X
    Categories: ทดลองอ่านมากกว่ารักมเหสีป่วนรัก

ทดลองอ่านนิยาย มเหสีป่วนรัก เล่ม 1 บทที่ 1 – บทที่ 2

หน้าที่แล้ว1 of 21

บทที่ 1

 

ในยามนี้ การเป็นเสาหลักให้ราชสำนักมิใช่เรื่องที่จะทำกันได้โดยง่าย

องค์จักรพรรดิยังทรงพระเยาว์ พระพันปีก็ทรงอ่อนแอ เชื้อพระวงศ์หรือก็มีอยู่กันไม่มาก อีกทั้งเวยกั๋วกง* หลิวเซียกุมอำนาจราชสำนักไว้ในมือ กำจัดคนที่ไม่ใช่พวกตนอย่างกำเริบเสิบสาน ขุนนางเก่าแก่ในอดีตองค์จักรพรรดิที่ยังสามารถร่วมหารืองานราชกิจในราชสำนักได้มีเหลือกันอยู่แค่เพียงสี่คนเท่านั้น ได้แก่ อัครเสนาบดีฝู แม่ทัพใหญ่หลิง เสนาบดีหลี่ว์ และมหาบัณฑิตโจวเท่านั้น

เวลานี้ไม่มีหนทางให้ไปอีกแล้ว…

 

วันนี้หลังจากประชุมราชกิจเสร็จ พระพันปีก็ทรงมีรับสั่งให้เวยกั๋วกงมาเข้าเฝ้ายังห้องทรงพระอักษรเพื่อพูดคุยเป็นการส่วนพระองค์

เสาหลักแห่งราชสำนักทั้งสี่ยืนรวมตัวกันเป็นกลุ่ม จ้องมองดูแผ่นหลังแบบบางของพระพันปีกับแผ่นหลังสูงสง่าของเวยกั๋วกงเหมือนเฉกเช่นทุกครั้ง

อัครเสนาบดีฝูลูบหนวดเคราสีดอกเลาที่เลี้ยงไว้เป็นอย่างดี ดวงตาหรี่ปรือคล้ายมีเรื่องสลักสำคัญอะไรบางอย่าง แต่ถึงกระนั้นเขากลับปิดปากเงียบไม่พูดไม่จาอันใด

แม่ทัพใหญ่หลิงรอจนกระวนกระวาย เขากระทืบเท้าแล้วกล่าว “ถ้ายังไม่พูดอีกข้าจะกระชากหนวดของท่านออกมาเดี๋ยวนี้!”

มือที่ลูบไล้เหนือหนวดเคราของอัครเสนาบดีฝูสั่นระริกครู่หนึ่ง เขากระแอมก่อนพูด “เรื่องนี้ลึกล้ำอัศจรรย์ยิ่งนัก”

แม่ทัพใหญ่หลิงสาวเท้าพุ่งเข้าไปหมายจะเล่นงานอีกฝ่าย

มหาบัณฑิตโจวลนลานรีบขวางแม่ทัพใหญ่หลิงไว้พลางพูดขึ้น “อัครเสนาบดี หากท่านยังอมพะนำไม่ยอมพูดเช่นนี้ ท่านแม่ทัพใหญ่คงไม่แคล้วได้ชักดาบเป็นแน่!”

นัยน์ตาเรียวเล็กของอัครเสนาบดีฝูจับจ้องไปยังดาบเล่มเขื่องบนเอวของแม่ทัพใหญ่พลางถอนหายใจ “เฮ้อ จากที่ข้าคาดการณ์ ก็เพียงแค่…แค่…”

เส้นเลือดบนหน้าผากแม่ทัพใหญ่หลิงปูดโปนขึ้นอีกเส้น ดาบเล่มใหญ่บนเอวของเขาเลื่อนออกจากฝักแล้วหลายส่วน

“…ความจริงองค์จักรพรรดิทรงถึงวัยแก่การอภิเษกสมรสแล้ว”

“…”

แม่ทัพใหญ่หลิง เสนาบดีหลี่ว์ มหาบัณฑิตโจวทั้งสามคนต่างพากันถอนหายใจ

เสนาบดีหลี่ว์พูด “ฝ่าบาทเพิ่งจะสิบสองชันษาเท่านั้น อภิเษกสมรสอะไรกัน ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องอภิเษกสมรสเกี่ยวอะไรกับเวยกั๋วกงด้วย”

อัครเสนาบดีฝูหรี่ตาเล็กๆ อีกคราว “เรื่องนี้ ยิ่งพูดก็ยิ่งลึกล้ำอัศจรรย์…”

เพียงชั่วอึดใจ อัครเสนาบดีฝูรูปร่างเล็กๆ แบบบางก็พบว่าแผ่นหลังของตนเองกำลังแนบชิดติดอยู่มุมผนังเย็นเยียบ ร่างทั้งร่างถูกปกคลุมอยู่ภายใต้พลังอันกร้าวแกร่งของแม่ทัพใหญ่หลิง

“บัดซบ…”

อัครเสนาบดีฝูรีบตบปลอบลงบนอกล่ำๆ ของแม่ทัพใหญ่หลิง “อย่าได้หุนหันๆ หุนหันแท้คือมาร…”

มหาบัณฑิตโจวขมวดคิ้ว “พระพันปีมิใช่ประสงค์จะให้องค์ชายองค์หญิงร่วมเป็นทองแผ่นเดียวกับเวยกั๋วกงหรอกหรือ”

อัครเสนาบดีฝูพยักหน้า “มหาบัณฑิตโจวกล่าวได้ถูกต้องแล้ว”

“แต่เวยกั๋วกงไม่มีบุตรีมิใช่หรอกหรือ” แม่ทัพใหญ่หลิงนั้นขับไล่มารในกายออก แล้วเริ่มหันกลับมาขบคิดถึงปัญหาที่แท้จริง

“ถึงไม่มีบุตรี แต่เขาก็มีหลานสาวห่างๆ อยู่ผู้หนึ่ง ได้ยินว่าหลานสาวของเขารูปโฉมงดงาม ความสามารถหรือก็ไม่เป็นสองรองใคร ชื่อเสียงลือเลื่องทั่วทั้งเมืองหลวง”

“ท่านหมายถึงไป๋อวี้แห่งสกุลหลิว เด็กสาวที่เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ผู้นั้น? แต่ว่าฐานะชาติกำเนิดของนาง…”

“บิดามารดาของนางแม้จะล่วงลับไปแล้วด้วยกันทั้งคู่ แต่ท่านอาของนางก็เป็นถึงเวยกั๋วกงใต้เท้าราชเลขา เพียงเท่านี้ฐานะชาติกำเนิดของนางก็ไม่ใช่ปัญหาแล้ว”

“เฮ้อ คราวนี้เวยกั๋วกงก็เท่ากับได้เป็นพระสสุระของจักรพรรดิไปอีกครึ่งตัว แบบนี้มิยิ่งเท่ากับเปิดโอกาสให้เขาได้ใช้อำนาจบาตรใหญ่มากขึ้นไปอีกหรืออย่างไรกัน”

ทั้งสามต่างกระตุกมุมเสื้อของกันและกันแล้วกระซิบกระซาบแลกเปลี่ยนข่าวสาร โดยไม่ทันสังเกตเห็นเสนาบดีหลี่ว์ที่ยืนยืดอกลำตัวตั้งตรงด้วยความเคยชินอยู่อีกด้าน

“พระพันปีจะทรงยอมค้อมพระเศียรศิโรราบให้กับอำนาจอันมิชอบของเวยกั๋วกง เอาความสุขชั่วชีวิตขององค์จักรพรรดิไปประจบประแจงเจ้าคนถ่อยได้เช่นไร ไม่ได้ เรื่องนี้ไม่ว่าเช่นไรก็จะทรงตัดสินพระทัยเช่นนี้มิได้เด็ดขาด ข้าจะไปกราบทูลต่อเบื้องพระพักตร์เดี๋ยวนี้”

มหาบัณฑิตโจวกระวีกระวาดโอบรัดเอวของเสนาบดีหลี่ว์ไว้จากทางด้านหลัง “ไม่ได้ ท่านไปไม่ได้!”

เสนาบดีหลี่ว์ยืนค้อนปะหลับปะเหลือก “ทำไมถึงจะไม่ได้”

มหาบัณฑิตโจวหลับตา “หากท่านไป เวยกั๋วกงย่อมต้องโกรธขึ้งไม่พอใจ พระพันปีเองก็ไม่มีทางใส่ใจ สุดท้ายท่านก็คงไม่แคล้วเอาศีรษะไปโขกผนังอีก ถึงตอนนั้นหากไม่มีใครขวางท่าน ท่านมิเท่ากับโฉมสะคราญตายอนาถหรืออย่างไรกัน”

เสนาบดีหลี่ว์ก็นิ่งอึ้งไป เขานึกถึงผ้าพันแผลที่ยังโพกอยู่บนศีรษะตัวเองขึ้นมาได้ แผลเก่าที่เกิดจากการเอาศีรษะโขกผนังของโถงราชสำนักเพราะเรื่องซ่อมแซมทำนบกั้นน้ำเมื่อเดือนที่แล้วยังไม่หายสนิทดีเลยด้วยซ้ำ

พระพันปีกับเวยกั๋วกงล้วนเป็นพวกไม่มีมโนสำนึก เห็นเรื่องเสนาบดีหลี่ว์เอาศีรษะโขกผนังเป็นเพียงเรื่องสนุกเรื่องหนึ่งเท่านั้น

ส่วนเรื่องที่เขาเอาศีรษะโขกผนังแล้วไม่มีคนขัดขวางนั้น ก็นับว่าเป็นเรื่องที่เลวร้ายมากจริงๆ

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เสนาบดีหลี่ว์ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามหาบัณฑิตโจวใช้คำไม่เหมาะ “เมื่อกี้ท่านว่าใครโฉมสะคราญตายอนาถ”

มหาบัณฑิตโจวหน้าแดงระเรื่อ มือที่โอบอยู่บนเอวของเสนาบดีหลี่ว์ก็คลายออกอย่างช้าๆ

อัครเสนาบดีฝูยิ้มมอง ใช้นิ้วคีบหนวดพลางพูด “เรื่องนี้ลึกล้ำอัศจรรย์ยิ่งนัก”

 

ในห้องทรงพระอักษร

พระพันปีทอดพระเนตรเงาร่างสูงโปร่งเย็นชาที่อยู่ด้านนอกผ่านหลังม่านมุกอย่างระมัดระวัง

ทุกคนต่างชิงชังเวยกั๋วกงเข้ากระดูกดำ ถึงกับแอบตั้งสมญานามลับหลังเขาว่าแมงป่องหลิว แต่ถึงกระนั้นพระนางก็อดยอมรับมิได้ว่าแมงป่องหลิวผู้นี้รูปโฉมงดงามยิ่งนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามย่างเข้าสู่วัยกลางคน หลิวเซียก็ยิ่งเผยให้เห็นถึงท่าทีเย็นชาวางอำนาจ รวมถึงกลิ่นอายแห่งชายชาตรี…

มิรู้ผู้ใดเป็นคนกล่าวไว้ อำนาจของบุรุษล้วนกำเนิดจากหน้าที่การงานและเรี่ยวแรงกำลังที่คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง

จากนั้นพระพันปีก็ทรงกระแอมออกมาคำหนึ่ง “เวยกั๋วกง”

เวยกั๋วกงพยักหน้าน้อยๆ “พระพันปีมีอันใดจะรับสั่งกระหม่อมกระนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ”

“เราขอพูดกับท่านตามตรง วันนี้เราอยากปรึกษาท่านถึงเรื่องการอภิเษกสมรสของฝ่าบาท”

หลิวเซียเลิกคิ้ว “การอภิเษกสมรสของฝ่าบาท?”

พระพันปีทรงกลืนน้ำลาย “ยามนี้ฝ่าบาททรงเจริญพระชนมพรรษาได้สิบสองชันษาแล้ว แม้จะยังไม่ถึงวัยจัดการราชกิจต่างๆ ได้ด้วยพระองค์เอง แต่ก็นับว่าสมควรแก่การอภิเษกสมรสแล้ว”

หลิวเซียส่งเสียงประชดออกมาคำหนึ่ง แต่เขาก็ไม่พูดไม่จาอันใด

จักรพรรดิน้อยต้องการอภิเษกสมรส มิใช่เป็นก้าวแรกของการเตรียมการออกว่าราชการด้วยตนเองหรอกหรือ

พระพันปีกระวนกระวายพระทัยยิ่ง พระองค์ทรงแอบนึกก่นด่าสวีไท่เฟย* ที่เสนอความคิดนี้ออกมา แต่ขณะเดียวกันก็ยังทรงฝืนแย้มสรวลตรัส “เวยกั๋วกง เราได้ยินว่าหลานสาวของท่านปีนี้อายุสิบเอ็ดปีพอดี อีกทั้งรูปร่างหน้าตาหรือก็งดงามราวกับบุปผา ไม่รู้ว่าเวยกั๋วกงจะยินดีเกี่ยวดองกับเราหรือไม่”

หลิวเซียตกตะลึง เขานึกไม่ถึงว่านางจะเดินหมากเช่นนี้

ครั้นนึกถึงหลานสาวอุปนิสัยแปลกประหลาดผู้นั้น เขาก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ แม่เด็กนั่นนิสัยอวดดีดื้อรั้นไม่ยอมให้ใครจับวางได้ง่ายๆ เกรงก็แต่ว่าต่อให้ได้เป็นอัครมเหสี นางก็ใช่ว่าจะมีประโยชน์อันใดสำหรับเขา

หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ หลิวเซียก็พูดออกมาช้าๆ “พระพันปีทรงหมายถึงบุตรีของกระหม่อมกระมัง”

พระพันปีนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ แล้วทรงลอบคิดว่าเห็นอยู่ชัดๆ ว่าหลิวเซียมีบุตรชายเพียงสามคนเท่านั้น แล้วเขาไปเอาบุตรีอะไรมาจากที่ใดกัน แต่แล้วพระนางก็ทรงได้สติ หลิวเซียคงตัดสินใจรับหลานสาวหลิวไป๋อวี้มาเป็นบุตรี หมายจะผูกสายสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งแล้วลึกซึ้งอีกกระมัง

ครั้นทรงเข้าใจว่าตนเองสามารถทายความคิดอ่านของหลิวเซียจอมเจ้าเล่ห์ออก พระนางก็รู้สึกภาคภูมิใจยิ่งยวด ทรงประทับนั่งลำตัวตั้งตรงพร้อมรับสั่ง “บุตรีก็ช่าง หลานสาวก็ดี ขอเพียงเป็นสตรีจากสกุลหลิว เราเชื่อว่าพวกนางย่อมต้องเป็นกุลสตรีที่งามพร้อมทั้งกายและใจ หากเวยกั๋วกงยินดี พรุ่งนี้เราจะมีราชเสาวนีย์ประทานงานอภิเษกสมรสให้”

หลิวเซียเลิกชายชุด คุกเข่าลงด้วยท่าทางองอาจสง่าผ่าเผย “ขอบพระทัยพระพันปีที่ทรงเมตตา”

พระพันปีทรงตกประหวั่น

หลิวเซียคุกเข่า พระนางประทับนั่ง แต่ไฉนถึงทรงรู้สึกว่าตนเองนั้นต่ำเตี้ยกว่าหลิวเซียอยู่ครึ่งค่อนศีรษะได้

ทรงลอบนึกแล้วถอนหายใจ ลูกแม่เอ๋ย ที่แม่ต้องทำเช่นนี้ก็เพราะสุดวิสัยจริงๆ โชคดีที่เด็กสาวตระกูลหลิวรูปโฉมงดงามโดดเด่น ไม่ทำให้ต้องอับอายขายหน้าผู้ใด เฮ้อ แม่ก็ได้แต่หวังว่าวันหน้าพ่อตาของเจ้าจะเมตตายั้งมือไว้ไมตรีกับเจ้าบ้าง

ที่บริเวณด้านหน้าของตำหนักเซวียนหลัว จักรพรรดิน้อยต้วนอวิ๋นจั้งทรงหักกิ่งต้นกุ้ยพร้อมทั้งส่งเสียงฮื่อฮ่าทำมือทำไม้อยู่กับพระอนุชาต้วนอวิ๋นจ้ง

ต้วนอวิ๋นจ้งครั้นถูกแทงเข้าที่อกก็รีบกุมอกร้องเสียงดัง โซซัดโซเซหมุนไปเวียนมาอยู่บนพื้น ต้วนอวิ๋นจั้งเห็นอีกฝ่ายไม่ยอมล้มก็ถีบก้นอีกฝ่ายเข้าเต็มรัก ต้วนอวิ๋นจ้งมองดูพระเชษฐาด้วยสายตาเศร้าโศกเคียดแค้น ก่อนจะทรุดล้มลงกับพื้นดังโครม น้ำลายฟูมปากตาย

ต้วนอวิ๋นจั้งใช้กิ่งต้นกุ้ยค้ำยันไว้กับพื้น ยืนอย่างสง่าผ่าเผยประหนึ่งต้นไม้หยกต้านลม แล้วมองดูใต้หล้าด้วยสายตาอหังการ

ในยามนี้ ไม่ว่าเช่นไรเขาก็ไม่มีทางคาดเดาได้เลยว่าตนเองได้ถูกผู้เป็นมารดาทรยศหักหลัง เอาเขาไปขายเรียบร้อยแล้ว และยิ่งไม่รู้ว่าหลังจากที่อัครมเหสีพระองค์ใหม่เดินทางมาถึง บุญคุณความแค้นในวัยเยาว์ของตนจะเสมือนหนึ่งว่าวกระดาษงดงามกะทัดรัดที่ลอยลับหายไปจากกำแพงวัง…

 

ครั้นเดินผ่านตำหนักกลาง หลิวเซียก็มองเห็นเสาหลักแห่งราชสำนักทั้งสี่นั่งยองๆ พูดคุยจ้อกแจ้กอยู่มุมมุมหนึ่งเฉกเช่นทุกครั้ง ด้วยเหตุนี้เขาจึงทำเพียงชายตามองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเย็นชาปราดหนึ่ง ก่อนจะมุ่งหน้าเดินจากไปโดยไม่รั้งรอ

การชายตามองของเขาอัดแน่นไปด้วยความเจนจัดของชีวิตบนเส้นทางการเมืองและสายตาอันยอดเยี่ยมเฉียบคม เป็นการปราดมองอย่างมีชั้นเชิง การชายตามองของเขาในคราวนี้ไม่ต่างอะไรกับน้ำเย็นอ่างหนึ่งที่สาดใส่พวกที่ชอบนินทากาเลอย่างใต้เท้าหลิง ใต้เท้าหลี่ว์ และใต้เท้าโจวจนหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ แม้แต่อัครเสนาบดีฝูที่สุขุมเยือกเย็นก็ยังอดลูบคลำหน้าอกตัวเองไม่ได้

หลิวเซียนึกยิ้มหยันอยู่ในใจ เสาหลักแห่งราชสำนักทั้งสี่คนนี้คอยคิดหาวิธีเล่นงานเขามาโดยตลอด เรื่องนี้ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ เพียงแต่เขาไม่เคยเห็นคนพวกนี้อยู่ในสายตาก็เท่านั้น

คนหนึ่งเป็นตาเฒ่าที่ชอบทำเป็นมีลับลมคมใน คนหนึ่งมุทะลุบุ่มบ่าม คนหนึ่งปัญญาชนคร่ำครึจะตายวันตายพรุ่งก็มิอาจรู้ได้ ส่วนอีกคนก็พวกอารมณ์สุนทรีย์ได้แต่ร้อยเรียงบทกวี พวกเขาสี่คนรวมหัวอยู่ด้วยกัน ไหนเลยจะทำการใหญ่อันใดได้

ความจริงแล้วบุตรีของเขาหลิวเซียจะได้เป็นอัครมเหสีหรือไม่ เขาหาได้ใส่ใจ ด้วยฐานะของเขาในเวลานี้เขาไม่จำเป็นต้องมีฐานะพระสสุระขององค์จักรพรรดิเพิ่มแม้แต่น้อย แต่ในเมื่อพระพันปีทรงมีรับสั่ง เขาเองก็มิควรขัดพระประสงค์นาง

มุมปากของหลิวเซียปรากฏรอยยิ้มโหดเหี้ยมอำมหิต

ครั้นคิดถึงบุตรีขึ้นมา รอยยิ้มโหดเหี้ยมอำมหิตก็จางหายไปจนสิ้น มุมปากแลดูคล้ายเป็นตะคริว

เพราะหลิวเซียพลันนึกขึ้นได้ว่าเขามีบุตรีอยู่คนหนึ่งจริงๆ…

 

ราชสำนักยามนั้น มีเวยกั๋วกงหลิวเซียดำรงตำแหน่งราชเลขาธิการ เวยกั๋วกงกับอดีตองค์จักรพรรดิต้วนปิ่งรื่อ และพระปิตุลาต้วนหล่งเยวี่ยทั้งสามล้วนเป็นสหายสนิท สายสัมพันธ์ลึกซึ้งไม่ธรรมดา อดีตองค์จักรพรรดิเป็นเพียงบุตรชายของพระสนมองค์หนึ่งเท่านั้น ยามนั้นโชคดีได้หลิวเซียกับต้วนหล่งเยวี่ยให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังจึงสามารถขึ้นครองบัลลังก์ได้อย่างราบรื่น

ตอนอดีตองค์จักรพรรดิสิ้นพระชนม์ จักรพรรดิน้อยต้วนอวิ๋นจั้งเพิ่งเจริญพระชนมพรรษาได้เพียงเจ็ดชันษาเท่านั้น กลายเป็นเด็กกำพร้ามารดาม่ายไร้ที่พึ่งพิง หลิวเซียจึงเข้ามาแบกรับหน้าที่ดูแลบริหารราชสำนักต่ออย่างไม่ลังเล นับแต่นั้นอำนาจเหนือใต้หล้าก็ตกอยู่ในกำมือของเขา ส่วนพระปิตุลาต้วนหล่งเยวี่ย วันๆ ก็เอาแต่ถือพัดเดินไปเดินมาอยู่ในวังหลวง ก่อกวนสร้างเรื่องให้พระพันปีต้องทรงปวดพระเศียรมิได้ขาด แม้ไม่ไปเดินหมากสองสามกระดานกับราชครู ก็จะไปกระเซ้าเย้าแหย่เหล่านางกำนัลแทน สรุปก็คือเขาไม่เคยนึกสนใจงานราชกิจใดๆ เลยแม้แต่น้อย

พระพันปีนั่งฟังการประชุมอยู่หลังม่าน หลิวเซียนำประชุมราชกิจ เสาหลักทั้งสี่ร่วมบริหาร มีจักรพรรดิน้อยปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมประทับนั่งอยู่ตรงกลาง พระปิตุลาแยกตัวไปเอ้อระเหยลอยชายอยู่ข้างนอกร่วมกับเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่ทำตัวเอ้อระเหยลอยชายยิ่งกว่าอีกจำนวนหนึ่ง และนี่ก็คือสมดุลของราชสำนักในยามนี้ สมดุลที่ผู้คนที่อยู่บนต่างกำลังพยายามทำลายมัน แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าบุ่มบ่ามลงมือ

เรื่องแต่งตั้งอัครมเหสีของจักรพรรดิน้อย บางทีอาจเป็นหนึ่งในจุดพลิกผันก็เป็นได้

 

ครอบครัวของหลิวเซีย ประกอบด้วยภรรยาเจ็ด บุตรชายสาม กับหลิวไป๋อวี้หลานสาวห่างๆ อีกหนึ่ง ไม่มีบุตรี

เพราะตลอดช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา หลิวเซียไม่เคยจำได้ว่าตนเองก็มีบุตรี ดังนั้นฮูหยินและคนอื่นๆ จึงทำตามความประสงค์ของหลิวเซีย เลือกที่จะละเลยการมีตัวตนอยู่ของเด็กสาวผู้นี้

เรื่องนี้ คงต้องเล่าย้อนกลับไปตั้งแต่เมื่อสิบสองปีก่อน

วันหนึ่งเมื่อสิบสองปีก่อน หลังร่วมประชุมราชกิจเสร็จ หลิวเซียก็เดินทางกลับบ้าน ระหว่างทางนั้นฝนตกหนัก เกี้ยวที่เขานั่งมาเปียกโชกไปทั้งหลัง หลิวเซียที่อยู่ภายในเกี้ยวเนื้อตัวเปียกปอนไปกว่าครึ่ง ทันทีที่เดินพ้นประตูคฤหาสน์ เขาก็สะบัดอาภรณ์ตัวยาว มองดูสาวช่างปักคนใหม่ที่กำลังนั่งปักผ้าอยู่ใต้ชายคาบ้าน ท่าทางยามก้มหน้าปักผ้าของนางมิรู้ว่าไปกระทบถูกเส้นเอ็นหรือกล้ามเนื้อมัดไหนของหลิวเซียเข้า หลิวเซียถึงได้เกิดอารมณ์พิศวาสขึ้นมาปุบปับ

ดังนั้นนางจึงถูกเขาปู้ยี่ปู้ยำ

แม้จะกระทำแล้วตลอดทั้งคืน แต่ความใคร่กระหายของหลิวเซียกลับไม่รู้จักจบจักสิ้น

แต่พอเช้าวันที่สอง หลิวเซียก็แทบจะควักลูกตาตัวเองทิ้ง

ที่แท้ช่างปักนางนั้นมีหน้าตาดำสนิท รูปร่างหรือก็อวบอ้วนนัก ยิ่งผนวกกับดวงตาเล็กเรียว รอยยิ้มทึ่มทื่อแล้ว หลิวเซียก็นึกเจ็บปวดจนแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่ หลิวเซียเพียรนึกย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อคืนวานว่าเหตุใดสตรีเช่นนี้ถึงกระตุ้นอารมณ์ปรารถนาได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่ว่าเช่นไรเขาก็นึกไม่ออก

คงเพราะฝนฟ้าคะนองท้องฟ้ามืดดำ เลยทำให้เขาพลาดเห็นแม่ลิงเป็นโฉมสะคราญ

ดังนั้นหลิวเซียจึงได้แต่ยอมรับว่าตัวเองโชคร้าย อีกทั้งยังกลบฝังเรื่องนี้ไว้ในความทรงจำ มิว่าผู้ใดก็ไม่กล้าหยิบเอาเรื่องนี้ขึ้นมาพูดต่อหน้าเขา เพราะเหตุการณ์นี้นับเป็นเหตุการณ์ที่นำความอัปยศอดสูใหญ่หลวงมาสู่ตัวเขาเป็นอันดับสอง รองจากเรื่องถูกจับได้ว่าขโมยกางเกงในเจ้าสาวของเพื่อนบ้านเมื่อครั้งยังเยาว์

หลังเกิดเรื่อง ช่างปักผ้าที่ทั้งดำและอวบอ้วนรายนั้นก็เหมือนจะรู้ตนเองดี ในเมื่อนางไม่ได้หมายฐานะชื่อเสียง และไม่ต้องการทรัพย์สมบัติใดๆ นางจึงทำเพียงรับเงินห้าสิบตำลึงจากฮูหยินใหญ่หลิว ก่อนจะเดินทางออกจากจวนไป นับแต่นั้นเป็นต้นมา นางก็ไม่เคยปรากฏตัวอยู่ในชีวิตของหลิวเซียอีก

เรื่องนี้เกิดขึ้นก่อนที่ฮูหยินสี่จะเข้าจวนสกุลหลิว ดังนั้นฮูหยินห้า หก เจ็ดจึงไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน

หลังเหตุการณ์นี้ผ่านไปเนิ่นนาน วันหนึ่งขณะที่หลิวเซียกำลังพักผ่อนนอนหลับอยู่ในห้องของฮูหยินใหญ่หลิว ฮูหยินใหญ่หลิวก็พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นางบอกว่าช่างปักผ้านางนั้นให้กำเนิดบุตรสาวแล้ว หลิวเซียก็ ‘อืม’ ออกมาคำหนึ่ง หลังจากนั้นก็ไม่ได้สนใจอะไรอีก

นึกไม่ถึงว่าบุตรีของเขาผู้นี้จะกลายเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญให้เขาต้องเรียกใช้

หลิวเซียพลางคิด นางก็เป็นลูกในไส้ของเขา ถึงอย่างไรก็ย่อมเชื่อถือไว้วางใจได้มากกว่า

ยิ่งไปกว่านั้นสตรีนางนั้นเป็นก็แค่เพียงคนชั้นต่ำที่ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมใดๆ บุตรีของนางก็คงเช่นเดียวกัน วันหน้าเมื่อได้เป็นอัครมเหสี จะปั้นให้กลมจะบีบให้แบนเช่นไรย่อมเป็นไปตามแต่ใจเขาปรารถนา ให้บุตรีของตนเองขึ้นเป็นอัครมเหสี ยังไงก็เหมาะกว่าหลานห่างๆ สิบหมื่นแปดพันลี้อย่างหลิวไป๋อวี้นับร้อยเท่า

ยิ่งคิด หลิวเซียก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้เหมาะสมเป็นที่สุด ดังนั้นพอกลับถึงจวนเขาก็นำเรื่องนี้ไปเล่าให้ฮูหยินใหญ่ฟังโดยละเอียด

ฮูหยินใหญ่ที่กำลังเลือกผ้าเพื่อเตรียมตัดเย็บเสื้อกันหนาว พอได้ยินเรื่องนี้นางก็หันมายิ้มแห้งๆ “พวกนางสองแม่ลูกอาศัยอยู่ท้ายตรอกสกุลหวงทางทิศตะวันตกของเมือง หากท่านพี่ยินดี พรุ่งนี้ก็แวะไปพบหน้าพวกนางสักครั้ง ส่วนเรื่องอื่นๆ ข้าจะเป็นคนจัดการให้เอง”

หลิวเซียพยักหน้าชื่นชม ฮูหยินใหญ่ของเขาคนนี้ช่วยแบ่งเบาภาระความยุ่งยากให้เขาได้มิใช่น้อย…

 

เรื่องตามหาบุตรี หลิวเซียไม่ปรารถนาจะให้เป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้นวันถัดมาเขาจึงแต่งกายด้วยอาภรณ์เรียบง่ายธรรมดาสีเทา มุ่งหน้าตรงไปยังทิศตะวันตกของเมืองพร้อมกับผู้ติดตามที่ชื่อจางเชียน

ครั้นมาถึงยังตรอกสกุลหวง หลังจากเคาะประตูบ้านอยู่หลายหลัง ในที่สุดพวกเขาก็หาบ้านอันเป็นที่พักของช่างปักสองแม่ลูกพบ ชาวบ้านพวกนี้พอได้ยินว่าพวกเขามาหาสองแม่ลูกก็ต่างพากันใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากหัวเราะคิกคัก

หลังจากมาหยุดยืนอยู่หน้าประตูบานหนึ่งซึ่งมีตะไคร่เขียวเกาะ หลิวเซียก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ส่งสัญญาณบอกให้จางเชียนเคาะประตู สำหรับบุรุษอย่างหลิวเซียแล้ว การที่ต้องมาเผชิญหน้ากับเรื่องเหลวไหลที่ตนเองเคยทำในอดีตนั้น จำต้องอาศัยความกล้าเป็นอย่างมาก

น้ำเสียงกระจ่างชัดดังลอยมาจากหลังประตู “ประตูไม่ได้ลงกลอนไว้ เข้ามาได้เลย”

หลิวเซียลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายเขาก็ผลักประตูเข้าไป

เมื่อผ่านพ้นประตูเข้าไป เขาก็พบกับลานเล็กๆ ลานหนึ่ง ที่อยู่เหนือศีรษะคือค้างที่มีเถาองุ่นเลื้อยปกคลุมเขียวชอุ่มมีชีวิตชีวาชวนมอง บนผนังมีกระถางดอกไม้วางตั้งอยู่อีกหลายกระถาง ต่างล้วนเบ่งบานงดงามยิ่งนัก บนพื้นที่ถูกปรับจนกลายเป็นทางเดินเล็กๆ นั้นถูกปูไว้ด้วยหินเขียวคราม ที่ปลายทางอีกด้านคือสตรีในชุดเสื้อกันหนาวลายดอกกำลังยืนตากผ้าอยู่

หลิวเซียรู้สึกสับสนงงงัน ราวกับความฝันเมื่อครั้งอดีตสมัยยังเรียนหนังสือที่ว่าได้กลับบ้านเกิดนั้นจู่ๆ ก็กลายเป็นจริง

สตรีนางนั้นม้วนแขนเสื้อขึ้นมาถึงข้อศอก เส้นผมข้างกกหูหลุดลุ่ยอยู่หลายปอย นางหันกลับมาพร้อมใช้ข้อมือปาดเช็ดเหงื่อบนหน้าผากพลางฉีกปากยิ้ม “ไม่ทราบว่าท่านผู้นี้ มาตามหาผู้ใดหรือ”

สตรีผิวดำอวบอ้วน แต่ร่างทั้งร่างกลับอาบอิ่มไปด้วยอารมณ์เบิกบาน

หลิวเซียรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะบุ่มบ่ามขึ้นมาอีกครา

เขาก็กระแอมออกมาคำหนึ่ง “เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าคือใคร”

นางเดินตรงเข้ามา กวาดตาแล้วพิจารณามองดูเขาจากบนลงล่างรอบหนึ่ง “ไม่รู้จัก”

หลิวเซียหน้าเสีย

จางเชียนพูด “ท่านผู้นี้คือเวยกั๋วกง ใต้เท้าหลิว!”

นางตกตะลึง ข้อมือก็พลันหยุดค้างอยู่บนหน้าผาก หยดน้ำไหลลงมาจากปลายนิ้ว

“เจ้า…”

“หย่งฝู ข้าชื่อหย่งฝู” นางหลุบตา แต่น้ำเสียงกลับเปี่ยมด้วยกำลัง

“หย่งฝู” หลิวเซียกระแอมเสียง “ข้าต้องการพบลูกสาว”

หย่งฝูเผยยิ้มจนเห็นฟันขาวสะอาดทั้งปาก “ข้ายังคิดว่าเรื่องอะไรเสียอีก เฮยพั่ง* ไปเรียนหนังสือ อีกไม่นานก็จะกลับมาแล้ว เอาอย่างนี้ก็แล้วกันพวกท่านสองคนก็นั่งรออยู่ที่นี่ก่อน ข้าจะไปชงชามาให้” พูดจบนางก็หันหลังเข้าบ้านแล้วปิดประตูดังปัง ทิ้งแขกทั้งสองให้มองหน้ากันอยู่ที่กลางลาน

หลิวเซียนึกว่านางเข้าไปซ่อนตัวร้องไห้อยู่ในบ้านแล้ว แต่เพียงชั่วพริบตาเดียวสตรีคนเดิมก็เดินยิ้มแย้มออกมา มือข้างหนึ่งถือกาน้ำชาพร้อมหนีบถ้วยชาไว้สองใบ ส่วนมืออีกข้างก็แบกม้านั่งตัวเล็กๆ สองตัวไว้บนไหล่ราวกับกำลังเล่นกายกรรมอยู่ก็ไม่ปาน

“มา นั่งสิ” ครั้นวางม้านั่นตัวเล็กลงใต้ค้างองุ่นเป็นที่เรียบร้อย นางก็ตะโกนเรียกชายทั้งสอง

ตลอดชั่วชีวิตของหลิวเซีย เขาไม่เคยนั่งม้านั่งตัวเล็กมาก่อน ดังนั้นเขาจึงหันหลังเดินไปที่ริมกำแพง แสร้งทำเป็นพิจารณาดูดอกไม้ในกระถางแทน

หย่งฝูเองก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองทำผิดอะไร นางสะบัดมือสะบัดไม้แล้วหันหลังเดินไปตากผ้าของนางต่อ ทำเหมือนกับคนทั้งสองไม่ได้อยู่ที่นั่น

ผ่านไปไม่นาน หลิวเฮยพั่งก็กลับมา

ทันทีที่เฮยพั่งผ่านประตูเข้ามา นางก็ได้ยินแม่ของนางตะโกนเรียกนางด้วยความยินดี “เฮยพั่ง มา นี่คือพ่อของเจ้า” น้ำเสียงของนางราวกับกำลังบอกว่า ‘เฮยพั่ง วันนี้ข้าหาเงินเพิ่มได้อีกหนึ่งเฉียน**’

เฮยพั่งตะลึงงัน ครั้นทอดตามองไปนางก็เห็นชายพกดาบผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่กลางลาน ใบหน้าซีดขาวไร้สีเลือด ท่าทางเย็นชา

พ่อของนาง ไม่หนุ่มเกินไปหรอกหรือ

เฮยพั่งยืนอยู่ที่หน้าประตูครู่หนึ่ง นางปลดห่อหนังสือบนไหล่ลงเงียบๆ หลังดื่มน้ำชาที่หย่งฝูส่งให้คำหนึ่งเสร็จ นางก็เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าชายผู้นั้น ก่อนจะเอ่ยปากเรียกอีกฝ่าย “ท่านพ่อ”

สีหน้าท่าทางของ ‘ท่านพ่อ’ กลับกลายพิลึกพิลั่นขึ้นมาทันใด

หลิวเซียยืนพิงกำแพง จู่ๆ เขาก็รู้สึกนึกเสียใจกับการมาในครั้งนี้เป็นที่สุด เขาไม่อยากเดินไปบอกเด็กสาวที่ชื่อเฮยพั่งผู้นั้นว่าเขาต่างหากที่เป็นพ่อของนาง

ในที่สุดจางเชียนก็ลุกขึ้นยืนแล้วแสดงคารวะต่อเฮยพั่ง “คุณหนู ข้าน้อยจางเชียน องครักษ์ขั้นหนึ่งของจวนเวยกั๋วกง ที่ยืนอยู่ตรงนั้นคือเวยกั๋วกง บิดาผู้ให้กำเนิดของคุณหนู”

เฮยพั่งเลิกคิ้วมองดูหย่งฝู “ท่านแม่ ที่เขาพูดเป็นความจริงกระนั้นหรือ”

หย่งฝูพยักหน้า

จากนั้นเฮยพั่งจึงเดินไปหยุดอยู่ข้างกายหลิวเซีย

“ท่านพ่อ?”

คราวนี้น้ำเสียงของนางแฝงไว้ซึ่งความลังเลไม่มั่นใจ

หลิวเซียพิจารณามองดูเด็กสาวปราดหนึ่ง เด็กคนนี้มีหน้าตางดงามกว่าผู้เป็นมารดาอยู่หลายส่วน แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงอ้วนดำอยู่ดี

“เจ้าไปสำนักศึกษา เรียนรู้อะไรมาบ้าง”

“พวกเราเรียน ‘คัมภีร์จริยวัตร*’ ได้ครึ่งหนึ่งแล้ว”

“เยี่ยม แค่ ‘คัมภีร์จริยวัตร’ ครึ่งหนึ่งก็สามารถปกครองใต้หล้าแล้ว” หลิวเซียลูบไล้หนวดเครางดงามของตนเองเบาๆ

“ข้าอยากถามเจ้าสักสองสามคำถาม”

“เจ้าค่ะ เชิญท่านพ่อถามมาได้เลย”

“เจ้าว่า ‘สตรี’ คืออันใด”

เฮยพั่งไม่ได้รีบตอบ นางเองก็กำลังพิจารณาดูบิดาที่เพิ่งรู้จักกันไม่นานอยู่เช่นกัน เขาหน้าตาหล่อเหลางดงาม หนำซ้ำบนกายยังอาบไว้ด้วยความมั่นอกมั่นใจและน้ำอดน้ำทนอย่างที่นางไม่เคยพบเจอมาก่อน บิดาของนางแค่เปล่งน้ำเสียงทุ้มต่ำออกมาประโยคหนึ่งก็ทำให้ผู้คนนับพันหมื่นท้องไส้ปั่นป่วนสองขาสั่นสะท้านได้แล้ว

นางพลันนึกถึงภาพเหมือนขององค์จักรพรรดิฮั่นเกาจู่หลิวปังที่นางเห็นในห้องหนังสือของผู้เป็นอาจารย์ รูปนั้นเหมือนท่านพ่อของนางไม่มีผิดเพี้ยน

“ในหนังสือ ‘จรรยาสตรี’ ของปันเจากล่าวเอาไว้ว่า สตรี หนึ่งถ่อมตัวเจียมตน สองบทบาทสามีภรรยา สามระมัดระวังตน สี่คุณลักษณะหญิง ห้าใส่ใจยึดมั่น หกเชื่อฟังคล้อยตาม เจ็ดผูกสัมพันธ์น้องสามี”

“ปันเจากล่าวคือปันเจากล่าว แล้วเจ้าเล่า คิดเห็นเช่นไร”

“หากให้ข้าพูด สตรีก็คืออักษรคำว่า ‘เชื่อฟังคล้อยตาม’ ผนวกกับอักษรคำว่า ‘ระมัดระวังตน’ เชื่อฟังคล้อยตามคือว่าง่ายต่อผู้ที่สมควรเชื่อฟัง และระวังความประพฤติให้อยู่ในครรลอง”

หลิวเซียดวงตาเป็นประกาย เขารู้สึกเหมือนมองเห็นท่วงทีสง่างามของตนเองในกาลก่อนจากนัยน์ตาสงบนิ่งของเฮยพั่ง

“เช่นนั้นเจ้าคิดว่า ‘อัครมเหสี’ คืออันใด”

เฮยพั่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “อัครมเหสีกับสตรีทั่วไปไม่มีอันใดแตกต่าง เพียงแต่ที่ว่าง่ายต่อผู้ที่สมควรเชื่อฟังนั้นสมควรปฏิบัติตามแม้นสิ้นลมหายใจ และระวังความประพฤติให้อยู่ในครรลอง ต้องระวังแล้วระวังอีก”

หลิวเซียลูบหนวดเคราหัวเราะเสียงดัง “ดีๆ ไม่เสียทีที่เป็นบุตรีของข้าหลิวเซีย!”

เห็นหลิวเซียหัวเราะเช่นนั้น หย่งฝูก็พลอยหัวเราะตาม

“เฮยพั่ง…เจ้าไม่มีชื่อกระนั้นหรือ” หลิวเซียถาม

เฮยพั่งพยักหน้า “ท่านแม่เรียกข้าว่าเฮยพั่ง”

“…ได้ เฮยพั่ง นับแต่วันนี้ไปเจ้ามีชื่อแล้ว เจ้าชื่อหลิวจินเฟิ่ง”

“…” เฮยพั่งมองเขาด้วยสายตาดูแคลน “ท่านพ่อ ข้าว่าชื่อเฮยพั่งยังฟังดูดีกว่าเสียอีก”

หลิวเซียกัดฟัน “ข้าคือบิดาของเจ้า”

เฮยพั่งแอบชำเลืองมองไปทางผู้เป็นมารดา แต่แม่ของนางยังคงยิ้มทึ่มทื่อ

ฉะนั้นเฮยพั่งจึงได้แต่จำใจพูด “จินเฟิ่งเข้าใจแล้ว ท่านพ่อ”

“จินเฟิ่ง เจ้ารู้หรือไม่ทำไมพ่อต้องตั้งชื่อเช่นนี้ให้กับเจ้า”

“ท่านพ่อไม่ชอบข้า”

“…”

หลิวเซียร้องเฮอะออกมาคำหนึ่ง “จินเฟิ่ง ข้าตั้งชื่อนี้ให้กับเจ้า นั่นก็เพราะอีกไม่ช้าเจ้าจะกลายเป็นหงส์ทองของตระกูลหลิว บินเข้าสู่วังหลวงอันสลับซับซ้อน อีกทั้งกลายเป็นผู้นำแห่งตำหนักใน เป็นมารดาของแผ่นดิน”

ครั้นพูดจบ หลิวเซียก็นิ่งรอฟังเสียงร้องตื่นตระหนกของสองแม่ลูก แต่สิ่งที่เขารอคอยกลับไม่เคยมาถึง

หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ เฮยพั่ง ไม่สิ…จินเฟิ่งก็กระซิบพูด “ท่านแม่ ฝนเหมือนจะตกแล้ว รีบเก็บเสื้อผ้าเข้าบ้านก่อนเถอะ”

หย่งฝูพูดโอนอ่อนผ่อนตาม “แม่ก็ว่าอยู่เช่นกัน เร็วเข้าเถอะ เฮยพั่ง เจ้าก็มาช่วยแม่เก็บผ้าด้วย”

ด้วยเหตุนี้สองแม่ลูกจึงพูดพลางวิ่งวุ่นชุลมุนอยู่ระหว่างหน้าประตูบ้านกับราวตากผ้าไปพลาง

หลิวเซียดวงตาเบิกโพลงปากอ้าค้าง

หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ เขาก็พูดกับจางเชียน “เจ้าว่าข้าตัดสินใจผิดใช่หรือไม่”

จางเชียนตอบอย่างนอบน้อม “การตัดสินใจของนายท่านถูกต้องเสมอ”

 

ตกค่ำ จินเฟิ่งกับหย่งฝูนอนอยู่บนตั่งเตียงเดียวกัน หย่งฝูลูบไล้ใบหน้าของจินเฟิ่งด้วยความอาลัยอาวรณ์

“เฮยพั่ง พรุ่งนี้เจ้าก็ต้องไปแล้ว”

“ท่านแม่ แล้วข้าจะกลับมา”

“เฮ้อ ไม่รู้ว่าปีไหนเดือนไหนถึงจะได้พบหน้าเจ้าอีก”

“ท่านแม่ ข้าไม่อยู่บ้าน ท่านก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีด้วย”

“อืม”

“ไช่จูเก๋อที่อยู่บ้านตรงกันข้ามเป็นคนดี ถือโอกาสที่ยังแต่งได้แต่งกับเขาไปเถอะ”

“ข้าก็อยากจะแต่ง แต่เขาเหมือนไม่อยาก”

“งั้นไว้รอข้าเป็นอัครมเหสีก่อน ถึงตอนนั้นข้าจะส่งทหารมาจับกุมเขา ให้เขากราบไหว้ฟ้าดินกับท่าน”

“ดีมาก ลูกรัก อ้อ! ใช่แล้ว เฮยพั่ง แม่ถามเจ้า วันนี้ ‘ว่าง่าย’ ‘ระวัง’ อะไรที่เจ้าพูดกับพ่อเจ้า มันหมายความว่าอย่างไรหรือ”

“ท่านแม่ คำพูดพวกนั้นมันก็แค่คำพูดเหลวไหลที่พวกปัญญาชนคร่ำครึเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาเพื่อรังแกสตรีเท่านั้น ท่านไม่จำเป็นต้องใส่ใจ”

 

วันที่สอง จินเฟิ่งก็ย้ายเข้าไปยังจวนเวยกั๋วกงพร้อมหีบห่อสัมภาระเล็กๆ

เพื่อปกปิดหูตาผู้คน หลิวเซียก็ส่งจางเชียนให้มารับนาง ครั้นผ่านประตูจวนเวยกั๋วกงเข้ามา ที่หน้าประตูก็มีเกี้ยวเล็กๆ หลังหนึ่งตั้งรออยู่

“คุณหนูเชิญขึ้นเกี้ยว”

“ไม่ใช่ว่ามาถึงแล้วหรอกหรือ” จินเฟิ่งถามประหลาดใจ

“พื้นที่ในจวนนั้นกว้างใหญ่ เกรงคุณหนูจะเหน็ดเหนื่อย”

จินเฟิ่งกลืนน้ำลาย…

 

ภาพในจวนเวยกั๋วกงที่ปรากฏต่อสายตาของจินเฟิ่งคือธรณีประตูเขียวกับราวรั้วแดงคดโค้ง ต้นสนหนามพลิ้วลมคล้ายน้ำพุ โถงใหญ่งามวิจิตร แต่ถึงกระนั้นมันก็มิอาจบดบังความงามรูปแบบอื่นของสวนขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ตามซอกมุมต่างๆ ได้ จินเฟิ่งพักอยู่ในเรือนว่อเหมยครู่หนึ่ง เมื่อเปลี่ยนมาอยู่ในอาภรณ์สะอาดสะอ้านเรียบร้อย นางก็ถูกนำตัวไปพบฮูหยินใหญ่หลิวเจ้าของเรือนหลิวเฮ่อ

ฮูหยินใหญ่กำลังพาฮูหยินรอง ฮูหยินสาม และฮูหยินสี่ไปจัดรวบรวมสินสมรสเดิมให้จินเฟิ่ง พอได้ยินว่าจินเฟิ่งมาถึงแล้ว นางก็สั่งให้คนพาอีกฝ่ายตรงไปที่เรือนพำนักของตน

ทันทีที่ไปถึงก็กวาดตามอง จินเฟิ่งพบว่าด้านหน้ามีสตรีสูงศักดิ์แต่งกายด้วยอาภรณ์ประณีตงดงามยิ่งยวดนั่งอยู่ด้วยกันสี่คน บ้างก็คิ้วโก่งสองแก้มอวบอิ่ม บ้างก็เบ้าตาลึกโหนกแก้มสูง แต่คนที่อยู่ตรงกลางนั้นกลับใบหน้าเต็มเปี่ยมด้วยเมตตา สงบนิ่งเป็นที่สุด ครั้นจินเฟิ่งตั้งสติก็คุกเข่าลงที่กลางโถง

“จินเฟิ่งคารวะท่านแม่”

สตรีคนแรกทางขวามือหลุดหัวเราะออกมาคำหนึ่ง “พี่ใหญ่ เด็กคนนี้เพิ่งพบหน้ากันครั้งแรกแต่ทำตัวคุ้นเคยกันเสียแล้ว ถึงกับยอมรับเรียกท่านว่าท่านแม่ก่อน”

“พี่รอง นางเป็นถึงว่าที่อัครมเหสี ต่อให้ท่านอยากให้นางเรียกว่าท่านแม่ก็ใช่ว่านางจะยอมตกลงรับปาก”

“พี่สาม ท่านพูดเช่นนี้ฟังดูออกจะใจร้ายเกินไปหน่อย”

ฮูหยินรอง ฮูหยินสาม ฮูหยินสี่ต่างทยอยใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากหัวเราะคิกคัก

จินเฟิ่งคุกเข่าอยู่กับพื้นไม่ขยับ สุดท้ายฮูหยินใหญ่ก็เอ่ยปากพูดเนิบๆ

“นางเรียกข้าท่านแม่ นับว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว”

แม้เสียงพูดจะแผ่วโผย แต่พอได้ยินเช่นนั้น บรรดาฮูหยินทั้งสามที่เมื่อครู่ยังหัวเราะจนกิ่งบุปผาสั่นไหวก็ต่างพากันปิดปากเงียบลงทันที

จินเฟิ่งรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาฮูหยินใหญ่ผู้นี้ขึ้นมาโดยปริยาย

นางลุกขึ้นทักทายฮูหยินรองฮูหยินสามฮูหยินสี่ ก่อนจะกลับไปนั่งคุกเข่าอยู่ที่เดิม

ครั้นเห็นนางระมัดระวังตนเช่นนั้น ฮูหยินใหญ่ก็ยิ้มเอ่ยปากถาม “ท่าทางของเจ้า เหมือนคนเคยร่ำเรียนเขียนอ่านมาเนิ่นนานหลายปี”

“ท่านแม่ส่งข้าไปเรียนหนังสือที่บ้านของท่านอาจารย์ ราวๆ สี่ห้าปีได้”

“นึกไม่ถึง ท่านแม่เจ้าจะหูตากว้างไกลเช่นนี้”

ฮูหยินสามหัวเราะคิกคัก “ต่อให้เรียนมากกว่านี้ก็เป็นได้แค่เด็กบ้านนอกคนหนึ่งเท่านั้น ไฉนเลยจะเทียบกับไป๋อวี้คุณหนูผู้ปราดเปรื่องของพวกเราได้”

“ปราดเปรื่องแล้วเช่นไร น่าเสียดายที่ชะตาอาภัพยิ่งนัก เฮ้อ พูดแล้วก็โมโห น่าเสียดายที่พี่สามไม่มีบุตรี…”

“น้องสี่หมายความอย่างไร ข้าไม่มีบุตรีแล้วเช่นไร หรือว่าเจ้ามี พวกเราล้วนบุญน้อย ไหนเลยจะสู้พี่รองที่มีบุตรชายอยู่ข้างกายได้ เช่นนี้แล้วยังจะมีอะไรเทียบเคียงได้อีก”

“น้องสามน้องสี่ พวกเจ้าจะพูดเรื่องของพวกเจ้าก็พูดไป ทำไมถึงต้องลากข้าเข้าไปยุ่งด้วย ทำเช่นนี้หมายความเช่นไร“

”เอ่อ…”

จินเฟิ่งเข้าใจได้ทันที ฮูหยินทั้งสามไม่ได้กำลังกระแหนะกระแหนเล่นงานตนเอง พวกนางเพียงเคยชินกับการจับผิดกันเอง ไม่อาจทนเห็นอีกสองคนที่เหลือมีชีวิตอย่างสงบได้แม้เพียงครู่ก็เท่านั้น

ครั้นเห็นทั้งสามคนทำท่าจะเปิดศึกปะทะฝีปากกันอีก น้ำเสียงใสกระจ่างของฮูหยินใหญ่ก็ดังขึ้นอีกคราว “จินเฟิ่ง”

ได้ผลชะงัดยิ่งนัก บรรยากาศในห้องโถงเงียบงันลงทันที

จินเฟิ่งแทบคุกเข่าก้มกราบให้ฮูหยินใหญ่

ฮูหยินใหญ่ประคองถ้วยชาขึ้นช้าๆ

“จินเฟิ่ง เจ้ากำลังจะแต่งเข้าวัง ที่นี่หรือก็เสมือนเป็นบ้านของมารดาเจ้า เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องทำตัวระแวดระวังจนเกินไป”

“จินเฟิ่งเข้าใจแล้ว ท่านแม่”

“ในเมื่อเข้าใจแล้ว ไฉนพอเข้ามาเจ้าถึงไม่ยอมเงยหน้าอีกเล่า”

ถึงอย่างไรสตรีก็รับมือยากกว่าบุรุษอยู่วันยังค่ำ จินเฟิ่งเริ่มนึกถึงท่านพ่อที่มีวาสนาพบพานกันแค่เพียงครั้งรายนั้นขึ้นมา แม้เขาจะดูเคร่งขรึมอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับจุกจิกจู้จี้

“…” จินเฟิ่งกัดริมฝีปากแล้วเงยหน้า

เสียงหอบหายใจภายในห้องดังชัดขึ้นแทบจะทันที ฮูหยินรอง ฮูหยินสาม ฮูหยินสี่ที่ช่างจำนรรจาถนัดวิพากษ์วิจารณ์ต่างพากันปิดปากเงียบ แม้แต่ฮูหยินใหญ่ที่สงบนิ่งดั่งภูผา ถ้วยชาในมือก็ยังเอียงกระเท่เร่จนน้ำชากระฉอกออกมาสองสามหยด

หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ ฮูหยินใหญ่ก็พูดออกมาเบาๆ “ห้องนี้มืดเกินไปอยู่สักหน่อย เซียงชุ่ยจุดเทียนขึ้นมาสักสองสามเล่มซิ”

ห้องกลับกลายสว่างไสว แต่ใบหน้าสงบนิ่งไร้คลื่นลมของว่าที่อัครมเหสีก็ยังคงดำสนิทน่าประทับใจ

ครั้นเห็นสีหน้าท่าทางของบรรดาฮูหยินทั้งหลายแปลกประหลาดเช่นนั้น เฮยพั่งก็รู้สึกว่าตนเองมีหน้าที่ต้องผ่อนคลายบรรยากาศ นางเริ่มด้วยการลองยิ้มยิงฟันให้อย่างเป็นมิตร

ฮูหยินสี่ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ทว่าท่ามกลางรอยยิ้มนั้น ผ้าเช็ดหน้าสีชมพูในมือนางร่วงหล่นลงกับพื้น

ช่างน่ารักไร้เดียงสาอะไรเช่นนี้…เฮยพั่งตัวน้อยเอ๋ย…

 

วันนี้เวยกั๋วกงร่วมปรึกษาหารือข้อราชการอยู่กับเหล่าขุนนางผู้ใหญ่ในสภาราชมนตรี กว่าจะนั่งเกี้ยวกลับถึงจวนท้องฟ้าก็มืดค่ำสิ้น ยามนี้คนอื่นๆ ภายในเรือนต่างพากันพักผ่อนแล้ว ดังนั้นหลิวเซียจึงมุ่งหน้าตรงไปยังห้องของฮูหยินใหญ่เฉกเช่นทุกครั้ง

จากนั้นฮูหยินใหญ่ก็คอยปรนนิบัติดูแลหลิวเซียอาบน้ำพักผ่อนเหมือนเช่นเคย เพียงแต่ตลอดช่วงระยะเวลานั้นหว่างคิ้วนางแลดูทุกข์ระทมไม่เสื่อมคลาย

จนถึงตอนเข้านอน ในที่สุดหลิวเซียก็สังเกตเห็นท่าทีผิดปกติของฮูหยินใหญ่

“วันนี้ทุกอย่างราบรื่นดีหรือไม่” เขาถามอย่างไม่ใส่ใจ

ฮูหยินใหญ่ส่งเสียง “อืม” ออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าลงเหมือนมีเรื่องยากจะเอื้อนเอ่ยซ่อนแฝงอยู่

ดังนั้นหลิวเซียจึงเอ่ยปาก “ฮูหยินมีเรื่องอันใดก็พูดมาตรงๆ เถอะ” แม้เขาจะเจ้าชู้ แต่เขาก็เคารพนับถือฮูหยินผู้นี้เป็นที่สุด

ฮูหยินใหญ่มองดูเขาโดยละเอียดครู่หนึ่ง ในที่สุดนางก็ทนไม่ไหวเอ่ยปากถามออกมา “ท่านพี่คิดจะให้จินเฟิ่งเป็นอัครมเหสีจริงหรือ”

หลิวเซียประหลาดใจ แต่ไหนแต่ไรฮูหยินใหญ่ก็ไม่เคยนึกสงสัยในการตัดสินใจของเขา แต่วันนี้กลับเป็นครั้งแรกที่นางเอ่ยปากถามอย่างคลางแคลงเช่นนี้

“ฮูหยินรู้สึกไม่เหมาะสม?”

ฮูหยินใหญ่ก้มหน้าพูดอ้อมค้อม “มิใช่ไม่เหมาะ หากแต่รูปโฉมของจินเฟิ่ง…”

“ฮูหยินมิใช่รู้อยู่แต่แรกหรอกหรือว่าหน้าตาของจินเฟิ่งมิได้งดงาม”

ฮูหยินใหญ่เหมือนมีอะไรจะพูด แต่นางกลับเลือกที่จะหยุดเพียงแค่นั้น

หน้าตาของจินเฟิ่งมิได้จัดว่าอัปลักษณ์ แต่แค่เพียงเรื่องผิวดำและอวบอ้วนสองประการก็มากพอที่จะตัดนางออกจากคำว่าสะสวย งดงาม หรือแม้แต่คำว่าอยู่ในเกณฑ์พื้นฐานได้แล้ว แม้นางจะรู้อยู่ก่อนว่าจินเฟิ่งมิได้หน้าตางดงามหมดจดและได้เตรียมใจไว้อยู่ก่อนหน้าแล้ว แต่ครั้นได้เห็นเองกับตา นางก็ยังไม่วายตกใจ

“ท่านพี่เป็นบุรุษ น่าจะเข้าใจดีว่ารูปโฉมโนมพรรณนั้นมีความหมายต่อสตรีมากมายเพียงใด สถานที่เช่นวังหลวง แม้แต่โฉมสะคราญหน้าตางดงามหมดจดก็ยังยากที่จะอยู่ แล้วจินเฟิ่ง…”

หลิวเซียยิ่งรู้สึกประหลาดใจหนักขึ้นไปอีก ฮูหยินใหญ่แต่ไหนแต่ไรก็ล้วนพูดจาเพียงผ่านๆ เท่านั้น การที่นางหยิบยกเอาเรื่องนี้ขึ้นพูดไม่เพียงเกิดขึ้นได้ยากยิ่ง หนำซ้ำยังพูดเสียยาวเหยียดเพื่อโน้มน้าวเขาอีก

แต่ด้วยเพราะเป็นคนเจ้าความคิด ดังนั้นหลิวเซียจึงโบกมือพลางพูด “ข้าเพียงแค่ให้จินเฟิ่งเข้าไปจับจองตำแหน่งนี้ไว้เท่านั้น เช่นนี้ถึงจะเป็นประโยชน์ต่อตระกูลหลิวเรา ส่วนเรื่องที่นางจะสามารถเอาตัวรอดในวังหลวงได้หรือไม่นั้น เจ้าไม่จำเป็นต้องวิตกกังวล ขอเพียงข้าหลิวเซียยังอยู่ บุตรีของข้าย่อมเป็นอัครมเหสีที่มิอาจมีผู้ใดแทนที่ได้”

ฮูหยินใหญ่มองดูผู้เป็นสามีเงียบๆ นางรู้ดีว่าหลิวเซียไม่ได้เห็นจินเฟิ่งเป็นลูกสาวจริงๆ

“เช่นนั้นหากทางพระพันปีทรงเห็นแย้ง…”

“เรื่องนี้ง่ายดายยิ่งกว่าสิ่งใด ข้าก็จะยืนยันว่ามันต้องเป็นเช่นนี้…”

ในเวลาเดียวกัน จินเฟิ่งก็นอนซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มแสนสบายบนเตียงเล็กๆ ภายในเรือนว่อเหมย นางหลับใหลไม่รู้เรื่องราวจวบจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี

ชื่อเรือนว่อเหมย* ได้มาจากบทหนึ่งของ ‘ลำนำเหตุงดงาม’ ความว่า ‘ยามเมามายหลับใหลใต้เงาเหมย ผู้ใดเล่าเคยคุ้นรู้จักกัน’

จินเฟิ่งอยู่ในความฝัน นางฝันเห็นเด็กสาวยิ้มเบิกบานตามอำเภอใจอยู่ใต้เงาดอกเหมย แม้ไม่มีผู้คนรู้จัก แต่ก็สุขสำราญราวกับลมวสันต์

 

เช้าวันที่สอง หลังไปกล่าวทักทายฮูหยินใหญ่เสร็จ จินเฟิ่งก็ไปพบฮูหยินทั้งหกที่เหลือ ฮูหยินรอง ฮูหยินสาม ฮูหยินสี่นางล้วนพบหน้าแล้วเมื่อวาน จึงไม่มีอะไรให้พูดถึงอีก ส่วนฮูหยินห้า หก เจ็ดกลับทำให้จินเฟิ่งได้เปิดหูเปิดตาครั้งใหญ่

เสื้อผ้าอาภรณ์ของฮูหยินรอง ฮูหยินสาม ฮูหยินสี่นับว่าประณีตงดงามยิ่ง แต่เมื่อเทียบกับฮูหยินที่เหลือแล้วอาภรณ์ของพวกนางกลับเป็นเพียงอาภรณ์เรียบง่ายธรรมดาๆ เท่านั้น ฮูหยินห้าผู้นี้หน้าตาสะสวยงดงามเป็นที่สุด ดังนั้นนางจึงให้ความสำคัญกับการแต่งกายมากเป็นพิเศษ เครื่องประดับทรงผมล้วนวิจิตรตระการตา ทั้งร่างประหนึ่งหยกสมปรารถนาที่ประดับด้วยอัญมณีล้ำค่า อาบอิ่มด้วยกลิ่นอายแห่งโชคลาภ

ฮูหยินห้าไม่เพียงรูปโฉมงดงาม หากแต่นิสัยก็ดียิ่งนัก นางรู้ดีว่าตนเองมีความรู้ไม่มาก ดังนั้นจึงปฏิบัติตนต่อผู้อื่นด้วยความกระตือรือร้น บุตรชายที่นางเลี้ยงดูด้วยตนเองก็ราวสลักมาจากหยกเจียระไนชั้นเลิศ น่ารักน่าทะนุถนอมยิ่ง

ฮูหยินหกกลับเป็นพวกไม่ชอบข้องแวะกับเรื่องราวทางโลก วันๆ สนใจก็แต่ปลูกต้นหลิวเพาะดอกบัว อีกทั้งร่างกายอ่อนแอ โศกเศร้าอยู่เป็นนิจ ไม่ชอบพบเจอผู้คน ตอนจินเฟิ่งไปเข้าพบ ฮูหยินหกมองดูนางปราดหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาช้าๆ แผ่วเบาแล้วรำพึงว่า “โฉมสะคราญชะตาอาภัพ” จินเฟิ่งจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่ฮูหยินหกกลับเอนหลังอ่อนระทวยพิงเข้ากับพนักเก้าอี้ มือลูบอยู่บนอกเบาๆ ไม่พูดไม่จาอันใดอีก

ฮูหยินเจ็ดอายุเพียงสิบเก้า นางเข้าจวนมาได้ไม่ถึงสองปี มีบุตรชายหนึ่งคนอายุเพิ่งครบขวบได้ไม่นาน แม้รูปโฉมของฮูหยินเจ็ดจะสู้ฮูหยินห้ามิได้ ความรู้ความสามารถก็ไม่อาจเทียบเทียมฮูหยินหก สติปัญญาไม่ล้ำเลิศเท่าฮูหยินสี่ ไม่เข้มแข็งเท่าฮูหยินสาม และไม่มีอารมณ์ขันมากเท่าฮูหยินรอง แต่ฮูหยินเจ็ดนั้นอายุยังน้อย ถึงจะพูดจาโผงผาง แต่ทุกประโยคก็ล้วนเต็มไปด้วยความเอื้ออาทร ยามนี้คนที่ได้รับความโปรดปรานที่สุดก็คือนาง

หลังจากนั้นอีกหลายปี จินเฟิ่งถึงได้ตระหนักว่าบุคลิกลักษณะของฮูหยินทั้งเจ็ดนี้ ล้วนครอบคลุมคุณลักษณะอันโดดเด่นของสตรีที่บุรุษทั่วหล้าใฝ่ฝันถึง และยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงการผันแปรด้านความชมชอบที่บุรุษมีต่อความงามในชั่วชีวิตหนึ่ง

ส่วนหลิวไป๋อวี้ นางกลับเป็นพวกผ่าเหล่า

ก่อนเข้ามาอยู่ในจวน องครักษ์จางเชียนก็เคยอธิบายถึงความเป็นมาเป็นไปของหลิวไป๋อวี้ให้นางฟังโดยละเอียดก่อนแล้ว

หลิวไป๋อวี้เป็นหลานห่างๆ ของหลิวเซีย ส่วนไกลแค่ไหนนั้นกลับมิอาจบอกได้ชัด

ว่ากันว่าตอนอายุสิบหก บ้านเกิดของหลิวเซียเกิดโรคระบาด บิดามารดาก็ตายจนหมดสิ้น สมบัติเล็กน้อยที่มีอยู่ภายในบ้านต่างถูกพวกท่านลุงท่านอาในตระกูลแบ่งสันปันส่วนไปจนไม่เหลือหลอ หลิวเซียคิดเข้าเมืองหลวงหมายสอบเป็นขุนนาง แต่กลับไม่มีญาติคนใดยอมออกค่าเดินทางให้เขาเข้าเมืองหลวง ต่อมาก็มีท่านอาคนหนึ่งแสดงความเห็นอกเห็นใจออกมา แต่ความเห็นอกเห็นใจที่ว่านั้นกลับแฝงไว้ซึ่งการกลั่นแกล้ง ท่านอาร่วมสกุลผู้นี้ประกาศว่าหากหลิวเซียสามารถโม่ข้าวสาลีที่เพิ่งเก็บใหม่ให้เป็นแป้งได้เสร็จภายในคืนเดียว เขาจะยอมช่วยหลิวเซียเอง

ดังนั้นหลิวเซียจึงแปลงร่างเป็นบัณฑิตที่สวมร่างเป็นลา โม่ข้าวสาลีตลอดทั้งคืน

วันต่อมา หลังท่านอาคนดังกล่าวตรวจงานเสร็จ เขาก็ยอมโยนเงินสิบตำลึงลงบนพื้นต่อหน้าหลิวเซียด้วยความพึงพอใจ

เงินสิบตำลึง สำหรับคนธรรมดาทั่วไปแล้ว เพียงพอแค่เดินทางไปถึงเส้นทางเหอเป่ยเท่านั้น แม้แต่จะแตะขอบเมืองหลวงก็ยังทำไม่ได้เสียด้วยซ้ำ

แต่หลิวเซียไม่ใช่คนธรรมดา เขาไม่เพียงใช้เงินสิบตำลึงเดินทางมาสอบที่เมืองหลวงได้สำเร็จ หากแต่ยังสามารถสอบเป็นจ้วงหยวนได้อีกด้วย นับแต่นั้นหลิวเซียก็ก้าวหน้าพรวดพราด ดั่งสุนัขระกาเยี่ยมวิมาน*

หลิวไป๋อวี้ก็คือหลานสาวของท่านอาร่วมตระกูลที่สงเคราะห์หลิวเซียผู้นั้น

หลิวเซียมีชีวิตรุ่งโรจน์ แต่ตระกูลหลิวที่บ้านเกิดกลับตกต่ำถ้วนหน้า หลิวเซียตัดสัมพันธ์กับคนในตระกูลจนหมดสิ้น จวบจนถึงวันนี้ ที่เขารับเลี้ยงก็มีเพียงหลิวไป๋อวี้ที่ไร้บิดามารดาเพียงผู้เดียวเท่านั้น

เบื้องหลังของทุกคนล้วนมีอดีตอันขมขื่น จินเฟิ่งได้รับรู้แล้วก็จดจำมันไว้ในใจ

ก่อนไปพบหลิวไป๋อวี้ นางรู้สึกกังวลใจเป็นที่สุด

แต่ทันทีที่นางได้เจอหลิวไป๋อวี้ นางก็ลืมความกังวลใจที่มีก่อนหน้านี้ไปหมดสิ้น

หลิวไป๋อวี้พำนักอยู่ที่เรือนคุยจู๋ ซึ่งได้ชื่อมาจาก ‘แสงตะวันส่องสาดลอดป่าไผ่’ ในความสง่างามแฝงไว้ซึ่งความละเมียดละไม

ตอนจินเฟิ่งก้าวเท้าผ่านประตูเข้ามา นางเห็นหลิวไป๋อวี้กำลังตัดกิ่งต้นเยวี่ยกุ้ยออกมากิ่งหนึ่ง ปักมันลงบนแจกันหยก เงากิ่งสะท้อนทาบทับอยู่บนหน้าต่างกระดาษรางๆ กลายเป็นทัศนียภาพงดงามชวนมองยากจะบรรยาย

หลังจากปักกิ่งต้นเยวี่ยกุ้ยเป็นที่เรียบร้อย นางก็หันกลับมายิ้มให้จินเฟิ่งคราหนึ่ง แลประหนึ่งดอกเหมยผลิบานเต็มภูเขา ก่อนจะโรยร่วงจางหายไป

จินเฟิ่งเข้าใจแล้วว่าคำพูดของฮูหยินหกที่ว่า ‘โฉมสะคราญชะตาอาภัพ’ นั้นหมายความเช่นไร

‘โฉมสะคราญชะตาอาภัพ’ หมายถึงหลิวไป๋อวี้ สตรีหน้าตางดงามหมดจดราวหยกขาวสลักผู้นี้กลับถูกเฮยพั่งเบียดแย่งตำแหน่งอัครมเหสีไปอย่างหน้าตาเฉย

ชะตาชีวิตอาภัพ…

“น้องหญิง เจ้ามาแล้ว” หลิวไป๋อวี้ขึ้นหน้ามาจับมือจินเฟิ่ง น้ำเสียงแผ่วเบาของนางนุ่มนวลน่าฟังยิ่งนัก

“น้องหญิง?”

“ใช่แล้ว ข้าเกิดวันที่เจ็ดเดือนสิบสองปีเหรินเฉิน ส่วนน้องหญิงเกิดวันที่เก้าเดือนสิบสอง ห่างกันสองวันพอดี”

“ลำบากพี่หญิงต้องจดจำแล้ว” จินเฟิ่งพูดช้าๆ

ห่างกันเพียงสองวันเท่านั้น ไฉนถึงเกิดมาแตกต่างกันมากมายราวฟ้ากับดินเช่นนี้ จินเฟิ่งหลั่งโลหิตอยู่ในใจ

หากเป็นเมื่อก่อน ยามจินเฟิ่งพบกับคนที่โดดเด่นทั้งภายในภายนอก นางเป็นอันต้องนึกอยากจะหยิบยกข้อดีของตัวเองขึ้นมาอวดอ้างเปรียบเทียบกับชาวบ้านอยู่เสมอ แต่พอพบกับหลิวไป๋อวี้ แค่มองดูอีกฝ่ายเพียงปราดเดียว จินเฟิ่งก็รู้สึกท้อแท้เสียแล้ว

“เจ้าพำนักอยู่ที่เรือนว่อเหมยคุ้นเคยหรือไม่ เรือนว่อเหมยไม่ว่าอะไรก็ดีไปเสียทุกอย่าง จะเว้นก็แต่แสงตะวันหลังเที่ยงที่ออกจะแผดเผาเกินทนไปสักหน่อย วันหน้ายามบ่าย เจ้าก็แวะเวียนมาหาข้าที่นี่ก็ได้ พวกเราจะได้เดินหมากกัน”

พอพูดถึงตรงนี้หลิวไป๋อวี้ก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าสีขาวแตะลงบนริมฝีปากเบาๆ ก่อนจะยิ้มพูด “ดูสิ ข้าลืมไปเสียสิ้น เจ้าพำนักอยู่ที่เรือนว่อเหมยก็เพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น”

ครั้นสังเกตเห็นดวงตาของหลิวไป๋อวี้วนเวียนอยู่รอบตัวนางรอบแล้วรอบเล่า จินเฟิ่งก็รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวขึ้นมาทันที…

 

พอกลับมาถึงเรือนว่อเหมย จินเฟิ่งก็รู้สึกเวียนศีรษะ สาวใช้ตัวน้อยนางหนึ่งบิดผ้าเช็ดหน้าเช็ดหน้าเช็ดตาให้จินเฟิ่ง นางนั่งนิ่งราวกับหุ่นกระบอก ปล่อยให้อีกฝ่ายเช็ดหน้าไป

ขณะเช็ดไปได้ครึ่งหนึ่ง จู่ๆ จินเฟิ่งก็พูดออกมา “เจ้าว่า ข้าไม่เป็นอัครมเหสีได้หรือไม่”

สาวใช้ตัวน้อยนางนั้นหยุดมือ บรรยากาศภายในห้องก็เงียบสงัดลงในชั่วพริบตา

หลังจากนั้นสาวใช้ตัวน้อยก็ร้องเสียงแหลมโยนผ้าเช็ดหน้าในมือทิ้ง คุกเข่าลงกับพื้นดังตึง สาวใช้ทั้งเด็กทั้งแก่ภายในห้องต่างพากันคุกเข่าลงกับพื้นตามเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

จินเฟิ่งตกใจกับสถานการณ์ตรงหน้า นางรู้สึกว่าบนศีรษะผู้คนที่กำลังคุกเข่าอยู่ตรงหน้ามีอีกาบินมา…บินไป…บินมา…บินไป…

“ข้า…ข้าก็แค่พูดเล่นเท่านั้น…” นางเลียริมฝีปาก

หลังจากการ ‘พูดเล่น’ ผ่านพ้นไปได้ไม่ทันไร ฮูหยินใหญ่หลิวก็เดินสีหน้าเคร่งขรึมตรงมาที่เรือนว่อเหมย

สาวใช้ทั้งเด็กทั้งแก่ภายในห้องต่างคุกเข่าลงกับพื้นอีกครั้ง

“คำพูดเช่นนี้ ต่อให้เพียงพูดเล่นก็พูดไม่ได้เป็นอันขาด” คำพูดของฮูหยินใหญ่ลอยแผ่วเบาออกจากปาก แต่ครั้นมาถึงจินเฟิ่งมันกลับเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจ

จินเฟิ่งได้แต่พยักหน้ารับคำ

ครั้นมองเห็นใบหน้ากลมๆ ดำๆ ของจินเฟิ่ง ฮูหยินใหญ่ก็ถอนหายใจแล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “จินเฟิ่ง อยู่ตำหนักใน จะพูดจะจา จะทำอันใดล้วนต้องระมัดระวังมากกว่ายามอยู่ในจวนเวยกั๋วกงของพวกเรา ต้องรู้จักตระหนักถึงฐานะของตนเองอยู่ตลอดเวลา เข้าใจหรือไม่”

คำสั่งสอนนี้สำหรับจินเฟิ่งแล้วไม่ต่างอะไรกับขอนไม้ที่ลอยอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรเวิ้งว้าง นางรีบคว้ามันเอาไว้ จากนั้นก็จ้องมองนัยน์ตาทั้งคู่ของฮูหยินใหญ่ด้วยความนอบน้อมจริงใจ

“ลูกเข้าใจแล้ว”

ฮูหยินใหญ่ถอนหายใจอีกคราว

โชคดีก็คือเฮยพั่งน้อยมีวรยุทธ์ลมพัดแปดทิศมิสะท้านติดตัว ไม่ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ใบหน้าของนางก็ยังคงแลดูสงบเยือกเย็น ทำให้ฮูหยินใหญ่รู้สึกโล่งอกโล่งใจอยู่หลายส่วน

“พรุ่งนี้จะมีนางข้าหลวงฝ่ายฝึกสอนมาสอนเรื่องกฎเกณฑ์ต่างๆ ภายในวังหลวงให้กับเจ้า เจ้าก็ตั้งอกตั้งใจศึกษาให้ดี จะทำตัวเหลวไหลไม่ได้เป็นอันขาด เข้าใจหรือไม่” ฮูหยินใหญ่กำชับ

“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ลูกจะตั้งใจศึกษาเล่าเรียนให้ดี”

จินเฟิ่งคิด ชะตาชีวิตของนางดูเหมือนจะมิได้ดีกว่าโฉมสะคราญสักเท่าใด…

 

ประโยคที่ว่า ‘พรุ่งนี้จะมีนางข้าหลวงฝ่ายฝึกสอนมาสอนเรื่องกฎเกณฑ์ต่างๆ ภายในวังหลวงให้กับเจ้า’ นั้นสร้างความคับแค้นใจให้จินเฟิ่งเป็นที่สุด

นั่นก็เพราะประโยคดังกล่าวบอกให้รู้ชัดถึงปัญหาใหญ่ประการหนึ่ง ซึ่งมันไม่ใช่แค่ ‘นางข้าหลวง’ แต่หากเป็น ‘บรรดานางข้าหลวง’ ต่างหาก

นางข้าหลวงอาวุโสสิบสองคนทุบตีเหน็บแนมเฮยพั่งตัวน้อยผู้น่าสงสารตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าตลอดหนึ่งเดือนกว่าๆ เฮยพั่งแม้จะโมโหแต่ก็ไม่กล้าพูดอันใด

อีกสามวันนางก็ต้องเข้าวังแล้ว จินเฟิ่งรู้สึกตัวเองผอมกว่าตอนเข้าจวนเวยกั๋วกงมาใหม่ๆ

ผอมลงกว่าเดิมเล็กน้อย

ฮูหยินใหญ่ก็พาช่างตัดชุดมาวัดตัวจินเฟิ่งอีกรอบ ด้วยเกรงว่าชุดอภิเษกสมรสของอัครมเหสีที่ตัดเย็บไว้ก่อนหน้าจะกลับกลายเป็นไม่พอดีตัวเนื่องจากร่างกายที่ผ่ายผอมลงกว่าเดิมเล็กน้อยนั้น

ช่างตัดชุดวัดตัวจินเฟิ่งรอบแล้วรอบเล่า สุดท้ายจินเฟิ่งก็ทนไม่ไหวแล้วถามออกไป “รอบเอวข้าลดลงไปเท่าไหร่แล้ว”

ช่างตัดชุดปั้นหน้าลำบากใจ

“หนึ่งชุ่น*?” จินเฟิ่งทายออกมาอย่างกล้าหาญ

ช่างตัดชุดส่ายหน้า

“ครึ่งชุ่น?”

ช่างตัดชุดก้มหน้า

“หรือว่าหนึ่งเฟิน*?”

ช่างตัดชุดสูดลมหายใจเข้าลึกๆ คราหนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “ผู้น้อยรู้สึกว่าชุดอภิเษกสมรสไม่ต้องแก้จะดีกว่า…”

จินเฟิ่งซึมกะทือ

“อีกอย่าง สามวันที่เหลือคุณหนูยังต้องระวังเรื่องอาหารการกินให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ จะได้ไม่ต้อง…”

จินเฟิ่งทั้งโมโหทั้งเป็นทุกข์

บทที่ 2

 

จากจวนเวยกั๋วกงถึงหน้าประตูวัง ดอกไม้สดเกลื่อนพื้น ต่วนแดงล้อมรอบถนน บริเวณสิบลี้ถูกแต่งแต้มด้วยสีแดง เหรียญสำริดถูกโปรยไปทั่ว ว่ากันว่าพระพันปีทรงมีพระราชเสาวนีย์ด้วยพระองค์เองให้มีการอภัยโทษทั่วแผ่นดิน และให้ร้อยขุนนางร่วมต้อนรับการมาถึงของอัครมเหสีด้วยการคุกเข่าคำนับโดยพร้อมเพรียงกันนานสามชั่วยามที่นอกประตูเฉาหยาง ความรักความเมตตาที่ราชสำนักมีให้เวยกั๋วกงหลิวเซียมิอาจกล่าวได้ว่าน้อย

การประจบประแจงของราชสำนักที่มีต่อเวยกั๋วกงหลิวเซีย มิอาจกล่าวว่ามิใช่เพราะจำใจ

ถือว่าการแต่งตั้งอัครมเหสีนี้เป็นไปอย่างยิ่งใหญ่หรูหราอย่างยิ่งยวดก็แล้วกัน

หลิวเซียพูด “นับแต่วันนี้ เจ้าคือนาย ข้าคือบ่าว”

จินเฟิ่งมองดูนัยน์ตาที่ค้านกับวาจาของเขา นางก็ยิ้มเยาะออกมาคราหนึ่ง

ฮูหยินใหญ่หลิวพูด “วางใจเถอะ ข้าจะดูแลท่านแม่ของเจ้าเป็นอย่างดี”

จินเฟิ่งไม่ได้เอาคำพูดของฮูหยินใหญ่มาใส่ใจ นางคิดว่าท่านแม่ของนางต่อให้ไม่มีคนดูแลก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขอยู่แล้ว

ฮูหยินรอง ฮูหยินสาม สี่ ห้าพูด “โชคดีจริงๆ เพราะเจ้าแท้ๆ เชียว พวกเราถึงมีเครื่องประดับเพิ่มขึ้นอีกหลายชิ้น”

พระราชทานทองคำอัญมณีมาให้ตั้งมากมายก่ายกอง สุดท้ายก็เข้าพกเข้าห่อคนพวกนี้ไปจนหมดสิ้น

เท่าที่ฮูหยินรอง ฮูหยินสาม สี่พูด หลังจากเข้าวัง องค์จักรพรรดิน้อยยังจะประทานสมบัติอื่นๆ ให้นางอีก ท่าทีของคนพวกนี้เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยารุนแรง แต่จินเฟิ่งกลับไม่เข้าใจ หลังนางเข้าวังไป ต่อให้ทรงพระราชทานข้าวของให้มากมายกว่านี้ นางไหนเลยจะมีโอกาสเอาพวกมันไปเปลี่ยนเป็นเงินทองได้

ถ้าหากวันหนึ่งวันใดนางมีวันออกต้องจากวังหลวงเล่า

พอคิดเช่นนี้จินเฟิ่งก็นึกดีใจ หากว่ากันตามนี้ การที่ต้องสวมเจ้ามงกุฎหงส์แสนหนักกับชุดอภิเษกสมรสแสนสลับซับซ้อนนี้ก็นับว่าคุ้มค่ายิ่ง

ก่อนขึ้นราชรถหงส์ หลิวไป๋อวี้ก็เดินไปหยุดอยู่ข้างกายจินเฟิ่ง “น้องหญิง ทุกสิ่งอย่างในวันนี้ ใช่สิ่งที่เจ้าปรารถนาจริงกระนั้นหรือ”

“เอ๋?”

“นี่คือชะตาชีวิตที่ผู้อื่นจัดเตรียมไว้ให้เจ้า แต่ว่า มันใช่สิ่งที่เจ้าต้องการกระนั้นหรือ”

จินเฟิ่งมองลึกเข้าไปในตาของหลิวไป๋อวี้อย่างงงงวย นางรู้สึกเพียงว่าดวงตาของอีกฝ่ายสุกใสเป็นประกาย อาบแฝงไว้ซึ่งความรู้สึกอาดูรจางๆ นางรู้ดี ในยามนี้แม้ตัวหลิวไป๋อวี้จะย่อเข่าอยู่ต่อหน้านาง แต่ด้านจิตใจแล้วตนเองกลับถูกหลิวไป๋อวี้เหยียบไว้ใต้ฝ่าเท้า

“น้องหญิง เจ้ารู้ดีว่าตัวเจ้าเองต้องการสิ่งใด” นัยน์ตาของหลิวไป๋อวี้แฝงไว้ซึ่งความรู้สึกเวทนาสงสาร

จินเฟิ่งนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ข้า…ต้องการเป็นอัครมเหสีที่ดี”

สีหน้าท่าทางของหลิวไป๋อวี้แปลกประหลาด คล้ายกำลังยิ้ม แต่กลับยิ้มไม่ออก

จินเฟิ่งก้าวเท้าขึ้นราชรถหงส์สีทองอร่ามตา ท่ามกลางเสียงทรงพระเจริญหมื่นๆ ปีสามครั้ง ราชรถค่อยๆ เคลื่อนไปยังอนาคตที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าจะเป็นเช่นไร

พิธีเฉลิมฉลองในตำหนักเฉียนหลัวดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตลอดหนึ่งวันหนึ่งคืน จนกระทั่งนางรำโฉมสะคราญทั้งหลายต่างพากันเอวอ่อน เสียงพิณคงโหว* ที่เหล่านักดนตรีบรรเลงเริ่มแผ่วเบา พระพักตร์ที่ยังทรงอ่อนเยาว์ของพระพันปีก็อาบอิ่มไปด้วยความรู้สึกปลื้มปีติยากปิดบัง แต่ที่มากกว่านั้นคือความรู้สึกโล่งพระทัย แต่การอ่อนข้อให้เช่นนี้ จะทำให้หลิวเซียยอมลดความเป็นอริต่อเด็กกำพร้าและหญิงม่ายอย่างพวกนางหรือไม่ พระนางมิได้ทรงมั่นพระทัยเลยแม้แต่น้อย

แต่ไม่ว่าจะเช่นไร จักรพรรดิน้อยต้วนอวิ๋นจั้งก็กลายเป็นเขยของหลิวเซียแล้ว ถึงหลิวเซียจะมีแผนชั่วเช่นไร เขาก็น่าจะเห็นแก่บุตรียอมออมมือให้สักสามส่วน

ก่อนงานอภิเษกสมรสจะมาถึง นางก็เป็นเพียงเด็กสาวอ่อนแอคนหนึ่งเท่านั้น หลังงานอภิเษกผ่านพ้นนางก็กลายเป็นอัครมเหสีผู้อ่อนแอ ยามนี้แม้จะกลายเป็นพระพันปีผู้เปราะบางไปแล้ว แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังคงรู้สึกว่าการแทรกตัวอยู่ภายในวังหลวงนั้นช่างยากเย็นเข็ญใจยิ่งนัก

โชคดีที่มีสวีไท่เฟยอยู่ พระพันปีทรงทอดพระเนตรไปยังที่ประทับของสวีไท่เฟยปราดหนึ่ง แต่แล้วพระองค์กลับพบว่าสวีไท่เฟยที่มีพระชนมพรรษาสี่สิบกว่านั้นกำลังถือกาน้ำจัณฑ์ ยิ้มยินดีแล้วกรอกมันเข้าปากตัวเองอยู่ โดยมีเหล่านางสนมห้อมล้อมอยู่รอบๆ พยายามอย่างหนักที่จะกดพระนางให้นั่งอยู่กับที่ กันไม่ให้ร้อยขุนนางสังเกตเห็นท่าทางผิดปกติ

พระพันปีหลังพระเนตรกระตุก ทรงก้มพระพักตร์ถอนหายใจเงียบๆ หลังจากนั้นก็สะบัดปลายพระกร “ถึงฤกษ์ยามแล้ว ส่งเสด็จองค์จักรพรรดิไปตำหนักเซียงหลัวได้แล้ว”

นางกำนัลที่อยู่อีกด้านเดินขึ้นหน้ามา ก่อนจะเอ่ยปากกราบทูลด้วยสีหน้าลำบากใจ “ทูลพระพันปี ฝ่าบาททรง…เมามายประคองพระสติไม่อยู่เพคะ”

“อะไรนะ!” พระพันปีทรงตกพระทัย พัดจันทน์หอมบนโต๊ะเกือบถูกตบพลิกคว่ำ “ผู้ใดให้องค์จักรพรรดิเสวยน้ำจัณฑ์” พระนางทรงกริ้ว พระวรกายสั่นเทิ้ม

“หล่ง…หล่งเยวี่ยอ๋องเพคะ…” นางกำนัลตอบเสียงแผ่ว “หล่งเยวี่ยอ๋องบอกว่าวันนี้องค์จักรพรรดิทรงแต่งตั้งอัครมเหสี นั่นก็เท่ากับว่าทรงเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ในเมื่อเป็นผู้ใหญ่ไฉนจึงมิทรงเสวยน้ำจัณฑ์อีก ทำเช่นนี้มิเหมือนบุรุษเพศ…พอทรงพิโรธขึ้นมาฝ่าบาทก็เลย…”

สิ้นเสียงกร๊อบ พัดจันทน์หอมในพระหัตถ์ของพระพันปีก็หักเหลือเพียงแต่โครง

“ต้วน-หล่ง-เยวี่ย!” พระพันปีทรงขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน องค์จักรพรรดิเพิ่งสิบสองชันษาเท่านั้น! แต่ต้วนหล่งเยวี่ยผู้นี้กลับใจคอโฉดชั่วยิ่งนัก!

เอ่ยถึงเฉาเชา เฉาเชาก็มา* น้ำเสียงเอ้อระเหยของใครบางคนดังขึ้นทันที “ทรงกำลังรับสั่งเรียกหากระหม่อมอยู่กระนั้นหรือ”

เมื่อพระพันปีทอดพระเนตรมองค้อนไปทางเขา ต้วนหล่งเยวี่ยก็อดชักเท้าถอยหลังก้าวหนึ่งไม่ได้ “เสด็จ…เสด็จพี่…”

“เจ้าให้ฝ่าบาทเสวยน้ำจัณฑ์?”

ต้วนหล่งเยวี่ยยิ้ม “ฝ่าบาทเพียงทรงนึกสนุกเท่านั้น กระหม่อมแค่พูดเล่นออกไปสองประโยค ฝ่าบาทก็ทรงอุ้มไหสุราจี๋หลินชุนเล็กๆ ไว้ไม่ยอมปล่อย ยังไม่ทันที่กระหม่อมจะทันได้ตั้งตัว พระองค์ก็ทรงกรอกมันใส่พระโอษฐ์ลงไปจนสิ้น เฮ้อ กระหม่อมด้วยเพราะร้อนใจ…ถึงได้รีบมาทูลขอคำปรึกษาจากพระพันปีว่าควรทำเช่นไรดี”

“เจ้าร้อนใจ? เราว่าเจ้าจงใจอยู่แต่แรกแล้วมากกว่า!” น้ำเสียงพระพันปีเปลี่ยนไป

“พระพันปีทรงเข้าใจความปรารถนาดีของกระหม่อมผิดไปแล้ว ต่อให้มีสิบเศียร กระหม่อมไหนเลยกล้ามอมสุราองค์จักรพรรดิได้…” ต้วนหล่งเยวี่ยเบิกตากว้าง ทำท่าราวหวาดหวั่นเสียเต็มประดา

“ต้วนหล่งเยวี่ย! วันนี้เป็นคืนวันส่งตัวเข้าหอขององค์จักรพรรดิ! ไฉนเจ้าแกล้งฝ่าบาทเช่นนี้ แล้วเจ้าจะให้เรา…บอกกับเวยกั๋วกงเช่นไร!”

“พระพันปีทรงรับสั่งเช่นนี้ออกจะเกินเลยไปหน่อยแล้ว ฝ่าบาทเพิ่งจะสิบสองชันษาเท่านั้น ไหนเลยจะรู้เรื่องแสงไฟในห้องหอได้ ต่อให้ไม่ทรงคิดแทนฝ่าบาท ก็น่าจะทรงใคร่ครวญถึงความสุขสงบในภายภาคหน้าของราชสำนัก“

”ต้วนหล่งเยวี่ย!” พระพันปีทั้งร้อนรนทั้งโกรธกริ้วจนน้ำตาเจียนหลั่ง

“โอ๊ะ…” คราวนี้ยังไม่ทันที่ต้วนหล่งเยวี่ยจะพูดจบ พระพันปีก็ทรงเขวี้ยงซากพัดไม้จันทน์หอมกระแทกเข้าที่หน้าของต้วนหล่งเยวี่ยพอดี

“ซู่ฟาง ไปตามพวกขันทีมาสองสามคน คืนนี้ต่อให้ต้องแบกหามก็ต้องพาฝ่าบาทไปตำหนักเซียงหลัวให้ได้!” พระพันปีทรงรับสั่งด้วยพระสุรเสียงเฉียบขาด

“เพคะ” ซู่ฟางนางกำนัลคนแรกที่อยู่หน้าพระพันปีปั้นหน้ายุ่งยาก ก่อนจะถอยออกไป

ต้วนหล่งเยวี่ยหยิบเอาเศษพัดที่หล่นอยู่กับพื้นขึ้นมา เขาสอดมันกลับเข้าไปในอกเสื้อ คลำหน้าผากเดินตุปัดตุเป๋ออกไปพลางพึมพำบ่น “โอ๊ะๆ คืนวันเข้าหอขององค์จักรพรรดิช่างน่าเวทนาอะไรเช่นนี้”

เส้นเลือดข้างจอนหูปูดโปน สีพระพักตร์ของพระพันปีซีดเผือด

ความจริงแล้วหลายปีมานี้พระพันปีผู้อบอุ่นอ่อนโยนนุ่มนวลละมุนละไม เปี่ยมทั้งคุณธรรมและสติปัญญานั้นทรงซุ่มซ่อนแม่เสือกระหายเลือดไว้ภายในมาโดยตลอด แม่เสือกระหายเลือดผู้นี้ปรารถนาที่จะออกมาฉีกร่างหล่งเยวี่ยเป็นแปดส่วน ดึงเอ็นถลกหนังเขาอยู่ทุกค่ำคืน

 

องค์จักรพรรดิน้อยทรงเมามายไม่ได้สติจริงๆ

แม้พระพันปีจะทรงพะเน้าพะนอองค์จักรพรรดิน้อยเป็นที่สุด แต่เรื่องเสวยน้ำจัณฑ์ พระนางกลับทรงเข้มงวดยิ่ง พระปิตุลาต้วนหล่งเยวี่ยบางคราวแอบนำสุราเข้าวังหลวงมาเสมอ องค์จักรพรรดิแม้จะลากตัวเขาไปร่วมดื่มกินกลางพุ่มไม้ลับหูลับตาผู้คนอยู่ในอุทยานหลวง แต่ภายใต้สถานการณ์เช่นนั้น องค์จักรพรรดิย่อมทรงเสวยได้เพียงเล็กน้อย ไม่มีทางถึงขึ้นเมามายได้

แต่วันนี้ไม่เหมือนวันวาน วันนี้เป็นวันมหามงคล เป็นวันแต่งตั้งอัครมเหสี หนำซ้ำว่าที่อัครมเหสียังเป็นบุตรีของเวยกั๋วกงแห่งราชสำนักอีกด้วย หากว่ากันตามคำพูดของต้วนหล่งเยวี่ย นับแต่วันนี้เป็นต้นไป องค์จักรพรรดิก็นับว่าเป็นชายชาตรีเต็มตัวแล้ว การเสวยน้ำจัณฑ์เล็กน้อยในวันมงคลเช่นนี้นับเป็นเรื่องปกติยิ่ง เพียงแต่องค์จักรพรรดิกลับไม่รู้จักบันยะบันยัง ไม่รู้จักระวังพระองค์ จนสุดท้ายก็ทรงเมามายไม่ได้สติ

นี่เป็นการเมาน้ำจัณฑ์ครั้งแรกในชีวิตองค์จักรพรรดิ แน่นอนว่าต้องจัดการให้รอบคอบแล้วรอบคอบอีก

ตอนนางกำนัลซู่ฟางพาขันทีน้อยกลุ่มหนึ่งมาแบกองค์จักรพรรดิไปตำหนักเซียงหลัวนั้น ภายในตำหนักเซียงหลัวก็กำลังสับสนอลหม่าน

หมอหลวงไปรอรับใช้อยู่ยังตำหนักเซียงหลัวก่อนแล้ว หลังตรวจพระอาการเสร็จ เขาก็จัดยาล้างพิษสุราให้องค์จักรพรรดิ พอป้อนโอสถให้พระองค์เป็นที่เรียบร้อย พวกนางกำนัลกับขันทีก็จัดการพาองค์จักรพรรดิไปชำระพระวรกายแล้วผลัดเปลี่ยนฉลองพระองค์ ระหว่างนั้นองค์จักรพรรดิที่ยังทรงสติสัมปชัญญะเลอะเลือนก็ทรงอาเจียนออกมาสองครั้ง ทุกคนทำได้เพียงเริ่มต้นกระบวนการทั้งหมดใหม่อีกรอบ

เสี่ยวซุนจื่อ ขันทีรับใช้ใกล้ชิดข้างกายองค์จักรพรรดิคุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่หน้าแท่นบรรทม ไม่กล้าแม้แต่จะหย่อนก้นลง ซู่ฟางแยกเขี้ยวใส่เสี่ยวซุนจื่อแล้วพูด “หากยังมีคราวหน้าอีกล่ะก็ พระพันปีคงไม่แคล้วมีรับสั่งให้ตัดหัวเจ้าเป็นแน่!”

เสี่ยวซุนจื่อโขกศีรษะลงกับพื้นดังตึง

เมื่อจัดการเก็บกวาดทุกอย่างเสร็จ หมอหลวงก็ใช้หัวของตัวเองเป็นหลักประกัน รับรองว่าพรุ่งนี้องค์จักรพรรดิจะฟื้นคืนสติกลับมามีชีวิตชีวาได้ดังเดิมอีกครั้งเป็นที่เรียบร้อย ก้อนหินหนาหนักในใจของซู่ฟางก็ถูกยกออกไป นางรับเอาผ้าเปียกมาวางลงบนหน้าผากขององค์จักรพรรดิพลางถอนหายใจออกมายาวๆ

ในเวลานี้ ซู่ฟางก็นึกขึ้นได้ถึงเรื่องใหญ่ที่นางมองข้ามไปเป็นนาน “อัครมเหสีเล่า”

นางกำนัลขันทีที่อยู่รอบๆ ต่างมองหน้ากันไปมา แต่กลับไม่มีแม้แต่คนเดียวที่จะเอ่ยปากตอบ

จู่ๆ มือที่ยื่นผ้าเช็ดหน้าเปียกชื้นให้ซู่ฟางเมื่อครู่ก็ยกขึ้น “ข้าอยู่นี่”

ทุกคนต่างตะลึงมองดูใบหน้ากลมๆ ดำๆ เป็นประกายในอาภรณ์สีแดงนั่น เสี่ยวซุนจื่อล้มตึงอีกครั้ง ครานี้เขาเป็นลมหมดสติ น้ำลายฟูมปากอยู่กับพื้น

 

เพียงคืนเดียว เรื่องอัครมเหสีอ้วนดำนี้ก็แพร่สะพัดไปทั่วตำหนักในราวกับมีขางอก ครั้นเที่ยงวันของวันถัดมา แม้แต่ฮูหยินของอัครเสนาบดีฝู ฮูหยินของแม่ทัพใหญ่หลิงที่อยู่นอกวังก็ต่างได้รับข่าวนี้กันถ้วนหน้า

ขณะที่ผู้คนทั่วทั้งเมืองหลวงต่างตื่นตระหนก แต่จักรพรรดิน้อยที่ชะตาชีวิตเต็มไปด้วยขวากหนามกลับยังคงหลับใหลอยู่ในภวังค์

ในความฝัน องค์จักรพรรดิทรงทอดพระเนตรเห็นโฉมสะคราญตัวน้อย ในมือถือดอกมะลิขาวสะอ้านราวหิมะช่อหนึ่งไว้ นางส่งยิ้มสว่างไสว พร้อมเรียกขานพระองค์ด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “เสด็จพี่”

องค์จักรพรรดิทรงแย้มสรวลอยู่ในฝัน ทรงแย้มสรวลไปมา ก่อนจะบรรทมตื่นในที่สุด

พระองค์ทรงรู้สึกคอแห้งผากเกินทน ดังนั้นจึงพึมพำออกมาคำหนึ่ง ไม่แม้แต่จะลืมพระเนตรขึ้นมอง “น้ำ…”

องค์จักรพรรดิทรงสะลึมสะลือลุกประทับนั่ง ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าคือถ้วยกระเบื้องเขียวคราม พระองค์ทรงฉวยคว้ามันไว้ ก่อนจะกรอกเข้าพระโอษฐ์รวดเดียวทำให้ทรงรู้สึกโปร่งโล่งทั่วทั้งพระวรกาย

มีมือข้างหนึ่งยื่นเข้ามาแล้วหยิบถ้วยกระเบื้องออกจากพระหัตถ์

องค์จักรพรรดิทรงรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้อง พระองค์ทรงจ้องมองดูมือดำๆ อวบอ้วนนั้น ก่อนจะไล่สายพระเนตรขึ้นบน ขึ้นบนต่อไปอีก จนใบหน้ากลมดำปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ดวงตาแวววาวเป็นประกายนั้นราวกับนัยน์ตาของลูกกวางที่ล่าได้ในลานล่าสัตว์

องค์จักรพรรดิทรงสำลักน้ำอยู่ครู่หนึ่ง “เจ้าเป็นใคร”

วังหลวงมีนางกำนัลที่ทั้งอ้วนทั้งดำเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน เสื้อผ้าอาภรณ์ที่นางสวมนั่นมันชุดอะไร ทำไมถึงได้แดงราวกับพริกทอดเช่นนั้น

“หม่อมฉันคืออัครมเหสีของฝ่าบาทเพคะ” จินเฟิ่งยิ้มอย่างเป็นมิตร

“อะไรนะ!?” องค์จักรพรรดิทรงคิดว่าตนเองหูเฝื่อนไป “อัค…อัครมเหสีของข้าคือบุตรีของเวยกั๋วกง” น้ำเสียงขององค์จักรพรรดิสั่นระริก ทรงลืมความสง่างามน่าเกรงขามของพระจักรพรรดิไปจนสิ้น

จินเฟิ่งไม่นึกประหลาดใจ “หม่อมฉันก็คือบุตรีของเวยกั๋วกง”

องค์จักรพรรดิทรงนิ่งเงียบอยู่ระยะหนึ่ง “เจ้าคือหลิวไป๋อวี้?” ถึงแม้คำเล่าลืออาจไม่เป็นจริงทั้งหมด แต่…ความต่างนี้ไม่แตกต่างมากเกินไปหน่อยหรือไรกัน

จินเฟิ่งส่ายหน้า “มิใช่เพคะ” นัยน์ตาของนางจับจ้องอยู่ที่องค์จักรพรรดิด้วยความสุขุม “แต่หม่อมฉันคืออัครมเหสีของฝ่าบาท เรื่องนี้ไม่น่ามีอันใดผิดพลาด”

“…”

หลังจากนั้นเสียงคำรามประหนึ่งสัตว์ร้ายได้รับบาดเจ็บก็ดังลั่นขึ้นในตำหนักเซียงหลัว

จากหลักฐานที่พวกขันทีนางกำนัลช่วยกันเสาะหามา ในที่สุดองค์จักรพรรดิก็ได้แต่ต้องยอมรับความจริงในชะตาชีวิตที่ยากเกินกว่าจะยอมรับนี้

“เจ้าชื่ออะไร” พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิราวกับใยแมงมุมต้องสายลม

“จะทรงเรียกหม่อมฉันว่าเฮยพั่งก็ได้เพคะ”

“…” องค์จักรพรรดิทรงเตือนตนเองให้ใจเย็นๆ “เจ้าไม่มีชื่ออื่นกระนั้นหรือ”

“มีเพคะ หม่อมฉันชื่อหลิวจินเฟิ่ง”

องค์จักรพรรดิทรงตรัสไม่ออก “เราเรียกเจ้าว่าเฮยพั่งดีกว่า”

ในความคิดขององค์จักรพรรดิ จินเฟิ่งจัดเป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาดที่สุดชนิดหนึ่ง ตลอดพระชนมายุสิบสองชันษา สตรีที่พระองค์ทรงพบพานล้วนงดงามหมดจด พระองค์ไม่เคยทรงคิดว่ามาก่อนว่านอกจากสตรีผิวขาวเนียนละเอียด แขนขาเรียวเล็ก ทรวดทรงองค์เอวคอดกิ่วแล้ว โลกนี้ยังจะมีสตรีอารมณ์ดีร่างกายอวบอ้วน หน้าดำเอวหนาอยู่อีกด้วย

“ทำไมเจ้าถึงทั้งอ้วนทั้งดำเช่นนี้” ในที่สุดก็ทรงอดตรัสถามออกมามิได้

จินเฟิ่งครุ่นคิดจริงจังก่อนตอบ “ที่บ้านของท่านแม่หม่อมฉัน หม่อมฉันคือสาวงามอันดับหนึ่ง”

องค์จักรพรรดิมิทรงเชื่อ “บ้านแม่เจ้าอยู่ที่ใด”

จินเฟิ่งพูดด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง “บ้านของแม่หม่อมฉันอยู่ไกลโพ้น ชื่อว่าหมู่บ้านหย่งฝู บนภูเขาของที่นั่นมีต้นท้อขึ้นเต็มไปหมด ในลำธารคือสุราองุ่นรสเลิศ ในหมู่บ้าน สตรีที่ทั้งขาวทั้งผอมไม่มีชายใดต้องการ บุตรีของหัวหน้าหมู่บ้านความจริงแล้วล้วนดำกว่า อ้วนกว่า งดงามกว่าหม่อมฉันทั้งสิ้น แต่เพียงเพราะพวกนางรูปโฉมงดงาม สมองเลยผ่ายผอมยิ่งนัก คนอื่นพูดอะไรพวกนางก็เชื่อหมด ดังนั้นจึงไม่มีชายใดชอบพวกนาง”

องค์จักรพรรดิรู้สึกว่านางกำลังพูดเหลวไหล แต่ท่าทางจริงจังของอีกฝ่ายทำให้พระองค์ไม่อาจทรงมั่นพระทัยได้ว่านางกำลังพูดเหลวไหลอยู่หรือไม่

“พระพันปีเสด็จ!” เสียงตะโกนร้องของเสี่ยวซุนจื่อดังขึ้นที่นอกประตู หลังจากนั้นพระพันปีก็เดินนำสวีไท่เฟยและซู่ฟางรวมถึงนางกำนัลคนอื่นๆ เข้ามาด้วยท่าทีดุดัน

จินเฟิ่งถวายบังคม “หม่อมฉันถวายพระพรเสด็จแม่ ถวายพระพรสวีไท่เฟยเพคะ”

พระพันปีไม่นึกสนใจมารยาทมากมายอันใดอีก พระนางทรงตวาด “เงยหน้าของเจ้าขึ้นมาให้ข้าดูเดี๋ยวนี้”

จินเฟิ่งเงยหน้าขึ้นอย่างว่าง่าย

พระพันปีกับสวีไท่เฟยต่างก็ตะลึงตาค้างพูดอะไรไม่ออก แม้แต่ความโกรธที่ขมวดตัวเขม็งตึงอยู่ก่อนหน้า จู่ๆ ก็ยังหายลับไปจนสิ้น

หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ พระพันปีถึงได้ชี้นิ้วมายังจินเฟิ่ง “เจ้า…เจ้าเป็นใครกัน” หลิวเซียต่อให้คิดจะแอบสับเปลี่ยนอัครมเหสีก็ไม่น่าจะเลือกเด็กสาวเช่นนี้มา

มารยาทที่อบรมมาเดือนกว่าๆ ไม่ได้เสียเปล่า จินเฟิ่งตอบอย่างนอบน้อมระมัดระวัง “หม่อมฉันคือบุตรีของเวยกั๋วกง หลิวจินเฟิ่งเพคะ เป็นอัครมเหสีที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งมาเมื่อวาน”

“เป็นไปไม่ได้…ก็เห็นอยู่ชัดๆ ว่าหลิวเซียไม่มีบุตรี…” พระพันปีทรงพึมพำตรัส

“หม่อมฉันร่างกายอ่อนแอตั้งแต่เล็ก จึงถูกนำไปเลี้ยงไว้นอกจวน ดังนั้นคนนอกจึงไม่รู้เรื่องนี้เพคะ” จินเฟิ่งตอบคล่องแคล่วตามที่ฮูหยินใหญ่แต่งไว้ให้นางตอบ

“เช่นนั้น…เช่นนั้นแผ่นทองประกาศพระราชเสาวนีย์ของพระพันปี รับสั่งที่เรามีออกไปนั้นเล่า บนนั้นเขียนชื่อหลิวไป๋อวี้ไว้ชัดแจ้ง!” พระพันปียังมิอาจเชื่อว่าเรื่องราวจะกลับกลายไปได้ถึงเพียงนี้

จินเฟิ่งสั่งให้คนไปเอาแผ่นทองประกาศพระราชเสาวนีย์ของพระพันปีมา นางทูลถวายด้วยท่าทีนอบน้อม

พระพันปีทรงอกสั่นขวัญแขวน คลี่แผ่นทองประกาศพระราชเสาวนีย์ออก ตัวอักษรบนนั้นเขียนไว้ชัดแจ้ง

 

‘จินเฟิ่งแห่งตระกูลหลิว’

 

พระพันปีทรงหนาวสั่นไปทั้งพระวรกาย หลิวเซียปิดแผ่นฟ้าด้วยมือเพียงข้างเดียว เรื่องนี้พระนางทรงรู้ดี แต่ถึงกระนั้นพระนางก็ทรงนึกไม่ถึงว่าหลิวเซียจะสามารถเล่นตลกกับพระราชเสาวนีย์ของตำหนักในได้ราวกับลูกไก่ในกำมือเช่นนี้ด้วย

ต่อหน้าหลิวเซีย วังหลวงไหนเลยจะมีความน่าเกรงขามอันใดให้พูดถึงได้อีก!

พระนางทรงม้วนเก็บแผ่นทองประกาศพระราชเสาวนีย์ เมื่อทรงสงบสติอารมณ์ลงได้เป็นที่เรียบร้อย พระพันปีก็ทรงถอนลมหายใจออกมาแผ่วเบา “เวยกั๋วกงหนอเวยกั๋วกง ท่านช่างให้เกียรติราชสำนักของเรายิ่งนัก!” พูดจบ น้ำตาของพระพันปีก็หลั่งรินออกมาหยดหนึ่ง

พระนางทรงเป็นเพียงสตรีอายุสามสิบเศษที่งดงามอ่อนแอคนหนึ่งเท่านั้น เมื่ออดีตองค์จักรพรรดิยังทรงมีพระชนม์ชีพ พระองค์เคยทรงตรัสชมว่าพระนาง ‘มีจิตใจที่อ่อนโยนและงดงามที่สุดในโลกหล้า’ ที่สตรีเช่นนางเฝ้ารอคือบุรุษผู้ทะนงองอาจที่สามารถแบกรับแผ่นฟ้าเพื่อนาง และบุตรชายผู้องอาจห้าวหาญเจ้าของแผ่นหลังอันเข้มแข็ง แต่พระสวามีของพระนาง ยามนี้กลับอำลาจากโลกนี้ไปก่อนแล้ว บุตรหรือก็ยังเยาว์วัยนัก ภารกิจราชสำนักอันยิ่งใหญ่ ยามนี้กลับตกลงบนไหล่ของสตรีอ่อนแอเช่นนาง

จิตใจที่อ่อนโยนและงดงามที่สุดในใต้หล้า จะสามารถประคับประคองพานางข้ามผ่านวันเวลานับแต่นี้ต่อไปได้จริงกระนั้นหรือ

ขันทีและนางกำนัลต่างรีบขึ้นหน้าเข้าไปประคองพระวรกายที่ซวนเซของพระพันปีทั้งซ้ายขวา สวีไท่เฟยร้องออกมา “ในสายตาของเวยกั๋วกงยังมีกฎหมายบ้านเมือง ยังรู้จักพระเกียรติในอดีตองค์จักรพรรดิอีกกระนั้นหรือ พระพันปี พระองค์จะทรงยอมเช่นนี้ต่อไปอีกไม่ได้ รีบมีพระราชเสาวนีย์…”

“สวีไท่เฟย!” พระพันปีหลวงทรงเปล่งพระสุรเสียงตัดบทรวดเร็ว “เวยกั๋วกงมอบบุตรีในสายเลือดเข้าวัง นับเป็นการแสดงให้เห็นถึงจิตใจเปี่ยมไปด้วยความจงรักภักดี! นำรับสั่งข้าไป ให้ประทานทองคำหนึ่งร้อยตำลึง แผ่นวงแหวนหยกสิบชิ้น ตอบแทนน้ำใจเขา!”

ทุกคนต่างประทับใจในท่าทีของพระพันปีที่ทั้งประเสริฐเลิศล้ำทั้งอดทนอดกลั้น

“พระพันปี!” สวีไท่เฟยหลั่งน้ำตาไม่หยุด

องค์จักรพรรดิทรงคุกเข่าเงียบๆ อยู่ต่อหน้าพระพันปี “เสด็จแม่ ทั้งหมดล้วนเพราะกระหม่อมไม่เอาไหน ถึงทำให้ต้องทรงเผชิญหน้ากับความอัปยศอดสูใหญ่หลวงเช่นนี้” ถึงแม้จะยังทรงสิบสองชันษา แต่องค์จักรพรรดิก็ทรงเข้าใจดีว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อพระพักตร์ยามนี้มีสาเหตุจากสิ่งใด

พระพันปีทรงลูบพระเกศาขององค์จักรพรรดิ กลั้นน้ำตาพลางรับสั่ง “ลูกแม่ แม่หวังก็เพียงว่าเจ้าจะเติบใหญ่เร็วขึ้นอีกนิดเท่านั้น”

จินเฟิ่งคุกเข่าอยู่ข้างๆ นัยน์ตาจ้องเขม็งดูภาพสะเทือนใจตรงหน้า นางรู้ ตนเองก็คือความอัปยศอดสูใหญ่หลวงที่หลุดออกจากปากพวกเขา นางนึกอยากเดินขึ้นหน้าไปปลอบใจพวกเขา แต่นางก็รู้ดี ยามนี้นางหาได้ควรพูดอันใดไม่

จู่ๆ เสียงเหลาะแหละของใครบางคนก็ดังลอยมาจากนอกประตูตำหนัก “เกิดอะไรขึ้น ไฉนวันมงคล ทุกคนถึงได้ร้องไห้น้ำตาท่วมกันเช่นนี้ หลานสะใภ้เฮยพั่งของกระหม่อมเล่า นางไปอยู่เสียที่ใด”

ต้วนหล่งเยวี่ยเดินโบกพัดในมือไปมา รอยยิ้มที่ไม่อินังขังขอบบนใบหน้าของเขากับบรรยากาศภายในตำหนักไม่เข้ากันเลยแม้แต่น้อย ใบหน้างดงามอาบไว้ซึ่งรอยน้ำตาของพระพันปีซีดเผือดลงทันที

เรื่องถนัดที่สุดของต้วนหล่งเยวี่ยคงไม่มีอะไรเกินไปกว่าการทำสิ่งที่ไม่สมควรกระทำ ต้วนหล่งเยวี่ยนิสัยเอ้อระเหยลอยชายเป็นที่สุด อีกทั้งยังเป็นคนที่ปากเสียที่สุดในวังหลวงอีกด้วย

ต้วนหล่งเยวี่ยร้อง “โอ้!” ด้วยท่าทีฮึกเหิมพลางเดินตรงเข้ามา ดึงเอาตัวหลิวจินเฟิ่งอ้วนดำตัวน้อยที่พยายามถอยหลังหลบอย่างสุดกำลังออกมายืนอยู่ต่อหน้าทุกคน หลังจากพิจารณาอยู่รอบหนึ่ง เขาก็จุปากพูด “อัครมเหสีของพวกเราไม่ธรรมดาเลยจริงๆ เสด็จพี่ ข้าว่านางมีน้ำมีนวลกว่าท่านในยามนั้นอยู่โข”

พระพันปีทรงพยายามระงับความรู้สึกถูกหยามเหยียดเอาไว้อย่างสุดกำลัง พระนางทรงหันไปรับสั่งกับจินเฟิ่ง “นี่คือพระปิตุลาของเจ้า หล่งเยวี่ยอ๋อง”

จินเฟิ่งยังมิทันได้แสดงคารวะ ต้วนหล่งเยวี่ยก็คว้าตัวนางไว้พลางพยุงให้ลุกขึ้น “ทำเช่นนี้ได้อย่างไรกัน ทรงเป็นถึงพระมารดาของแผ่นดิน ไหนเลยจะคุกเข่าให้กับคนไร้ประโยชน์เช่นกระหม่อมได้ กระหม่อมต่างหากถึงควรแสดงคารวะต่ออัครมเหสี” เขาค้อมตัวประสานมือคารวะจนแทบจรดพื้น จินเฟิ่งไม่รู้ว่าตนเองควรทำเช่นไร

“ปล่อยเขา!” พระพันปีทรงเปล่งเสียงประชดออกมาคราหนึ่ง

องค์จักรพรรดิทรงลุกขึ้นยืน พร้อมตรัสเรียก “เสด็จอา…” ออกมาด้วยพระสุรเสียงกระอักกระอ่วน

ต้วนหล่งเยวี่ยเหมือนไม่ได้ยิน เขาลากองค์จักรพรรดิไปอีกด้านพร้อมโอบไหล่พระองค์ไว้พลางกระซิบกระซาบ แม้จะบอกว่าเป็นการกระซิบกระซาบ แต่เสียงของเขากลับดังพอที่สตรีทั้งหลายที่อยู่ที่นั่นจะได้ยินกระจ่างชัดทุกถ้อยคำ

“ฝ่าบาทอย่าได้ทรงเห็นว่านางหน้าดำไปหน่อย ร่างกายอวบอ้วนไปนิดแล้วจะไม่สนใจนาง พระองค์ยังทรงพระเยาว์ ยังไม่รู้ถึงสิ่งวิเศษของอิสตรี พระองค์ควรรู้ไว้ว่าสิ่งดีๆ ในตัวพวกนางล้วนถูกห่อหุ้มอยู่ใต้เสื้อผ้าอาภรณ์พวกนั้น ไม่อาจมองเห็นได้ในยามปกติ จำต้องรอให้ค่ำมืด ปลดรัดเอวของพวกนางออกแล้วกำจัดสิ่งที่ห่อหุ้มผิวหนังไว้ หลังจากนั้นทรงค่อยๆ ตรวจสอบดูโดยละเอียด ถึงจะรู้ว่าด้านในสบายพระหัตถ์หรือไม่ ถูกพระทัยหรือไม่…”

ใบหน้าของพระพันปีกับสวีไท่เฟยแดงก่ำขึ้นมารวดเร็ว “ต้วนหล่งเยวี่ย! เจ้า…เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใด!”

“พระราชนัดดาของกระหม่อมผู้นี้วันๆ ที่ได้พบเจอหากมิใช่สตรีเพศก็เป็นขันที พระปิตุลาเช่นกระหม่อมหากไม่ถ่ายทอดความรู้ของบุรุษเพศให้ เช่นนั้นแล้วกระหม่อมจะมีหน้าไปพบอดีตองค์จักรพรรดิได้เช่นไรกัน…”

พระอุระของพระพันปีกระเพื่อมขึ้นลงรุนแรง สีพระพักตร์จากที่เคยขาวสล้างราวหิมะกลับกลายซีดเผือด ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำ “เจ้า…เจ้า…เจ้า…” พระนางทั้งเจ็บปวดพระทัยทั้งพิโรธโกรธกริ้ว ยังไม่ทันได้ตรัสอะไรก็ทรงเป็นลมหมดสติไปเสียก่อน

พวกนางกำนัลกับเหล่าขันทีต่างโกลาหลขึ้นมาทันที สวีไท่เฟยก้มพระพักตร์รำพันพิลาปร่ำไห้อยู่กับพื้น “อดีตองค์จักรพรรดิ พระองค์ไฉนถึงทรงจากพวกเราไปรวดเร็วเช่นนี้! แล้วพระองค์จะให้เด็กกำพร้ากับหญิงม่ายอย่างพวกเรามีชีวิตต่อไปเช่นไร…”

ท่ามกลางความโกลาหลอลหม่านที่เกิดขึ้น ต้วนหล่งเยวี่ยมองดูทัศนียภาพตรงหน้าแล้วคลี่พัดโบกรับสายลมเย็นไปมา ก่อนจะบังเอิญประสานสายตาเข้ากับดวงตาดำขลับเป็นประกายคู่หนึ่ง สายตาของจินเฟิ่งไม่มีแม้แต่ความตระหนกตกใจ

ต้วนหล่งเยวี่ยเลิกคิ้ว “อัครมเหสี มีอันใดจะสอนสั่งกระหม่อมกระนั้นหรือ”

จินเฟิ่งมองดูเขาอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยปาก “เสด็จอา คงยังมิได้อภิเษกสมรสกระมัง”

ต้วนหล่งเยวี่ยตะลึง นานมากแล้วที่ไม่มีผู้คนในวังให้ความสนใจเรื่องความสุขชั่วชีวิตของเขา “แล้วเช่นไร”

“ท่านแม่ของหม่อมฉันบอกว่า บุรุษผู้อ้างว้างล้วนจิตใจร้อนรุ่ม”

“…”

ต้วนหล่งเยวี่ยปรบมือระเบิดเสียงหัวเราะ บุตรีของหลิวเซียไม่ธรรมดาเลยจริงๆ แต่ว่าครั้นเขาประสานสายตาเข้ากับดวงตาเล็กๆ แต่จริงจังของเฮยพั่ง ไม่รู้ทำไมเขาถึงหัวเราะไม่ออก ใบหน้าอ้วนดำของเด็กสาวแฝงไว้ซึ่งประกายแสงรุ่งโรจน์แห่งความฉลาดเฉลียว

หรือว่า…หรือว่าที่เขารู้สึกว่างเปล่าเช่นนี้ ก็ด้วยเพราะยังมิได้แต่งงานจริงอย่างที่นางพูด หล่งเยวี่ยอ๋องลูบคาง ใบหน้าหม่นหมองลงเล็กน้อย

วันนี้เป็นวันแรกของการเข้าห้องบรรทมในพระตำหนักเซียงหลัวของอัครมเหสีอย่างเป็นทางการ

 

โปรดติดตามตอนต่อไป…

หน้าที่แล้ว1 of 21

Comments

comments

Jamsai Editor: