X
    Categories: ทดลองอ่านมากกว่ารักยอดหญิงเซียนเครื่องหอม

ยอดหญิงเซียนเครื่องหอม เล่มห้า บทที่เจ็ด

หน้าที่แล้ว1 of 7

บทที่เจ็ด

 

“คุณหนูๆ…” น้ำเสียงร้อนใจของโม่อวี่ดังลอดผ่านประตูกั้นเข้ามา

กำลังถือขี้ผึ้งเหลวกลิ่นดอกไม้ขวดหนึ่งศึกษาอยู่ พอได้ยินเสียงเรียกมู่หวั่นชิวก็หยุดมือแล้วเงยหน้าขึ้นมา ก่อนที่นางจะตะลึงไป เห็นเพียงโม่อวี่ที่เหงื่อท่วมหัวผลักประตูเข้ามา บนใบหน้ามีความหวาดกลัวที่ปิดไม่มิด

“เกิดอะไรขึ้น” น้ำเสียงยังราบเรียบเช่นเดิม แต่หัวใจมู่หวั่นชิวกลับเต้นรัวอย่างห้ามไม่อยู่ นางไม่เคยเห็นโม่อวี่เป็นเช่นนี้มาก่อน

“คุณหนู…” โม่อวี่พลิกมือปิดประตูแน่น แล้วลดเสียงพูดลง “บ่าวเพิ่งได้ข่าวมา เม็ดหอมเศร้าอาดูรห้าหมื่นเม็ดที่คุณหนูปรุงล้วนถูกปล้นชิงไปหมดแล้ว…”

เพล้ง! ขี้ผึ้งเหลวกลิ่นดอกไม้ในมือมู่หวั่นชิวพลันร่วงตกลงไปแตกกระจายเต็มพื้น…

“คุณหนู…” โม่อวี่ก้มลงเก็บอย่างร้อนรน

“เกิดขึ้นได้อย่างไร…” มู่หวั่นชิวดึงตัวเขาไว้ “เจ้ารีบบอกมา มันเกิดขึ้นได้อย่างไร”

“บ่าวเพิ่งได้ข่าวมา เม็ดหอมห้าหมื่นเม็ดของคุณหนูแบ่งขนเป็นสามทางจริง ทางที่หนึ่งก็คือทางที่ผู้บัญชาการหร่วนปล้นชิงไปในคืนนั้นทั้งหมดสองหมื่นเม็ด ทางที่สองถูกคุณชายหลีซ่อนไว้ในเครื่องหอมของอาจารย์หลี่ทั้งหมดหนึ่งพันเม็ด ครึ่งเดือนก่อนถูกใต้เท้าหร่วนสับเปลี่ยนของทั้งหมดที่อำเภอฉี่หลิง…”

“ครึ่งเดือนก่อนหรือ”

เรื่องนานอย่างนั้นแต่นางกลับไม่รู้เลย!

มู่หวั่นชิวสีหน้าซีดขาว นางรีบถามว่า “แล้วทางที่สามล่ะ ขนไปทางใด”

“ทางที่สามเป็นความลับที่สุด ได้ยินว่าตอนออกจากคฤหาสน์ไม่ได้ขนออกทางประตูใหญ่ตระกูลหลี หน่วยเงาของตระกูลหลีเป็นคนปีนกำแพงขนออกไป นำไปซ่อนไว้ในเสบียงของฉางหมิ่นที่ขนไปเขาอูเจวี๋ย ชุดนั้นตลอดทางปลอดภัยไร้เรื่องใด จนกระทั่งถึงนอกเมืองอันคัง เสบียงนั้นต้องเดินทางขึ้นเหนือต่อ คุณชายหลีจึงย้ายเครื่องหอมไปในสินค้าใบชาของตระกูลเจิงที่นัดแนะกันไว้ก่อนแล้ว ผลปรากฏว่าถูกยึดไว้ตรงประตูเมืองอันคังทั้งหมดสองหมื่นเก้าพันเม็ด ถูกอิงอ๋องใช้เอกสารผ่านด่านและขนส่งสินค้าผิดประเภทยึดไว้จนหมด…” เสียงนั้นสั่นเครือ “ตระกูลหลีครั้งนี้จบแล้วจริงๆ…”

เพื่อขนส่งสินค้าชุดนี้หลีจวินพูดได้ว่าคิดหาทุกวิธีแล้ว แต่น่าเสียดายอิงอ๋องได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วที่จะให้ตระกูลหลีต้องตาย น้ำเสียงของโม่อวี่ฉายความสิ้นหวัง “คุณหนู พวกเราจะทำอย่างไรดีขอรับ”

“เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร” มู่หวั่นชิวพูดพึมพำอย่างเหม่อลอย “ไปถึงประตูเมืองอันคังแล้ว ขาดอีกแค่ก้าวเดียว! ไฉนเรื่องใหญ่อย่างนี้กลับถูกพี่หลีปิดบังไว้ไม่เล็ดลอดออกมาเลยเล่า…” แล้วเงยหน้าขึ้นมองโม่อวี่ “นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อใด”

“ไม่นานนี้เองขอรับ เป็นข่าวที่พิราบสื่อสารตระกูลหลีส่งกลับมา ได้ยินข่าวนี้แล้วคุณชายหลีกับนายท่านหลีก็กำลังปรึกษากันอยู่ในห้องลับ…” โม่อวี่เสียงเบาลง “ที่ปิดบังคุณหนู เพราะคุณชายหลีกลัวว่าคุณหนูจะเสียใจ เป็น…เป็นความหวังดีขอรับ” เป็นครั้งแรกที่โม่อวี่พูดอธิบายแทนหลีจวิน

หากเป็นไปได้เขาก็อยากปิดบังไว้เช่นกัน

ไม่ใช่ไม่รู้ว่าเม็ดหอมห้าหมื่นเม็ดนี้คุณหนูของเขาทุ่มเทมากเพียงใด ไม่ใช่ไม่รู้ว่านางได้ยินข่าวร้ายนี้แล้วจะเสียใจปวดใจเพียงใด แต่ว่า…โม่อวี่รู้ยิ่งกว่านั้นว่าคุณหนูของเขาเป็นศัตรูสำคัญของหร่วนอวี้และอิงอ๋อง หากตระกูลหลีล่มสลาย พวกเขาก็จะตายอย่างไร้ที่กลบฝังเช่นกัน

แม้จะเป็นข่าวร้ายเขาก็ต้องพูด!

สามารถให้มู่หวั่นชิวเตรียมตัวก่อนได้ ย่อมดีกว่าตอนภัยมาถึงแต่กลับไม่รู้ตัวอยู่แล้ว

บรรยากาศอึดอัดจนทำให้คนแทบบ้า มองดูมู่หวั่นชิวที่มองเศษขวดบนพื้นด้วยสายตาว่างเปล่า โม่อวี่ขยับริมฝีปาก อยากจะพูดปลอบเสียหน่อย แต่ลำคอที่แห้งผากกลับเปล่งเสียงออกมาไม่ได้เลย

ภายในห้องขนาดใหญ่ได้ยินเพียงเสียงหยดน้ำของกาน้ำหยดบนโต๊ะ

“นี่สวรรค์ต้องการทำลายตระกูลหลีกระมัง…” ผ่านไปครู่ใหญ่มู่หวั่นชิวจึงพูดพึมพำ “น่าเสียดายที่ชาติก่อนหลังจากกู่ฉินทรยศแล้ว ตระกูลหลีก็ไม่มีคนที่มีฝีมือเหนือนางอีก แต่ในชาตินี้ยังมีข้าอยู่ ข้าจะปล่อยให้พวกเขาทำแผนชั่วสำเร็จเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด!” นางขบกรามอย่างแรง

ดิ้นรนมานานอย่างนี้แล้ว ตราบใดที่ยังไม่ถึงท้ายที่สุด นางจะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด!

“คุณหนูพูดอะไรขอรับ” ในสมองว้าวุ่นโม่อวี่จึงฟังได้ไม่ชัดเจน

“เจ้ารีบจัดการงานในหออีผิ่นเทียนซย่าเถอะ สองวันนี้เตรียมตัวไปเมืองซั่วหยาง…” เพียงชั่วครู่มู่หวั่นชิวก็สงบสติลงได้อย่างรวดเร็ว เสียงนางราบเรียบฉายความอ่อนโยนและสงบนิ่ง

ความหวาดหวั่นลนลานในใจโม่อวี่จึงสงบลงได้มาก

“บ่าวรู้แล้วขอรับ…” เขาพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ไปเมืองซั่วหยางทำอะไรหรือขอรับ โรงธูปไป่เยี่ยของคุณหนู…”

ก่อนหน้านี้เป็นเพราะวุ่นอยู่กับเครื่องหอมงานพระราชพิธีอภิเษกขององค์หญิงหมิงอวี้ ตอนนี้เรื่องราวรู้ผลแน่ชัดแล้ว เชื่อว่าหลังจากนี้หร่วนอวี้กับอิงอ๋องจะพุ่งความสนใจไปที่โรงธูปไป่เยี่ยที่เปลือกนอกดูยิ่งใหญ่ไร้ขีดจำกัด ทว่ามีเพียงพวกเขาคนสำคัญไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ว่าโรงธูปไป่เยี่ยไม่อาจทนรับการโจมตีเช่นนี้ได้ไหว

ตระกูลหลีล่มสลายแล้ว โรงธูปไป่เยี่ยจะสามารถทนรับพายุลมฝนที่จะตามมาได้หรือ

โม่อวี่มองหน้ามู่หวั่นชิวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ไม่รู้ว่าควรจะถามอย่างไร

“โรงธูปไป่เยี่ยควรจะเตรียมอะไรบ้างแล้ว ข้าต้องคิดให้ดี…” มู่หวั่นชิวค่อยๆ เก็บเศษแก้วที่เปื้อนขี้ผึ้งเหลวกลิ่นดอกไม้สีชมพูชิ้นหนึ่งขึ้นมา แล้วเงยหน้าดูอย่างละเอียด

ภายใต้แสงอาทิตย์เกิดเป็นลำแสงสีแดง

คุณหนูดูหมกมุ่นเสียจริง มีเหตุร้ายใหญ่เช่นนี้ นางยังมีแก่ใจมาศึกษาเรื่องพวกนี้อีก โม่อวี่กะพริบตา ก้มหน้าเก็บเศษแก้วบนพื้น

“คารวะคุณชายหลี…” กำลังเก็บกวาดวุ่นอยู่เงียบๆ เสียงใสของหลันเซียงก็ดังลอยมา

หลีจวินมาแล้ว!

คนทั้งสองในห้องพากันตะลึง “คุณหนู” โม่อวี่ส่งเสียงเรียกทันที

“เก็บเสร็จแล้วเจ้ากลับไปหออีผิ่นเทียนซย่าก่อนเถอะ…” โยนเศษแก้วให้โม่อวี่แล้ว มู่หวั่นชิวก็เช็ดมือรีบเดินออกไปต้อนรับ

“อาชิว…” หลีจวินมีใบหน้าสดชื่นขณะยืนอยู่ตรงประตู ทันทีที่เห็นนางออกมารับ ในดวงตาของเขาก็มีรอยยิ้มอ่อนโยนทันที “หม้อกลั่นลำดับส่วนทำเสร็จแล้ว หอเสวียนจีเพิ่งให้คนส่งมาให้”

น้ำเสียงเหมือนที่ผ่านมา นุ่มทุ้มฉายความรักใคร่

ดวงตานุ่มนวลอ่อนโยนราวหยก เพียงแค่เขายืนอยู่เงียบๆ ก็ราวกับมีความสบายอารมณ์อย่างหนึ่งที่พูดไม่ออกแผ่ออกมา

ประสานกับดวงตาอ่อนโยนคู่นี้แล้ว มู่หวั่นชิวก็เผลอมองเหม่อไปครู่หนึ่ง

ข่าวของโม่อวี่จริงหรือหลอกกันแน่

ตระกูลหลีใกล้จะเผชิญกับภัยล้างตระกูลแล้วแท้ๆ เขายังสบายอารมณ์เช่นนี้ได้อีกหรือ

เพียงชั่วครู่นางก็คิดถึงภาพในชาติก่อนตอนที่นางเจอหร่วนอวี้เป็นครั้งแรก

นางอยู่บนหอมองลงมาที่เขา เขาอยู่ด้านล่างเงยหน้ามองนาง เขายิ้มอ่อนโยนให้นาง สายตาที่มองมาทางนางราวกับว่านางเป็นคนที่เขารอมาหลายภพหลายชาติ เป็นคนที่เขาวนเวียนกลับมาเพื่อรอคอยวาสนานี้

ในตอนนั้นทั้งที่รู้ว่าข้าเป็นลูกสาวของศัตรูที่ไม่อาจอยู่ร่วมโลกกับเขาได้ เขาก็ยังสามารถทำเป็นหลงใหลข้าเสียอย่างนั้นได้

ในตอนนั้นถ้าในดวงตาเขามีความเกลียดแค้นสักนิด ข้าคงไม่ถูกหลอกจนชั่วชีวิตกระมัง มู่หวั่นชิวคิดไปแล้วก็พูดอย่างทอดถอนใจ “บุรุษล้วนมีความสามารถในการหลอกคนจากภายในอยู่แล้ว”

หร่วนอวี้ในชาติก่อนเป็นเช่นนี้ หลีจวินในชาตินี้ก็เช่นกัน เทียบกับพวกเขาแล้วความสามารถในการพูดปดของนางก็เหมือนกับเด็กสามขวบ…คิดถึงที่ตนเองมักจะถูกหลีจวินเลียบเคียงถามจนจนมุมอย่างไม่รู้ตัวแล้ว มู่หวั่นชิวก็ถอนใจออกมาอีกครั้ง

น่าเสียดายชาติก่อนนางโง่เกินไป ไม่เหมือนชาตินี้ที่นางรู้จักหาคนแอบไปสืบความแล้ว

มู่หวั่นชิวมองหลีจวิน นางประหลาดใจมาก เรื่องนี้อย่างไรก็ปิดไว้ไม่มิด เขาหลอกตนเองเช่นนี้ ทำท่าสบายอารมณ์เหมือนทุกอย่างสงบสุขเช่นนี้ รอให้ผลการคัดเลือกออกมาและพระราชโองการมาถึง เขาจะเผชิญหน้ากับความย่ำแย่ของตนเองอย่างไรเล่า

ไม่รู้เพราะเหตุใดทั้งที่รู้ว่าการหลอกลวงเป็นความหวังดีของเขา แต่มู่หวั่นชิวกลับรู้สึกเหน็บหนาวมาจากใจ หัวใจที่คล้ายว่าถูกหลอมละลายไปแล้วกลับมีน้ำแข็งเกาะขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง ประสานรอยแตกที่เคยถูกกระแทกออกในทันที…

ชาติก่อนนางก็ถูกชายอีกคนหนึ่งหลอกและกลั่นแกล้งมาทั้งชีวิตโดยไม่แสดงให้เห็นอย่างนี้

ในชาตินี้นางจะไม่ให้เรื่องเก่าเกิดขึ้นใหม่อีกครั้ง!

“ไป๋ชิวคนนี้เป็นอัจฉริยะจริงๆ…” อิงอ๋องหลับตา ดมกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่กระจายรอบกายอย่างเงียบๆ

“ดังนั้นผู้บัญชาการหร่วนจึงพยายามแย่งนางกับหลีจวินโดยไม่เลือกวิธี” จูชุนที่ยืนวางมืออย่างสงบอยู่ด้านข้างฉวยโอกาสพูด

“อืม…” อิงอ๋องพยักหน้าอย่างพอใจ “นับว่าเขายังมีสายตายาวไกล” เขาชะงักไปสักครู่ “เจ้าไปบอกเขา ถ้าเขาสามารถดึงเฮยมู่กับไป๋ชิวมาได้ทั้งหมด ข้ารับรองว่าจะตั้งเขาเป็นแม่ทัพกุยเต๋อ”

“พ่ะย่ะค่ะ…” จูชุนยืดหลังตรง “กระหม่อมจะนำความของพระองค์ไปถึงเขาแน่นอน”

“เครื่องหอมของตระกูลหลีปล้นชิงมาหมดแล้วหรือ” อิงอ๋องลืมตาขึ้น สายตาเลื่อนไปยังหีบใหญ่หลายใบตรงปากประตูห้องหนังสือ

“ปล้นชิงมาหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ ทั้งหมดสองหมื่นเก้าพันเม็ดล้วนอยู่ที่นี่หมดแล้ว”

“ดี!” ความเหี้ยมโหดที่มีมาหลายวันหายไปจนหมดสิ้น อิงอ๋องเผยรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง “ถ้ายกเลิกสิทธิ์การเป็นวาณิชหลวงของตระกูลหลีได้ตามกำหนด เจ้าก็คือคนที่มีความชอบอันดับต้น!”

กำลังพูดอยู่ก็มีขันทีเข้ามากราบทูล “หนิงอ๋องมาพ่ะย่ะค่ะ”

พี่สี่?

อิงอ๋องขมวดคิ้ว

เขามาทำอะไร

ลังเลสักครู่เขาจึงเอ่ยปากพูด “เชิญเขาเข้ามา…” ขันทีกำลังจะหมุนตัวก็ถูกอิงอ๋องเรียกไว้อีก “ให้เขาไปรอที่โถงใหญ่”

ในจำนวนพี่น้องทั้งแปดคนมีเพียงพี่สี่พี่ชายต่างมารดาผู้นี้ที่เป็นคนเถรตรง ดีต่อเขากับองค์รัชทายาทเท่าๆ กันโดยที่มองไม่ออกถึงความแตกต่าง ในห้องหนังสือซึ่งเต็มไปด้วยเม็ดหอมเศร้าอาดูรของตระกูลหลีเช่นนี้ เขาหลบเลี่ยงไว้ก่อนย่อมดีกว่า

องค์ชายสี่หนิงอ๋องกำลังยืนมือไพล่หลังอยู่กลางโถงใหญ่ในจวนอิงอ๋อง ชื่นชมภาพงานเลี้ยงกลางคืนบนผนังตรงหน้า เห็นอิงอ๋องเข้ามาจึงพูดด้วยรอยยิ้ม “…เสด็จแม่กำลังพาบรรดาชายาไปช่วยน้องหญิงคัดเลือกเครื่องหอม น้องหกจะไปด้วยกันหรือไม่”

“คัดเลือกหรือ” อิงอ๋องตะลึงไป “พรุ่งนี้มิใช่หรือ เหตุใดจึงเลื่อนขึ้นมาเล่า”

หนิงอ๋องพูดด้วยรอยยิ้ม “ปรมาจารย์กู่ป่วยหนักปรุงเครื่องหอมไม่ได้ สำนักเครื่องหอมและโอสถจึงเลือกตัวอย่างมามากหน่อย กลัวเวลาจะไม่พอ เสด็จแม่จึงเลื่อนเร็วขึ้นมาหนึ่งวัน”

“ได้ พี่สี่รอสักครู่” อิงอ๋องสีหน้าร้อนผ่าว

วันคัดเลือกเลื่อนเร็วขึ้นมาเช่นนี้ย่อมดีที่สุด ตระกูลหลีคงยังไม่รู้ว่าเครื่องหอมของพวกเขาล้วนถูกตนเองปล้นชิงมาแล้วกระมัง

ครั้งนี้…ตระกูลหลีตายแน่นอน!

“ถวายพระพรเสด็จแม่…” เดินเข้าวังฉือหนิงที่เงียบสงบ หนิงอ๋องกับอิงอ๋องก็คารวะฮองเฮาที่ประทับบนเก้าอี้สลักลายมังกรคู่หงส์

“ลูกตามสบายเถอะ…” เห็นอิงอ๋องแล้ว ใบหน้าฮองเฮาก็ปรากฏรอยยิ้ม องค์ชายสองคนที่กำเนิดจากนางคือองค์รัชทายาทกับอิงอ๋อง หากเทียบกับองค์รัชทายาทที่สืบทอดตามประเพณีแล้ว นางกลับชอบบุตรชายคนเล็กที่ชาญฉลาดผู้นี้มากกว่า อิงอ๋องทั้งน่ารักและกตัญญู ซึ่งนางหวังว่าเขาจะได้สืบทอดราชบัลลังก์นี้ แต่น่าเสียดายที่ก่อนบุตรชายคนเล็กจะให้กำเนิดได้มีการแต่งตั้งองค์รัชทายาทไปก่อนหน้าแล้ว

“เสด็จพี่เชี่ยวชาญการดมเครื่องหอมเป็นที่สุด ท่านต้องช่วยหมิงอวี้ออกความคิดเห็นให้มากหน่อยนะ…” เห็นพวกเขาเข้ามา องค์หญิงหมิงอวี้ที่นั่งอยู่ข้างกายฮองเฮาก็พูดขึ้นเสียงใส

อิงอ๋องพูดด้วยรอยยิ้ม “น้องหญิงถ่อมตัวไปแล้ว เครื่องหอมชั้นเลิศมากมายเหล่านี้ สำคัญสุดคือต้องเป็นเครื่องหอมที่น้องหญิงชอบ…” อิงอ๋องพูดพลางมองเครื่องหอมหลากสีที่นางกำนัลวางใส่ถาดผลึกแก้วสลักลายที่เรียงรายซ้ายขวาสองแถว “เสด็จแม่เลื่อนวันคัดเลือกเร็วขึ้นอย่างนี้ เครื่องหอมจะมาครบหรือ”

ฮองเฮามองไปทางหัวหน้าขันทีชุยเฉวียน

“ทูลฮองเฮา เครื่องหอมที่จะเข้าคัดเลือกห้าวันก่อนก็มาถึงพร้อมแล้ว…” ชุยเฉวียนโค้งตัวตอบ “มีเพียงห้าตระกูลที่ได้รับอนุญาตเป็นพิเศษให้เข้ารอบสุดท้ายได้เลยที่มีกำหนดเป็นพรุ่งนี้ สี่ตระกูลส่งมาแล้ว เหลือเพียงเครื่องหอมจากตระกูลหลีแห่งเมืองต้าเยี่ยที่ยังอยู่ระหว่างทาง…”

“อ้อ…” ฮองเฮารับคำแล้วเอ่ยถาม “ไม่ได้บอกหรือว่าจะมาถึงเมื่อใด”

“บอกว่าจะมาถึงพรุ่งนี้เที่ยงพ่ะย่ะค่ะ”

“วันกำหนดคือวันพรุ่งนี้ เครื่องหอมของตระกูลหลีมาถึงก่อนเที่ยงก็ไม่นับว่าสายไป เสด็จแม่รอก่อนไม่ดีกว่าหรือ” หนิงอ๋องพูดเสนอความเห็น “ตระกูลหลีแห่งเมืองต้าเยี่ยเป็นผู้นำในวงการปรุงเครื่องหอม เป็นวาณิชหลวงมาหลายปี”

อิงอ๋องกระแอมเสียงเบา มองไปทางฮองเฮา

ฮองเฮากวาดตามองช้าๆ ไปโดยรอบแล้วพูดว่า “เริ่มกันก่อนเถอะ ดูแล้วหนึ่งวันคงเลือกไม่หมด”

เห็นฮองเฮามีคำสั่ง ชุยเฉวียนจึงเดินขึ้นหน้าหนึ่งก้าว ประกาศเริ่มการคัดเลือก

นางกำนัลทยอยนำเครื่องหอมขึ้นมา มีนางกำนัลขันทีทำหน้าที่จุดไฟไล่กลิ่นให้โดยเฉพาะ ทุกคนทำอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

แม้จะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในการดมเครื่องหอม แต่เพราะใช้เครื่องหอมหลากหลายมาจนชิน ทุกคนจึงล้วนมีความเก่งกาจ เครื่องหอมทั่วไปจะอยู่ในสายตาได้อย่างไร

จากการคัดเลือกของอาจารย์ผู้ทดสอบของสำนักเครื่องหอมและโอสถ เครื่องหอมที่สามารถเข้าคัดเลือกในรอบสุดท้ายได้นั้นจึงจะนับเป็นเครื่องหอมชั้นเลิศ ทว่าก็ยังมีเครื่องหอมบางอย่างที่มาตรงหน้าฮองเฮาและองค์หญิงแล้วก็ไม่ได้รับอนุญาตให้จุดไฟ ขอเพียงรูปลักษณ์นั้นไม่งดงามพอก็จะถูกฮองเฮาและองค์หญิงโบกมือให้ยกลงไปทันที

เวลาหนึ่งวันเครื่องหอมที่เข้ารอบสุดท้ายก็ถูกยกขึ้นมาแล้วกว่าครึ่ง นับจำนวนได้ราวหนึ่งร้อยห้าสิบชนิด แต่กลับไม่มีชนิดใดเข้าตาองค์หญิงหมิงอวี้เลย มีเพียงสนมชายาคนอื่นที่เลือกเครื่องหอมที่เหลือไม่กี่ชนิดนั้นไป มองดูท้องฟ้าที่ไม่เช้าแล้ว ฮองเฮาจึงโบกมือ “วันนี้เอาไว้เท่านี้เถอะ”

เหมือนได้รับการปลดปล่อย บรรดาสนมชายาที่ยืนมาทั้งวันก็พากันโล่งอก

“เครื่องหอมตระกูลหลีช่างสมคำเล่าลือเสียจริง…” องค์หญิงหมิงอวี้พูดเปรย “ปกติไม่มีอะไรเปรียบเทียบ ก็แค่รู้สึกว่าดี วันนี้พอเปรียบเทียบแล้วจึงได้รู้ว่าถ้าเทียบเรื่องคุณภาพกลิ่นแล้วยังต้องยกให้ตระกูลหลี…”

อิงอ๋องสายตาเศร้าสลด จากนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า “ปรมาจารย์กู่ถูกขนานนามเป็นเทพแห่งวงการปรุงเครื่องหอม ชื่อเสียงจะไม่สมคำเล่าลือได้อย่างไร” เขาเปลี่ยนประเด็นพูดไป “น้องหญิงไม่ต้องกังวล พรุ่งนี้เที่ยงเครื่องหอมตระกูลหลีต้องมาถึงแน่นอน…”

“ปรมาจารย์กู่ได้รับบาดเจ็บมิใช่หรือ” เหยาซูเฟย* ถามอย่างสงสัย

ฮองเฮามองไปทางชุยเฉวียน

“ทูลฮองเฮา…” ชุยเฉวียนอธิบาย “เครื่องหอมตระกูลหลีในปีนี้อาจารย์ไป๋ชิวเป็นคนทำพ่ะย่ะค่ะ”

“ไป๋ชิว?” ฮองเฮาขมวดคิ้วครุ่นคิด นางดูเหมือนจะไม่เคยได้ยินว่าแคว้นต้าโจวมีนักปรุงเครื่องหอมคนนี้อยู่

อิงอ๋องก็ขมวดคิ้วเช่นกัน แอบคิดว่าเครื่องหอมก็ถูกปล้นชิงไปแล้ว เหตุใดตระกูลหลียังกล้าแจ้งชื่อของไป๋ชิวอีก ในใจหวั่นไหว แต่เขาก็เข้าใจทันใด จริงสิ เครื่องหอมเพิ่งถูกปล้นชิงมาเมื่อวาน ตระกูลหลียังไม่ทันได้เปลี่ยนชื่อกระมัง ความคิดแล่นผ่าน เขาก็รู้สึกยินดี มองตามสายตาของฮองเฮาไปยังชุยเฉวียน

ชุยเฉวียนพูดแนะนำว่า “เป็นผู้ชนะเลิศในงานประชันเครื่องหอมของเมืองซั่วหยางเมื่อปีที่แล้วพ่ะย่ะค่ะ…”

“อ้อ…” ฮองเฮาพยักหน้า แล้วตรัสถามว่า “ทำเครื่องหอมอะไรออกมาแล้วบ้าง”

“เอ่อ…” ชุยเฉวียนลังเลสักครู่

เรื่องนี้เขาเองก็พูดยาก

ข้อมูลที่ส่งมาในวังบันทึกไว้ว่าใบสนหอมกับธูปพระพยักหน้าล้วนเป็นของเฮยมู่ เพียงแค่ยืมมือของมู่หวั่นชิวทำออกมาเท่านั้น

แต่ไม่เสียทีที่เป็นหัวหน้าขันที ลังเลเพียงชั่วครู่ชุยเฉวียนก็ตอบกลับทันที “เครื่องหอมที่ชนะเลิศในงานประชันเครื่องหอมเมืองซั่วหยางปีที่แล้วก็คือธูปพระพยักหน้าที่ถูกฮองเฮายกให้เป็นธูปบรรณาการ…” ชะงักไปสักครู่จึงเอ่ยต่อ “ใบสนหอมที่โด่งดังชั่วข้ามคืนในท้องตลาดก็มาจากงานประชันเครื่องหอมครั้งนี้พ่ะย่ะค่ะ”

นึกถึงผลงานโดดเด่นของธูปพระพยักหน้ากับใบสนหอมแล้ว องค์หญิงหมิงอวี้ก็ดวงตาเปล่งประกาย กำลังจะตรัสอะไร กลับได้ยินอิงอ๋องขมวดคิ้วถามว่า

“ว่ากันว่าสูตรลับธูปพระพยักหน้าและใบสนหอมเป็นของเฮยมู่มิใช่หรือ” แล้วทรงถามอีกว่า “ไป๋ชิวคนนี้มีฐานะใด แล้วมีระดับขั้นหรือไม่ เหตุใดข้าจึงไม่เคยได้ยินชื่อของคนผู้นี้มาก่อน” แม้น้ำเสียงอ่อนโยนสงบนิ่ง ทว่ากลับฉายความเย็นชาออกมารางๆ

ชุยเฉวียนสะดุ้ง ก่อนจะโค้งคำนับอิงอ๋อง “ท่านอ๋องหกพูดถูก สูตรลับเครื่องหอมที่โรงธูปไป่เยี่ยส่งเข้าวังชื่อเจ้าของเขียนไว้ว่าเฮยมู่ แต่ว่า…” เขาเปลี่ยนประเด็นพูดไป “ข้อมูลที่เมืองซั่วหยางบันทึกไว้บอกว่าในงานประชันเครื่องหอมเมืองซั่วหยาง เครื่องหอมสองชนิดนี้ล้วนมาจากฝีมือของอาจารย์ไป๋…” เห็นอิงอ๋องมองมาด้วยแววตาเย็นชา เขาจึงรีบพูดเสริมอีกว่า “ข้อมูลบันทึกไว้ว่าอาจารย์ไป๋เป็นคนงานรับจ้างมาก่อน ไม่มีระดับขั้น…”

เป็นคนงานรับจ้างมาก่อนและยังไม่มีระดับขั้นด้วยหรือ

นี่ก็หมายความว่าสูตรลับในงานประชันเครื่องหอมเมืองซั่วหยางหากนางไม่ได้ยืมก็คงขโมยมา นางเป็นแค่คนหลอกลวงที่แย่งชิงชื่อเสียงเท่านั้น!

แววตาขององค์หญิงหมิงอวี้สลดลง นางหยิบหัวเข็มขัดกระเบื้องขึ้นมาเล่น

ฮองเฮาขมวดหัวคิ้วพลางเอ่ยถามเสียงเรียบ “เฮยมู่ส่งเครื่องหอมมาหรือไม่” นางกวาดตามองไปรอบ “เหตุใดข้าจึงไม่เห็นเลย”

ได้ฟังคำพูดนี้แล้ว องค์หญิงหมิงอวี้ก็เงยหน้าขึ้นมา…

ชุยเฉวียนตอบ “ทูลฮองเฮา โรงธูปไป่เยี่ยไม่มีเครื่องหอมเข้าถวายพ่ะย่ะค่ะ…”

“เฮยมู่คนนี้เย่อหยิ่งเกินไปแล้ว…” อิงอ๋องทำเป็นโอดครวญราวกับไม่จงใจ “ก็แค่มีความสามารถเล็กน้อย ทั้งยังเป็นแค่พ่อค้าเท่านั้น แม้แต่เรื่องใหญ่อย่างงานอภิเษกของน้องหญิงยังไม่เข้าร่วม เสียทีที่เสด็จแม่ยกธูปพระพยักหน้าขึ้นเป็นธูปบรรณาการ…” ถึงน้ำเสียงราบเรียบ แต่ดวงตาของอิงอ๋องกลับฉายความโหดเหี้ยมออกมา

เฮยมู่ช่างไม่รู้จักรับการสนับสนุนเอาเสียเลย ตนเองยกธูปพระพยักหน้าขึ้นเป็นธูปบรรณาการให้แท้ๆ กลับไม่รู้จักขอบคุณ แม้แต่ฐานะเป็นอย่างไรนั้นก็ยังไม่ยอมเปิดเผย ทั้งมีท่าทีไม่ชัดเจน ตอนนี้การคัดเลือกเครื่องหอมใกล้รู้ผลแน่ชัดแล้ว เขาควรจะหาเวลาจัดการเฮยมู่ได้แล้วกระมัง ไม่อย่างนั้นคงจะทะนงตนว่าอายุน้อยมีความสามารถ และเย่อหยิ่งไปเรื่อยๆ เช่นนี้ หากไม่โยนอีกฝ่ายให้ลอยเคว้งกลางอากาศ คนผู้นั้นก็คงไม่รู้ว่าควรจะหาที่พึ่งพิง!

ในดวงตาฮองเฮามีความผิดหวังวาดผ่าน แต่ปากกลับถามเสียงเรียบ “เขามีชาติกำเนิดอย่างไร”

“ในวังไม่มีบันทึกไว้พ่ะย่ะค่ะ” ชุยเฉวียนโค้งตัวตอบ “กระหม่อมจะไปตรวจสอบเดี๋ยวนี้…”

“อืม…” ฮองเฮาพยักหน้า มองไปทางทุกคน “แยกย้ายกันเถอะ เราก็เหนื่อยแล้ว…”

เช้าวันรุ่งขึ้นอิงอ๋องกับหนิงอ๋องก็เข้าวัง องค์หญิงหมิงอวี้และเหล่าสนมชายามารวมตัวกันที่วังฉือหนิงก่อนแล้ว ด้วยความชำนาญของผู้ดูแลการคัดเลือกเครื่องหอม เวลาไม่ถึงสองชั่วยามก็ยกเครื่องหอมออกไปแล้วสี่สิบกว่าชนิด เห็นองค์หญิงหมิงอวี้ดูเบื่อหน่าย อิงอ๋องจึงลุกขึ้นเดินไปทางนางกำนัลพลางยกถาดผลึกแก้วสลักลายที่เพิ่งเปลี่ยนขึ้นมาหนึ่งแถว

เห็นเขาเดินลงมา นางกำนัลที่กำลังจะถวายเครื่องหอมก็รีบหยุดเดินแล้วย่อตัวคารวะ “ท่านอ๋อง…”

อิงอ๋องไม่ได้ช้อนเปลือกตาขึ้น สายตาตกลงบนเม็ดหอมบนถาดผลึกแก้วในมือของนาง เขายื่นมือไปหยิบขึ้นมาดม แล้วโยนกลับลงไปในถาดพลางก้าวเท้าไปยังนางกำนัลคนถัดไป

องค์หญิงหมิงอวี้ที่นั่งจนเบื่อแล้วดวงตาพลันเปล่งประกายขึ้นมา นางหันไปทางฮองเฮา “เสด็จแม่ หมิงอวี้ก็จะไปดูด้วย”

“ไปเถอะ…” ฮองเฮาพยักหน้าโดยมิได้ห้ามปราม บอกให้ขันทีดับเตากำยานที่เพิ่งจุดไฟแล้วพัดไล่กลิ่น

อิงอ๋องมายืนนิ่งตรงหน้านางกำนัลร่างบางเอวคอด ยื่นมือไปหยิบป้ายชื่อในถาดผลึกแก้วขึ้นมา

“เศร้าอาดูร…” เขาอ่านตามป้ายชื่อ “คนที่เศร้าอาดูรล้วนเป็นเพราะจากลาเท่านั้น…ความคิดนับหมื่นเพราะการจากลา ชื่อดี!” เขาพูดชมเสียงดัง “เพียงแต่ไม่รู้ว่าเม็ดหอมนี้จะมีกลิ่นที่สมชื่อ ทำให้คนรู้สึกเศร้าอาดูรได้เช่นกันหรือไม่…” เขาพูดพลางเงยหน้าเรียกองค์หญิงหมิงอวี้ที่วิ่งเลยหน้าเขาไป “น้องหญิง ลองเม็ดหอมนี้สิว่าเป็นอย่างไร”

องค์หญิงหมิงอวี้หันหน้ามา

เม็ดหอมนั้นนางเพิ่งดูมา ทว่าทั้งชื่อร้านและอาจารย์ล้วนไม่มีชื่อเสียง นางจึงไม่ได้แตะต้องเม็ดหอมนั้นเลย “เม็ดหอมเศร้าอาดูรอะไรกัน ก็แค่หลอกให้คนชอบเท่านั้น กลิ่นของความเศร้าอาดูรจะปรุงออกมาได้อย่างไรกัน…”

กำลังพูดอยู่ก็เห็นอิงอ๋องแกะห่อออก เผยให้เห็นเม็ดหอมสีชมพูผิวเรียบเนียนฝีมือประณีต องค์หญิงหมิงอวี้ชะงักเสียงพูดไป ก่อนจะพูดอย่างตื่นเต้น “เอ๋?…คุณภาพนี้เหนือกว่าตระกูลหลีอีก”

นางรีบเดินย้อนกลับมา รับเม็ดหอมมาวางดมที่ใต้จมูก

คำพูดนี้อิงอ๋องชอบฟังที่สุด ในดวงตาเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มขณะมองหน้าองค์หญิงหมิงอวี้ “พี่เพิ่งดมดู กลิ่นอ่อนๆ น่าจะไม่เลวเลย น้องหญิงลองจุดดูสิ” แล้วพูดหยอกเย้าอีกว่า “เม็ดหอมนี้ชื่อดีนัก รสชาติคืนแต่งงานเดิมก็เหมือนถูกหลอมวิญญาณอยู่แล้ว…”

“พี่หกชอบรังแกคน!” องค์หญิงหมิงอวี้เหล่ตามองเขา “ข้าจะฟ้องเสด็จพ่อให้ลงโทษพี่”

อิงอ๋องได้ยินแล้วหัวเราะเสียงดัง

สีหน้าขององค์หญิงหมิงอวี้ค่อยๆ เคร่งขรึมขึ้น ทันใดนั้นนางก็รีบเดินไปข้างกายฮองเฮา “เสด็จแม่ ท่านดูเม็ดหอมนี่สิเพคะ เป็นของยอดเยี่ยมมาก” เห็นฮองเฮารับไปวางใต้จมูก นางก็ถามอย่างตื่นเต้น “เป็นอย่างไรบ้างเพคะ” แล้วพูดอีกว่า “ตอนแรกเห็นชื่ออาจารย์กับชื่อร้านไม่คุ้นตา หมิงอวี้เกือบจะพลาดไปเสียแล้ว โชคดี…”

เดิมอยากจะพูดว่าโชคดีที่พี่หกชอบชื่อนี้ แต่นึกถึงคำหยอกเย้าของอิงอ๋องเมื่อครู่แล้ว นางจึงหยุดปาก ถลึงตามองอิงอ๋องที่ยังคงเดินไปดูเครื่องหอมชนิดอื่น

พอดมสักครู่ฮองเฮาก็ดวงตาเปล่งประกาย นางยื่นให้ชุยเฉวียน “จุดไฟ…”

ชุยเฉวียนรับไปด้วยความนบนอบ

หลังจากจุดไฟแล้วกลิ่นหอมอ่อนๆ พลันกระจายออกมา ทุกคนตื่นตะลึงในทันที พากันสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อซึมซับกลิ่นนั้น

วังฉือหนิงอันกว้างใหญ่นี้ทั้งที่มีคนอัดแน่นอยู่จนเต็ม แต่กลับเงียบงันกระทั่งเข็มตกก็ยังได้ยินเสียง

เวลาผ่านไปครู่ใหญ่

เหยาซูเฟยจึงพูดเปรยออกมา “เศร้าอาดูร…กลิ่นสมชื่อจริงๆ…” นางลืมตาขึ้น “เพียงแค่สูดเบาๆ ก็เกิดความรู้สึกอยากร้องไห้…”

“กลิ่นนี้ล่ะ…” องค์หญิงหมิงอวี้ลืมตาขึ้นทันใด “เสด็จแม่ หมิงอวี้จะเอากลิ่นนี้!” หางตาของนางมีรอยน้ำตาให้เห็นรางๆ

“ผู้ที่รู้สึกเศร้าอาดูรจะเกิดขึ้นตอนที่จากกัน…” ดึงสติคืนมาแล้ว ฮองเฮาจึงพูดอย่างทอดถอนใจ “กลิ่นเม็ดหอมนี้เอาความรู้สึกในการจากลาสลักลงในกระดูก…เราจำได้ว่าในบันทึกลับวังหลวงบันทึกกลิ่นนี้เอาไว้ ยังคิดว่ามันเป็นเพียงตำนานเสียอีก คิดไม่ถึงว่าใต้หล้านี้จะมีกลิ่นนี้อยู่จริงๆ…ยังเหนือกว่าที่ปรมาจารย์กู่เคยทำไว้อีกด้วย…” นางเงยหน้าขึ้น “เม็ดหอมนี้มาจากที่ใด แล้วใครเป็นคนปรุง”

“ทูลฮองเฮา…” ชุยเฉวียนหยิบป้ายชื่อบนถาดผลึกแก้วขึ้นมา “เม็ดหอมนี้มาจากร้านอี้เหอเมืองต้าเยี่ย ฝีมือของหลิ่วเฟิ่งพ่ะย่ะค่ะ”

“หลิ่วเฟิ่ง?” ฮองเฮาหลุบตาคิดสักครู่ “เหตุใดเราจึงไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน”

“ดูเหมือนจะเพิ่งเข้าสู่วงการพ่ะย่ะค่ะ…” ชุยเฉวียนอ่านบันทึกบนป้ายชื่ออย่างจริงจัง “เดือนสิบสองปีที่แล้วเพิ่งจะได้เป็นนักปรุงเครื่องหอมระดับสาม…” ทันใดนั้นก็ตะโกนขึ้นมา “หลิ่วเฟิ่งคนนี้คือคุณหนูใหญ่ตระกูลหลิ่วแห่งเมืองต้าเยี่ย!”

“ตระกูลหลิ่วแห่งเมืองต้าเยี่ย?” ฮองเฮาขมวดคิ้ว “ตระกูลหลิ่วตระกูลดังที่ทำกิจการปักย้อมผ้านั่นน่ะหรือ”

“ทูลฮองเฮา ก็คือตระกูลหลิ่วเมืองต้าเยี่ยที่สร้างชื่อจากการทำโรงปักย้อมผ้าพ่ะย่ะค่ะ…”

“มิน่าเล่าก่อนหน้าจึงไม่เคยได้ยินมาก่อน…” ไม่ได้รอให้ฮองเฮาเอ่ยปาก อิงอ๋องก็พูดว่า “ที่แท้เป็นธิดาตระกูลดังนี่เอง” เขามองไปทางฮองเฮา “หลิ่วเฟิ่งคนนี้คงเป็นอัจฉริยะทางการปรุงเครื่องหอมที่ซ่อนตัวอยู่ในเรือนแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ ถ้าไม่ใช่งานพระราชพิธีอภิเษกของน้องหญิง เกรงว่านางคงไม่ยอมแสดงฝีมือออกมากระมัง”

ต่อให้มีชื่อเสียงโด่งดังเพียงใด ทว่านักปรุงเครื่องหอมก็ยังถูกจัดให้เป็นแค่ช่างที่ต่ำต้อย สำหรับธิดาตระกูลดังเหล่านั้น แม้จะปรุงเครื่องหอมเป็นก็ไม่มีทางเดินมาบนเส้นทางสายนี้ อย่างเช่นเหยาจิ่นนางก็นับเป็นอัจฉริยะทางการปรุงเครื่องหอม และตระกูลเหยาเองก็เป็นร้านใหญ่ในวงการวัตถุดิบเครื่องหอม มีทั้งโอกาสและพื้นที่ในเส้นทางนี้มากมาย จะว่าไปแล้วก็ควรจะเข้าสู่วงการนี้ได้เร็วกว่า และประสบความสำเร็จยิ่งกว่ามู่หวั่นชิวเสียอีก

แต่น่าเสียดายที่เหยาจิ่นไม่ชอบใจในความต่ำต้อยของคนเป็นช่าง นางนับว่าเป็นต้นกล้าชั้นดีที่เสียเปล่าจริงๆ

เมื่ออิงอ๋องเตือนสติ ฮองเฮาก็เข้าใจทันทีจึงพูดทอดถอนใจว่า “ลำบากนางแล้ว”

“ด้วยความคิดที่มีต่อน้องหญิงเช่นนี้ก็ควรจะตกรางวัลให้นางแล้ว” อิงอ๋องพูดเสริม เห็นฮองเฮาไม่ตรัสอันใด เขาจึงพูดอีกว่า “เสด็จแม่สามารถฉวยโอกาสนี้สนับสนุนให้ธิดาตระกูลดังเหล่านั้นทิ้งข้อจำกัดทางฐานะไปเสีย แล้วเป็นกำลังสำคัญในกิจการปรุงเครื่องหอมนี้…” มองดูเครื่องหอมเต็มพื้นแล้ว อิงอ๋องก็พูดทอดถอนใจ “เพียงเพราะไม่ชอบใจในความต่ำต้อยของคนเป็นช่าง คนมีพรสวรรค์มากมายล้วนถูกหมกอยู่แค่เพียงในบ้าน…วงการปรุงเครื่องหอมแคว้นต้าโจวของเราจึงมีแต่ซบเซาลงทุกวัน…”

ภายในตำหนักเงียบเสียงลง

นิ่งเงียบไปนานฮองเฮาก็พยักหน้า “ลูกพูดถูก หลังจากตระกูลเว่ยแล้วต้าโจวของเราก็ไม่มีคนปรุงเครื่องหอมเป็นจริงๆ เลยสักคน…”

“เสด็จแม่อย่ามองในแง่ร้ายนักเลยพ่ะย่ะค่ะ ตามที่ลูกดูแล้วเฮยมู่นั่นก็เป็นอัจฉริยะในร้อยปีคนหนึ่ง อย่างช่วงที่ผ่านมาผลงานของเขาก็ไม่ด้อยไปกว่าตระกูลเว่ยเลย…” เห็นฮองเฮาเหมือนจะรับปากอิงอ๋อง หนิงอ๋องจึงพูดเบี่ยงประเด็นไป

สนับสนุนให้สตรีออกมาเชิดหน้าหรือ

หากเป็นเช่นนั้นจริงมิทำให้สามหลักปฏิบัติห้าจริยา* วุ่นวาย สร้างความโกลาหลไปหรือ!

ฮองเฮาตะลึง จากนั้นก็พูดทอดถอนใจ “มีใบสนหอมและธูปพระพยักหน้าออกมาก่อน ตอนนี้ยังมีเม็ดหอมเศร้าอาดูรออกมาอีก…กลิ่นนี้เหนือกว่าที่ปรมาจารย์กู่ปรุงออกมาเสียอีก ลูกพูดไม่ผิดเลย วงการปรุงเครื่องหอมแคว้นต้าโจวเกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่ขึ้นอีกแล้ว”

“นั่นสิพ่ะย่ะค่ะ…” อิงอ๋องพูดทอดถอนใจอย่างสองแง่สองง่าม “เฮยมู่กับหลิ่วเฟิ่งปรากฏตัวขึ้นเช่นนี้ เกรงว่าวงการปรุงเครื่องหอมนี้คงใกล้จะเปลี่ยนแปลงแล้ว…”

“มีเฮยมู่ก่อน แล้วก็มีหลิ่วเฟิ่งตามมาอีกคน วงการเครื่องหอมแคว้นต้าโจวมีคนมีฝีมือใหม่ๆ ออกมาอย่างนี้ ต้องเป็นเพราะพระบารมีของฝ่าบาท เพราะบารมีของฮองเฮาเป็นแน่…” ชุยเฉวียนฉวยโอกาสพูดสรรเสริญ “ขอฮองเฮาทรงพระเจริญพันปี พันๆ ปี…”

“ขอฮองเฮาทรงพระเจริญพันปี พันๆ ปี…” สิ้นเสียงพูด บรรดาสนมชายาต่างพากันถวายพระพร

ฮองเฮาอารมณ์ดีมาก ก่อนจะฉีกยิ้มบางๆ

เสียงพูดเงียบลง ฮองเฮาก็หันมองกาน้ำหยด แล้วถามองค์หญิงหมิงอวี้ “หมิงอวี้อยากดูต่อหรือไม่”

“หมิงอวี้จะเอาอันนี้…” องค์หญิงหมิงอวี้ส่ายหน้า มองดูเครื่องหอมที่เหลือ “ของเหล่านั้นแทบจะดูครบหมดแล้ว ไม่มีอะไรแปลกใหม่เลย”

“ก็ดี…” ฮองเฮาพยักหน้า มองไปทางเหล่าสนมชายา “เราก็เหนื่อยแล้ว ที่เหลือไม่ขอร่วมด้วยแล้วล่ะ ถ้าพวกเจ้าสนใจอันใดก็เลือกหาที่ชอบเอาเถอะ”

บรรดาสนมชายาพากันเอ่ยขอบคุณ บรรยากาศคึกคักขึ้นมาทันใด

“เสด็จแม่…” ฮองเฮากำลังจะลุกขึ้นก็ถูกหนิงอ๋องเรียกรั้งเอาไว้

“ลูกมีอะไรหรือ”

“เครื่องหอมของตระกูลหลีเมืองต้าเยี่ยยังมาไม่ถึงเลยนะพ่ะย่ะค่ะ…”

ฮองเฮาขมวดคิ้ว

“เสด็จแม่…” อิงอ๋องเรียก ประสานสายตาครุ่นคิดของหนิงอ๋องแล้ว คำพูดยับยั้งก็ติดอยู่ตรงลำคอ ความคิดหมุนเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เขาจึงเปลี่ยนคำพูดเสียใหม่ “พี่สี่พูดถูก อย่างไรเสียตระกูลหลีก็เป็นถึงผู้นำในวงการปรุงเครื่องหอม เสด็จแม่ทรงรออีกสักนิดเถอะพ่ะย่ะค่ะ”

เม็ดหอมเศร้าอาดูรของหลิ่วเฟิ่งเข้ารอบแล้ว หากตอนนี้ตระกูลหลีเอาเม็ดหอมของหลี่หานปิงมารับหน้า ทำให้เห็นถึงความแตกต่างราวฟ้ากับดิน เกรงว่าไม่ต้องให้เขาพูดมาก ฮองเฮาที่เฝ้ารออย่างกระสับกระส่ายก็คงจะเดือดก่อนแล้ว

เขาจะยอมถอยหนึ่งก้าว หากรออีกครึ่งชั่วยามตระกูลหลียังเอาเครื่องหอมออกมาไม่ได้ก็จะถือว่ามีความผิดฐานหลอกลวงเบื้องสูง!

ยิ่งคิดยิ่งตื่นเต้น อิงอ๋องสีหน้าแดงเรื่อ

ในสายตาของฮองเฮาก็มองว่าอิงอ๋องคิดเพื่อส่วนรวมจริงๆ พลางร้อนใจกับความประมาทของตนเองเมื่อครู่นี้

ลองคิดดูแล้ว เป็นเพราะการคัดเลือกถูกยกขึ้นมาเร็วขึ้น ตามกำหนดแล้วเครื่องหอมของตระกูลหลีจะมาถึงเที่ยงวันนี้ซึ่งไม่นับว่าสาย ยังมีสิทธิ์เข้าร่วมคัดเลือกได้อยู่

ตนเองไม่แม้แต่จะดูเครื่องหอมของตระกูลหลีก็ประกาศผลการคัดเลือกแล้ว เรื่องนี้ย่อมต้องทำให้คนสงสัย เป็นคนอื่นก็ว่าไปอย่าง ทว่าตระกูลหลีที่เป็นผู้นำวงการปรุงเครื่องหอมมานานหลายปี เป็นตระกูลดังที่เป็นกำลังสำคัญทางการค้าของต้าโจว

ในใจนางย่อมไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีคนขึ้นมาแทนที่ตระกูลหลีได้

ความคิดแล่นผ่าน ฮองเฮาก็แอบคิดว่าโชคดีที่ลูกเตือนสติ ไม่เช่นนั้นวันนี้คงทำผิดพลาดใหญ่หลวง…ในใจว้าวุ่นไม่หยุด แต่กลับไม่แสดงออกทางสีหน้า นางเพียงขมวดคิ้วเหมือนว่าสุดจะทน และนั่งนิ่งเงียบอยู่ตรงนั้น

อิงอ๋องฉวยโอกาสนี้สั่งชุยเฉวียน “ลองไปถามดูว่าเครื่องหอมตระกูลหลีจะมาถึงเมื่อใด” แล้วพูดอีกว่า “…บอกพวกเขาว่าเสด็จแม่กับน้องหญิงกำลังรออยู่ หากพ้นยามอู่ก็ไม่ต้องเข้าร่วมแล้ว…”

“เรื่องนี้…” ชุยเฉวียนมองหน้าฮองเฮา

ฮองเฮาพยักหน้า “เจ้าไปเถอะ ทำตามคำสั่งของท่านอ๋องหก”

ถึงตอนนี้แล้วเครื่องหอมก็ยังมาไม่ถึงอีก ตระกูลหลีช่างเย่อหยิ่งเกินไปแล้ว!

* เฟย หมายถึงชายาของจักรพรรดิ ในตำหนักในของจีนมีศักดิ์รองจากฮองเฮา (อัครมเหสี) และกุ้ยเฟย (อัครชายา) บางสมัยอาจมีเฟยชั้นพิเศษสี่ตำแหน่ง เรียกว่าสี่ราชชายา ลำดับศักดิ์สูงกว่าเฟยทั่วไป คือ กุ้ยเฟย ซูเฟย เต๋อเฟย และเสียนเฟย

 

* สามหลักปฏิบัติห้าจริยา เป็นหลักคิดและคุณธรรมตามคติของสำนักขงจื๊อ ซึ่งเป็นหลักยึดถือปฏิบัติของชาวจีนในสังคมศักดินาที่สืบต่อมาอย่างยาวนาน สามหลักปฏิบัติ ได้แก่ ขุนนางยึดถือกษัตริย์ บุตรยึดถือบิดา ภรรยายึดถือสามี ส่วนห้าจริยา ได้แก่ เมตตาธรรม คุณธรรมความถูกต้อง จารีตประเพณี ปัญญา และสัจจะ

หน้าที่แล้ว1 of 7

Comments

comments

Editor Jamsai: