดังไหวระริกเมื่อได้ยินดังนั้น นางทิ้งกายเข้าหาอ้อมอกเขาอย่างออดอ้อน “ใครบอกคุณชายเจ้าคะว่าข้ากับท่านมีวาสนาต่อกัน”

กลิ่นหอมรวยรินมากระทบจมูก มือปราบหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกแล้วสรุปผลอยู่ในใจ ท่าทีของเขาเปลี่ยนไปทันตา กลายมาเป็นยกมือทั้งสองข้างขึ้นตระกองกอดร่างตรงหน้าอย่างสนิทสนม “กลิ่นหอมลี้ลับที่มีลักษณะเฉพาะตัวของต่างแดนบอกข้าน่ะสิ กลิ่นนี้มันบอกข้าว่า…เจ้าคือคนที่ข้าตามหา”

หมายความว่าอย่างไรกัน ฉู่ฉู่หรี่ตา ก่อนจะผละหนีออกมาพร้อมหัวเราะน้อยๆ “ขอเพียงมีวาสนา ต่อให้อยู่ห่างกันพันลี้ก็ยังได้พานพบ คนที่ฉู่ฉู่เฝ้ารอก็คือคุณชายนี่แหละ”

จินหยวนเป่าเอื้อมมือไปดึงนางกลับมาแล้วบอกเป็นนัย “เจ้าถูกข้าหมายตาไว้แล้ว คิดหรือว่าจะหนีพ้น?”

“จริงหรือ เห็นทีต้องลองดูสักตั้ง!” เมื่อสิ้นประโยคนั้นฉู่ฉู่ก็ขยุ้มอกเสื้อชายหนุ่มเอาไว้แล้วก้าวถอยหลังถีบประตูให้เปิดออก ผลักเขาเข้าไปในห้อง จากนั้นก็ปิดประตูลงดาลอย่างว่องไว

ลงดาลหรือ แล้วหวังเฉียงกับหม่าจงจะเข้ามาได้อย่างไร จินหยวนเป่าเอื้อมมือไปยึดดาลประตูไว้อย่างร้อนรน “ไม่ต้องรีบร้อนลงดาล เดี๋ยวสั่งผลไม้กับเหล้ามากินหน่อยดีกว่า…”

“ฮืม…” ฉู่ฉู่ส่งเสียงครางออดอ้อน ผลักชายหนุ่มออกไปแล้วดันดาลประตูกลับเข้าไปใหม่ “มีข้าอยู่ทั้งคน…ยังไม่พอให้คุณชายกินอีกหรือ” พูดจบก็ชม้อยชม้ายตายั่วยวน

จินหยวนเป่าเสียวสันหลังวาบ ก่อนจะฝืนยิ้มอย่างยากลำบาก

“คุณชาย ค่ำคืนแห่งความสุขแสนสั้น ถ้าอย่างไรพวกเรา…” นางพูดพลางผลักเขาไปทางเตียงนอน

มือปราบหนุ่มปัดมือน้อยแสนซนของอีกฝ่ายทิ้ง เดินไปยังโต๊ะกลมสองสามก้าวแล้วยิ้มเมื่อเห็นป้านชาบนนั้น “ไม่ต้องรีบร้อน มาจิบชานั่งคุยกันก่อน ชาดีต้องค่อยๆ จิบให้รู้รส จะดื่มอึกๆ เหมือนม้ากินน้ำไม่ได้ แม่นางฉู่ฉู่เป็นชาชั้นดีของข้าในคืนนี้ ข้าอยากค่อยๆ ชิมให้ละเอียดทุกซอกทุกมุม”

“อือ…” ฉู่ฉู่ยกแขนข้างหนึ่งโอบเอวชายหนุ่มแล้วกอดฝ่ายนั้นไว้แน่น “ยังจะจิบชานั่งคุยอะไรอีกเจ้าคะ! ฉู่ฉู่อยู่ที่นี่มานาน เพิ่งเคยเห็นคนใจเย็นเป็นน้ำเช่นคุณชายเป็นครั้งแรก!” พูดจบก็โถมตัวลงบนเตียงโดยดึงจินหยวนเป่ามาด้วยพร้อมกัน ทำเอาเตียงนอนลั่นดังเอี๊ยดอ๊าด

ด้วยนึกไม่ถึงว่าอยู่ๆ ทั้งคู่จะทิ้งตัวลงมา ชายเคราดกที่ซ่อนอยู่ใต้เตียงถึงกับสะดุ้งโหยงจนแทบหลุดเสียงอุทานออกจากลำคอ อวี้ฉีหลินรีบยกมือปิดปากไว้ทันควัน มีเพียงเสียงด่าอู้อี้ลอดผ่านปลายนิ้ว “หญิงร้ายชายทราม! เบาหน่อยไม่ได้หรือไร!?”

“ข้ามีดีตรงไหนบ้าง…คุณชายค่อยๆ สำรวจตอนนี้ได้เลย…” ฉู่ฉู่ขบกัดใบหูชายหนุ่มกระซิบเสียงหวาน ก่อนจะเป็นฝ่ายตวัดตัวขึ้นคร่อมแล้วลงมือแกะผ้าคาดเอวของเขา

จินหยวนเป่าคว้ามืออีกฝ่ายเอาไว้ ดึงนางเข้ามาในอ้อมกอด พอนางโลมคนดังเอนร่างซวนซบแนบอก เขาก็สูดดมกกหูนางอย่างชวนรัญจวน “กลิ่นหอมบนตัวเจ้าช่างเย้ายวนใจให้ปั่นป่วน เป็นของจากแดนตะวันตกเหมือนกันหรือ”

หญิงสาวแหงนหน้ามองปลายคางคมสันได้รูปของเขาแล้วอ้าปากทำท่าจะกัด แต่กลับถูกเขายกมือบังไว้ นางตอบเสียงขุ่นอย่างไม่ใคร่พอใจนัก “แน่นอน หญิงจงหยวนนุ่มนิ่มบอบบาง มีหรือจะควบคุมเครื่องหอมกลิ่นร้อนแรงเช่นนี้ได้อยู่มือ”

มือปราบเทวดามองซ้ายมองขวาพลางถาม “ห้องของแม่นางใช่จะเข้ามาได้ง่ายๆ เชื่อว่าคนที่เข้ามาในห้องนี้ได้จะต้องสนิทกับเจ้ามากทีเดียวสินะ”

ฉู่ฉู่พลิกตัวผละออกจากชายหนุ่มมานั่งตรงขอบเตียงด้วยความระแวงขณะตอบเสียงแข็ง “คุณชายถามโน่นถามนี่อยู่นั่นแล้ว หรือจะไม่ถูกใจฉู่ฉู่ ถ้าเช่นนั้นก็อย่าฝืนเลยเจ้าค่ะ ข้าจะให้ท่านแม่หาหญิงคนใหม่มาปรนนิบัติท่าน” พูดจบก็ทำท่าจะลุกออกไป

“แม่นางเข้าใจผิดแล้ว!” จินหยวนเป่ารีบรั้งนางไว้แล้วป้อนคำหวานเอาใจ “หลังจากได้พบเจ้า สตรีทั้งโลกก็มีค่าไม่ต่างจากอาจมในสายตาข้า”

พอพูดออกไปอย่างนั้น เขาก็แว่วเสียงคล้ายใครโก่งคออาเจียน จึงได้ลุกพรวดขึ้นมาเหลียวมองรอบตัว

“มีอะไรหรือเจ้าคะ” ฉู่ฉู่ถามด้วยความสงสัย

เงี่ยหูฟังสักพักจนแน่ใจว่าไม่ได้ยินเสียงอะไรแล้วจริงๆ จินหยวนเป่าถึงค่อยตอบ “ไม่มีอะไรหรอก”

ความขุ่นขึ้งบนใบหน้าฉู่ฉู่จางหายไป นางขยับตัวเข้ามาใกล้ ถอดเสื้อผ้าเขาพลางส่งเสียงยั่วเย้า “ซุกซนนักนะ…เดี๋ยวพี่สาวจะจัดการให้น่าดู!”

อีกครั้งที่ชายหนุ่มจับมือนางเอาไว้ “ค่ำคืนนี้ยังยาวนาน ไม่ต้องรีบร้อน แม่นางฉู่ฉู่เต้นรำสร้างบรรยากาศหน่อยดีกว่า”

“เต้นรำ?”

“ถูกต้อง” เขาลูบแก้มนางอย่างหลงใหล “ข้าอยากเห็นนักว่าแม่นางจะเอวอ่อนเหมือนกิ่งหลิวเดือนสามและแววตาจะลึกซึ้งชวนใจเต้นเหมือนสายน้ำฤดูใบไม้ผลิในเดือนสี่หรือไม่…” กระทั่งตัวเขายังขนลุกเกรียวกับคำพูดของตัวเอง

เมื่อครู่คนที่อยู่ใต้เตียงก็เผลอทำเสียงอาเจียนเพราะทนฟังวาจาหวานเลี่ยนไม่ไหวมาทีแล้ว มาได้ยินแบบนี้ยิ่งรู้สึกว่าเลี่ยนแสนเลี่ยนจนไม่รู้จะเลี่ยนอย่างไร! เลี่ยนเสียจนนางอยากจะกระโจนจากที่ซ่อนออกไปสำเร็จโทษหญิงร้ายชายทรามคู่นี้เสียให้รู้แล้วรู้รอด!

“หากคุณชายอยากดู ฉู่ฉู่เต้นให้ดูก็ได้” นางพูดเช่นนั้นแล้วบิดเอวอ่อน จิกปลายเท้าเดินถอยหลังไปเล็กน้อย ก่อนจะหมุนตัวร่ายรำเป็นวงกลมอย่างสวยงาม แม้จะไม่มีเสียงดนตรีประกอบ แต่กระพรวนเงินเล็กๆ ที่นางใช้ประดับไว้เต็มตัวก็ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งยามขยับกาย รับกันดีกับจังหวะร่ายรำ เพิ่มสุนทรียรสได้มากกว่าเดิม

จินหยวนเป่าเดินตามนางพลางลอบกวาดสายตาเก็บรายละเอียดทุกอย่างในห้อง

ในขณะเดียวกันนั้นเองคนที่ซ่อนตัวอยู่ใต้เตียงกำลังเอามือเท้าคางอย่างเบื่อหน่าย มองปลายเท้าเล็กของฉู่ฉู่ย้ายไปย้ายมาอยู่ตรงหน้าพร้อมบ่นในใจอย่างเหลืออด ขอทีเถิด จะทำอะไรกันก็รีบทำให้เร็วหน่อยได้หรือไม่ เอาแต่พิรี้พิไรอยู่ได้ จะให้ข้าซ่อนตัวอยู่ตรงนี้ไปถึงเมื่อไร

ทันใดนั้นฉู่ฉู่ก็หมุนกลับมาโถมตัวใส่จินหยวนเป่าให้ล้มลงไปกับเตียง แล้วแนบริมฝีปากอุ่นร้อนตามไปติดๆ จังหวะที่กลีบปากแดงสดกำลังจะประกบเรียวปากบาง ปลายนิ้วเรียวยาวนิ้วหนึ่งก็ยื่นเข้ามาขวางริมฝีปากสองคู่ให้แยกจากกัน

ฉู่ฉู่มองอย่างกระเง้ากระงอด ก่อนจะอ้าปากขบกัดปลายนิ้วเขา

จินหยวนเป่าชักนิ้วออกแทบไม่ทันแล้วถามว่า “แม่นางฉู่ฉู่มาอยู่จงหยวน นอกจากเป็นนางคณิกาแล้ว ไม่สนใจทำการค้าอื่นเลยหรือ เป็นต้นว่า…ขายกระเป๋าเงินหรือไม่ก็เครื่องประดับ”

“ที่ข้าสนใจ…คือจับท่านกินอย่างไรล่ะ…” ฉู่ฉู่ถอดเสื้อคลุมเขาโยนทิ้งพื้นอย่างคล่องแคล่ว

เสื้อคลุมที่ร่วงตกลงมาทำให้ลูกค้าชาวยุทธ์ที่อยู่ใต้เตียงกลอกตาอย่างเบื่อหน่าย เริ่มได้เสียทีนะ…

หืม? จะเริ่มแล้วหรือ!? หมายความว่าต้องแก้ผ้าหมดอย่างนั้นสิ!? ดีที่สุดเลย!

อวี้ฉีหลินรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที นางกลอกตาหนึ่งตลบแล้วโผล่หัวออกไปครึ่งหนึ่งเพื่อแอบดู แต่มองอะไรไม่เห็นทั้งสิ้น อารามร้อนรนทำให้เผลอกระแทกหัวกับกระดานเตียงจนเกิดเสียงดังโป๊กเบาๆ

ฉู่ฉู่ชะงักกึก สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดระแวง

จินหยวนเป่ารีบถามต่อ “แม่นางฉู่ฉู่ยังไม่ได้ตอบข้าเลยว่าตกลงเจ้าทำการค้าอย่างอื่นบ้างหรือไม่”

พอลองเงี่ยหูฟังดูดีๆ กลับไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งสิ้น ฉู่ฉู่คลี่ยิ้มขณะดึงผ้าคลุมไหล่ของตัวเองโยนทิ้งลงบนพื้น “ลองเดาดูสิ…”

จังหวะที่ผ้าคลุมไหล่ร่วงหล่นพื้น เงาตะคุ่มของใครบางคนก็มุดออกจากใต้เตียงไปแอบหลังฉากบังตาแทน

แม้เสียงที่เกิดขึ้นจะดังแค่แผ่วๆ ฉู่ฉู่ก็ยังลุกขึ้นจากร่างสูงของชายหนุ่ม กระโดดลงจากเตียงมากวาดตามองรอบตัวอย่างระแวดระวังแล้วนึกอะไรขึ้นได้ จึงก้มลงมองเข้าไปใต้เตียง

หาอะไรของนางนะ มือปราบหนุ่มหรี่ตา “แม่นางฉู่ฉู่กลัวอะไร กลัวจะถูกทางการจับกุมตัวอย่างนั้นหรือ”

เมื่อไม่พบสิ่งใดผิดสังเกต ฉู่ฉู่ถึงค่อยตั้งสติได้แล้วหันมาถอดเสื้อผ้าเขาต่อ “ถึงคนของทางการมาก็จับกุมข้าไม่ลงหรอก”

จินหยวนเป่าพยายามยื้อเสื้อผ้าที่ถูกนางถอดเอาไว้พลางยิ้มกลบเกลื่อน “เอ่อ…อ้อ…จริงด้วย!” เขาทำท่าเหมือนนึกอะไรได้ “เร็วๆ นี้คฤหาสน์ของข้าจะจัดงานเฉลิมฉลอง ผู้มาร่วมงานมีแต่ขุนนางสำคัญของราชสำนักทั้งนั้น เสียดายที่สาวใช้ในบ้านล้วนแต่อัปลักษณ์จนใครเห็นเป็นต้องตกใจ หากได้คนหน้าตางดงามอย่างแม่นางฉู่ฉู่มาช่วยก็ดีน่ะสิ ไม่ทราบว่าแม่นางฉู่ฉู่พอรู้หรือไม่ว่าจะหาหญิงสาวหน้าตาสะสวย สดๆ ใหม่ๆ ได้จากไหนบ้าง”

ฉู่ฉู่เงื้อมือตีอกเขาเบาๆ อย่างมีจริต “แหม พวกบุรุษนี่ร้ายจริงเชียว เอาแต่อยากลองลิ้มชิมรสของแปลกใหม่อยู่เรื่อย ของเช่นนี้ที่ไหนก็มีทั้งนั้น แต่เอาไว้พูดกันทีหลัง เพราะคืนนี้มีแค่ท่านกับข้า…”

ทั้งสองหยอกเย้ากันอย่างไม่เร่งร้อน แต่ลูกค้าชาวยุทธ์ที่แอบหลังฉากบังตากลับใจร้อนแทน ถึงกับกำหมัดส่งเสียงให้กำลังใจเบาๆ “ถอดเลย! ถอดต่อ! เร็วเข้า! ถอดกางเกงเขาเลย!”

เผลอหน่อยเดียว ผ้าคาดเอวของจินหยวนเป่าก็ถูกฉู่ฉู่แกะออกไปจนได้ อวี้ฉีหลินตื่นเต้นยินดียิ่งนัก!

ปรากฏว่าจินหยวนเป่าตวัดตัวขึ้นทาบทับนางแล้วเป็นฝ่ายรุกแทน เขาช่วยนางถอดเสื้อผ้าช้าๆ แต่มักจะสัมผัสโดนจุดอ่อนของนางเสมอ ทำเอาฉู่ฉู่หัวเราะคิกคักพลางดิ้นหลบด้วยความจั๊กจี้

“แม่นางฉู่ฉู่คุ้นหน้าทุกคนในหอเชียนเจียว จะต้องรู้จักหญิงสาวหน้าตาหมดจดงดงามไม่น้อย ไม่ทราบพอจะแนะนำได้หรือไม่ว่าข้าควรไปหาเด็กสาวหน้าตาดีจากที่ใดได้บ้าง” ชายหนุ่มถาม

ฉู่ฉู่แสร้งทำเป็นผลักหัวเขาเบาๆ “มีของให้กินอยู่ตรงหน้ากลับสอดส่ายสายตามองหาอย่างอื่น คุณชายช่างหลายใจแท้ๆ คืนนี้อย่าพูดถึงคนอื่นเลยดีกว่า พูดถึงแต่เราสองคนก็พอ!” ว่าพลางลดมือลงดึงกางเกงเขาอีกครั้ง

นึกไม่ถึงเลยว่าหญิงที่ชื่อฉู่ฉู่จะใจดีขนาดนี้ อีกนิดเดียวก็จะได้เห็นสิ่งที่เฝ้ารอแล้ว อวี้ฉีหลินตื่นเต้นเสียจนเผลอส่งเสียงอุทานออกมาเบาๆ

ทว่าแม้เสียงนั้นจะเบาแค่ไหนก็ไม่รอดพ้นโสตประสาทอันฉับไวของฉู่ฉู่อยู่ดี สีหน้านางเปลี่ยนไปทันควัน

นางผลักชายหนุ่มลงบนเตียงโดยแรง ส่วนตัวเองลุกพรวดขึ้นเดินเปลือยเท้ามาตรงหน้าฉากบังตาแล้วดึงฉากออก

ด้านหลังว่างเปล่าไร้เงาคน มีเพียงหน้าต่างบานหนึ่งที่เปิดทิ้งไว้เท่านั้น

ฉู่ฉู่ชะงักมองบานหน้าต่างด้วยใจระส่ำ จากนั้นก็หันไปมองร่างบนเตียงอย่างหวาดระแวง “คุณชาย ท่าน…ท่านมาคนเดียวหรือ”

จินหยวนเป่าลุกขึ้นนั่งสวมเสื้อผ้าอย่างไม่รีบร้อน “ก็ต้องมาคนเดียวน่ะสิ หรือว่าแม่นางฉู่ฉู่จะซ่อนลูกค้าคนอื่นไว้ในห้อง?”

ไม่รู้เพราะเหตุใดดวงหน้าแฉล้มถึงได้ซีดเผือด ดูกังวลใจอย่างชัดเจน “ไม่นะเจ้าคะ ฉู่ฉู่ย่อมต้องปรนนิบัติคุณชายเพียงคนเดียวแน่นอน แต่คืนนี้ดึกมากแล้ว คุณชายรีบกลับคฤหาสน์ไปพักผ่อนดีกว่า!”

ชายหนุ่มหรี่ตาเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายสองสามก้าว “พูดแบบนี้เท่ากับไล่แขกใช่หรือไม่ ดูเหมือนแม่นางจะมีความลับไม่น้อยเลยนะ”

“ข้า…” ฉู่ฉู่พูดไม่ออก

อวี้ฉีหลินที่ห้อยต่องแต่งอยู่ข้างนอกเกาะขอบหน้าต่างไม่ไหวอีกต่อไป จึงผนึกกำลังดีดเอวกระโดดขึ้นมายืนบนขอบหน้าต่าง หมายจะหายใจหายคอให้เต็มท้อง ปรากฏว่ากลับเสียหลักล้มกลับเข้าไปในห้อง นางอุทานออกมาว่า ‘เหวอ’ ก่อนจะชนฉากบังตาล้มโครม

คนสามคนที่อยู่ในห้องเหลียวมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง

อวี้ฉีหลินลุกพรวดขึ้นมาด้วยความหัวไวแล้วก้าวฉับๆ ไปยกมือชี้หน้าด่าฉู่ฉู่ “หญิงแพศยา! ไหนพูดเป็นดิบดีว่าชีวิตนี้จะรักข้าเพียงคนเดียว ยอมปรนนิบัติข้าเพียงคนเดียวอย่างไรล่ะ!”

ฉู่ฉู่ยังไม่หายอึ้ง “เจ้า? เจ้าคือ…”

โดยไม่รอให้อีกฝ่ายถามจนจบประโยค อวี้ฉีหลินหันไปชี้หน้าด่าจินหยวนเป่าบ้าง “เจ้าเป็นคุณชายจอมเสเพลจากตระกูลไหน ถือดีอย่างไรถึงจะมาลองลิ้มชิมรสฉู่ฉู่ของข้า! คิดจะแย่งของรักของข้าก็ลองถามหมัดข้าดูก่อนว่ามันยอมหรือไม่!”

ชายหนุ่มปัดมือนางออกไปพร้อมตวาด “โอหัง!” แล้วแสร้งทำเป็นคว้าจอกน้ำชาบนโต๊ะมาเขวี้ยงออกไปนอกหน้าต่างอย่างเดือดดาล

ปรากฏว่าอวี้ฉีหลินรับจอกใบนั้นเอาไว้แล้วยกขึ้นดู ก่อนจะแค่นเสียงฉุนๆ

“หือ? อาวุธลับ? ได้ คืนนี้ข้าจะขอลอกเปลือกนอกอันสุกใสเพื่อเผยเนื้อในเน่าเฟะของเจ้าให้ได้ก่อน ฉู่ฉู่ เจ้ามันตาฟางยิ่งกว่ายายแก่เสียอีก ถึงได้ชอบไอ้หนุ่มหน้าขาวแบบนี้ลง!”

ไอ้หนุ่มหน้าขาว? จินหยวนเป่าฉุนกึกแล้วจ้องหน้าอีกฝ่าย มันนึกว่าผู้หญิงจะชอบไอ้คนหน้าไฝแบบตัวเองหรือไรกันนะ

ไม่สิ นี่ไม่ใช่เวลามาคิดถึงเรื่องนี้ จินหยวนเป่ามองฝ่ายตรงข้ามพร้อมกัดฟันกรอด เหลียวมองรอบตัวแล้วฉวยจอกชาบนโต๊ะเขวี้ยงดะ อวี้ฉีหลินโยกซ้ายเบี่ยงขวารับจอกชาทุกใบอย่างคล่องแคล่วว่องไว สุดท้ายเมื่อป้านชาปลิวเข้าใส่ตัว นางยังอุตส่าห์ใช้ปลายเท้าเกี่ยวรับไว้ได้!

จินหยวนเป่าเดือดดาลนัก พอจะคว้าจอกชาขึ้นมาอีกก็พบว่าบนโต๊ะไม่เหลืออะไรให้เขวี้ยงได้อีกแล้ว เพราะกระทั่งป้านชาก็ยังถูกเขาเขวี้ยงออกไปเมื่อครู่

“หึๆๆ!” อวี้ฉีหลินหัวเราะชั่วร้ายแล้วเอื้อมมือออกไปดึงเสื้อชายหนุ่ม “คืนนี้ข้าจะจับเจ้าลอกเปลือกให้ล่อนจ้อนเลยคอยดู”

“จะ…เจ้า! ไอ้คนวิปริต!” จินหยวนเป่าจู่โจมอีกฝ่าย ทว่าฝีมือหมัดมวยของเขานั้นอ่อนหัดอย่างน่าสมเพช จะเอาอะไรไปสู้ยอดฝีมืออย่างอวี้ฉีหลินได้! เพียงพริบตาเดียวเสื้อคลุมตัวนอกก็ถูกดึงออกไป เขาไม่มีทางเลือกอื่น ได้แต่วิ่งหลบอยู่ในห้อง พยายามวิ่งไปทางประตูก็หลายครั้ง แต่ถูกดึงกลับมาได้ทุกที

อย่าบอกนะว่าไอ้หน้าไฝนี่เป็นพวกชอบผู้ชาย! ความคิดนี้ทำให้เขาสะดุ้งวาบอยู่ในใจแล้วรีบตะโกนขอความช่วยเหลือคนที่อยู่ข้างนอกทันที “หวังเฉียง หม่าจง…”

 

สององครักษ์ผู้ภักดีที่เฝ้ารออยู่บนถนนหน้าหอเชียนเจียวจ้องไปบนหอตลอดเวลาอย่างตื่นตัว แต่กลับไม่ได้ยินสัญญาณที่นัดแนะกันไว้เสียที ระหว่างที่กำลังละล้าละลังว่าจะเข้าไปดูดีหรือไม่ เสียงร้องโหยหวนของจินหยวนเป่าก็ดังขึ้น ทั้งสองคนหน้าผิดสี รีบรุดเข้าไปในหอทันที

ทว่ายังไม่ทันได้เข้าไปข้างใน คนชุดดำสองคนก็พุ่งตัวออกมาจากด้านข้างแล้วจู่โจมโรมรันใส่พวกเขาอย่างไม่พูดพร่ำทำเพลง เห็นได้ชัดว่าเป็นคนมีวรยุทธ์ติดตัว

เพราะมัวแต่ต่อสู้ติดพัน ทั้งสองจึงไม่ทันสังเกตเห็นหญิงสาวร่างอ้อนแอ้นคนหนึ่งใช้ผ้าแพรคลุมครึ่งหน้าย่องดอดออกมาจากตรงมุมตึก ผ่านร่างทั้งสี่มุ่งหน้าไปทางมุมถนนอย่างว่องไว ตอนเดินผ่านประตูทางเข้าหอเชียนเจียว หญิงสาวยังหันกลับไปมองข้างหลังอย่างหวาดระแวง นัยน์ตาของนางไหวระริกเป็นระลอกคลื่น ทรงเสน่ห์เย้ายวนใจ หากไม่ใช่ฉู่ฉู่ดาวเด่นแห่งหอเชียนเจียว ยังจะเป็นใครได้อีก

พอแน่ใจว่าปลอดคน ฉู่ฉู่ก็รีบเดินออกไปอย่างไม่รอช้า

ภายในห้องส่วนตัวของฉู่ฉู่ในเวลานี้ อวี้ฉีหลินกับจินหยวนเป่ากำลังตีกันอุตลุดด้วยท่าทางน่าทุเรศทุรัง ผลัดกันกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่ในห้องไม่ต่างจากเด็กน้อยวิวาทกัน หากใครเปิดประตูเข้ามาตอนนี้คงได้หัวเราะจนท้องแข็ง

จินหยวนเป่าพยายามสลัดอีกฝ่ายให้หลุด แต่เขาไม่เป็นวรยุทธ์ ประมือกันอยู่หลายครั้งก็ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบตลอด เวลานี้เลยถูกอวี้ฉีหลินขึ้นขี่เอวจนขยับตัวไม่ได้ จากนั้นเสื้อที่สวมอยู่ก็ถูกนางฉีกออกดัง ‘แควก’

ชายหนุ่มชักเลือดเข้าตา เขากัดฟันกรอด เอื้อมมือออกไปบีบคอคู่ต่อสู้โดยแรง อวี้ฉีหลินตั้งตัวไม่ติด ประกอบกับอีกฝ่ายมีแรงเหนือกว่าจึงพลาดพลั้งถูกเขาตวัดตัวทาบทับ กดนางไว้ใต้ร่างทั้งตัว!

ปลายจมูกทั้งคู่อยู่ห่างกันไม่ถึงกระเบียด

ตั้งแต่เกิดมาเป็นตัวเป็นตน อวี้ฉีหลินเพิ่งได้ใกล้ชิดบุรุษขนาดนี้เป็นครั้งแรก มิหนำซ้ำบุรุษคนดังกล่าวยังเป็นชายแปลกหน้าที่นางเพิ่งเคยเห็นแค่ครั้งเดียว

อารมณ์โกรธระคนเขินอายพลุ่งพล่านเข้ามาในหัวใจ แต่ก็เพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้น เพราะพริบตาถัดมานางก็ผลักร่างที่ทาบทับออกแล้วดึงทึ้งแขนเสื้อข้างหนึ่งของเขาโดยแรง สิ่งที่อยากเห็นจวนเจียนจะปรากฏสู่สายตาเต็มที ใบหน้าเรียวเล็กแดงเรื่อด้วยความตื่นเต้น ขณะท้าทายอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง “ยังมีลูกไม้อะไรอีก? งัดมาใช้ให้หมดเลย ข้าขึ้นเหนือล่องใต้ท่องยุทธภพมาจนทั่ว ไม่มีเสียล่ะที่จะรับมือเจ้าไม่ได้!”

“จะ…จะ…เจ้า!” นึกไม่ถึงเลยว่าทั้งที่ถูกเขาทับไว้แล้ว อีกฝ่ายยังแก้มือคืนได้ จินหยวนเป่ากลิ้งตัวกระเซอะกระเซิงไปอีกทางเพื่อหนีอุ้งมือมารที่ชายกักขฬะเอื้อมออกมาหาอีกครั้ง แล้วทิ้งตัวพิงขอบเตียงหอบหายใจฟืดฟาด ดึงเสื้อที่ไม่อาจใช้ห่อหุ้มร่างกายได้อีกแล้วขึ้นมาดู จากนั้นก็กัดฟันกรอด “เจ้าท่องยุทธภพประสาอะไรถึงได้ชอบไล่ฉีกเสื้อผ้าบุรุษ!?”

“หึๆๆๆ…” อวี้ฉีหลินหัวเราะโฉดพลางหักข้อนิ้วย่างสามขุมเข้าไปใกล้

ชายหนุ่มกัดฟันเหวี่ยงหมัดใส่ แต่ถูกอีกฝ่ายเบี่ยงตัวหลบได้อย่างง่ายได้ มิหนำซ้ำยังยกมือขึ้นดึงแขนเสื้ออีกข้างของเขา เสื้อที่สวมอยู่จึงกลายสภาพเป็นเสื้อแขนกุดไปในพริบตา พอเงื้อเท้าถีบคู่ต่อสู้ด้วยความอับอายเป็นล้นพ้นก็ถูกนางคว้าข้อเท้าหมับแล้วฉีกขากางเกงเขาขาดดังแควกไปข้างหนึ่ง

“เจ้า…” จินหยวนเป่าดิ้นสุดแรงเกิดจนหนีไปอีกทางสำเร็จ แล้วคว้าแจกันดอกไม้ใกล้มือโยนออกไปทางหน้าต่าง แต่รู้สึกว่ายังไม่พอจึงโยนกระทั่งชั้นวางแจกันตามลงไปด้วย จากนั้นระหว่างที่ถูกอวี้ฉีหลินวิ่งไล่กวด เขาก็หนีพลางโยนของออกไปทางหน้าต่างพลาง ฉวยอะไรได้ก็จับโยนดะ

สัญญาณแค่นี้น่าจะชัดเจนพอแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ อีก! ชายหนุ่มส่งเสียงร้องโหยหวนอย่างอ่อนแรง “หวังเฉียง หม่าจง ต้องส่งสัญญาณสักแค่ไหนถึงจะยอมมาช่วยข้าเสียที!?”

หวังเฉียงและหม่าจงที่อยู่ข้างล่างยังคงโรมรันพันตูกับคนชุดดำ รอบตัวมีข้าวของกระจายระเนระนาด แจกันกับชั้นวางแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอยู่ตรงหน้าคนทั้งสี่

“ไม่ต้องสู้แล้ว รีบไปช่วยหัวหน้าก่อนเร็ว!” หวังเฉียงหลบรองเท้าข้างหนึ่งที่ถูกโยนลงมาจากชั้นบนได้อย่างหวุดหวิด

“อืม” หม่าจงพยักหน้าเห็นพ้อง แล้วพยายามสลัดคนชุดดำให้หลุดโดยเร็ว

จังหวะนั้นเองเสียงตะโกนก็ดังแว่วมาแต่ไกล “ทหารมา!”

ประโยคดังกล่าวช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้ทั้งคู่ คนชุดดำหันไปมองตากันแล้วหลบการจู่โจมของหวังเฉียงและหม่าจง หนีหายไปในพริบตา

“ไปเร็ว!”

ทั้งสองคนไม่ได้ไล่ตาม แต่หมุนตัววิ่งขึ้นไปช่วยจินหยวนเป่าแทน

พอไปถึงหน้าห้องก็ได้ยินเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งดังออกมาจากข้างใน “หึๆๆ ต่อให้ร้องจนคอแตกก็ไม่มีใครมาช่วยเจ้าหรอก ถอดเสื้อผ้าเสียดีๆ!”

สององครักษ์หันไปมองหน้ากัน ไม่ใช่เสียงหัวหน้านี่นา หรือจะเป็นแขกที่มาเที่ยวสวมบทบาทเล่นกับนางโลมเพื่อเพิ่มรสชาติ?

ระหว่างที่กำลังคิดอย่างนั้น เสียงอ่อนระโหยโรยแรงเสียงหนึ่งก็ดังเข้าหู “หวังเฉียง หม่าจง…รีบมาช่วยข้าเร็วเข้า…”

“หึๆๆๆ เจ้าหนุ่ม เจ้าน่ะมันข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพรง วันนี้ข้าจะจับเจ้าถลกหนังเสีย ดูซิว่าเนื้อในที่แท้จริงของเจ้าเป็นอย่างไรกันแน่!”

แย่ล่ะ!

ทั้งสองพังประตูเข้าไปด้วยความร้อนรน แล้วได้เห็นจินหยวนเป่าถูกต้อนจนถอยกรูดไปคู้ตัวอยู่ตรงมุมห้อง ใช้มือทั้งสองข้างบังอกตัวเองเอาไว้พลางมองชายกักขฬะที่ยืนหัวเราะชั่วร้ายอยู่ตรงหน้าอย่างหวาดกลัว ชายคนนั้นเอื้อมมือออกไปจับผ้าคาดเอวนายของพวกเขาเหมือนจะดึงทึ้งให้หลุดเสียตรงนี้!

“หัวหน้า!” สององครักษ์อุทานลั่นพร้อมทะยานตัวไปข้างหน้า

อวี้ฉีหลินขัดใจเหลือล้น นางกำลังจะได้เห็นสิ่งที่อยากเห็นอยู่แล้วแท้ๆ ก้างขวางคอสองชิ้นใหญ่ดันบุกเข้ามาในห้องเสียได้ ซ้ำร้ายสองคนนี้ยังมีวรยุทธ์สูงส่ง เมื่อผนึกกำลังกันโจมตี นางจึงจำเป็นต้องยอมรามือจากคนตรงหน้าชั่วคราว

จินหยวนเป่าวิ่งกระเซอะกระเซิงไปที่เตียง ดึงผ้าห่มมาห่อร่างตัวเองเอาไว้แล้วสูดหายใจเข้าลึก

ระหว่างประมือกัน อวี้ฉีหลินพอจะเป็นฝ่ายนำจนรุกไล่สององครักษ์ให้ถอยร่นไปได้บ้าง แต่เวลานี้จินหยวนเป่าห่อตัวแน่นหนาเป็นลูกบ๊ะจ่าง แถมยังมีผู้ช่วยฝีมือฉกาจอยู่ข้างกายถึงสองคน อยากดูตรงนั้นคงทำได้ยากยิ่งแล้ว!

ช่างเถิด ผู้กล้าต้องรู้จักปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ อวี้ฉีหลินกัดฟันจนหนีพ้นการจู่โจมของหวังเฉียงและหม่าจงมาได้ จากนั้นก็ทะยานตัวหนีไปทางหน้าต่าง

สององครักษ์ทำท่าจะไล่ตาม ทว่าผู้เป็นนายร้องห้ามไว้เสียก่อน “ไม่ต้องตาม ถึงตามก็ตามไม่ทัน ต่อให้ตามทัน พวกเจ้าก็เอาชนะมันไม่ได้อยู่ดี”

ทั้งสองจึงต้องชะงักเท้าอย่างจำยอม “เช่นนั้นจะปล่อยให้มันหนีไปอย่างนี้หรือขอรับ”

มือปราบหนุ่มมองบานหน้าต่างเงียบๆ ก่อนจะเดินไปที่โต๊ะ “เอาเครื่องเขียนมา”

หวังเฉียงรีบส่งกระดาษกับพู่กันให้

จินหยวนเป่าคลี่กระดาษออกแล้วเงยหน้าขึ้นมองหวังเฉียง

พอลูกน้องคนสนิทอ้าปาก เขาก็หยิบพู่กันจุ่มน้ำลายบนปลายลิ้นอีกฝ่ายจนชุ่ม จากนั้นค่อยป้ายเข้ากับหมึก ก่อนจะตวัดมือวาดรูปพลางสรุปสถานการณ์ “เสือดาวเวหาจะต้องพบฉู่ฉู่มาแล้ว กระดาษเซวียนเต๋อชั้นสูงที่ค้นได้จากตัวมันเหมือนกระดาษในนี้ไม่ผิดเพี้ยน กลิ่นเครื่องหอมแดนตะวันตกก็เป็นกลิ่นเดียวกับเครื่องหอมบนตัวฉู่ฉู่ ชี้ชัดว่าเสือดาวเวหาเป็นคนคอยติดต่อส่งสารให้ฉู่ฉู่ ดูจากปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น ลูกค้าเมื่อครู่กับฉู่ฉู่ไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว ปากมันพร่ำพูดว่าเป็นลูกค้าประจำของนาง แต่กลับปล่อยนางไปแล้วตามติดข้า จ้องแต่จะถอดเสื้อผ้าข้าตลอดเวลา…”

หม่าจงพูดสอดขึ้นมาอย่างไม่รู้จักดูตาม้าตาเรือ “หรือว่ามันอยากชมโฉมหัวหน้า?”

‘เพียะ!’ จินหยวนเป่าสะบัดมือตบฉาดโดยไม่หันไปมองแล้ววาดรูปต่อไป “เป้าหมายของมันคือข้าแน่นอน แต่รายละเอียดเบื้องหลังเป็นอย่างไร ข้ายังไม่รู้”

ชายหนุ่มหยิบกระดาษวาดรูปบนโต๊ะขึ้นมา บนนั้นคือภาพเหมือนของฉู่ฉู่และอวี้ฉีหลิน

“หวังเฉียง หม่าจง!”

“ขอรับ!”

จินหยวนเป่าจ้องมองภาพเหมือนของอวี้ฉีหลินอย่างเป็นเดือดเป็นแค้น “รีบกลับไปที่กองปราบ ออกประกาศตั้งรางวัลนำจับฉู่ฉู่กับคนผู้นี้…เรื่องราวซับซ้อนกว่าที่เห็น ข้าชักรู้สึกสนุกขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ” ริมฝีปากบางแค่นยิ้มเยียบเย็น

“รับทราบ!”

สององครักษ์รับภาพเหมือนมาจากมือผู้เป็นนาย

มือปราบหนุ่มยืดตัวบิดขี้เกียจแล้วอ้าปากหาวหวอด “วันนี้เก็บเกี่ยวข้อมูลได้ไม่น้อย หากยังไม่กลับจวนเสียทีได้ถูกท่านแม่โกรธเอาจริงๆ แน่ กลับจวน!”

“ขอรับ!” ทั้งสองมองเสื้อแขนกุดตัวยาวกับกางเกงที่เหลือแค่ขาเดียวของคนพูด แล้วพยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ

จินหยวนเป่าอ่านสีหน้าลูกน้องคนสนิทออก เขากระชับผ้าห่มเข้ากับตัวแล้วพูดขึ้นเนิบๆ “หวังเฉียง เสื้อ หม่าจง กางเกง ข้าถอดรองเท้าเขวี้ยงไปข้างล่างข้างหนึ่ง น่าจะยังหาเจอ”

องครักษ์ทั้งสองหันไปมองหน้ากัน สุดท้ายก็ถอดเสื้อกับกางเกงออกอย่างจำใจด้วยสีหน้าขมขื่น…

หลังจากที่ทุกอย่างเรียบร้อยดีและทั้งสามออกจากหอเชียนเจียวไปแล้ว ร่างกำยำทว่าผิดสัดส่วนเล็กน้อยของใครบางคนก็ค่อยๆ ย่องออกมาจากตรอกเล็กด้านหลัง ดวงตาสุกใสมองตามแผ่นหลังที่ห่างออกไปเรื่อยๆ ของทั้งสามคนแล้วขยี้เท้าอย่างขัดใจ ก่อนจะแฝงตัวเข้าไปกับเงามืดในตรอกอีกครั้ง

“เป็นอย่างไรบ้าง เห็นหรือยัง” เสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้น

อวี้ฉีหลินชะงัก ค่อยๆ หมุนตัวไปมองใบหน้ากลมป้อมของคนพูดแล้วตอบด้วยเสียงลอดไรฟัน “เกือบได้เห็นแล้วเชียว! อีกนิดเดียวข้าก็จะจับเขาถอดกางเกงออกดูว่ามีปานหรือไม่แล้วแท้ๆ!”

ชายอ้วนเกาหัวด้านหลังแกรกๆ ผมตรงนั้นแหว่งหายไปกระจุกหนึ่งอย่างน่าประหลาด เขาร้องอย่างเจ็บปวด “โธ่เอ๊ย ข้าอุตส่าห์สละผมให้เจ้าเอาไปทำเคราปลอมตั้งเยอะ!”

อวี้ฉีหลินยกมือลูบเคราปลอมที่หลุดร่วงไปบ้างพลางพูดอย่างขัดใจ “คงต้องหาวิธีอื่นแล้ว” นางนิ่งคิดเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองสหายอย่างรู้สึกผิด “จริงๆ เลย เลยพลอยทำให้เจ้าลำบากไปด้วย เสืออ้วน”

อาการเกรงอกเกรงใจของนางทำให้เสืออ้วนรีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน “ข้าไม่ได้ลำบากอะไรเลย!” พอเห็นอีกฝ่ายทำหน้าผิดหวัง เขาก็อดปลอบโยนไม่ได้ “ตามหาลูกชายป้าอวี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะทำสำเร็จในวันเดียว พวกเรากลับไปตั้งหลักที่เขาเอ๋อเหมยแล้วคิดหาลู่ทางอื่นก่อนดีกว่า”

หญิงสาวตอบอย่างหนักแน่น “ไม่กลับ! แม่ข้าเก็บข้ามาจากกลางป่าแล้วเลี้ยงดูด้วยตัวคนเดียวมายี่สิบปี โลกนี้ยังจะมีอะไรยากไปกว่าสิ่งที่นางทำบ้าง ทำไมข้าจะคิดหาวิธีดูว่าจินหยวนเป่ามีปานตรงเอวหรือไม่เพื่อพิสูจน์ดูว่าเขาใช่ลูกชายท่านแม่จริงหรือไม่ไม่ได้เล่า ตราบใดที่ยังไม่รู้ชัด ข้าจะไม่ถอยทัพเด็ดขาด!”

“แต่เจ้าพยายามตั้งหลายครั้งก็ยังไม่เห็นไม่ใช่หรือ ของแบบนี้ถ้าถูกจับได้ แค่โดนซ้อมน่ะยังเล็กน้อย ดีไม่ดีอาจถูกฆ่าตายได้นะ!” เสืออ้วนติงอย่างอ่อนใจ

อวี้ฉีหลินมองสหายอย่างดูถูก “กลัวหรือ ถ้ากลัวก็กลับไปคนเดียวเลยไป!”

“เสืออ้วนคนนี้สะกดคำว่า ‘กลัว’ ไม่เป็นอยู่แล้ว!” ชายหนุ่มยืดอก “ไหนว่ามาซิ ขั้นต่อไปเจ้าคิดจะทำอย่างไร”

คนถูกถามทำหน้านิ่วคิ้วขมวด ดึงเคราปลอมออกจากหน้าช้าๆ ทีละเส้น นานทีเดียวถึงค่อยตอบว่า “หาทางแฝงตัวเข้าจวนแม่ทัพ!”

 

โปรดติดตามตอนต่อไป…

หน้าที่แล้ว1 of 16

Comments

comments

Jamsai Editor: