อู่จวี่พูดชี้แจง “เมื่อครู่ตอนกระหม่อมกลับมา เดินผ่านห้องเก็บตำรา เห็นแรงงานหญิงโม่กำลังตรวจอ่านตำรา จึงเข้ามาดูพ่ะย่ะค่ะ”
“ตำรา?” ฉู่หวังมองไปที่โต๊ะของเชียนโม่ หยิบแผ่นไม้ไผ่เหล่านั้นขึ้นมาดู ครู่หนึ่งก็เอาแผ่นไม้ไผ่ที่เชียนโม่จดบันทึกไว้มาดู
เชียนโม่ช้อนตาขึ้นมองเงียบๆ ไม่ผิดจากที่คาด เธอเห็นสายตาของฉู่หวังจับนิ่ง
“ล้วนเป็นตำรารักษาโรค” อู่จวี่เห็นแล้วเอ่ยขึ้น “แรงงานหญิงโม่ไม่รู้จักอักษรบางตัว กระหม่อมจึงช่วยอธิบาย”
ฉู่หวังพยักหน้า เอ่ยถามด้วยความสนใจ “แรงงานหญิงโม่ เจ้ารักษาโรคระบาดได้ ยังมีโรคที่เจ้าไม่รู้จักอีกหรือ”
“รักษาโรคช่วยคน ไม่มีใครรับรองได้ว่าจะไม่เกิดการผิดพลาด” เชียนโม่ตอบอย่างครุ่นคิด พูดจบก็กลัวฉู่หวังจะไม่เชื่อถือและถอนคำพูดที่เคยรับปากไว้ก่อนหน้านี้ จึงรีบเอ่ยเสริมขึ้น “แต่ข้าจะทำสุดความสามารถ”
ฉู่หวังไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ ผ่านไปครู่หนึ่งก็หันไปกล่าวกับอู่จวี่ “เรื่องกรีธาทัพ เจ้าไปปรึกษาหารือกับกว่าเหรินที่ตำหนักอีกสักหน่อยเป็นอย่างไร”
อู่จวี่ยิ้ม ตอบอย่างมีมารยาท “กระหม่อมกำลังคิดเช่นนั้นพอดี”
ฉู่หวังไม่พูดอะไรอีก มองเชียนโม่แวบหนึ่งแล้วเดินออกไป
เสียงฝีเท้าของคนทั้งสองดังห่างออกไป กระทั่งเงียบหายไป เชียนโม่จึงเงยหน้าขึ้นมา มองท้องฟ้าด้านนอกที่มืดมิดแล้วถอนหายใจด้วยความโล่งอก
วันรุ่งขึ้นฉู่หวังจัดทัพทหารด้วยตนเอง ยกไปปราบปรามข้าศึกทางตะวันตกเฉียงเหนือ
เขาไม่ได้ยกกำลังเข้าโจมตีชนเผ่าซานหรงที่ยึดครองหยางชิวโดยตรง หากแต่มีบัญชาให้ทัพฉู่ที่รวมพลอยู่เมืองขุยโจมตีแคว้นหมีและชาวผู
ฉู่หวังก็ออกทำศึกด้วยตนเอง คนที่อยู่รักษาเมืองหลวงก็คือลิ่งอิ่นโต้วปัน อู่จวี่ และซูฉง
“อิ่งตูและวังหลวงก็ขอมอบให้ลิ่งอิ่นช่วยดูแล” ก่อนออกเดินทาง ฉู่หวังได้กล่าวกับลิ่งอิ่นโต้วปันที่มาส่ง
โต้วปันอายุราวหกสิบ ใบหน้าผ่ายผอม ประสานมือคารวะฉู่หวัง “ต้าหวังโปรดวางพระทัย พวกกระหม่อมแม้ตายก็ต้องรักษาเมืองหลวงไว้ให้ได้”
ฉู่หวังพยักหน้า แล้วมองไปทางอู่จวี่และขุนนางคนอื่นๆ “บ้านเมืองกำลังลำบาก พวกท่านทั้งหลายต้องสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ช่วยลิ่งอิ่นดูแลบ้านเมือง รักษาแคว้นฉู่ของเราเอาไว้”
ทุกคนต่างหมอบกราบรับพระบัญชา
เชียนโม่อยู่ในหมู่ชาวบ้านผู้ติดตาม ตามกองกำลังทหารขบวนยาวเหยียดออกจากเมือง เสียงล้อรถและเสียงฝีเท้าดังอึกทึก เสียงผู้คนจ้อกแจ้กจอแจ หอกยาวทวนยาวที่ทหารหาญถืออยู่ในมือดูละลานตา ข้างหน้ามองไปไม่เห็นหัวแถว ข้างหลังมองไปไม่เห็นท้ายแถว ในหมู่ทหารที่ออกศึกมีไม่น้อยที่เป็นชาวอิ่งตู ข้างทางมีคนมาส่งจำนวนมาก มีคนกำชับสั่งเสีย มีคนร่ำไห้ เดินตามขบวนไม่ยอมจากไป
เชียนโม่ได้รับอนุญาตเป็นพิเศษให้นั่งไปกับรถเทียมวัวที่บรรทุกของ เด็กหนุ่มที่ขับรถรูปร่างผอมบาง ดูแล้วน่าจะอายุสิบกว่า เมื่อครู่หญิงกลางคนคนหนึ่งจับมือเขาไว้พูดอะไรบางอย่างกับเขาทั้งน้ำหูน้ำตา หลังแยกจากกันขอบตาของเด็กหนุ่มก็แดงก่ำมาตลอด
เชียนโม่มองพวกเขา แล้วก็เริ่มตระหนักขึ้นมาว่าการเดินทางครั้งนี้เป็นการไปเพื่อจะทำศึกสงคราม