X
    Categories: LOVEทดลองอ่านเจรจาต่อ-ตาย ตอน ราคะ

ทดลองอ่านนิยาย เจรจา-ต่อ-ตาย ตอน ราคะ บทที่ 1

หน้าที่แล้ว1 of 10

บทที่ 1

 

เวลาสิบห้านาฬิกาสิบห้านาทีของวันธรรมดาวันหนึ่งภายในธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็ก พนักงานหญิงหน้าเคาน์เตอร์สามคนกำลังวุ่นวายกับลูกค้าและเอกสารทางการเงินซึ่งคั่งค้างอยู่ตั้งแต่ช่วงเช้า จึงไม่มีใครว่างพอที่จะเงยหน้าขึ้นมาดูเหตุการณ์รอบตัว ส่วนผู้จัดการสาขากับผู้ช่วยต่างนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของตนซึ่งมีพาร์ทิชั่นกระจกกั้นให้เป็นห้องทำงานขนาดเล็กตรงด้านข้างเคาน์เตอร์บริการ ห้องเล็กๆ นั่นไม่มีประตูเพราะต้องการให้ลูกค้าสามารถเข้าไปติดต่อได้สะดวก และแม่บ้านวัยห้าสิบปีกำลังเช็ดกระจกหน้าห้องทำงานอย่างอารมณ์ดี

ลูกค้าชายในชุดกางเกงยีนแบบฟิตพอดีตัวกับเสื้อเชิ้ตแขนยาวลายสก็อตเดินเข้ามาในธนาคารโดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเปิดประตูกระจกให้ เขาก้มศีรษะนิดๆ พร้อมกับชูซองสีน้ำตาลในมือ รปภ. ยิ้มให้อย่างสุภาพก่อนผายมือให้เขา

“เชิญครับ”

ชายคนนั้นเดินเลี้ยวไปที่ฝั่งซ้ายมือของธนาคารซึ่งเป็นสแตนด์วางเอกสารสำหรับทำธุรกรรมทางการเงินกับปากกาไว้อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า เขาหยิบใบรับฝากเงินขึ้นมาเพื่อกรอก แต่ในระหว่างนั้นมีสายเข้ามาพอดี ความสนใจของเขาจึงเบนไปที่โทรศัพท์มือถือของตน

ผ่านไปอีกราวห้านาทีสุภาพสตรีท่านหนึ่งลุกขึ้นจากเก้าอี้หลังจากเสียงอัตโนมัติขานเรียกลำดับหมายเลขซึ่งเป็นคิวของเธอ เมื่อไปถึงหน้าเคาน์เตอร์เธอก็ยื่นสมุดบัญชีซึ่งมีสภาพเยินมากเล่มหนึ่งไปตรงหน้าพนักงาน

“คุณต้องการทำธุรกรรมอะไรคะ” พนักงานหญิงถามในขณะที่หยิบสมุดบัญชีเล่มนั้นขึ้นมาดู

“คือมันเป็นสมุดบัญชีของแม่ฉันน่ะค่ะ ท่านเสียชีวิตไปแล้ว ฉันอยากจะถอนเงินในบัญชีนี้ออกมา”

“สักครู่นะคะ” พนักงานคนนั้นเปิดสมุดบัญชีเพื่อดูเลขที่บัญชี เธอคีย์หมายเลขบัญชีลงไปในคอมพิวเตอร์ แต่แล้วก็ต้องขมวดคิ้วแน่น “คุณลูกค้ารอสักครู่นะคะ”

“ทำไมคะ มีปัญหาอะไรรึเปล่า”

“เอ่อ มีนิดหน่อยค่ะ เดี๋ยวต้องเรียกผู้จัดการมาดูหน่อยนะคะ รอสักครู่ค่ะ”

พนักงานหญิงยกหูโทรศัพท์ที่อยู่ข้างตัวเพื่อขอความช่วยเหลือจากผู้จัดการสาขา เธอเชิญเขาออกมาจากห้องทำงาน สุภาพสตรีท่านนั้นยืนรอ ขณะนั้นเสียงอัตโนมัติเรียกลูกค้าหมายเลขต่อไปให้มารับบริการที่เคาน์เตอร์ข้างๆ ในจังหวะเดียวกันผู้จัดการสาขาก็มาถึงหลังเคาน์เตอร์พอดี

“ผู้จัดการคะ ช่วยดูบัญชีนี้หน่อยค่ะ”

“ไหน มีอะไร”

ตอนนั้นเองที่วัตถุสีดำขนาดเหมาะมือถูกดึงออกมาจากซองกระดาษสีน้ำตาล พนักงานหญิงร่างอ้วนซึ่งนั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์สะดุ้งสุดตัวก่อนจะถีบเก้าอี้ที่มีล้อของตนให้เลื่อนไปทางด้านหลัง

“ห้ามเคลื่อนไหว! ใครขยับ กูยิง”

“ว้าย…ปืน!”

เสียงกรีดร้องของพนักงานหญิงอีกคนดังขึ้นทันที

…ปัง!…

“ปิดไฟ!”

คำสั่งนั้นดังสะท้อนทั่วห้อง มันเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าคนที่มีเจตนาร้ายไม่ได้มีเพียงแค่หนึ่ง ดวงไฟในธนาคารถูกปิดลงทีละดวง แม้แสงจากด้านนอกที่ส่งผ่านผนังกระจกใสเข้ามาจะยังมีอยู่ แต่บรรยากาศภายในกลับให้ความรู้สึกวังเวงและน่ากลัว นั่นเป็นเพราะไม่มีใครในธนาคารรู้ว่าพวกมันจะทำอะไรต่อไป

เสียงร้องครางดังขึ้น กระสุนเมื่อครู่เฉี่ยวไปที่แขนของพนักงานสาวคนที่เพิ่งเรียกให้ผู้จัดการสาขาออกมาจากห้อง อานุภาพของมันทำให้เกิดรอยแผลฉีกขาดและเลือดก็ไหลออกมาเป็นจำนวนมาก

ขณะนี้ทุกคนอาศัยแสงที่ลอดผ่านสติกเกอร์ปิดกระจกธนาคารและแสงสว่างจากโทรทัศน์สองเครื่องซึ่งห้อยอยู่บนเพดานเป็นเครื่องช่วยสังเกตเหตุการณ์รอบตัว แล้วความโกลาหลเกิดขึ้นในนาทีต่อมา ลูกค้าของธนาคารวิ่งไปคนละทิศละทาง ชายร่างผอมคนหนึ่งซึ่งไม่พยายามปิดบังใบหน้าเดินไปที่หน้าประตูกระจกก่อนจะชูมือข้างหนึ่งขึ้นเหนือศีรษะ จากนั้นเสียงปืนก็ดังขึ้นอีกครั้ง

…ปัง!..

กระสุนนัดที่สองถูกยิงไปฝังอยู่บนเพดานห้อง มันทำให้ทุกคนที่วิ่งไปมาหยุดเคลื่อนไหวแล้วนั่งลงกับพื้น หลายคนขดตัวแน่นเพื่อให้เหลือพื้นที่สำหรับเป็นเป้าน้อยที่สุด แม่บ้านของธนาคารซุกตัวหลบอยู่ใต้สแตนด์วางใบรับฝากและถอนเงิน ตัวของเธอสั่นเทา สายตาเหลือบไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยซึ่งมีอายุไม่ห่างกันนัก แต่เขาคงช่วยเธอไม่ได้เพราะมีเพียงแค่กระบองไม้ธรรมดาๆ เท่านั้น

…ปัง!…

กระสุนอีกนัดถูกยิงโดยชายสวมเสื้อสก็อตซึ่งยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ ตอนนี้ทุกชีวิตภายในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าไม่มีใครขยับ มีเพียงเสียงครางอย่างเจ็บปวดของคนที่ถูกยิงดังขึ้นเบาๆ เท่านั้น เขาออกคำสั่งอีกครั้ง

“อย่าคิดจะกดปุ่มเรียกเพื่อนนะมึง คราวนี้กูไม่ยิงแขนนะ กูยิงหัว”

แววตาเหมือนกระต่ายที่กำลังตื่นกลัวของพนักงานหญิงสามคนกับผู้จัดการสาขาอีกหนึ่งซึ่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ แทนคำตอบว่าไม่มีใครคิดจะต่อกรกับมัน คนที่กำลังบาดเจ็บใช้มือข้างขวากุมบาดแผลของตัวเองไว้ น้ำตาไหลเปรอะเปื้อนใบหน้าที่ถูกตกแต่งไว้อย่างประณีต

ชายร่างผอมซึ่งเป็นผู้ยิงปืนนัดนัดที่สองตะโกนเสียงดัง “ออกมานั่งรวมกันบนเก้าอี้ เร็ว!”

เขาส่ายปืนไปมาทั่วทั้งห้องอย่างน่ากลัว ผู้จัดการสาขากับพนักงานซึ่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ประคองเพื่อนที่ได้รับบาดเจ็บออกมารวมตัวกับผู้ช่วยที่เพิ่งถูกมือปืนร่างผอมต้อนออกมาจากห้องทำงาน ขณะนี้ลูกค้า พนักงาน แม่บ้าน และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยต่างนั่งเบียดกันบนเก้าอี้สามแถวซึ่งเป็นเก้าอี้สำหรับนั่งรอทำธุรกรรม ชายร่างผอมนับจำนวนคนทั้งหมด

“โหลนึงพอดีพี่”

“อื้ม…” คนตัวสูงกว่าที่ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ตอบรับแล้วออกคำสั่งต่อ “เก็บของมีค่าด้วย”

“จ้ะ” คนรับคำสั่งดึงถุงผ้าใบไม่ใหญ่นักออกมาจากกระเป๋าเป้แล้วเดินไปหากลุ่มตัวประกัน “เอาโทรศัพท์ กระเป๋าสตางค์ และของมีค่าทั้งหมดใส่ในนี้ เร็ว!”

มันยื่นถุงผ้าให้ลูกค้าคนหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดแล้วถอยออกมาคุมเชิง ก่อนจะโยนเป้ไปให้คนที่อยู่หน้าเคาน์เตอร์ ปืนในมือยังคงเล็งไปที่กลุ่มตัวประกัน ชายสวมเสื้อสก็อตเอาเท้าเขี่ยให้เป้เข้ามาอยู่ใกล้ตัวที่สุดแล้วออกคำสั่ง

“ผู้จัดการมานี่”

ผู้จัดการสาขาร่างอวบอายุประมาณห้าสิบปีเศษดูท่าทางหวาดกลัว เขาน่าจะมีภรรยาและลูกที่ต้องดูแล คงไม่อยากทำตัวเป็นฮีโร่เพื่อที่จะถูกยิงตายตอนนี้

“เร็ว!”

เสียงกระตุ้นเตือนทำให้ผู้จัดการสาขาลุกจากเก้าอี้ช้าๆ แล้วเดินก้มหน้าเข้าไปหาคนเรียก

“เข้าไปหยิบเงินสดทั้งหมดที่มีใส่ถุงไว้”

ผู้จัดการสาขาเหลือบตาขึ้นมามองอย่างกล้าๆ กลัวๆ แล้วเดินอ้อมไปทางด้านหลังเคาน์เตอร์ ปืนที่มือชายคนสั่งยังชี้มาทางเขาอยู่

คนร้ายอีกคนดูตื่นกลัวขึ้นมาหลังจากที่มองผ่านกระจกซึ่งมีสติกเกอร์โฆษณาผลิตภัณฑ์และบริการของธนาคารออกไปด้านนอก

“พี่!…ท่าทางพ่อจะมาแล้ว!”

เขาเห็นกลุ่มคนกำลังเคลื่อนไหวด้วยท่าทีน่าสงสัย แต่ก็ยังไม่มีใครขยับเข้ามาใกล้กระจกของธนาคารจนน่าวิตก

“ให้ รปภ.ล็อกประตูแล้วหาอะไรมาบังไว้”

“จ้ะ…เอ้า ลุง รปภ. มานี่ มาช่วยทำงานหน่อย”

คนถูกเรียกขาสั่นพั่บๆ กว่าจะประคองตัวลุกขึ้นได้ก็ใช้เวลาพอสมควรจนคนรอชักหงุดหงิด จึงรีบเดินเข้าไปกระชากแขนให้เดินเร็วขึ้น

“ล็อกประตูแล้วช่วยลากชั้นมาขวางไว้ด้วย”

ประตูถูกใส่กุญแจจากทางด้านใน แล้วคนทั้งคู่ก็ช่วยกันลากชั้นวางหนังสือซึ่งทำด้วยพลาสติกใสอย่างหนามากั้นประตูไว้ หนังสือและเอกสารทางการเงินซึ่งเคยวางอยู่บนชั้นปลิวลงพื้นไปหลายชิ้น คนที่เหลืออยู่บนเก้าอี้ต่างหันมองความเคลื่อนไหวทั้งทางหน้าเคาน์เตอร์และตรงประตูสลับกันไปมา ไม่มีใครกล้าที่จะลุกขึ้นสู้หรือสอบถามอะไรเพิ่มเติม

ชายที่ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์หยิบกระเป๋าเป้ตรงปลายเท้าขึ้นมาแล้วล้วงมือเข้าไปค้นหาหมวกแก๊ปมาสวมไว้ แต่สายตายังไม่ละจากผู้จัดการที่กำลังเก็บเงินในลิ้นชักเข้าถุงผ้าสีน้ำตาลของธนาคาร

“เร็วๆ หน่อย เอาแต่แบงก์ เหรียญไม่ต้อง…หนัก”

เขาสั่งอย่างใจเย็นแล้วหยิบหมวกอีกใบขว้างข้ามห้องไปให้เพื่อนสวม

“อีกสิบนาทีกูจะออกไปจากที่นี่ ถ้าไม่อยากให้มีคนเจ็บเพิ่มก็อย่าคิดต่อสู้ เงินพวกนี้ไม่ใช่เงินของพวกมึง ไม่ต้องคิดจะรักษาไว้ให้เจ้าของธนาคาร  เพราะถ้าพวกมึงตาย สุดท้ายญาติมึงก็จะได้แค่ค่าทำศพกับพวงหรีดจากมัน”

เขากวาดตามองทุกคนในธนาคาร ไม่มีวี่แววว่าจะมีใครสักคนที่คิดต่อสู้กับเขา

 

เสียงสัญญาณดังเข้าเครื่องโทรศัพท์รับสายด่วน เจ้าหน้าที่หญิงหาวหวอดก่อนจะรับสายด้วยน้ำเสียงไม่สดชื่นนัก

“911 ค่ะ มีเรื่องด่วนอะไรให้ช่วยเหลือคะ”

“ผมได้ยินเสียงเหมือนปืน แต่ก็ยังเถียงกันอยู่ บางคนบอกว่าไม่น่าใช่ปืน มันดังสองสามนัดครับ” ปลายสายพูดอย่างร้อนรน

“แล้วตกลงมันใช่เสียงปืนไหมคะ”

“ผมจะรู้ไหมเนี่ย คุณก็ส่งตำรวจมาสิ”

“เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ไหนคะ”

พนักงานยังไม่รู้สึกตื่นเต้นนัก เพราะวันหนึ่งๆ มีสายด่วนเข้ามาเป็นร้อยเป็นพันสาย และหลายสายในนั้นมักเป็นเรื่องไม่จริง หน้าที่ของเธอนอกจากจะรับเรื่องราวร้องทุกข์แล้ว ยังต้องประเมินเหตุการณ์เบื้องต้นด้วยว่าสิ่งที่ได้ยินจะเป็นข่าวลวงหรือไม่ เพราะถ้าหากเชื่อทุกเรื่อง เธอก็จะโดนหน่วยปฏิบัติการภาคสนามตำหนิมาได้ว่าสิ่งที่เธอแจ้งไปนั้นทำให้พวกเขาเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

“มันน่าจะดังมาจากในธนาคาร”

“ธนาคารไหนคะ สาขาอะไร กรุณาแจ้งพิกัดด้วยค่ะ”

“ธนาคารทวีสินทรัพย์ สาขาหน้าโรงเรียนอนุบาลลูกขวัญครับ พวกคุณช่วยส่งตำรวจมาดูหน่อยได้ไหม ตอนนี้ประตูธนาคารปิดเงียบเลย ไม่มีคนกล้าเข้าไปดูใกล้ๆ แล้วโรงเรียนก็กำลังจะเลิกแล้วด้วย”

“เดี๋ยวค่ะ ใจเย็นๆ นะคะ ดิฉันต้องการรายละเอียดมากกว่านี้ คุณบอกว่าได้ยินเสียงปืน…เวลาประมาณเท่าไรคะ”

“สักห้านาทีที่แล้ว นี่ผมก็กดโทรศัพท์มือแทบหงิกเลยกว่าจะติด”

“แล้วมีเจ้าหน้าที่ตำรวจในละแวกนั้นมายังสถานที่เกิดเหตุรึยังคะ”

“ยังครับ อ้าว ผมแจ้งคุณ คุณต้องเป็นคนตรวจสอบสิ”

“ก็แค่ถามดูน่ะค่ะ” เสียงของเธอเริ่มสะบัด “คุณชื่ออะไรคะ”

“จะถามชื่อผมทำไมเนี่ย”

“มันเป็นขั้นตอนของการแจ้งเหตุค่ะ ดิฉันจำเป็นต้องถามเพื่อจะได้ตรวจสอบความถูกต้อง ถ้าเกิดเป็นพวกชอบแกล้งตำรวจโทรมา เราจะได้ตามตัวถูก”

“โอ๊ย จะบ้าตาย อยากเป็นพลเมืองดีโทรมาแจ้งความดันถูกกล่าวหาว่าเป็นเด็กเลี้ยงแกะ เอางี้นะคุณ…ข้างในนั้นน่ะไม่มีญาติผมสักคน พวกเขาจะเป็นจะตายผมต้องสนใจไหม คุณน่ะชื่ออะไร บอกมาดีกว่า ผมจะได้โทรไปร้องเรียนกับสื่อว่าเจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องทุกข์ไม่ได้ช่วยให้สังคมมีความปลอดภัยขึ้นเลย”

เจ้าหน้าที่หญิงพยายามควบคุมสติ เธอหายใจเข้าลึกแล้วค่อยๆ ผ่อนลมออกมาก่อนตอบ “เอาล่ะค่ะ ดิฉันจะส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไปตรวจสอบสถานการณ์ที่ธนาคารทวีสินทรัพย์ สาขาหน้าโรงเรียนอนุบาลลูกขวัญนะคะ”

“ดีครับ”

ปลายสายวางไปแล้วด้วยความฉุน เจ้าหน้าที่หญิงพิมพ์ข้อความลงในโปรแกรมแจ้งเหตุของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หมายเลขโทรศัพท์ที่โทรเข้ามากับรายละเอียดการแจ้งความถูกส่งเข้าไปในระบบ ตอนนี้ก็แค่รอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งอยู่ใกล้สถานที่เกิดเหตุที่สุดโทรศัพท์ติดต่อเข้ามา

“โทรมาสิๆ มีไหม มีใครอยู่แถวนั้นไหม”

มีเสียงตอบรับจากวิทยุในรถสายตรวจดังเข้ามา เขาแจ้งหมายเลขประจำตัวของเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่หญิงสามารถเห็นรูปถ่าย ชื่อ-นามสกุล ยศ และสังกัดของเขาได้จากหน้าจอคอมพิวเตอร์ทันที

“รับทราบการแจ้งเหตุครับ ผมอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณหนึ่งกิโลเมตร แต่รถติดมากเลยตอนนี้”

“ค่ะ พลเมืองดีบอกว่าเมื่อประมาณห้านาทีที่แล้วได้ยินเสียงคล้ายปืนดังขึ้นสองหรือสามนัด สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นภายในธนาคารนะคะ ตอนนี้ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ไปถึงที่เกิดเหตุเลยค่ะ”

“ครับ ผมกำลังไปครับ”

ทั้งต้นสายและปลายสายวางหูลงเกือบจะพร้อมกัน หน้าที่ของเจ้าหน้าที่รับแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายก็หมดเพียงเท่านี้ ต่อไปเธอก็แค่นั่งรอสายเรียกเข้าสายต่อไป

“น้ำหนักกำลังพอดี”

ชายสวมเสื้อสก็อตพูดกับถุงใส่เงินที่เพิ่งรับมาจากผู้จัดการสาขา เขาแบกมันไว้บนหัวไหล่แล้วโบกมือเป็นสัญญาณให้ผู้จัดการสาขาไปนั่งรวมกับตัวประกันคนอื่น ส่วนชายอีกคนยังยืนควบคุมสถานการณ์อยู่หน้าประตูเหมือนเดิม ตอนนี้เขามีถุงผ้าซึ่งใส่ของมีค่าของทุกคนไว้ด้วย

เวลาผ่านมาสิบนาทีอย่างที่พวกคนร้ายบอกไว้แล้ว อาการบาดเจ็บของพนักงานธนาคารดูจะไม่ค่อยดีนัก แม้เพื่อนของเธอจะดึงเอาผ้าพันคอของตนมารัดบาดแผลเพื่อห้ามเลือดไว้แล้ว แต่เลือดก็ยังไม่หยุดไหล ขณะนี้พื้นห้องจึงมีหยดเลือดเปรอะเปื้อนตามทางที่คนเจ็บถูกพาออกมาจากทางด้านหลังเคาน์เตอร์

ในห้องที่ค่อนข้างสลัว ร่างของสองคนร้ายดูจะน่าเกรงขามขึ้น ตัวประกันต่างหลบสายตาพวกเขา บางคนนั่งคู้ตัวและก้มศีรษะแนบหัวเข่า ชายคนที่รูปร่างใหญ่กว่ายื่นของสิ่งหนึ่งให้เพื่อนของมัน ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไรจนกระทั่ง…

“จับคู่เต้นรำกันหน่อย”

คำพูดของมันทำให้คนทั้งห้องร้องครางด้วยความหวาดกลัว ทุกคนหันรีหันขวาง ไม่เข้าใจในสิ่งที่มันพูด เสียงโลหะกระทบกันดังกริ๊กๆ อยู่ในมือของคนร้ายที่ยืนอยู่หน้าประตู มันเข้ามาทางด้านหลังลูกค้าชายสูงอายุคนหนึ่งแล้วดึงแขนข้างขวาของเขาขึ้นมา

“อย่า…” ชายสูงอายุคนนั้นร้องโหยหวน

“ไม่ต้องตกใจลุง แค่ขำๆ น่า”

กุญแจมือถูกล็อกเข้ากับข้อมือข้างนั้น ส่วนอีกห่วงแทนที่จะคล้องไว้ที่มืออีกข้าง คนร้ายกลับเลือกล็อกที่ข้อเท้าข้างหนึ่งของแม่บ้านแทน

“จะทำอะไรฉัน…” แม่บ้านเริ่มร้องไห้

“ใจเย็นๆ แค่จะทำให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครตามพวกกูไป”

คนร้ายทำงานของมันอย่างใจเย็นโดยการจับคู่ตัวประกันให้ข้อมือของคนหนึ่งผูกติดไว้กับขาของอีกคนหนึ่งจนครบห้าคู่ เหลืออีกคู่เดียวเท่านั้น…

“กูจะไปแล้ว แต่กูจำเป็นต้องเอาใครบางคนไปด้วยเผื่อตำรวจตามมา”

คนที่เป็นหัวหน้าพูด สายตามันกวาดไปที่สุภาพสตรีวัยยี่สิบต้นๆ ที่อยู่ใกล้มันมากที่สุด เธอผมสั้น แต่งตัวเรียบหรูเกินอายุ ใส่ชุดแซกยาวครึ่งน่อง แต่งหน้าทาปากสีแดง สวมรองเท้าหุ้มส้น และมีกระเป๋าหนังคล้องแขนอยู่ ตอนนี้ทั้งมือและเท้าของเธอยังเป็นอิสระไม่ได้ถูกคล้องกุญแจมือไว้ ท่าทางของเธอดูตื่นตกใจ เธอเขยิบเข้าไปชิดผู้จัดการสาขาซึ่งเป็นอีกคนที่ยังไม่ถูกพันธนาการ

“นายไปเถอะ ทิ้งพวกเราไว้ในนี้ ไม่มีใครตามนายออกไปหรอก ฉันรับรอง”

ผู้จัดการสาขายืนยันกับคนร้ายสวมเสื้อสก็อตอย่างหนักแน่น แต่มันส่ายหน้าช้าๆ

“ไม่มีมิตรในสนามรบหรอก” คนร้ายจ้องหน้าสุภาพสตรีท่านนั้น “ไปกับฉัน”

“มะ…ไม่ ไม่ ฉันไม่ไป”

“ไป!”

คนร้ายฉุดข้อศอกของเธอให้ยืนขึ้น ผู้จัดการสาขาผวาตามไปด้วย ความรู้สึกของเขาในตอนนี้ทั้งกล้าทั้งกลัว

“อะ…เอาฉันไปแทน”

“แกเดินช้า”

มันบอกสั้นๆ แล้วเอาแขนข้างซ้ายล็อกคอสุภาพสตรีคนนั้นไว้จากทางด้านหลัง ตัวประกันทุกคนเห็นสีหน้าซีดเผือดและปากคอสั่นของเธอได้ชัดเจน แต่ไม่มีใครกล้าลุกขึ้นไปช่วย คนร้ายอีกคนก็กำลังจะรวบมือของผู้จัดการสาขาเพื่อตรึงไว้กับเก้าอี้ แต่ในระหว่างนั้นก็มีเสียงจากโทรโข่งดังขึ้น…

“นี่เสียงจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีใครอยู่ในนั้นบ้าง”

“เฮ้ย! มาตั้งแต่เมื่อไรวะ”

“ฉิบหายแล้ว ต้องรีบออกไปแล้ว เร็ว!” คนที่คุมตัวสุภาพสตรีไว้พูดขึ้น

 

บริเวณหน้าธนาคาร รถจักรยานยนต์ถูกเคลียร์ออกไปจากบริเวณหน้ากระจกโดยไม่ให้คนในนั้นสังเกตเห็นความผิดปกติ ขณะนี้รถกระบะของตำรวจถูกนำมาจอดแทน คนที่ถือโทรโข่งขนาดเล็กหลบอยู่หลังรถพร้อมกับเพื่อนตำรวจในเครื่องแบบของเขาอีกนาย

เจ้าหน้าที่หน้างานประเมินสถานการณ์แล้วว่าไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ เนื่องจากหลังจากที่ไฟฟ้าในธนาคารดับลง พลเมืองดีแจ้งว่าไม่มีใครออกมาจากธนาคารอีกเลย และในตอนนี้ทุกอย่างก็ยังคงเงียบ

“แจ้งนายเถอะ ท่าทางจะไม่ค่อยดี”

“ครับพี่” ตำรวจอีกนายยกหูโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาแล้วกดเรียกหมายเลขที่ต้องการ รอไม่นานปลายสายก็รับ เขาพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ครับ ตอนนี้ผมกับพี่รุณอยู่ในสถานที่เกิดเหตุครับ มีคนแจ้งเข้ามาว่าได้ยินเสียงปืนจากในธนาคาร เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุแล้วพบว่าสถานการณ์ด้านในยังเงียบอยู่…มองไม่เห็นใครเลยครับ”

เขาแจ้งพิกัดไปแล้ววางสายลง เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกนายจึงหันมาถาม

“เป็นไง”

“นายจะมาเอง ทีมมาด้วย”

 

หัวใจของผู้จัดการธนาคารเต้นแรงขึ้นเมื่อเห็นสุภาพสตรีคนนั้นถูกลากออกไปทางด้านหลังธนาคาร เขาตัดสินใจในวินาทีสุดท้ายก่อนที่คนทั้งคู่จะลับสายตา ชายร่างอ้วนเตี้ยยกกำปั้นข้างที่ยังไม่ถูกรวบไว้กับขาเก้าอี้กระแทกไปที่ใบหน้าของคนร้ายอีกคนเต็มกำลัง

…ปึ้ก!…

“โอ๊ย! ไอ้ผู้จัดการนี่!”

มันใช้มือข้างที่ถือปืนฟาดเข้าไปที่ขมับของผู้จัดการสาขาทันทีคล้ายกับเป็นปฏิกิริยาโต้กลับอัตโนมัติ เสียงตัวประกันหวีดร้องขึ้นพร้อมกัน และสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

…ปัง!…

“เฮ้ย!”

“กรี๊ดดดดดดดด…”

คนร้ายอีกคนที่ผลุบหายไปทางด้านหลังธนาคารจำเป็นต้องเดินกลับเข้ามาเมื่อได้ยินเสียงปืนนัดที่สี่ดังขึ้น พร้อมๆ กับเสียงหวีดร้องที่ดังกว่าเดิม

“อะไรวะ มึงยิงทำไม”

“ฉะ…ฉันไม่ได้ยิง ปืนมันลั่นพี่”

เสียงปืนที่ดังขึ้นทำให้สถานการณ์ด้านนอกธนาคารเปลี่ยนแปลงไปทันที การุณเดินเลียบกับข้างรถกระบะเพื่อจะเข้าไปหยิบวิทยุในรถ เขาจำเป็นต้องติดต่อกับส่วนกลางเพื่อแจ้งว่าขณะนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว มันไม่ได้มีเพียงความเงียบ แต่เสียงปืนนั้นบอกให้รู้ว่าทุกคนที่อยู่ด้านในธนาคารกำลังตกอยู่ในอันตราย และเป็นไปได้สูงว่าคนหรือกลุ่มคนที่มีเจตนามุ่งร้ายต่อผู้อื่นนั้นเป็นคนที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเลวร้ายลง

“ร้อยตำรวจตรีการุณ ขอแจ้งสถานการณ์จากที่เกิดเหตุ…” เขาแจ้งพิกัดให้หน่วยรับแจ้งสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทราบ “ขณะนี้มีเสียงปืนดังขึ้นภายในธนาคารอีกหนึ่งนัด เราต้องการกำลังเสริม คาดว่ามีตัวประกันอยู่ในนั้นแต่ยังไม่ทราบจำนวน เร็วๆ ด้วยนะครับ”

ขณะที่กำลังจะวางสายนั้น พิบูลย์คู่หูของเขาก็เข้ามาสะกิดทางด้านหลัง

“นายมาแล้วพี่”

“เออ ดี”

คนทั้งคู่ยังคงหมอบต่ำ กระจกหน้าธนาคารยังไม่สามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวจากภายในได้ ชายร่างสูงใหญ่ ผมรองทรงสั้นหยักศก คิ้วหนา นัยน์ตาดุ ผิวคล้ำแดดกำลังลงจากรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ซึ่งจอดเยื้องออกไปไกลจากรถกระบะพอสมควร เขาอยู่ในชุดเสื้อโปโลสีขาว กางเกงยีน และมีเสื้อหนังสีดำทับมาอีกชั้นหนึ่ง ชายวัยสามสิบปลายๆ คนนั้นค้อมตัวแล้วย่องตรงมาที่นายตำรวจทั้งสองซึ่งยืนหลบอยู่ข้างตัวรถ

“สวัสดีครับ”

คนทั้งคู่ยกมือตะเบ๊ะ แต่เจ้านายไม่ได้สนใจ เขาเข้าประเด็นทันที

“ว่าไง”

“เมื่อกี้เพิ่งได้ยินเสียงปืนอีกนัด แต่ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ครับผม” พิบูลย์รายงาน

การุณรีบเสริม “ชาวบ้านแถบนี้บอกว่าตั้งแต่ได้ยินเสียงปืนนัดแรกก็ยังไม่เห็นใครออกมา”

“ประมาณกี่นาที”

“เอ่อ…” ทั้งสองคนก็ไม่สามารถบอกเวลาที่แน่นอนได้

โอบเกียรติส่งสายตาดุให้ลูกน้องก่อนสั่งการ “แล้วสื่อสารกับคนข้างในรึยัง”

“ผมพูดใส่โทรโข่งไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ไม่มีการโต้ตอบกลับมา หลังจากนั้นไม่นานเสียงปืนก็ดังขึ้นครับ”

คนฟังส่ายหน้า “ไม่ดีเลย เดี๋ยวทีมมาถึงเราจะปิดล้อมที่นี่”

“มาแล้วครับนาย”

ทั้งสามหันไปมองรถกระบะคันใหญ่ที่ขนกำลังพลในเครื่องแบบพร้อมโจมตีแบบประชิดตัวมาเต็มคันรถ เมื่อพวกเขามาถึงก็รีบปฏิบัติหน้าที่อย่างรู้งาน ส่วนหนึ่งแยกไปคุมฝูงชน อีกส่วนหนึ่งรีบเข้ามาหาโอบเกียรติ

“คาดว่ามีตัวประกัน”

โอบเกียรติบอกชายสามคนที่ใส่เสื้อเกราะพร้อมปฏิบัติหน้าที่ หนึ่งในนั้นคือวิญญู มือขวาของเขา

“งั้นก็ต้องตาม NIC สิครับ”

“เดี๋ยว…ผมอยากลองเจรจาดูก่อน พวกคุณควบคุมสถานที่ให้ผมด้วย”

“ได้ครับ”

วิญญูแยกตัวออกไปแล้ว เขาต้องทำงานตามขั้นตอน นั่นคือกันฝูงชนออกไปให้ห่างจากจุดเกิดเหตุมากที่สุด เพราะหากคนร้ายมีวัตถุอันตรายที่สามารถประทุษร้ายคนเป็นจำนวนมากได้ ฝูงชนเหล่านี้จะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับอันตราย นายตำรวจในเครื่องแบบปฏิบัติการเต็มรูปแบบเข้าไปคุยเพื่อวางแผนกับทีมของเขาอีกห้าคน ส่วนหนึ่งเพิ่งคุยกับประชาชนที่มุงดูเหตุการณ์เสร็จ

“พี่โอบบอกว่าจะลองเจรจาก่อน เราต้องปิดล้อมธนาคาร พวกนายดูทางเข้าออกให้ครบทุกด้าน ส่วนฉันจะคอยเป็นแบ็คอัพให้พี่โอบเอง”

“มีตัวประกันไหมพี่”

“คาดว่าจะมี”

“แล้วไม่ตาม NIC เหรอ”

“รอคำสั่งจากพี่โอบสิ ตอนนี้ยัง…ไป ไปดูทางออกด้านหลังอาคารซิว่ามันเชื่อมต่อกับอะไร แล้วนาย…” เขาหันไปหาอีกคน “พยายามติดต่อเจ้าหน้าที่ส่วนกลางของธนาคารให้ได้ แจ้งเหตุฉุกเฉินกับเขา และบอกว่าเรากำลังจะเข้าควบคุมสถานการณ์”

“ครับ”

ทุกคนกระจายกำลังออกไปตามที่วิญญูได้แบ่งงานเป็นกลุ่มย่อยให้ ตอนนี้ตำรวจจราจรซึ่งมีหน้าที่ดูแลการจราจรในช่วงที่โรงเรียนกำลังจะเลิกนั้นได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมด้วย พวกเขาจะคอยเคลียร์รถและผู้คนไม่ให้เข้าไปยุ่งวุ่นวายในพื้นที่เสี่ยง หากสถานการณ์เลวร้ายลงอาจต้องมีการแจ้งไปที่โรงเรียนอนุบาลเพื่อชะลอการปล่อยนักเรียนออกจากโรงเรียนชั่วคราว

 

คนร้ายสองคนทิ้งตัวประกันคนอื่นไว้ในห้องโถง ส่วนตัวเองกลับมาหลบอยู่อีกฟากของผนังซึ่งเป็นทางออกไปยังด้านหลังของอาคาร โดยมีสุภาพสตรีคนเดิมอยู่ในอ้อมแขนของมันด้วย ชายสวมเสื้อสก็อตโผล่หน้าออกไปดูสถานการณ์ด้านหน้าธนาคารผ่านกระจก

“ซวยแล้ว ตำรวจมากันเต็มเลย”

เขารู้ดีว่าตัวเองไม่สามารถออกไปจากที่นี่โดยอาศัยเส้นทางหน้าธนาคารได้อย่างแน่นอน แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือทางหนีทีไล่ที่เขาคิดไว้ตั้งแต่ต้นนั้น มันปลอดภัยดีหรือเปล่า

“ทำไงดีพี่”

เขาถอนใจหนัก “มาก็มาสิวะ มันไม่กล้ายิงเข้ามาหรอก ตัวประกันอยู่ในนี้ตั้งหลายคน”

“ฉัน…ฉันกลัว…”

“มากลัวอะไรตอนนี้ มึงตามกูออกมา แล้วอย่ายิงมั่วซั่วอีก ไม่อย่างนั้นตำรวจจะตามเก็บมึง เข้าใจไหม!”

“จ้ะ” ลูกน้องพยักหน้าหงึกหงัก

พวกมันยังคงทำตามแผนเดิม นั่นคือพาตัวประกันไปด้วยหนึ่งคน ส่วนผู้จัดการสาขาถูกคล้องกุญแจมือติดไว้กับเก้าอี้ ตอนนี้เขามีเลือดไหลออกจากหูด้วย ซึ่งทำให้บรรยากาศโดยรวมน่ากลัวเข้าไปอีก มีคนบาดเจ็บถึงขั้นเสียเลือดถึงสองคน และทุกคนถูกจับคล้องกุญแจมือ

ตัวประกันรับรู้ว่าพวกคนร้ายยังไม่ออกไปจากธนาคาร แต่พวกเขาก็ยังมีความหวังว่าตัวเองจะรอด เพราะหลายคนมองออกไปเห็นรถตำรวจ แล้วด้านหน้าธนาคารนั้นก็ร้างผู้คนกับรถราจนผิดสังเกต แสดงว่าคนภายนอกรับรู้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นในนี้แล้ว แม่บ้านเริ่มสวดมนต์เบาๆ เพื่อหวังให้สถานการณ์นี้สิ้นสุดลงเสียที

คนที่ลากตัวประกันหญิงไว้ในอ้อมแขนนั้นออกเดินนำหน้า ผ่านห้องครัวขนาดเล็กของธนาคารที่มีเพียงโต๊ะรับประทานอาหาร ตู้เย็น กับเคาน์เตอร์วางไมโครเวฟกับอุปกรณ์ชงชาและกาแฟเท่านั้น ด้านข้างที่วางตู้เย็นถูกกั้นไว้เป็นส่วนของห้องน้ำสำหรับพนักงาน พื้นที่ด้านหลังสำหรับใช้งานทั่วไปนั้นคบกว่าพื้นที่ด้านหน้าส่วนของธนาคารเสียอีก ความจริงสถานที่นี้ถูกออกแบบมาให้เป็นอาคารพาณิชย์สองชั้นสำหรับอยู่อาศัยชั้นบนและทำธุรกิจชั้นล่าง แต่ธนาคารทวีสินทรัพย์ได้เช่าพื้นที่เพื่อเปิดเป็นสาขาย่อย เพราะเห็นว่าทำเลเหมาะ มันเป็นย่านตลาด โรงเรียน และร้านค้าจึงทำให้ธนาคารสามารถหาลูกค้าได้จำนวนมาก ปัจจุบันสาขาหน้าโรงเรียนอนุบาลลูกขวัญสามารถดำเนินธุรกิจและทำกำไรให้แก่ธนาคารจนติดอันดับต้นๆ ของสาขาทั้งหมดในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ชายคนแรกเปิดประตูด้านหลังธนาคาร อีกคนเดินตามพร้อมระวังหลังให้ ตอนนี้คนในโถงธนาคารคงไม่สามารถตามมาได้ แต่ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไรเจ้าหน้าที่จะบุกเข้ามาช่วยตัวประกัน และเมื่อถึงเวลานั้นการหนีของพวกเขาก็จะลำบากขึ้น

“เดินไปข้างหลังตึก ใกล้สุดทางเดินจะมีบันไดปีนข้ามกำแพงไปทางหลังตลาด รถกระบะที่จะใช้หนีจอดอยู่ไม่ไกล”

คนเดินนำหน้าสั่งขึ้นลอยๆ แต่เขาก็ยังเป็นคนนำทาง สุภาพสตรีที่ถูกลากออกมานั้นไม่มีปากมีเสียง เธอยังคงเดินตามแรงจูงนั้นไป ทางเดินด้านหลังอาคารเป็นทางเดินแคบๆ ซึ่งอาคารพาณิชย์แต่ละหลังต่างก็ปิดตายส่วนนี้ไว้เนื่องจากกลัวโจรขโมยจากตลาดจะปีนรั้วเข้ามาขโมยข้าวของ แต่ตัวอาคารเองจำเป็นต้องกันพื้นที่ส่วนนี้ไว้เพราะมันสามารถเชื่อมกับบันไดหนีไฟของอาคาร ซึ่งเป็นกฎข้อบังคับที่อาคารทุกแห่งต้องมี เส้นทางนี้เรียกว่า ‘ทางปล่อยออก’ เมื่อเกิดเพลิงไหม้ผู้คนจะสามารถหนีออกตรงเส้นทางนี้เพื่อให้สามารถออกห่างจากตัวอาคารได้มากที่สุด แต่ในยามปกติผู้อาศัยมักจะไม่ได้ใส่ใจกับมัน ส่วนธนาคารเองก็ไม่ได้ใช้ทางออกนี้เช่นกัน มีเพียงแม่บ้านเท่านั้นที่มักจะเอาผ้าขี้ริ้วสำหรับทำความสะอาดมาตากผึ่งแดดไว้

และเมื่อชายสวมเสื้อลายสก็อตไปถึงบันไดที่พาดไว้ริมรั้วก็ปล่อยตัวประกันให้อยู่กับลูกน้อง ส่วนตัวเขาเองพยายามเหนี่ยวตัวเพื่อขึ้นไปบนกำแพง แต่ทันทีที่ศีรษะโผล่พ้นกำแพง เขาก็ได้เห็นในสิ่งที่ไม่อยากเห็น จึงต้องรีบผลุบศีรษะลงอย่างรวดเร็ว

“มีอะไรพี่”

“ตำรวจ!”

“หา! ตำรวจอยู่ด้านหลังนี่เหรอ”

“ใช่ พวกมันทำงานเร็วกว่าที่เราคิด”

“ทำไงดีพี่”

“กลับเข้าไปในธนาคารก่อนเร็ว!”

ตัวประกันถูกลากกลับไปที่เดิมอีกครั้ง พวกมันไม่มีทางเลือก เพราะทางหนีทีไล่ที่ตระเตรียมไว้ถูกขัดขวางไว้แล้ว ดังนั้นการกลับไปในตัวธนาคารจึงเป็นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ในขณะนี้

 

“ช่วยด้วยๆๆๆ”

“ช่วยด้วย พวกเราอยู่ในนี้!”

“มีคนอยู่ในนี้ คุณตำรวจช่วยพวกเราด้วย”

เสียงตะโกนจากตัวประกันในห้องโถงของธนาคารดังสะท้อนไปทั่วตอนที่คนทั้งสามกลับเข้ามาในธนาคารอีกครั้ง คนเป็นลูกน้องถูกสั่งให้ปิดประตูหลังให้แน่นหนา ส่วนหัวหน้าพาสุภาพสตรีคนนั้นกลับเข้ามาในโถงอีกครั้ง

“เงียบ!!!”

“หา!”

“กรี๊ดดดดด…”

ด้วยความที่ไม่คิดว่าคนร้ายจะกลับเข้ามาอีกครั้ง ตัวประกันทุกคนจึงส่งเสียงร้องด้วยความตกใจกลัวเมื่อได้ยินเสียงของมัน ชายสวมเสื้อสก็อตชูปืนในมือให้ทุกคนเห็นอีกครั้ง และมันก็ได้ผล เมื่อตัวประกันทุกคนพร้อมใจกันเงียบ

“ทำไมแกไม่หนีไป” ผู้จัดการสาขาร้องถาม

“กูไม่หนี กูจะอยู่กับพวกมึงนี่แหละ”

แววตาของตัวประกันทุกคนตื่นตระหนก สถานการณ์ที่คิดว่าจะคลี่คลายกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หัวหน้าคนร้ายเงยหน้าขึ้นมองเหตุการณ์ด้านหน้าธนาคาร เขาเห็นผู้ชายสามคนกำลังเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ เพื่อตรงมายังประตูกระจก อีกไม่ถึงสามเมตรคนพวกนั้นก็จะมาถึง…

เขาตัดสินใจในวินาทีต่อมา

…ปัง!…

เสียงปืนที่ยิงผ่านกระจกทำให้เกิดรูกระสุนขนาดไม่ใหญ่นักและไม่ได้ทำให้กระจกทั้งบานแตกช่วยให้ตัวประกันยิ่งตื่นกลัว โดยเฉพาะนายตำรวจด้านหน้าธนาคาร พวกเขาต้องหมอบลงที่พื้นก่อนจะกลิ้งตัวหลบไปทางด้านข้างของอาคารพาณิชย์ เพื่อไม่ให้เป็นเป้าสายตาของคนในธนาคาร

 

“เรียก NIC เร็ว!”

“มันสู้ มันยิงสวน ตาม NIC เร็วเข้า!”

นั่นคือคำสั่งสุดท้ายก่อนที่หน่วยเจรจาต่อรองในกรณีเกิดเหตุอาชญากรรม (Negotiation in Crime Unit) จะถูกตามตัวมายังสถานที่เกิดเหตุ

 

โปรดติดตามตอนต่อไป…

หน้าที่แล้ว1 of 10

Comments

comments

Jamsai Editor: