X
    Categories: ทดลองอ่านมากกว่ารักยอดหญิงเซียนเครื่องหอม

ยอดหญิงเซียนเครื่องหอมเล่มห้า บทที่สอง

หน้าที่แล้ว1 of 8

บทที่สอง

 

เมื่อมีเครื่องมือที่เพียงพอ มีอาจารย์ที่มีฝีมือสูงและวัตถุดิบเครื่องหอมสำเร็จรูปครบครัน ทุกสิ่งก็ราบรื่นกว่าที่มู่หวั่นชิวคาดเอาไว้มากนัก ในวันเดียวกันไม่ถึงยามเซินนางก็สกัดหัวเชื้อน้ำหอมได้ครบแล้ว นี่จึงเป็นครั้งแรกที่จะปรุงน้ำหอมตามที่ตระกูลเว่ยพูดถึง มู่หวั่นชิวตื่นเต้นอย่างมาก แล้วจะให้นางนอนหลับลงได้อย่างไร

มู่หวั่นชิวไม่สนใจหลีจวินที่กล่อมให้นางพักผ่อนอยู่หลายครั้ง เอาแต่ขังตนเองไว้ในห้องรังสรรค์กลิ่นของคฤหาสน์ตระกูลไป๋

กลิ่นแม้จะไร้เสียง ไร้รูป ไร้สี แต่กลับมีละอองมากมายลอยอยู่ในอากาศที่สามารถกระตุ้นอารมณ์ให้สดชื่นได้ แล้วก็ทำให้คนซึมเศร้าได้เช่นกัน สามารถทำให้คนเกิดความคิดเพ้อฝัน หรืออาจทำให้คนรู้สึกสงบจนจมลึกอยู่ในความทรงจำในอดีต ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนต้องใช้ใจไปสัมผัสทั้งสิ้น

ในเมื่อชะตาชีวิตของทุกคนไม่เหมือนกัน การรับรู้เรื่องกลิ่นก็จะแตกต่างกันอย่างมาก เมื่อประสบการณ์ของแต่ละคนไม่เหมือนกันแล้ว แรงบันดาลใจและการเลือกกลิ่นก็ย่อมไม่เหมือนกันด้วย

ในเรื่องนี้เรียกได้ว่ามู่หวั่นชิวมีพรสวรรค์เป็นพิเศษ

เพราะว่านางเกิดเป็นคนมาแล้วสองชาติ นางเคยรักจนฝังลึกลงกระดูก เคยแค้นจนใจแทบขาด เคยมีความรักมากล้น เคยลิ้มรสความเศร้ารันทด เคยมีความงุนงงกับการร่ำรวยเพียงชั่วข้ามคืนและเคยมีสภาพน่าอนาถที่ต้องสูญเสียทุกอย่างไป นางเคยเป็นถึงธิดาจวนอัครเสนาบดีที่สูงศักดิ์และเคยกระทั่งขายรอยยิ้มอยู่ในสถานที่คาวโลกีย์ เคยมีวันที่มีเงินทองอยู่มากมายและเคยลิ้มรสของการร่อนเร่อยู่กลางถนนถูกคนตะคอกด่า พูดได้ว่ารสชาติชีวิตในใต้หล้านี้ไม่ว่าจะเป็นรสชาติของความเจ็บปวดทรมาน ความโศกเศร้า ความยินดี หรือว่าความเสียใจ ทุกความรู้สึกนั้นนางล้วนได้ลิ้มรสมาหมดแล้ว เรื่องการรับรู้กลิ่นนี้นางย่อมมีความเข้าใจที่แตกต่างไปจากคนอื่นๆ

ประสบการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่นักปรุงเครื่องหอมทั่วไปล้วนไม่มี ดังนั้นแม้จะเพิ่งเข้าสู่วงการนี้แต่มู่หวั่นชิวกลับเข้าใจความหมายแฝงของกลิ่นได้ดีกว่าบรรดาศิษย์ในตระกูลนักปรุงเครื่องหอมเหล่านั้นเสียอีก นางสามารถรับรู้ถึงความลึกซึ้งในกลิ่นหอมอันสดชื่นและความงามในเอกลักษณ์ของกลิ่นนั้นๆ กอปรกับการฝึกฝนวิชาพิณที่เหนือกว่าผู้อื่นมาแต่กำเนิด และได้สุดยอดตำราลับของปรมาจารย์อันดับหนึ่งคอยชี้แนะ เวลาอันสั้นเพียงสองปีความเข้าใจของนางที่มีต่อกลิ่นหอมก็มิใช่เพียงแค่การสกัดหรือการปรุงตามสูตรลับอย่างง่ายๆ อีกแล้ว

ในใจของนางการปรุงเครื่องหอมได้เลื่อนขึ้นกลายเป็นศิลปะวิชาแขนงหนึ่งแล้ว นางกำลังก้าวย่างไปบนเส้นทางสายใหญ่ที่แตกต่างจากคนอื่นโดยไม่รู้ตัว นั่นคือเส้นทางที่แทรกซึมด้วยธรรมชาติ แทรกซึมด้วยการเปลี่ยนแปลงและเกิดดับของสรรพสิ่ง…เป็นเส้นทางแห่งเครื่องหอม

ด้วยเหตุนี้น้ำหอมซึ่งเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่สำหรับนักปรุงเครื่องหอมทั่วไปแม้จะตีจนหัวแตกก็ไม่อาจจินตนาการถึงได้นั้น มู่หวั่นชิวที่เพิ่งได้สัมผัสเป็นครั้งแรก นางก็ลงมือทำได้อย่างชำนาญมากแล้ว ทั้งยังราบรื่นดีกว่าที่นางคาดไว้เสียอีก ราวยามโฉ่ว* นางก็ไล่ปรุงน้ำหอมออกมาได้สิบกว่าชนิด ใช้ผ้าเช็ดหน้าขนแกะปิดจมูกสูดหายใจลึกหลายที ทำให้จมูกกลับมามีสัมผัสไวเหมือนเดิมแล้ว มู่หวั่นชิวก็เอาน้ำหอมที่เพิ่งปรุงได้มาวางใต้จมูกอีกครั้ง

อืม เป็นกลิ่นนี้ล่ะ เหมือนที่นางคิดไว้ทุกอย่าง

มู่หวั่นชิวบิดขี้เกียจ ยามนี้นางตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ อยากจะวิ่งไปเรียกหลีจวินให้ตื่นจากฝัน แล้วมาร่วมแบ่งปันความยินดีในความสำเร็จนี้ด้วยซ้ำ ทว่าเพียงนางเงยหน้ามองไปยังหน้าต่างที่ภายนอกยังคงดำมืด นางก็วางถาดที่ยกขึ้นมากลับลงไปที่เดิม แอบคิดในใจว่าวันนี้ดึกเกินไปแล้ว น้ำหอมเหล่านี้พรุ่งนี้ค่อยเอาให้เขาก็แล้วกัน ในใจคิดไปนางก็เก็บกวาดอย่างลวกๆ แล้วหยิบน้ำหอมขวดหนึ่งขึ้นมาเตรียมจะกลับห้องรองทางตะวันออก

นางอยากรับรู้กลิ่นของน้ำหอมนี้ในความฝัน

พอผลักประตูเปิดนางก็ต้องตกตะลึง

หลีจวินที่ยกเก้าอี้มานั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงปากประตู เมื่อได้ยินเสียงประตูดังขึ้น เขาจึงเงยหน้าขึ้นแล้วเรียกนางอย่างตื่นเต้นยินดี “อาชิว…”

“ดึกอย่างนี้แล้ว ไยพี่หลียังไม่กลับไปนอนอีก” มองไปซ้ายขวา นางจึงพบว่าทั้งโม่เสวี่ยและโม่อวี่ก็ล้วนอยู่ที่นี่จึงส่ายหน้า “ให้โม่เสวี่ยอยู่กับข้าก็พอแล้ว เหตุใดทุกคนต้องมาอดนอนด้วย” ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยการโอดครวญ

“อาชิวลำบากอย่างนั้น ข้าจะนอนหลับได้อย่างไร” วางหนังสือบนเก้าอี้แล้ว หลีจวินจึงลุกขึ้นยืน “เป็นอย่างไรบ้าง มีความคืบหน้าหรือไม่”

กู่ฉินใช้เวลานานเกือบหนึ่งปี เม็ดหอมเศร้าอาดูรนั้นก็ยังไม่สำเร็จ เขาย่อมไม่กล้าจินตนาการว่ามู่หวั่นชิวจะสามารถปรุงเครื่องหอมชั้นเลิศที่นางพูดถึงออกมาได้ภายในคืนเดียว

พูดถึงเรื่องนี้ดวงตามู่หวั่นชิวก็เปล่งประกาย นางกุมมือหลีจวินเอาไว้ “พี่หลีตามข้ามา” ดึงเขาเข้ามาในห้องแล้ว มู่หวั่นชิวก็ชี้ไปยังน้ำหอมสามสิบกว่าขวดที่วางอยู่ในถาด “เป็นของที่ข้าแบ่งครั้งในการปรุง พี่หลีดมดูสักหน่อยเถอะว่าแตกต่างกันมากหรือไม่”

“อาชิวปรุงออกมามากอย่างนี้เชียวหรือ” หลีจวินมองนางอย่างไม่อยากเชื่อสายตา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี

โม่อวี่โม่เสวี่ยที่ตามเข้ามาตะโกนพูดขึ้นมา “สวรรค์!” ก่อนที่โม่อวี่จะพูดต่อว่า “คุณหนู ภายในคืนเดียวท่านปรุงได้มากอย่างนี้เชียวหรือ”

พวกเขาเคยได้ยินอาจารย์โหยวพูดมาก่อน ปกติเวลาจะปรุงน้ำหอมสักขวดหนึ่งนั้นต้องใช้เวลาหลายวันหรือกระทั่งถึงสิบกว่าวัน

“อืม…” มู่หวั่นชิวพยักหน้า “ทดลองเป็นครั้งแรก ข้ากลัวจะทำได้ไม่ดี จึงตั้งใจแบ่งชุดลองทำสักหลายครั้งหน่อย ถ้าทุกครั้งมีกลิ่นออกมาเหมือนกัน แสดงว่ากลิ่นหอมคงที่แล้ว สามารถทำออกมาชุดใหญ่ได้เลย…” ท่ามกลางแสงเทียนที่พลิ้วไหว ดวงตาโตลึกล้ำส่องประกายราวกับเด็กน้อยที่เพิ่งทำเรื่องดีอันยิ่งใหญ่สะเทือนฟ้าดินมา และกำลังเฝ้ารอให้พ่อแม่เอ่ยคำชื่นชม มู่หวั่นชิวมองหลีจวินอย่างรอคอย “พี่หลีรีบช่วยดมให้ข้าสักหน่อยสิ!”

หลีจวินมองนางอย่างรักใคร่ เขาฉีกยิ้มพลางยื่นมือไปหยิบขวดขึ้นมา

“เป็นอย่างไรบ้าง” มองหลีจวินวางน้ำหอมขวดหนึ่งลงพลางนั่งหลับตาครุ่นคิดบนเก้าอี้อย่างเงียบๆ แล้ว หัวใจมู่หวั่นชิวก็ยกสูงขึ้นมาถึงลำคอ…

ภายในห้องเงียบผิดปกติ กระทั่งเข็มตกก็ยังได้ยินเสียง

“พี่หลี…” มู่หวั่นชิวเรียกเสียงเบา

“ภายในหนึ่งวันอาชิวสามารถปรับแก้สูตรลับเม็ดหอมเศร้าอาดูรนั่นได้หรือไม่” ขณะที่ทรวงอกถูกความเงียบงันกดจนแทบจะระเบิด ในตอนที่มู่หวั่นชิวทนไม่ไหวจะเอ่ยปากพูดออกมาแล้วนั้น หลีจวินก็ลืมตาขึ้นทันใด แล้วมองนางด้วยท่าทางขึงขัง

น้ำหอมนี้ใช้ไม่ได้หรือ!

มู่หวั่นชิวตัวสั่น ร่างนางไหวเอนแทบจะล้มลง

“อาชิว…” หลีจวินกอดนางไว้แล้วเรียกเสียงเบา

“พี่หลี…” สะบัดหลุดจากเขาแล้ว มู่หวั่นชิวก็ยืนตรงอีกครั้ง ก่อนจะหยิบน้ำหอมที่หลีจวินเพิ่งวางลงเมื่อครู่ขึ้นมาอีกครั้ง อันนี้ใช้ไม่ได้จริงหรือ…อันนี้ใช้ไม่ได้จริงๆ หรือ…ในใจนางถามตัวเองอย่างบ้าคลั่งนับครั้งไม่ถ้วน แล้วนางก็ค่อยๆ สงบสติลง

จริงสิ การรับรู้กลิ่นของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แม้จะเป็นสุดยอดกลิ่นหอมก็ใช่ว่าทุกคนจะชอบ

อย่างไรเสียส่งเครื่องหอมเข้าวังมาหลายปี หลีจวินต้องเข้าใจความชอบขององค์หญิงหมิงอวี้มากกว่านาง!

ถึงแม้เม็ดหอมเศร้าอาดูรที่กู่ฉินทิ้งไว้ในร้านหลีจี้จะยังทำไม่สำเร็จ แต่กลิ่นเริ่มแรกนั้นได้บอกเป็นนัยแล้วว่ามันต้องเป็นสุดยอดกลิ่นหอมที่ทำให้รู้สึกรันทดเศร้าระทม!

ก็เหมือนสาวงามล่มเมืองคนหนึ่ง ท่วงท่าลักษณะพิเศษเหล่านั้นมีเค้าลางให้เห็นมาตั้งแต่นางอายุยังน้อยแล้ว

ในใจของเขายังคงเป็นเครื่องหอมเศร้าอาดูรที่สามารถชิงความชมชอบองค์หญิงหมิงอวี้ได้ พร่ำพูดอยู่ในใจ มู่หวั่นชิวก็นึกขึ้นได้ทันใดว่าในชาติก่อนเป็นเม็ดหอมเศร้าอาดูรที่ได้ตำแหน่งผู้ชนะไป นางรู้สึกสิ้นหวัง พลางแอบคิดในใจว่า

นั่นสิ พี่หลีเป็นอัจฉริยะ สิ่งที่เขาคาดการณ์คงจะถูกต้อง ไม่ว่าจะชาติก่อนหรือชาตินี้แม้ข้าจะเปลี่ยนชะตาชีวิตของคนบางคนได้ แต่ชะตาของสิ่งของเหล่านี้กลับล้วนเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย อย่างเช่นธูปพระพยักหน้าที่แม้คนทำจะไม่ใช่คนเดียวกัน แต่มันยังคงกลายเป็นธูปบรรณาการเหมือนกับในชาติก่อน หรืออย่างเช่นกลหมื่นเคราะห์ และหออีผิ่นเทียนซย่า…ของที่ไม่มีชีวิตเหล่านี้ ถึงแม้ชาติก่อนกับชาตินี้คนที่ครอบครองพวกมันและสิ่งที่เกิดกับมันจะไม่เหมือนกัน แต่สุดท้ายพวกมันก็ล้วนมีชะตาที่เป็นไปเช่นเดิม…

ยิ่งคิดก็ยิ่งมั่นใจว่าใช่ ความสิ้นหวังในใจมู่หวั่นชิวจึงเพิ่มมากขึ้น

เม็ดหอมเศร้าอาดูรนี้จะหนีพ้นชะตาที่ถูกคนนับหมื่นตามล่าหาซื้อมาครอบครองเหมือนกับในชาติก่อนได้อย่างไร

“อาชิว…”

“ตกลง…” ได้ยินหลีจวินเรียกนาง มู่หวั่นชิวก็เงยหน้าขึ้น “ทำตามที่พี่หลีบอกเถอะ พรุ่งนี้เช้าข้าจะลองดู!” น้ำเสียงของนางเด็ดขาด ในเมื่อธูปพระพยักหน้าผ่านมือนางจนกลายเป็นธูปบรรณาการมาแล้ว เช่นนั้นเม็ดหอมเศร้าอาดูรนี้ก็จะเป็นอย่างนั้นเช่นกัน ขอเพียงผ่านการปรุงจากมือของนางก็สามารถกลายเป็นเครื่องหอมอันดับหนึ่งในงานพระราชพิธีอภิเษกขององค์หญิงหมิงอวี้ได้!

คิดก็ส่วนคิด แต่เมื่อคิดว่าน้ำหอมขวดแรกที่ตัวเองตั้งใจปรุงออกมาถูกคัดทิ้งไปเช่นนี้ มู่หวั่นชิวยังคงรู้สึกยอมรับไม่ได้อยู่บ้าง นางยิ้มให้หลีจวินเหมือนไม่รู้สึกอะไร เพียงแค่อยากให้ตนเองดูสง่าสักหน่อยเท่านั้น

แต่ในชั่วขณะที่นางฉีกยิ้ม น้ำตากลับไหลลงมาอย่างควบคุมไม่ได้

“อาชิว…” หลีจวินเรียกเสียงเบา แล้วกอดร่างสั่นเทาของมู่หวั่นชิวไว้แน่น

“เครื่องหอมนี้กลิ่นเป็นอย่างไรขอรับ” หร่วนซีมองหร่วนอวี้บิดเม็ดหอมเศร้าอาดูรเม็ดหนึ่งวางลงในเตากำยานอย่างตื่นเต้น

นี่เป็นเครื่องหอมตัวอย่างที่จะใช้ในงานพระราชพิธีอภิเษกขององค์หญิงหมิงอวี้ที่ตระกูลหลีส่งออกมา ซึ่งเขาเพิ่งจะขโมยกลับมา

“เป็นอย่างไรบ้างขอรับ” เห็นหร่วนอวี้หลับตาไม่พูดจา หร่วนซีจึงถามอีกประโยค “ข้าน้อยให้คนลอบจับตาขบวนรถของตระกูลหลีแล้ว ขอใต้เท้าพูดเพียงประโยคเดียว ข้าน้อยจะขโมยเครื่องหอมชุดนั้นมาทันที” ในดวงตาหร่วนซีฉายแววโหดเหี้ยม

“เครื่องหอมนี้ไม่น่ากลัว…” ในขณะที่หร่วนซีทนไม่ไหวจะออกไปส่งข่าวนั้น หร่วนอวี้ก็ลืมตาขึ้นทันใด

“ใต้เท้า…”

“หลี่หานปิงเป็นแค่นักปรุงเครื่องหอมมือรอง จะมาเทียบกับปรมาจารย์กู่ที่เป็นเสมือนเทพได้อย่างไร” หร่วนอวี้ยิ้มเย็นชา ก่อนจะดับไฟในเตากำยานลงในฝ่ามือเดียว “กลิ่นนี้เทียบกับกระวานหอมบุปผาสวรรค์ที่เพิ่งวางขายในตลาดไม่ได้เลย!”

“เช่นนั้น…” หร่วนซีสีหน้าผ่อนคลายมากขึ้น “ข้าน้อยจะเรียกคนกลับมานะขอรับ”

ทันทีที่รู้ว่าตัวอย่างเครื่องหอมของตระกูลหลีจะถูกส่งออกไปภายในไม่กี่วันนี้แล้ว องครักษ์ทุกคนก็ล้วนตึงเครียด คงไม่อาจพักผ่อนอย่างสบายใจติดต่อกันหลายวันได้

“ได้ เหลือไว้สอง…” หร่วนอวี้พยักหน้า ทันใดเสียงก็ขาดไปชั่วครู่ “เพิ่มคนจับตาดูคฤหาสน์ตระกูลหลีต่อไป อย่าหละหลวมอย่างเด็ดขาด!”

หลีจวินเป็นคนเจ้าเล่ห์เพทุบาย ทั้งที่รู้ว่าเครื่องหอมที่หลี่หานปิงทำออกมานั้นไม่อาจเรียกว่าชั้นหนึ่งได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคำว่าชั้นเลิศเลย แล้วเหตุใดเขายังกล้าส่งออกไปอีกเล่า

ขายหน้าต่อเหล่าเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ไปเสียเปล่า

ตระกูลหลีเป็นถึงผู้นำวงการปรุงเครื่องหอม การที่เขาทำเช่นนี้ไม่ต้องให้อิงอ๋องเสียน้ำลายพูดเลย ฝ่าบาทก็จะมีพระราชโองการยกเลิกสิทธิ์การเป็นวาณิชหลวงของตระกูลหลีเอง นี่เป็นการขุดหลุมศพฝังตัวเองอย่างไม่ต้องสงสัย

เว้นแต่ว่าจะเป็นคนโง่จริงๆ กระนั้นแม้แต่คนบ้าก็ยังไม่ทำเช่นนี้เลย!

แต่หลีจวินไม่ใช่ทั้งคนโง่และคนบ้า เขาทำเช่นนี้มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว…

คือเขาคิดจะสร้างทางที่แจ้งส่งเสบียงที่ลับ!

ตัวอย่างเครื่องหอมที่แท้จริงต้องยังอยู่ในคฤหาสน์ตระกูลหลีอย่างแน่นอน หลีจวินคงคิดจะใช้ของปลอมมาล่อสายตาของเขาไปทางอื่น จากนั้นค่อยส่งของจริงออกไป!

เหลือเวลาไม่มากแล้วเพียงวันนี้วันพรุ่งสองวัน ตัวอย่างจริงของตระกูลหลีจะต้องถูกส่งออกมาแน่นอน

“ใต้เท้า…” หร่วนซีจับต้นชนปลายไม่ถูก

ทั้งที่เครื่องหอมก็ส่งออกมา และก็ถูกขโมยมาแล้วด้วย พิสูจน์ว่าไม่มีอันตรายใดแล้วแท้ๆ ยังจะให้พวกเขาจับตาดูตระกูลหลีด้วยเหตุใดอีก

“ถอนกำลังที่ติดตามขบวนรถของตระกูลหลีกลับมาบางส่วน” หร่วนอวี้ไม่อธิบาย ก่อนจะพูดสั่งการต่อไป “ให้แม่นางหลิ่วไปลองถามกู่ฉินดูว่าฝ่ายปรุงเครื่องหอมของตระกูลหลีระยะนี้มีความผิดปกติอะไรหรือไม่”

“เอ่อ…” หร่วนซีลังเลสักครู่

เขาจะเชิญคุณหนูใหญ่ตระกูลหลิ่วไปหากู่ฉินได้อย่างไร

ยิ่งไปกว่านั้นเพราะหร่วนอวี้เอาแต่ตามติดมู่หวั่นชิวทุกวัน คุณหนูใหญ่ตระกูลหลิ่วจึงกำลังงอนอยู่

หร่วนซีอ้าปากอยากจะพูดว่าเรื่องนี้ใต้เท้าไปด้วยตัวเองดีกว่าขอรับ คำพูดตีวนอยู่ที่ปลายลิ้น มองเห็นหัวคิ้วที่ขมวดแน่นของหร่วนอวี้แล้ว เขาก็รู้ว่าผู้เป็นนายกลัวหลิ่วเฟิ่งที่จู่ๆ ก็พูดจาไม่ดีขึ้นมา

สตรีน่ะเพียงพูดจาปลอบสักหน่อยก็ดีด้วยแล้ว

หร่วนซีกำลังคิดว่าจะเกลี้ยกล่อมให้หร่วนอวี้ไปเยี่ยมหลิ่วเฟิ่ง ยอมก้มหัวให้นางอย่างไรบ้างนั้น ก็มีองครักษ์เข้ามารายงานเสียก่อน “ใต้เท้าฉินเชิญท่านไปดูเครื่องบรรณาการที่เตรียมเพื่องานพระราชพิธีอภิเษกขององค์หญิงหมิงอวี้ขอรับ”

พระราชพิธีอภิเษกขององค์หญิงหมิงอวี้ ขุนนางทุกท้องที่ต้องส่งของบรรณาการมาร่วมอวยพร ขุนนางในเขตเมืองต้าเยี่ยย่อมไม่อยู่ในข้อยกเว้น มีกฎเกณฑ์เดียวกับที่อื่น โดยที่มีเจ้าเมืองต้าเยี่ยเป็นผู้นำ ทุกอำเภอที่อยู่ในกำกับจะร่วมกันเตรียมของขวัญอวยพรหนึ่งชิ้นขึ้นมาแล้วร่วมลงชื่อในรายงาน

เตรียมของขวัญอวยพรให้ราชธิดาของฮ่องเต้ ทุกอำเภอย่อมต้องเอาของล้ำค่าที่มีอยู่ในหีบทั้งหมดออกมา เงินกำนัลมหาศาลมีมูลค่าไม่น้อย นอกจากเส้นทางหลวงต้องมีทหารคุ้มกันในการส่งของแล้ว ยามจะเคลื่อนขบวนทหารก็ต้องมีลายมือชื่อและตราประทับของหร่วนอวี้ด้วย

กำลังครุ่นคิดว่ามีความเป็นไปได้ใดบ้างที่หลีจวินจะเลือกส่งตัวอย่างออกจากตระกูลหลี ทั้งยังเป็นวิธีที่ดีที่สุด ได้ฟังคำพูดนี้แล้วดวงตาหร่วนอวี้ก็เปล่งประกาย

ใช่ ของขวัญอวยพรขององค์หญิง!

ด้วยความเจ้าเล่ห์ของหลีจวินคงจะใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้แน่นอน!

อย่างไรเสียฉินต้าหลงก็เป็นสุนัขตัวหนึ่งของตระกูลหลี!

ความคิดแล่นผ่าน หร่วนอวี้ก็ดีดตัวลุกขึ้นทันที “ไป!”

“ใต้เท้า…” หร่วนซีเรียก

“รีบนำองครักษ์ทั้งหมดในจวนตามข้าไปตรวจนับเครื่องบรรณาการ…”

หร่วนซีเบิกตาโตอย่างตกใจ ผ่านไปครู่ใหญ่เขาจึงหมุนตัวไปรวบรวมองครักษ์

ในฐานะเมืองเครื่องหอมเมืองต้าเยี่ยถือเป็นเมืองใหญ่อันดับสองที่เป็นรองเพียงเมืองอันคังในแคว้นต้าโจว มีอำเภอตำบลในกำกับยี่สิบสามสิบแห่ง ถือเป็นสถานที่ที่มีความมั่งคั่ง จำนวนเครื่องบรรณาการมากเท่าใดนั้นเพียงคิดก็รู้ได้

เมื่อเครื่องบรรณาการมีจำนวนมาก ทั้งยังมีมูลค่ามหาศาล ทางบกย่อมไม่สะดวกจะเดินทาง ฉินต้าหลงกับหร่วนอวี้จึงปรึกษากันไว้แต่แรก เลือกเรือที่ดีที่สุดในเมืองต้าเยี่ยส่งเครื่องบรรณาการไปที่เมืองอันคังด้วยทางน้ำ ขุนนางในแต่ละท้องที่ล้วนออกเงินจำนวนมาก อะไรที่บินบนฟ้าคลานบนดินว่ายในน้ำล้วนมีหมด ผ้าไหม เงินทอง ของมีค่าที่ควรมีก็มีทุกอย่างบรรจุจนเต็มห้าลำเรือ ตัวเรือผูกผ้าไหมสีแดงสดเอาไว้ หัวเรือแขวนธงที่เขียนอักษรสีทองตัวใหญ่ว่า ‘เครื่องบรรณาการ’ ดูสะดุดตาอย่างมาก

ฉินต้าหลงถือสมุดรายชื่อของขวัญอวยพรเล่มหนายืนอยู่บนสะพานลอยน้ำ เห็นหร่วนอวี้พาคนเดินมาด้วยท่าทีดุดันจึงรีบเข้าไปทักทาย “คารวะใต้เท้าหร่วน…” แล้วยื่นสมุดรายชื่อไปให้ “ของขวัญอวยพรที่ส่งเป็นบรรณาการให้องค์หญิงหมิงอวี้ล้วนขนเสร็จแล้ว มีทั้งหมดห้าลำเรือ เชิญใต้เท้าตรวจของเพื่อปิดเรือได้เลย”

หร่วนอวี้ก็ไม่ได้เกรงใจ เขายื่นมือไปรับสมุดรายชื่อเครื่องบรรณาการมาเปิดดู แล้วหันไปสั่งการองครักษ์ที่ตามมาสามสิบกว่าคน “ทุกคน เริ่มจากเรือลำที่หนึ่ง ตรวจนับให้ละเอียดตามสมุดรายชื่อของนี้” แล้วผ่อนเสียงลง “…ต้องตรวจนับให้ละเอียดทีละชิ้น ในเรือห้าลำนี้แม้แต่รูหนูก็ปล่อยผ่านไปไม่ได้!” แม้ปากจะพูดสั่งการอย่างนั้น แต่ดวงตากลับจับจ้องฉินต้าหลงไม่วางตา

นี่เป็นการตรวจนับเสียที่ใดเล่า

นี่เป็นการยึดทรัพย์ชัดๆ!

ได้ฟังคำพูดนี้แล้ว รอยยิ้มบนหน้าฉินต้าหลงก็แข็งกระด้างไป มือที่เกาะบนราวจับพลันสั่นเทา

เป็นจริงดังคาด เครื่องหอมของตระกูลหลีอยู่บนเรือห้าลำนี้!

เห็นในดวงตาฉินต้าหลงฉายความว้าวุ่น หร่วนอวี้ก็ยิ้มเย็นชาอยู่ในใจ

เขาโบกมือไปทางด้านหลัง “ตรวจนับจำนวน…”

เสียงดังตึงตัง องครักษ์ทุกคนต่างก็กรูกันเข้ามา

ดวงอาทิตย์ค่อยๆ ลอยขึ้นกลางท้องฟ้า แสงจ้าจนลืมตาไม่ขึ้น

“ใต้เท้าหร่วน…” พลทหารเข้ามาคำนับ “ใต้เท้าฉินเตรียมงานเลี้ยงสุราบนเรือพักแรมด้านหน้า ขอเชิญท่านไปกินอาหารขอรับ”

หร่วนอวี้เงยหน้าขึ้นมองเรือพักแรมที่ตกแต่งอย่างงดงามซึ่งจอดอยู่ไม่ไกล ฉินต้าหลงกำลังนำขุนนางแต่ละท้องที่ยืนอยู่ตรงหัวเรือโบกมือให้เขา เขาจึงส่ายหน้า “ข้ามีภารกิจติดตัว ไม่ล่ะ ส่งอาหารมาที่นี่!”

“เอ่อ…” พลทหารลังเลสักครู่จึงตอบรับคำอย่างนอบน้อม แล้วรีบกลับไปเรียนใต้เท้าฉิน

ดวงตะวันเจิดจรัสค่อยๆ เลื่อนไปทางตะวันตก เปลี่ยนเป็นลูกกลมแดงเพลิงแขวนอยู่ที่ปลายขอบฟ้า ย้อมแม่น้ำครึ่งสายให้กลายเป็นสีแดง ทั้งงดงามและประหลาดตาอย่างยิ่ง

ฉินต้าหลงดื่มจนหน้าแดงก่ำเดินมาถึงบนเรือบรรณาการ เห็นหร่วนอวี้วุ่นวายจนเหงื่อท่วมหัวจึงประกบหมัด “ใต้เท้าหร่วนลำบากแล้ว ข้าจะยื่นฎีกาชื่นชมใต้เท้าหร่วนแน่นอน ลงมาจัดการงานด้วยตัวเองเช่นนี้ ทั้งสุขุมรอบคอบ มีความระมัดระวัง…”

หร่วนอวี้แค่นเสียงสบถ หมุนตัวออกจากเรือบรรณาการลำที่สาม แล้วนำคนก้าวขึ้นบนเรือบรรณาการลำที่สี่

รอยยิ้มพลันกระด้างไป ฉินต้าหลงหรี่ตามองแผ่นหลังของหร่วนอวี้ที่เดินขึ้นเรือไป ก่อนที่เขาจะตัดสินใจพกความเมาพาตนเองกลับไปนอนบนเรือพักแรม

แสงสุดท้ายลับขอบฟ้า สีของค่ำคืนราวฉากสีเทาผืนใหญ่คลี่คลุมลงมา ท่าเรือที่พลุกพล่านมาทั้งวันค่อยๆ เงียบลง มีเพียงลมเย็นยามค่ำที่ทำให้ผู้คนสบายใจเป็นพิเศษ

นอนหลับอย่างเพียงพอแล้ว ฉินต้าหลงก็ออกมาจากเรือพักแรม เห็นบนเรือบรรณาการลำที่ห้ามีไฟส่องสว่างอยู่จึงรีบเดินขึ้นไป

“ใต้เท้าหร่วนลำบะ…” เขาประกบหมัดไปทางหร่วนอวี้ที่มีสีหน้าดำคล้ำ กวาดตามองไปรอบเรือลำนี้แล้ว นอกจากหีบไม้ห้าหกหีบที่อยู่ชั้นล่าง ที่อื่นล้วนวางม้วนผ้าไหมไว้อย่างเป็นระเบียบ มองไปสุดสายตาแล้วก็พบว่าไม่มีทางเอาของส่วนตัวขึ้นมาได้ เขาจึงเอ่ยปากพูดว่า “เหลือเพียงเท่านี้แล้ว ให้พวกองครักษ์มาตรวจนับก็พอ ใต้เท้าหร่วนเชิญขึ้นไปพักดื่มชาที่ดาดฟ้าเรือก่อนเถอะ…” แล้วพูดอีกว่า “เพิ่งได้ชาปี้หลัวชุนของอำเภอฉี่หลิงมา คลายร้อนได้พอดี…”

“ข้าไม่กระหาย…” หร่วนอวี้ชี้ไปที่หีบอีกใบหนึ่ง “เปิดต่อไป…”

ฉินต้าหลงตัวเกร็งทันที ผ่านไปชั่วครู่เขาจึงกลับมาเป็นปกติ หันไปสั่งทหารองครักษ์ “ทุกคนระวังด้วย ผ้าไหมผ้าต่วนเต็มเรือเช่นนี้ติดไฟง่ายที่สุด ระวังไฟในมือให้ดี!”

ได้ยินคำพูดแฝงความโมโหอย่างชัดเจนนี้แล้ว เหล่าองครักษ์ก็พากันมองไปทางหร่วนอวี้

หร่วนอวี้เพียงปั้นหน้าเครียด มององครักษ์ปิดหีบอีกใบลงอย่างตั้งใจพลางชี้ไปที่หีบอีกใบแล้วพูดว่า “ทำต่อไป…”

องครักษ์รับคำสั่งเปิดหีบใบต่อไป

ในนั้นคือปะการังสีแดงเพลิงสูงสามฉื่อกว่าต้นหนึ่ง เมื่ออยู่ภายใต้แสงเทียนก็ยิ่งดูสุกใสเป็นประกาย สวยงามยวนตา สะดุดตาอย่างมาก

“…สวรรค์!” ไม่สนใจความโมโหของหร่วนอวี้แล้ว ฉินต้าหลงเดินเข้าไปลูบคลำของตรงหน้าด้วยมือที่สั่นเทา ปากก็พูดว่า “ปะการังสีแดงล้ำค่าที่สุด สีแดงเพลิงนี้หายากที่สุด แค่ปิ่นปักผมธรรมดาเพียงอันเดียวก็ยังเป็นการสุรุ่ยสุร่ายเลย นี่…นี่…” ได้เห็นของที่หายากในชาตินี้ เขาไม่รู้ว่าจะใช้คำใดมาบรรยาย “ของมงคลเช่นนี้ได้มาใช้ในงานมงคลเช่นนี้ หาได้ยากหนอหาได้ยาก…” แล้วพูดอีกว่า “นี่เป็นของของใคร”

“ปะการังแดงทะเลใต้ ใต้เท้าจางเต๋อหมิงทูลถวาย…” องครักษ์ที่รับหน้าที่ตรวจนับอ่านตามรายชื่อ เห็นฉินต้าหลงลูบคลำปะการังที่หาได้ยากนั้นไม่ยอมจากไป องครักษ์จึงมองไปทางหร่วนอวี้อย่างลำบากใจ

ตรวจนับมาทั้งวันพวกเขาล้วนเห็นของประหลาดล้ำค่ามาทุกประเภทจึงรู้สึกเฉยชากับสิ่งเหล่านี้แล้ว ตอนนี้สิ่งที่ต้องการที่สุดคือรีบตรวจนับให้เสร็จแล้วกลับไปพักผ่อน

หร่วนอวี้ขมวดคิ้ว

เห็นเครื่องบรรณาการบนเรือห้าลำนี้ถูกตรวจนับจนครบแล้ว แต่ก็ไม่มีตัวอย่างเครื่องหอมอย่างที่คาดเอาไว้ อารมณ์ของหร่วนอวี้แค่คิดก็พอรู้ได้ เขามองสีท้องฟ้าด้านนอกแล้วหันมองหีบที่เหลืออีกสองใบ ก่อนจะเข้าไปปิดฝาหีบใส่ปะการังที่ฉินต้าหลงกำลังชื่นชมอยู่พลางหันไปสั่งการ “ตรวจนับต่อไป”

ถูกหักหน้าต่อหน้าทุกคน ฉินต้าหลงก็มีสีหน้าเคร่งเครียด ริมฝีปากเขาขยับแต่ไม่มีเสียงอะไรลอดออกมา ผ่านไปครู่ใหญ่เขาก็หมุนตัวไปยืนด้านข้างมองพวกหร่วนอวี้อย่างเย็นชา

หีบอีกใบถูกเปิดออก ในนั้นคือไข่มุกโมราหลากสี มีองครักษ์เข้าไปใช้มือพลิกดู พลิกไปถึงก้นหีบก็ล้วนเป็นเงินทั้งหมด ไม่อาจใส่เครื่องหอมปนไว้ได้เลย

หร่วนอวี้รู้สึกสิ้นหวังอยู่บ้าง เขายืนอยู่หน้าหีบใบสุดท้ายพลางครุ่นคิดอย่างหนัก หากในหีบใบนี้ยังไม่มีอีก เช่นนั้นวันนี้เขาก็เสียแรงเปล่าแล้ว

แต่ว่าหากไม่ใช้เรือหลวงนี้แล้ว หลีจวินยังจะใช้วิธีใดได้อีกในการขนส่งเครื่องหอมที่เตรียมสำหรับงานพระราชพิธีอภิเษกขององค์หญิงหมิงอวี้…

เขาส่ายหน้า คิดไม่ออกเลยว่ายังมีโอกาสอะไรที่ดีกว่านี้ให้หลีจวินใช้อีก หากเขาเป็นหลีจวินก็จะเลือกเรือบรรณาการเป็นอันดับแรกเช่นกัน ในความคิดพลันเห็นภาพตอนเช้าที่ขึ้นเรือมา ทั้งความว้าวุ่นในดวงตาของฉินต้าหลง เขาบอกกับองครักษ์ที่ลูบหมัดไปมาในทันใด “เปิดออก…”

เสียงพึ่บพั่บดังขึ้น หีบใบสุดท้ายถูกเปิดออกในทันที

“สวรรค์! นี่มันอะไรกัน” ตรวจนับมาทั้งวันจนชินชาแล้ว ทว่าเมื่อเห็นเจดีย์งามทรงสามเหลี่ยมที่ใช้ผลึกแก้วกลมเรียงต่อกันจนส่องประกายระยิบระยับอยู่ภายใต้แสงเทียนแล้ว ทุกคนก็พากันส่งเสียงชื่นชมกันอย่างอดไม่ได้ องครักษ์ที่มือถือสมุดรายชื่อเครื่องบรรณาการต้องตะโกนพูดออกมา “…นี่ก็คือเจดีย์ผลึกแก้วที่ลือกันว่าสามารถกันสิ่งชั่วร้ายได้!”

หร่วนอวี้ลืมความรำคาญใจไปทันที เขาย่อตัวลง เพิ่งจะยื่นมือออกไปก็เห็นทหารชุดดำนายหนึ่งรีบวิ่งขึ้นเรือมา

“ใต้เท้า…” ทหารชุดดำเรียกทีหนึ่ง แล้วขยับเข้าใกล้หูหร่วนอวี้ พูดด้วยเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน “ข่าวลับจากคุณหนูใหญ่ตระกูลหลิ่วแจ้งว่าสองวันนี้ตระกูลหลีนอกจากสกัดเครื่องหอมในงานพระราชพิธีอภิเษกขององค์หญิงหมิงอวี้แล้ว อาจารย์ไป๋ยังนำคนทำเครื่องหอมชุดใหญ่ทั้งวันทั้งคืน แต่เป็นเครื่องหอมอะไร แล้วใช้สำหรับอะไรนั้น ปรมาจารย์กู่ที่กำลังพักฟื้นอยู่ก็ไม่รู้แน่ชัด…”

หร่วนอวี้ตกใจลุกพรวดขึ้นมา “เหตุใดเพิ่งมารายงาน”

“ปรมาจารย์กู่เพิ่งได้ข่าว นางส่งคนมารายงานจึงได้รู้ขอรับ” องครักษ์พูดอย่างระมัดระวัง สายตาเหลือบไปทางฉินต้าหลงที่มองเจดีย์ผลึกแก้วราวกับอยากได้มาครอบครองเสียงเองแล้วพูดเสียงเบาว่า “องครักษ์ที่จับตาดูร้านหลีจี้มาบอกว่าพลบค่ำวันนี้ตระกูลหลีลอบขนสินค้าชุดหนึ่งออกไป เพิ่งจะออกจากเมือง”

“อะไรนะ!” หร่วนอวี้ตะคอกออกมา

ล่อเสือออกจากเขา!

เวลารวดเร็วราวกับสายฟ้าพาดผ่าน ในที่สุดเขาก็เข้าใจเรื่องราว ตัวเองถูกแผนล่อเสือออกจากเขาของหลีจวินเข้าแล้ว!

ใช้สิ่งที่เรียกว่า ‘ตัวอย่าง’ ซึ่งหลี่หานปิงทำออกมาล่อคนส่วนใหญ่ของเขาไปก่อน จากนั้นก็ใช้ฉินต้าหลงและเครื่องบรรณาการเหล่านี้มาเพื่อเบี่ยงเบนสายตาของเขาอีกครั้ง ล่อองครักษ์ทั้งหมดของจวนผู้บัญชาการมาที่นี่ฉวยโอกาสตอนที่ตัวเองตรวจนับเครื่องบรรณาการเหล่านี้ เครื่องหอมของจริงที่ตระกูลหลีเตรียมถวายก็ถูกขนออกจากคฤหาสน์ตระกูลหลีไปอย่างเงียบๆ แล้ว

มิน่าเล่าเขาตรวจสอบเรือบรรณาการทั้งหมดแล้วก็ยังไม่เจอเครื่องหอมของตระกูลหลี!

ที่แท้มันไม่ได้อยู่บนเรือเลย!

เพียงความคิดแล่นผ่าน หร่วนอวี้พลันมีสีหน้าเขียวคล้ำ รังสีน่ากลัวแผ่กระจายออกมาจากตัวเขา เหล่าองครักษ์พากันตัวสั่นหยุดงานในมือทันที ก่อนจะกลั้นหายใจมองมาที่เขา

“ใต้เท้าหร่วนเป็นอะไรไปหรือ” รับรู้ถึงบรรยากาศที่ผิดปกติ ฉินต้าหลงจึงเงยหน้าขึ้นมาอย่างตกใจ

เห็นใบหน้าหลงใหลเงินทองของอีกฝ่าย หร่วนอวี้พลันเกิดความรำคาญใจอย่างไร้สาเหตุ ของล้ำค่าที่ปกติหาดูได้ยากนั้นต้องชื่นชมให้ได้อะไรกัน ที่เขาทำเช่นนี้เป็นการถ่วงเวลาข้าชัดๆ คิดอยากจะรั้งข้าไว้! ในใจคิดไป หร่วนอวี้ก็พยายามสะกดไฟโกรธไว้ แล้วหมุนตัวกลับทันที “พวกเรากลับ!”

“ใต้เท้าหร่วนช้าก่อน!” ฉินต้าหลงชักสีหน้าทันที เพียงเขาโบกมือทหารที่ยืนอยู่ตรงประตูก็ขวางทางหร่วนอวี้เอาไว้ทันที

“มีอันใดหรือ” หร่วนอวี้หมุนตัวกลับมาทันที “ใต้เท้าฉินคิดจะทำอะไร”

“เครื่องบรรณาการยังตรวจนับไม่เสร็จเลย ไฉนใต้เท้าหร่วนจะกลับเสียแล้วล่ะ” ฉินต้าหลงรีบเดินเข้าไปหาพลางหัวเราะเสียงดังแล้วพูดว่า “คืนนี้เรือเหล่านี้ก็ต้องถอนสมอแล้ว จะไม่มีตราประทับของใต้เท้าหร่วนได้อย่างไร” ในน้ำเสียงแฝงการกล่าวโทษเอาไว้

ทุกอย่างเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว เดิมทีก็คิดจะถอนสมอแต่เช้า กลับคิดไม่ถึงว่าจะถูกหร่วนอวี้ทำให้เสียเวลาไปหนึ่งวัน ยามนี้จำต้องเร่งเดินทางยามกลางคืนแทนแล้ว ไม่เช่นนั้นถ้ากลางทางเกิดเจอเหตุการณ์อะไรขึ้นมาอีกจนทำให้พลาดเวลางานพระราชพิธีอภิเษกขององค์หญิงหมิงอวี้ไปนั้น…เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเล็กแล้ว

“เอ่อ…” หร่วนอวี้ลดท่าทีแข็งกร้าวลง หันหน้าไปสั่งหร่วนซี “เอาตราประทับมา…”

หร่วนซีเอาตราประทับที่เตรียมไว้ก่อนหน้ามา

“เอกสารอยู่ที่ใด” หร่วนอวี้กวาดตามองไปรอบๆ ก่อนจะเลื่อนสายตามาที่ตัวฉินต้าหลง

ฉินต้าหลงไม่ได้รีบไปหยิบเอกสาร เพียงหันหน้าแล้วชี้ไปทางของบรรณาการในเรือ “เครื่องบรรณาการยังตรวจนับไม่หมดเลย ยังต้องรอให้ใต้เท้าหร่วนไปตรวจนับ ติดแถบผนึกแล้วประทับตราอีก ไม่เช่นนั้นหากพกอะไรเพิ่มไป หรือวันหน้าขาดอะไรไป ข้ารับผิดชอบไม่ไหวหรอก!” น้ำเสียงเด็ดขาดอย่างมาก ฉินต้าหลงยืนขวางหน้าหร่วนอวี้ราวกับไม่ได้ตั้งใจขวางทางไปของอีกฝ่ายไว้

หลีจวินบอกไว้ให้คืนนี้เขาต้องดึงตัวหร่วนอวี้เอาไว้ แม้จะไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่เขาก็ไม่กล้าทำให้หลีจวินต้องผิดหวัง

เป็นแผนร้ายจริงดังคาด!

เห็นว่าถูกขวางทางไปเช่นนี้ ความอึดอัดที่สุมในอกหร่วนอวี้ก็แทบจะระเบิดออกมา

“ใต้เท้าใจเย็นๆ ขอรับ…” หร่วนซีพูดเตือนสติเบาๆ ข้างหู “เรือบรรณาการนี้ถ้าไม่ถอนสมอในคืนนี้ก็จะไม่ทันกาลจริงๆ”

หร่วนอวี้สงบสติลง คิดดูแล้วก็จริงอยู่ เพราะตนเองเข้าใจผิดคิดว่าหลีจวินแอบขนของส่วนตัวขึ้นมาบนเรือ บังคับให้คนเดินเรือรวมถึงทหารองครักษ์ที่เตรียมจะถอนสมอต้องเสียเวลาอยู่ที่ท่าเรือถึงหนึ่งวันเต็ม ฉินต้าหลงจะโมโหก็เป็นเรื่องปกติ ความคิดนี้แล่นผ่านเขาก็มีท่าทีที่อ่อนลงพลางใช้กำลังภายในส่งเสียงสั่งหร่วนซี

“เจ้ารีบนำองครักษ์เหล่านี้ไป ต้องชิงสินค้าตระกูลหลีชุดนั้นไว้ให้ได้…” เขาชะงักไปสักครู่ “ไม่ว่าพวกเขาจะขนสินค้าอะไร…ปล้นมาให้หมด!” ดวงตาดำเรียวยาวฉายแววโหดร้าย

สินค้าเปิดเผยของตระกูลหลีนั้นเขาย่อมไม่กล้าปล้นส่งเดช ทว่าสำหรับสินค้าซุกซ่อนก็ไม่ไว้หน้าแล้ว มาเล่นกลกับเขาเช่นนี้ หลีจวินก็อย่าโทษที่เขาใจร้ายแล้วกัน!

หร่วนซีรับคำ “ขอรับ…” แล้วหันไปพูดกับเหล่าองครักษ์ที่ตามออกมา “ตามข้ามา…”

เสียงพึ่บพั่บดังขึ้นมาอย่างวุ่นวาย ฉับพลันองครักษ์สามสิบกว่าคนที่หร่วนอวี้พามาด้วยก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยในทันที ข้างกายเขามีองครักษ์ประจำกายยืนอยู่เพียงห้าคนเท่านั้น

“นี่…นี่…” ฉินต้าหลงมีสีหน้าซีดขาว ที่หลีจวินให้เขาดึงตัวหร่วนอวี้เอาไว้ จุดประสงค์หลักจริงๆ ก็คือองครักษ์เหล่านี้กระมัง

พวกเขาไปกันหมดแล้ว เขาดึงตัวหร่วนอวี้เอาไว้ยังจะมีประโยชน์อะไรอีกเล่า

แต่ว่าหร่วนอวี้ยืนเป็นกำแพงขวางอยู่ตรงนั้นโดยไม่ยอมพูดจา ทั้งยังอยู่ต่อตามคำพูดของเขาแล้ว เขาไม่มีสิทธิ์จะไปดึงตัวคนอื่นให้อยู่อีกกระมัง

“…มีอะไรหรือ” หร่วนอวี้มองดูใบหน้าของฉินต้าหลงที่เปลี่ยนไปมารวดเร็ว “ใต้เท้าฉินยังอยากให้องครักษ์ของข้าอยู่ที่นี่ทั้งหมดหรือ”

“เรื่องนี้…” ฉินต้าหลงพลันเกิดความฉลาดในยามคับขัน “คนไปแล้ว ใต้เท้าหร่วนจะตรวจนับของอย่างไรเล่า” แล้วพูดอีกว่า “ถ้าเสียเวลาอีก เกรงว่า…”

“มีข้าอยู่ ไม่เสียเวลาเด็ดขาด” หร่วนอวี้โบกมือห้ามเขา แล้วหันไปพูดกับองครักษ์ที่เหลืออยู่ “ตรวจของ!”

เห็นพวกหร่วนซีหายลับไปแล้ว ตนร้อนใจไปก็ไร้ประโยชน์ ฉินต้าหลงจึงตัดสินใจก้าวเท้าตามหร่วนอวี้ไป ก่อนจะวิ่งนำไปยังหีบสุดท้ายที่ยังไม่ได้ปิด “ใต้เท้าหร่วนมาดูสิ ข้าโตมาจนป่านนี้มีอัญมณีอะไรบ้างที่ไม่เคยเห็น แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นของบรรณาการที่เอาใจใส่มากมายเช่นนี้…” เขาประหลาดใจอย่างมาก

ปกติของที่ทำจากผลึกแก้วมักจะใช้ผลึกแก้วทั้งชิ้นมาทำ สีสันมักจะออกมาเรียบง่าย เขาสงสัยเสียจริงว่าผลึกแก้วสีสันแตกต่างกันนี้ได้มาจากที่ใด แล้วต่อติดกันได้อย่างไร

หร่วนอวี้เองก็สงสัยอย่างมาก แต่เป็นเพราะถูกหลีจวินวางแผนตลบหลังอย่างร้ายกาจ เขายังจะมีอารมณ์มาสังเกตได้อย่างไร เห็นฉินต้าหลงดึงเขาตามไปที่เจดีย์ผลึกแก้วนั้น แม้ปากบอกว่านึกประหลาดใจ แต่การกระทำกลับฉายความหมายที่อยากจะดึงตัวเขาไว้กลายๆ

เขาจะยอมจำนนอย่างนี้ได้หรือ

ถึงแม้หร่วนซีจะพาคนไปแล้ว แต่เขาก็ต้องรีบกลับไปเตรียมการใหม่จึงจะดี จะมาเสียเวลาเปล่าอยู่ที่นี่ได้อย่างไร

เขาโบกมือให้องครักษ์ข้างกาย “ปิดหีบ ติดแถบผนึก!”

ฉินต้าหลงสีหน้าเปลี่ยนไป ริมฝีปากขยับหางตาก็เหลือบไปเห็นทหารใต้บัญชาของหร่วนอวี้ยืนจังก้า มองใบหน้าเย็นชาน่ากลัวของหร่วนอวี้แล้ว เขาก็แอบทอดถอนใจ ตอนนี้เขามีอำนาจล้นฟ้า…อยู่ในแวดวงขุนนางมา ฉินต้าหลงย่อมรู้ดีที่สุดถึงความเปลี่ยนแปลงจากการต่อสู้ทางอำนาจ เขาจึงส่ายหน้าแล้วเปลี่ยนเป็นสีหน้าอ่อนโยนอีกครั้ง มองดูหร่วนอวี้นำคนเดินตรวจนับผ้าแพรไหมที่เหลือซึ่งไม่สามารถสอดของส่วนตัวลงไปได้…

แม้จะบอกว่าแค่เดินดู แต่หร่วนอวี้ยังคงให้องครักษ์ตรวจค้นผ้าแพรไหมอย่างละเอียด เมื่อมั่นใจว่าตรงกลางไม่ได้สอดเครื่องหอมเอาไว้จึงโบกมือให้ทุกคนเก็บพับตามเดิม แล้วติดแถบผนึกเรือลำสุดท้าย

ฉินต้าหลงมองหร่วนอวี้ค่อยๆ ประทับตราบนเอกสารแล้ว จึงผ่อนลมหายใจยาว “เรือพักแรมลำข้างหน้าเตรียมน้ำชาสุรากับแกล้มเอาไว้ วุ่นวายมาทั้งวันแล้ว ใต้เท้าหร่วนไปดื่มชาพักผ่อนสักครู่เถอะ”

“ไม่ต้อง…” ทิ้งคำพูดเย็นชาไว้ประโยคหนึ่งแล้ว หร่วนอวี้ก็ก้าวยาวลงจากสะพานลอยน้ำไป

* ยามโฉ่ว คือช่วงเวลา 01.00 น. ถึง 03.00 น.

หน้าที่แล้ว1 of 8

Comments

comments

Editor Jamsai: