X
    Categories: ทดลองอ่านบันไดหยกงามมากกว่ารัก

ทดลองอ่านนิยาย บันไดหยกงาม บทที่ 3

หน้าที่แล้ว1 of 17

บทที่สาม

 

วันที่สิบสองเดือนอ้ายรัชศกเสี่ยนเต๋อปีที่สิบสี่ ใกล้จะถึงเทศกาลซั่งหยวน* อันสนุกสนาน

ในเมืองหลวงมีเพียงช่วงก่อนหลังเทศกาลซั่งหยวนสามวันเท่านั้นที่ทางการจะยกเลิกคำสั่งห้ามออกนอกบ้านยามวิกาล จึงเป็นเหตุให้ช่วงเวลานี้ในเมืองซีจิงคึกคักมาก วัดวาอารามต่างจุดโคมเฉลิมฉลอง ถวายเครื่องบูชา ทุกหนแห่งในเมืองหลวงจุดโคมไฟสว่างไสวดุจกลางวัน เสียงกลองเสียงเครื่องดนตรีบรรเลงดังไปถึงสวรรค์ชั้นฟ้า มีการละเล่นต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการประลองกำลังกันด้วยมือเปล่า กายกรรม พูดได้ว่าเป็นพิธีเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหนึ่งปี

ฮองเฮาทรงพระเมตตา หลังจากรับฉีซู่เป็นบุตรีบุญธรรมแล้ว ทุกปีจะทรงอนุญาตเป็นกรณีพิเศษให้นางออกจากวังได้ตั้งแต่ก่อนเทศกาลซั่งหยวน เพื่อจะได้กลับไปเยี่ยมมารดาผู้ให้กำเนิด ร่วมฉลองเทศกาลสำคัญพร้อมหน้าครอบครัว

รถม้าที่ฉีซู่นั่งออกจากวังไม่สะดุดตา ไม่มีอะไรแตกต่างกับบุตรสาวข้าราชบริพารทั่วไป ระหว่างเดินทาง ฉีซู่กวาดตามองถนนหนทางในซีจิงผ่านหน้าต่าง เมืองหลวงเดิมก็มีประชากรมากอยู่แล้ว ยิ่งเป็นช่วงเทศกาล บนถนนก็ยิ่งมีผู้คนเดินผ่านไปมามากมาย บรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นมื่น

รถวิ่งตรงมายังคฤหาสน์ของเจ้าเมืองนครหลวงซูมู่ ซูมู่กับซูเหรินและซูอี๋บุตรชายทั้งสองมารออยู่ก่อนแล้ว ฉีซู่ลงจากรถ กราบคารวะท่านลุงซูมู่ก่อน แล้วจึงทำความเคารพญาติผู้พี่ทั้งสองซูเหริน ซูอี๋ พ่อลูกทั้งสามคนต่างรีบพยุงฉีซู่ให้ลุกขึ้น

ซูมู่กล่าวกับฉีซู่ “แม่ของเจ้ารอเจ้าอยู่นานแล้ว รีบไปเถิด”

ฉีซู่ผงกศีรษะ ให้หญิงรับใช้สูงวัยนำทางไปยังเรือนด้านใน พอพ้นจากสายตาของท่านลุงและญาติผู้พี่ นางก็ไม่ใส่ใจใครอีกและออกวิ่งทันที เข้ามาถึงลานด้านใน ฉีซู่ก็ถูกซูอิ่นที่เฝ้ารออยู่หน้าประตูคว้าตัวเข้ามาในอ้อมกอด “ลูกแม่!”

ฉีซู่ซุกตัวเข้าหาอ้อมกอดที่เคยคุ้น น้ำหูน้ำตาไหลพรากอย่างกลั้นไม่อยู่ “ท่านแม่!”

สองแม่ลูกกอดคอกันร่ำไห้ กระทั่งหวังซื่อ ภรรยาของซูมู่เร่งรุดมาถึง ถึงได้แยกทั้งสองออกจากกัน หวังซื่อเห็นท่าทางของพวกนางสองคนแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ “ลูกกลับมาเป็นเรื่องดี เหตุใดจึงร้องไห้”

ซูอิ่นฟังแล้วเห็นว่าคำพูดของนางมีเหตุผล จึงปาดน้ำตาและจูงมือฉีซู่เข้าไปคุยกันในห้อง

ไม่นาน ซูมู่ก็ให้คนรับใช้มาบอกว่างานเลี้ยงในครอบครัวจัดเตรียมพร้อมแล้ว ซูอิ่นจึงพาฉีซู่ไปที่ห้องโถง ทั้งครอบครัวกินอาหารร่วมกันอย่างมีความสุข ฉีซู่ได้ทราบว่าญาติผู้พี่ทั้งสองได้ผ่านการคัดตัวให้เข้ารับราชการในกองกำลังรักษาวังซานเว่ย** มาหลายปีแล้ว คุณสมบัติครบถ้วน คิดว่าปีหน้าจะเข้าร่วมทำการคัดเลือกและตรวจสอบคุณสมบัติกับกรมกอง ญาติผู้พี่ที่เป็นหญิงสองคนออกเรือนไปแล้ว ยังมีญาติผู้น้องที่เป็นหญิงอายุยังน้อยอยู่บ้านอีกสามคน เวลานี้ได้ซูอิ่นผู้เป็นอาหญิงช่วยสอนหนังสือและการเย็บปักถักร้อย

หลังงานเลี้ยง ฉีซู่นำของขวัญจากในวังมามอบให้ทุกคน คนในบ้านสกุลซูต่างก็มีของขวัญตอบแทน เนื่องจากทุกปีตอนฉีซู่ออกจากวัง รัชทายาทมักบอกให้นางเอาของเล่นที่น่าสนใจกลับไปฝากเขาสักหลายชิ้นด้วย คนบ้านสกุลซูจึงเตรียมของเล่นต่างๆ ไว้เป็นของขวัญตอบแทนโดยไม่ต้องบอกกล่าว จากนั้นซูอิ่นก็พาฉีซู่กลับห้องพัก ปิดประตูหน้าต่าง แล้วเพ่งพิศบุตรสาวอย่างละเอียด

* เทศกาลซั่งหยวน เป็นอีกชื่อเรียกหนึ่งของเทศกาลหยวนเซียว ตรงกับวันที่สิบห้าเดือนอ้ายตามจันทรคติจีน ซึ่งเป็นคืนแรกของปีที่พระจันทร์เต็มดวง คนในครอบครัวจึงมาชมจันทร์กันพร้อมหน้า รับประทานขนมบัวลอยซึ่งแสดงถึงความกลมเกลียว ภายหลังจัดเป็นงานฉลองยิ่งใหญ่ต่อเนื่องจากเทศกาลตรุษจีน มีประเพณีประดับโคมไฟ จึงเรียกอีกชื่อว่าเทศกาลโคมไฟ โดยมากชื่อเทศกาลซั่งหยวนมักใช้ในบริบทของพิธีทางการ

** ซานเว่ย หมายถึงกองกำลังรักษาวังทั้งสามได้แก่ ชินเว่ย ซวินเว่ย อี้เว่ย เป็นหน่วยงานที่เปิดรับลูกหลานของขุนนางที่มีความดีความชอบเข้ามาเป็นขุนนาง

ฉีซู่เข้าวังมาหลายปี รูปร่างสูงขึ้นไม่น้อย นางอยู่ในวังได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ไม่ผอมเหลืองเหมือนแต่ก่อน ซูอิ่นมองเรือนผมดกดำเงางาม ใบหน้าแดงเปล่งปลั่ง ผิวพรรณขาวผ่องนวลเนียนของบุตรสาวแล้วอดปลื้มใจไม่ได้ “สีหน้าดีขึ้นทุกปี หาไม่คงไม่มีคำพูดว่าวังหลวงเลี้ยงคนได้ดีกระมัง”

ฉีซู่ซุกตัวอยู่ในอ้อมอกมารดา ฟังแล้วเพียงยิ้มๆ

ซูอิ่นลูบไล้ใบหน้าฉีซู่ เอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “อยู่ที่นั่นสบายดีหรือไม่”

ฉีซู่พยักหน้า “ดี ฝ่าบาทกับวังกลางทรงดีต่อข้ามาก”

“ไม่มีใครรังแกเจ้าหรือ”

“ข้ามีฮองเฮาคอยหนุนหลัง ใครจะรังแกข้าได้”

ซูอิ่นกลับมีสีหน้ากังวล “รัชทายาทเล่า ข้าได้ยินคนกล่าวกันว่ารัชทายาทดื้อรั้น ไม่อาจรับภาระหน้าที่สำคัญได้”

ฉีซู่ก้มหน้าเอามือพันเส้นไหมถักที่ผูกอยู่บนกระโปรง เอ่ยขึ้นเบาๆ “รัชทายาทแม้จะดื้อรั้นไปสักหน่อย แต่ก็เป็นคนดีมาก”

ซูอิ่นพูดอย่างลังเล “ท่านลุงของเจ้าบอกจิ้นอ๋องปรีชาสามารถ ดูเหมือนเวลานี้รัชทายาทจะตกอยู่ในสถานการณ์ค่อนข้างล่อแหลม”

ฉีซู่ตะลึงงัน ผ่านไปครู่หนึ่งจึงว่า “รัชทายาทเป็นพระโอรสของฮองเฮา ฝ่าบาทคงไม่ทรงถึงกับเห็นจิ้นอ๋องสำคัญไปกว่ารัชทายาท”

ซูอิ่นสั่นศีรษะ “แต่งตั้งผู้ปรีชาสามารถไม่แต่งตั้งพระโอรสสายตรงไม่ใช่ไม่เคยมี เช่นฝ่าบาท…หากไม่เพราะฉวยโอกาสตัดสินใจดำเนินการอย่างฉับพลันปีนั้น เกรงว่าก็…” นางรู้ตัวว่าหลุดปากไป เพียงเปิดประเด็นแล้วก็รีบหยุดปากทันที

ฉีซู่กลับไม่ยอมปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไป ตามซักไซ้ทันที “ฝ่าบาทอย่างไรหรือ”

ซูอิ่นไม่ตอบ

ฉีซู่ไม่ยอมให้นางหลบเลี่ยง ดึงชายแขนเสื้อของซูอิ่นกล่าวอย่างเร่งร้อนและจริงจัง “ท่านแม่ ที่ท่านพ่อถูกลดตำแหน่งย้ายไปเจิ้นโจวใช่เกี่ยวพันกับเรื่องราวในปีนั้นหรือไม่ ทุกครั้งที่ข้าถามถึง ท่านแม่ก็จะบ่ายเบี่ยงไปพูดเรื่องอื่น ถ้าไม่พัวพันถึงการแย่งชิงอำนาจของฮ่องเต้ เหตุใดท่านแม่จึงปิดเป็นความลับไม่แย้มพรายออกมาแม้แต่คำเดียว”

ซูอิ่นหมุนตัวหนี ฉีซู่ก็หมุนตัวตามไปอย่างดื้อรั้น พูดทั้งน้ำตา “ท่านแม่ บอกข้ามาเถิด”

“เอาล่ะๆ” ซูอิ่นถอนหายใจยาว “ข้ารู้อยู่แล้วสักวันคงไม่อาจปิดบังเจ้าได้”

ซูอิ่นตรวจสอบประตูหน้าต่างอีกครั้ง แน่ใจว่าปิดสนิทแน่นหนาแล้วจึงให้ฉีซู่เข้าไปในห้องด้านใน สองแม่ลูกนั่งลงบนเตียงเรียบร้อย ซูอิ่นจึงเอ่ยขึ้น “เจ้าพูดได้ไม่ผิด พ่อของเจ้าถูกลดตำแหน่ง เพราะเข้าไปเกี่ยวข้องกับบุญคุณความแค้นของราชวงศ์”

ฉีซู่ตั้งใจฟังคำบอกเล่าของมารดาด้วยท่าทางจดจ่อ คล้ายกับกลัวมากว่าจะฟังตกหล่นไป

ซูอิ่นกล่าวต่อ “ข้าคิดว่าเจ้าก็คงเคยได้ยินมาบ้าง อดีตฮองเฮาเป็นธิดาของข่านแห่งชนเผ่าตี๋เหนือ เนื่องจากตอนนั้นแผ่นดินจงหยวน* ยังวุ่นวายไม่สงบ ส่วนชนเผ่าตี๋เหนืออำนาจกล้าแกร่ง ไท่จงจำต้องให้รัชทายาทอภิเษกกับสตรีชาวตี๋เพื่อให้ชนเผ่าตี๋ยอมอยู่ในความสงบ รัชทายาทในตอนนั้นก็คือไท่ซั่งหวงในตอนนี้ ไท่ซั่งหวงแต่ไรมาห้าวหาญเหนือใคร ทั้งยังอายุน้อยเปี่ยมด้วยความฮึกเหิม รัชทายาทแห่งจงหยวนผู้องอาจผึ่งผายกลับแต่งสตรีชนชาติป่าเถื่อนเป็นภรรยา ไท่ซั่งหวงในใจรู้สึกไม่ยุติธรรม เห็นการแต่งงานในครั้งนี้เป็นความอัปยศอดสูอย่างใหญ่หลวง ด้วยเหตุนี้อดีตฮองเฮาจึงไม่ได้รับความโปรดปราน เพียงให้กำเนิดพระโอรสองค์เดียวตอนเป็นพระชายา ซึ่งก็คือฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน

* จงหยวน หรือตงง้วน แปลว่าที่ราบตอนกลาง หมายถึงดินแดนจีนในสมัยโบราณ ซึ่งตั้งอยู่ตอนกลางไปจนถึงตอนใต้ของลุ่มแม่น้ำหวงเหอ

ไท่ซั่งหวงแม้จะแต่งตั้งฝ่าบาทเป็นรัชทายาท แต่เพราะรัชทายาทมีโลหิตของชาวตี๋เหนืออยู่ในตัว จนแล้วจนรอดไท่ซั่งหวงก็ยังทรงพะวงอยู่ในใจ อีกทั้งตอนไท่ซั่งหวงยังครองราชย์อยู่คิดจะปราบปรามภัยพิบัติจากชนเผ่าตี๋ แต่ทรงกังวลอยู่เสมอว่ารัชทายาทเป็นโอรสของสตรีชาวตี๋ วันหน้าอาจจะขัดขวางได้ จึงเริ่มมีความคิดจะเปลี่ยนรัชทายาท ในบรรดาพระโอรสที่เกิดจากพระสนม ไท่ซั่งหวงทรงโปรดปรานพระโอรสองค์ที่สามสู่อ๋องและพระโอรสองค์ที่หกอู๋อ๋อง สู่อ๋ององอาจห้าวหาญเฉกเช่นไท่ซั่งหวง อู๋อ๋องปราดเปรื่องเรื่องอักษรศาสตร์ และไท่ซั่งหวงก็ให้ความสำคัญอย่างมาก ทว่ารัชทายาทก็ไม่เคยทำอะไรผิด หากถอดถอนโดยไร้สาเหตุอันควรก็ยากจะทำให้ผู้คนยอมรับได้ ด้วยเหตุนี้จึงหน่วงเหนี่ยวล่าช้ามาจนหลังรัชศกเจาอู่ปีที่ยี่สิบห้า ไท่ซั่งหวงจึงแสดงท่าทีชัดเจนว่าทรงมีพระประสงค์จะถอดถอนรัชทายาท

ไท่ซั่งหวงกรีธาทัพออกรบติดต่อกันหลายปี อาณาประชาราษฎร์ต่างคับแค้นใจ รัชทายาทยื่นหนังสือกราบทูลหลายครั้ง ขอให้ไท่ซั่งหวงหยุดการทำศึก รัชทายาทเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่ไรมาก็ไม่ได้รับความชื่นชอบจากไท่ซั่งหวง การยื่นหนังสือกราบทูลครั้งแล้วครั้งเล่าก็ยิ่งทำให้ไม่ได้รับการโปรดปรานจากไท่ซั่งหวง รัชศกเจาอู่ปีที่ยี่สิบสาม หวงไท่ซุนพลีชีพในการทำศึกที่หรงตะวันตก ยิ่งทำให้ไท่ซั่งหวงสองพ่อลูกมีช่องว่างระหว่างกันมากขึ้น ในที่สุดรัชศกเจาอู่ปีที่ยี่สิบแปดรัชทายาทก็นำกำลังทหารเข้ายึดอำนาจ บีบบังคับให้ไท่ซั่งหวงสละราชบัลลังก์

ไท่ซั่งหวงเห็นเมืองหลวงถูกรัชทายาทควบคุมไว้แล้ว ก็รู้ว่าสูญเสียอำนาจส่วนใหญ่ไปแล้ว จำต้องสละราชบัลลังก์ย้ายไปพำนักที่วังตะวันตก ฝ่าบาทเพิ่งขึ้นเป็นฮ่องเต้ ก็มีคนแอบกราบทูลว่าอู๋อ๋องและสู่อ๋องทั้งสองไม่จงรักภักดี มีแผนจะก่อกบฏ จึงมีรับสั่งให้คุมขังอ๋องทั้งสอง และให้ท่านพ่อของเจ้าเป็นผู้ควบคุมการไต่สวนคดีนี้ พ่อของเจ้าแต่ไรมาก็เป็นคนหัวแข็งซื่อตรง ตรวจสำนวนและตัดสินคดีหลายครั้งก็ยังคงยืนยันว่าอ๋องทั้งสองไม่มีเหตุส่อให้เห็นว่าจะก่อกบฏ ฝ่าบาทกริ้วพ่อของเจ้ามาก ประจวบเหมาะกับเวลานั้นมีคนในราชสำนักแอบกราบทูลว่าพ่อของเจ้าสมคบคิดกับพวกกบฏ ด้วยความพิโรธ ฝ่าบาทจึงลดตำแหน่งพ่อของเจ้าแล้วให้ไปเป็นขุนนางที่เจิ้นโจว…”

“สู่อ๋องกับอู๋อ๋องภายหลังเป็นอย่างไร” ฉีซู่ถาม

ซูอิ่นไม่ได้ตอบทันที หากแต่ยื่นหลังมือไปอังๆ ทดสอบแรงไฟที่เตาเครื่องหอมข้างตัว แล้วหยิบเหล็กเขี่ยจากในกระบอกเครื่องหอมมา เปิดฝาเตาเขี่ยเถ้าถ่านในเตาไปมาสองสามครั้ง หลังจากปิดฝาเตาแล้ว นางจึงเอ่ยเสียงราบเรียบ “อ๋องทั้งสองรวมทั้งบุตรชายหลานชายถูกประหารทั้งบ้านในรัชศกเสี่ยนเต๋อปีที่สอง ภรรยาและบุตรสาวถูกลงโทษให้เข้ามาเป็นคนรับใช้ในวัง”

ฉีซู่ตัวสั่นสะท้านทั้งที่ไม่รู้สึกหนาว

ในวังหลวงต่างยกย่องว่าฝ่าบาทมีจิตใจเมตตามีความกตัญญู ไท่ซั่งหวงประชวรจะต้องปรนนิบัติให้ดื่มยาด้วยองค์เอง ปีที่แล้วรบชนะชนเผ่าตี๋เหนือ ฮ่องเต้จัดงานเลี้ยงฉลองให้เหล่าขุนนาง ไท่ซั่งหวงทรงร่ายรำเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองด้วยองค์เอง ล้วนได้รับการพูดถึงอยู่ในวังหลวงว่าเป็นเรื่องที่ดีงาม แต่ที่แท้ภายใต้ภาพลักษณ์ของบิดาที่มีเมตตาบุตรชายที่มีความกตัญญูมีความเป็นจริงที่อาบนองไปด้วยโลหิตซ่อนแฝงอยู่ ไม่รู้ว่าพ่อลูกคู่นี้ยามประจันหน้ากันในใจจะมีความรู้สึกเช่นไร

“ฉีซู่” เสียงร้องเรียกของซูอิ่นทำให้ฉีซู่ตื่นจากภวังค์ “คนเฉียบแหลมเช่นท่านพ่อของเจ้า เมื่อมาอยู่ภายใต้การแย่งชิงอำนาจของราชวงศ์ยังไม่อาจถอนตัวออกมาได้โดยปลอดภัย ข้ากับท่านพ่อของเจ้ามีเจ้าเป็นลูกสาวเพียงคนเดียว ให้เจ้าเข้าวังก็ด้วยความจำใจ ทุกวันนี้ข้าไม่ปรารถนาความร่ำรวยเจริญรุ่งเรือง เพียงหวังให้เจ้าอยู่เย็นเป็นสุขไปชั่วชีวิต รับปากกับแม่ เจ้าจะต้องอยู่ให้ห่างจากความขัดแย้งวิวาท ไม่อาจเอาตัวเข้าไปเสี่ยงอันตราย คนที่ไม่อาจตอแยด้วย เจ้าห้ามไปตอแยเด็ดขาด”

ฉีซู่ช้อนตาขึ้นมอง เห็นจอนผมมารดามีเส้นผมสีขาวแซมเล็กน้อย หางตามีรอยย่นจางๆ ก็อดที่จะเศร้าใจไม่ได้ จึงรับปากหนักแน่น “เจ้าค่ะ ลูกทราบแล้ว”

 

หลังจากนั้นสามวันก็เป็นเทศกาลซั่งหยวน ซีจิงประดับประดาโคมไฟอย่างมโหฬาร ทางการอนุญาตให้ราษฎรออกจากบ้านยามค่ำคืนได้เป็นกรณีพิเศษ ผู้คนในเมืองหลวงไม่ว่าหญิงชายมั่งมียากจน ต่างออกมาชมโคมไฟหาความสำราญ ฉีซู่กับญาติผู้น้องที่เป็นหญิงอีกสามคนนั่งรถเทียมวัว โดยมีญาติผู้พี่สองคนและคนรับใช้ในบ้านติดตามมาด้วย

ปีนี้โคมไฟดวงโตที่นอกประตูอันฝูแขวนสูงถึงกว่ายี่สิบจั้ง* ส่องแสงสว่างจ้าดุจกลางวัน ทางการยังคัดเลือกเด็กสาวหน้าตาสะสวยงดงามจากอำเภอฉางอัน อำเภอวั่นเหนียน สวมมงกุฎดอกไม้ เสื้อแพรลายดอก เขียนคิ้วผัดแป้งใส่เครื่องหอม เดินขับร้องร่ายรำอยู่ใต้โคมไฟ พูดได้ว่าบรรยากาศคึกคักสนุกสนานกว่าปีที่ผ่านๆ มายิ่ง

คนรับใช้บ้านสกุลซูมาจองที่เหมาะไว้ก่อนแล้ว ฉีซู่มองออกมาจากหลังม่านรถ เห็นภายนอกมีหญิงงามแต่งเนื้อแต่งตัวสะสวย ปัญญาชนสามัญชนเดินปะปนกัน บรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นมื่น บรรดาวงศ์สกุลสูงศักดิ์ในเมืองหลวงต่างก็พาครอบครัวออกมาเที่ยวเล่น ผู้คนและรถวิ่งผ่านไปมา ในกลุ่มคนเหล่านี้มีคนที่บ้านสกุลซูรู้จักอยู่ไม่น้อยเลย ด้วยเหตุนี้ซูเหรินและซูอี๋จึงต้องหยุดคารวะทักทายผู้คนอยู่เนืองๆ

ตอนแรกฉีซู่ก็ชมการขับร้องร่ายรำเฉกเช่นเดียวกับญาติผู้น้อง ต่อมาก็ค่อยๆ พุ่งความสนใจไปยังผู้คนที่ทักทายปราศรัยกับญาติผู้พี่ทั้งสอง ไม่ต้องสงสัย คนที่เข้ามาพูดคุยสนทนาล้วนเป็นบุตรหลานวงศ์สกุลสูงศักดิ์ แม้ลักษณะหน้าตาจะแตกต่างกัน ทว่าบุคลิกท่วงทีล้วนคล่องแคล่วสง่างาม

“ท่านคือ…” ซูอี๋ญาติผู้พี่คนรองส่งเสียงทักขึ้นเบาๆ ทำให้ฉีซู่เกิดความสนใจ

เพราะรถเทียมวัวบดบังสายตา คนที่อยู่เบื้องหน้าซูอี๋จึงไม่ได้อยู่ในขอบเขตสายตาของฉีซู่ แต่ญาติผู้พี่มีท่าทีประหลาดใจเพียงนั้น คิดว่าฐานะของคนผู้นี้คงไม่ธรรมดา ฉีซู่ยิ่งเกิดความอยากรู้อยากเห็น จึงเงี่ยหูตั้งใจฟังคำสนทนาของพวกเขา ฉีซู่มองผ่านม่านโปร่งเห็นญาติผู้พี่คนโตซูเหรินมองน้องชายด้วยแววตาเคร่งขรึมจริงจัง คล้ายจะตำหนิเขาที่เสียกิริยา จากนั้นก็ลงจากหลังม้าประสานมือทำความเคารพพลางยิ้มน้อยๆ “เหตุใดคุณชายจึงมาอยู่ที่นี่ได้”

“งานเลี้ยงเลิกเร็ว จึงออกมาชมโคมไฟ” ผู้มาน้ำเสียงสุภาพนุ่มนวล

เสียงนี้ฉีซู่ได้ยินแล้วกลับตระหนกตกใจอย่างมาก…นี่เป็นเสียงของจิ้นอ๋อง

เทศกาลซั่งหยวนในวังมีงานเลี้ยงรื่นเริง ฝ่าบาททรงชอบแต่งบทกวีใต้โคมไฟ ฮ่องเต้และขุนนางร่วมสังสรรค์กัน ที่ผ่านมามักอยู่จนดึกดื่นจึงเลิกรา ฟังจากคำพูดของจิ้นอ๋อง คล้ายงานเลี้ยงในวังจะเลิกราแล้ว ดังนั้นเขาจึงมีเวลาว่างออกมาชมโคมไฟ ทั้งไม่ได้ยินซูเหรินเรียกเขาว่า ‘ท่านอ๋อง’ คิดว่าการออกมาในครั้งนี้ จิ้นอ๋องคงไม่อยากเปิดเผยฐานะที่แท้จริง

พี่น้องสกุลซูเลื่อมใสศรัทธาในตัวจิ้นอ๋องมานาน ยากนักที่จะได้มีโอกาสได้คบค้าสมาคมกับเขา จึงโยนเรื่องชมโคมไฟทิ้งไปจากสมอง ทั้งสองปรึกษากันเบาๆ สองสามประโยค แล้วซูเหรินก็เอ่ยขึ้น “ที่นี่เสียงเอะอะอึกทึก พูดคุยกันไม่สะดวก ไม่สู้ให้ผู้น้อยไปหาที่สงบเงียบสักแห่งจะได้พูดคุยกับคุณชายได้เต็มที่”

“ข้าก็คิดเช่นนั้น” จิ้นอ๋องตบมือร้องว่าดี

* จั้ง เป็นหน่วยวัดความยาวของจีน เทียบระยะได้ประมาณ 3.33 เมตร

แม้จะพูดเช่นนี้ แต่เทศกาลซั่งหยวนเช่นนี้จะหาที่เงียบสงบสักแห่งในเมืองหลวงกลับไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งกลุ่มตระเวนหาอยู่นานก็หาไม่ได้ สุดท้ายจิ้นอ๋องก็เสนอให้ไปจวนของเขา รถเทียมวัววิ่งมาเป็นเวลานาน ในที่สุดก็เข้ามาในจวนเงียบสงบหลังหนึ่ง ฉีซู่กับญาติผู้น้องลงจากรถโดยมีสาวใช้ช่วยประคับประคอง เวลานี้จิ้นอ๋องกับซูเหรินและซูอี๋ลงจากหลังม้าแล้ว จิ้นอ๋องเป็นฝ่ายเดินมาทักทายพวกนาง

พอเห็นฉีซู่ ตอนแรกจิ้นอ๋องก็มีท่าทีงงงัน จากนั้นก็ยิ้มน้อยๆ “เจ้าเองหรือ”

ฉีซู่ทำความเคารพเขา จิ้นอ๋องกลับบอกว่า “ที่นี่เป็นจวนของข้า แม่นางน้อยไม่ต้องถือเคร่งในพิธีรีตอง”

ญาติผู้น้องก็เข้ามาทำความเคารพจิ้นอ๋องทุกคน จิ้นอ๋องเคารพตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แล้วจึงพาทุกคนเข้าไปข้างใน ฉีซู่มองสำรวจจวนของจิ้นอ๋อง ตัวบ้านหลังไม่ใหญ่ ลานบ้านยิ่งแคบเล็ก นอกจากสระน้ำที่มีสายน้ำจากภายนอกไหลเข้ามา ต้นไม้ดอกไม้ ภูเขาจำลองก้อนหินเหล่านี้แล้ว ข้าวของทุกอย่างในบ้านล้วนมีไว้เพื่อประโยชน์การใช้สอยเป็นหลัก ในบ้านแม้จะมีคนรับใช้อยู่จำนวนหนึ่ง แต่เมื่อเปรียบกับฐานะของจิ้นอ๋องแล้วก็ดูจะด้อยไปไม่น้อย

คล้ายสัมผัสได้ถึงความฉงนสงสัยของฉีซู่ จิ้นอ๋องจึงเอ่ยเสียงราบเรียบ “ข้าใช้ชีวิตอยู่ที่เป่ยฝู่อย่างเรียบง่าย จวนที่พระบิดาประทานใหญ่โตหรูหราเกินไป ข้าอยู่แล้วไม่เคยชิน วันก่อนได้ขอให้พระบิดารับคืนไป บ้านหลังนี้แม้จะเรียบง่ายไปหน่อย แต่ข้ากลับรู้สึกอยู่แล้วสบายใจ”

ฉีซู่หลุบตา ผ่านไปครู่หนึ่งก็ยิ้มแล้วว่า “มิน่าเล่าผู้คนในเมืองหลวงต่างยกย่องว่าจิ้นอ๋องถึงพร้อมด้วยคุณธรรมอันดีงาม”

สายตาของจิ้นอ๋องหยุดนิ่งอยู่ที่ฉีซู่แวบหนึ่ง กล่าวตอบด้วยสีหน้ายิ้มๆ “ข้าเพียงทำในเรื่องที่ข้าเห็นว่าถูกต้อง สายตาของคนทั่วไปไม่เกี่ยวอะไรกับข้า”

ระหว่างทั้งสองกำลังสนทนาอยู่นั้นก็มีคนรับใช้มารายงานว่าสุราอาหารจัดเตรียมพร้อมแล้ว จิ้นอ๋องและทุกคนจึงเข้านั่งประจำที่

เพราะจัดเตรียมอย่างฉุกละหุก อาหารจึงมีไม่หลากหลายนัก แต่ก็นับว่าถูกปาก สุรานั้นจิ้นอ๋องนำมาจากเป่ยฝู่ สู้สุราใสบริสุทธิ์รสเลิศของเมืองหลวงไม่ได้ แต่รสชาติร้อนแรง ฉีซู่เพียงจิบไปคำเล็กๆ ก็รู้สึกเหมือนมีเปลวไฟแผดเผาตั้งแต่ลำคอลงไปถึงหน้าอก นางมองไปทางญาติผู้น้อง แต่ละคนพอชิมสุราแล้วต่างขมวดคิ้วนิ่วหน้า เห็นชัดว่าไม่ชินกับการดื่มสุราร้อนแรงเช่นนี้ แต่บุรุษสามคนกลับไม่ได้ใส่ใจ พวกเขาสนทนากันถึงเรื่องการทำศึกหลายครั้งกับพวกชนเผ่าตี๋ในระยะนี้อย่างออกรสออกชาติ

“สถานการณ์ในเวลานี้เป็นผลดีต่อฝ่ายเรา ข้าเห็นว่าน่าจะฉวยโอกาสที่รบชนะรุกไล่โจมตี พอย่างฤดูใบไม้ผลิกองกำลังทหารออกปฏิบัติการ ย่อมสามารถปราบปรามชนเผ่าตี๋ให้สงบราบคาบได้ในคราเดียว!” ซูอี๋หลังจากสุราลงท้องไปสองจอก คำพูดก็เริ่มฮึกเหิมขึ้นมา

ซูเหรินกลับยิ่งเยือกเย็นสุขุม เขากล่าวกับจิ้นอ๋อง “ข้าสองพี่น้องแม้จะได้รับเลือกเข้ากองกำลังรักษาวังซานเว่ย แต่ก็เพียงเฝ้าป้องกันพระราชวังยามค่ำคืน ยังไม่เคยผ่านสนามรบด้วยตนเอง วางแผนยุทธการบนแผ่นกระดาษทำให้ท่านอ๋องขบขันแล้ว”

จิ้นอ๋องหัวเราะ “ข้าเพียงติดตามเจิ้งกั๋วกงออกจากด่านไปสองครั้งเท่านั้น ไหนเลยจะบอกว่ารู้เรื่องการทหารได้ ถ้าจะพูดขึ้นมาจริงๆ เกรงว่ายังสู้ท่านทั้งสองไม่ได้”

“ท่านอ๋องถ่อมตนเกินไปแล้ว” ซูเหรินกล่าวยิ้มๆ “พวกเราต่างได้ยินว่าท่านอ๋องเคยออกสนามรบด้วยตนเอง เพียงเรื่องนี้ก็เหนือกว่าพวกเรามากแล้ว ตามความคิดของท่านอ๋อง ก้าวต่อไปฝ่าบาทจะดำเนินการเช่นไร”

จิ้นอ๋องเก็บรอยยิ้ม ก่อนพูดขึ้นช้าๆ “ข้าไม่กล้าคาดเดาความคิดของฝ่าบาท เพียงแต่ถ้าข้าเป็นแม่ทัพใหญ่ ย่อมไม่ทำอะไรบุ่มบ่ามในเวลานี้เด็ดขาด”

ซูเหรินมีประกายวาบขึ้นในดวงตา “ได้โปรดอธิบายให้ละเอียดกว่านี้”

จิ้นอ๋องหัวเราะ “สองท่านไม่เคยไปด่านชายแดนทางเหนือ คงจะไม่รู้ ที่นั่นไม่มีเรือกสวนไร่นา มีแต่ทุ่งหญ้า ผืนดินไม่เหมาะแก่การทำไร่ทำนา คนจงหยวนมีหรือจะยินดีตั้งรกรากอยู่ที่นี่ ดังนั้นแต่ละยุคในอดีตแม้กองทัพจากจงหยวนจะโจมตีเข้าไปในดินแดนได้ แต่กลับไม่อาจครอบครองไว้ได้ ส่วนชาวตี๋มุ่งแสวงหาที่มีน้ำมีหญ้าและตั้งถิ่นฐาน ไม่เหมือนกับชาวจงหยวนที่ยึดติดอยู่กับความเคยชิน จงหยวนก็ไม่อาจกำจัดพวกเขาให้สูญสิ้นได้ ดังนั้นกระทั่งทุกวันนี้บ้านเมืองเราจึงยังคงมีภัยจากชายแดน ข้าเห็นว่าภัยจากชนเผ่าตี๋ ไม่ใช่ยากที่ความสามารถในการสู้รบทำศึก หากแต่ยากตรงขุดรากถอนโคนขจัดให้สูญสิ้น แทนที่จะเอาแต่ยกทัพทุ่มเทกำลังโภคทรัพย์ไปโดยเปล่าประโยชน์ ไม่สู้ใช้ทั้งพระเดชพระคุณ ใช้กำลังทหารสร้างอำนาจบารมี จากนั้นก็ใช้บุญคุณปลอบบำรุงขวัญผู้คน กล่อมเกลาให้ชาวหรงและชาวอี๋ตะวันออก* มาเข้ากับชาวหวาซย่า** เรา ปีที่แล้วเราได้รับชัยชนะอย่างงดงาม สร้างชื่อเสียงและบารมีให้กับจงหยวน เวลานี้ควรชะลอการรุกโจมตีชั่วคราว รอจังหวะเคลื่อนไหว ค่อยๆ วางแผน…ทว่านี่เป็นเพียงข้อคิดเห็นตื้นเขินของข้าเท่านั้น ฝ่าบาทอาจพิจารณาใคร่ครวญได้ลึกซึ้งกว่านี้ก็ไม่รู้ได้”

“ท่านอ๋องพูดมีเหตุผล แต่รอจังหวะเคลื่อนไหว เรื่องนี้จะอธิบายอย่างไร” ซูเหรินซักไซ้

จิ้นอ๋องถือจอกสุรายิ้มบางๆ “ชาวตี๋ไม่ได้ปกครองแบบแบ่งเป็นเมืองเป็นอำเภอ เรียงลำดับน้อยใหญ่เช่นจงหยวน พวกเขาเป็นเพียงฝูงกาที่มารวมกลุ่มกัน ปกติต่างคนต่างเสาะหาทุ่งหญ้า ยามมีศึกจึงมาร่วมกันทำศึก ชนเผ่าตี๋แต่ละส่วนไม่ได้ติดต่อสัมพันธ์กันลึกซึ้งเท่าใด บางครั้งยังแย่งชิงทุ่งหญ้าลงไม้ลงมือต่อสู้กันเองด้วยซ้ำ ความสัมพันธ์แบบฝูงกา แม้ช่วงแรกจะปีติยินดี แต่ช่วงหลังมักขัดแย้งกัน รอจังหวะเคลื่อนไหวที่ข้าพูดถึง ก็อยู่ที่ตรงนี้ แทนที่จะยกทัพใหญ่เข้าโจมตี ไม่สู้ใช้ความขัดแย้งภายในของชาวตี๋ นั่งรอรับผลประโยชน์แบบผู้เฒ่าหาปลา***

ซูเหรินและซูอี๋ต่างไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงแต่นั่งขบคิดคำพูดของจิ้นอ๋องเงียบๆ

ด้านฉีซู่ฟังแล้วก็หลุบนัยน์ตาลง มองจอกสุราตรงหน้าอย่างใจลอย ส่วนญาติผู้น้องที่เป็นหญิงสามคนต่างไม่มีความรู้เรื่องรบราทำศึก ได้แต่นั่งเงียบเหงาหมดสนุก

จิ้นอ๋องเห็นทุกคนนิ่งเงียบก็ไม่ได้พูดต่อ เพียงตบมือเรียกคนรับใช้มากระซิบสั่งการสองสามคำ ไม่นานคนรับใช้ก็พานักดนตรีอุ้มพิณผีผาคนหนึ่งเดินเข้ามา นักดนตรีนั่งลงตรงมุมห้องโถง หยิบผีผาออกมาบรรเลงเพลง

นอกประตูที่เปิดอยู่ จันทร์เต็มดวงสุกสกาวลอยอยู่บนท้องฟ้าเย็นยะเยียบ นอกหน้าต่างเสียงร้องรำทำเพลงสนุกสนานดังมาแต่ไกลๆ ท่ามกลางเสียงพิณผีผาแลคล้ายดั่งความฝัน

“แม่นางน้อยคิดอะไรอยู่หรือ” จิ้นอ๋องถึงกับมาอยู่ข้างกายฉีซู่ ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ได้

“ข้า…หม่อมฉันกำลังนึกถึงงานเลี้ยงในวังคืนนี้ ไม่ทราบว่าเป็นอย่างไรบ้าง” ฉีซู่ตกใจเล็กน้อย รีบลนลานปิดบังเรื่องในใจตน

“ก็แค่ปัญญาชนกลุ่มหนึ่งมาประจบสอพลอสรรเสริญฝ่าบาท ไม่มีอะไรแปลกใหม่”

* อี๋ตะวันออก คือชนเผ่าที่อยู่ทางตะวันออกของจีน

** หวาซย่าเป็นคำเรียกประเทศจีนในสมัยโบราณ

*** มาจากสำนวน ‘หอยกาบกับนกปากซ่อมยื้อแย่งกัน ผู้เฒ่าหาปลาได้ประโยชน์’ เป็นคำเปรียบเปรยหมายถึงได้รับผลประโยชน์โดยไม่ต้องลงแรง มีเรื่องเล่าว่าหอยกาบอ้าเปลือกออกผึ่งแดด นกปากซ่อมเข้ามาหวังจิกกินเป็นอาหาร หอยจึงงับเปลือกเข้ามาหนีบปากนกเอาไว้ ทั้งสองต่างไม่ยอมอ่อนข้อให้กัน ชาวประมงผ่านมาเห็นจึงจับไปเป็นอาหารทั้งคู่ คล้ายนิทานเรื่องตาอินกับตานาของไทย

ฉีซู่มองจิ้นอ๋องอย่างตกใจ นี่ไม่คล้ายคำพูดที่จิ้นอ๋องควรจะพูด

ไม่ผิดจากที่นางคิด จิ้นอ๋องยิ้มแล้วกล่าวต่อ “คำนี้รัชทายาทเป็นคนพูด”

ฉีซู่ตระหนักรู้ในฉับพลัน ครั้นแล้วก็อดทอดถอนใจอยู่ในใจไม่ได้ รัชทายาททำให้คนหมดสนุกเช่นนั้น มิน่างานเลี้ยงในวังหลวงจึงยุติเร็วกว่ากำหนด

จิ้นอ๋องมองจ้องฉีซู่ไม่ละสายตา ก่อนเอ่ยขึ้นช้าๆ “แม่นางน้อยเป็นห่วงรัชทายาทมากหรือ”

“หม่อมฉัน…” ฉีซู่เม้มปาก “รัชทายาทเห็นหม่อมฉันเป็นดุจพี่น้อง หม่อมฉันย่อมเป็นห่วงเป็นธรรมดา”

“เช่นนั้น” จิ้นอ๋องเอ่ยเสียงราบเรียบ “แม่นางน้อยโปรดนำความหวังดีของข้าไปบอกรัชทายาทด้วย หลังเดือนหน้าฝ่าบาทมีพระประสงค์จะเสด็จประพาสตงตู ฝ่าบาทเสด็จออกจากเมืองหลวง ตามเหตุผลแล้วรัชทายาทย่อมต้องควบคุมดูแลราชกิจ ขอให้เขาระวังตัวให้ดี”

ฉีซู่ผงกศีรษะอย่างงงงัน ผ่านไปเป็นนานจึงเข้าใจความหมายในคำพูดของเขา นางไม่รู้ที่จิ้นอ๋องเอ่ยเตือนในครั้งนี้หมายความว่าอย่างไร แต่จิ้นอ๋องไม่รอให้นางทันได้ถามไถ่ก็กลับไปนั่งที่ของตน พูดคุยเรื่องเมื่อครู่ก่อนกับญาติผู้พี่ทั้งสองของนางต่อไป ทั้งสามคุยกันจนดึกจึงพอใจและลากลับ ญาติผู้น้องสามคนของฉีซู่ต่างง่วงเหงาหาวนอน สัปหงกงัวเงียอยู่ในรถเทียมวัวที่วิ่งไปช้าๆ ฉีซู่คอยดูแลญาติผู้น้องทั้งสาม พลันได้ยินเสียงซูอี๋พูดกับซูเหรินว่า “ถ้าจิ้นอ๋องเป็นรัชทายาท วันหน้าต้องสร้างผลงานยิ่งใหญ่แน่นอน”

“ไม่อาจพูดจาส่งเดช” แม้ซูเหรินจะปรามให้ซูอี๋หยุดพูด แต่ฉีซู่ฟังออก เขาใช่จะไม่เห็นด้วยกับซูอี๋

คำพูดของทั้งสองทำให้ฉีซู่ตื่นตระหนกและหวาดหวั่นพรั่นพรึง ถ้าแม้แต่ญาติผู้พี่ของนางยังเห็นว่าจิ้นอ๋องเหมาะสมที่จะสืบทอดราชบัลลังก์ยิ่งกว่า รัชทายาทไยมิใช่ตกอยู่ในอันตราย นางควรจะเตือนรัชทายาทให้ระวังจิ้นอ๋องหรือไม่ ทว่าจิ้นอ๋องหาได้ทำอะไรเกินเลย หลับหูหลับตาพูดไปรังแต่จะทำให้ถูกคนสบประมาทเหยียดหยาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งตนเพิ่งจะรับปากมารดาว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการแย่งชิงอำนาจของราชวงศ์ แล้วจะผิดคำพูดได้อย่างไร แต่ถ้าไม่พูดอะไรเลย ไยมิใช่ผิดต่อฮองเฮาที่มีบุญคุณต่อนาง

นางควรจะทำอย่างไรดี ฉีซู่ครุ่นคิดถึงปัญหานี้อยู่เป็นเวลานาน

 

ไม่ผิดจากที่จิ้นอ๋องพูดไว้ พออากาศเริ่มอบอุ่น ฮ่องเต้ก็พาฮองเฮาและพระสนมทั้งหลายเสด็จประพาสตงตู รัชทายาทรับพระบัญชาให้ดูแลบ้านเมือง อยู่รักษาเมืองหลวงร่วมกับเสนาสภาขุนนางอีกหลายคน ส่วนจิ้นอ๋องกลับรับพระบัญชานำกองกำลังทหารพิทักษ์คุ้มกันความปลอดภัยในการเดินทางของฮ่องเต้ฮองเฮา

รัชทายาทแม้จะอยู่วังตะวันออกมาหลายปี แต่กลับเพิ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลบ้านเมืองเป็นครั้งแรก ฮ่องเต้ดูเหมือนทรงเห็นว่าถึงเวลาที่จะต้องทดสอบความสามารถของรัชทายาทแล้ว เวลาที่ประทับแรมอยู่ตงตูก็ยาวนานเกินกว่าครั้งใดตั้งแต่ทรงครองราชย์มา กระทั่งวางแผนจะอยู่ตงตูจนปีใหม่แล้วจึงจะเสด็จกลับเมืองหลวง

ราชสำนักและอาณาประชาราษฎร์ต่างเข้าใจดีถึงความสำคัญที่รัชทายาทต้องดูแลบ้านเมืองในครั้งนี้ ทุกคนต่างให้ความสนใจในทุกคำพูดทุกการกระทำของรัชทายาท เฝ้าจับตาดูว่าเขาจะสามารถปฏิบัติหน้าที่รัชทายาทได้หรือไม่ แต่น่าเสียดาย รัชทายาทกลับไม่อาจทำให้ฮ่องเต้พอพระทัยได้

เสนาสภาขุนนางหลายคนต่างบริหารราชการมานานปี ต่อให้ไม่มีรัชทายาท พวกเขาก็สามารถจัดการงานการส่วนใหญ่ได้ ก่อนออกจากเมืองหลวงฮองเฮาได้ทรงกำชับแล้วกำชับอีกให้รัชทายาทรับฟังเสนาบดีผู้ใหญ่ให้มาก ด้วยเหตุนี้ช่วงหลายเดือนแรก นอกจากเข้าออกวังตะวันตกไปรบกวนความสงบของไท่ซั่งหวงอยู่บ่อยครั้งแล้ว รัชทายาทก็นับว่าประพฤติตัวเรียบร้อย หลายเดือนมานี้พฤติกรรมของวังตะวันออกแม้จะไม่มีความชอบไม่มีความผิด แต่จะอย่างไรรัชทายาทก็เพิ่งอายุเพียงสิบห้า สามารถทำได้ถึงขั้นนี้ก็นับว่าทำให้คนพอใจแล้ว

แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังคิดว่าการรับหน้าที่รักษาการของรัชทายาทในครั้งนี้คงผ่านไปด้วยดี เขากลับก่อเรื่องก่อราวขึ้นมา

ตามธรรมเนียมปฏิบัติของบ้านเมือง ทุกปีหลังย่างเข้าฤดูใบไม้ร่วงจะมีการตรวจสอบวัดผลการทำงานของขุนนาง เป็นการวัดผลกลางปี ทุกกรมกองในเมืองหลวงต้องทำการตรวจสอบขุนนางในกรมกองของตนให้เสร็จสิ้นก่อนสิ้นเดือนเก้า และส่งผลการตรวจสอบให้กับฝ่ายบริหารในวันที่หนึ่งเดือนสิบ จากนั้นเจ้าหน้าที่ประมวลรายงานจะนำสรุปผลการตรวจสอบของขุนนางแต่ละแห่งส่งเข้าเมืองหลวง

การตรวจสอบขุนนางเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ทำเป็นประจำอยู่แล้ว ทั้งมีหน่วยงานของกรมปกครองทำหน้าที่ตรวจสอบขุนนางโดยเฉพาะ ยังมีขุนนางจากเมืองหลวงที่มีชื่อเสียงเกียรติภูมิสูงอีกสองท่านรับหน้าที่ผู้ตรวจสอบและสังเกตการณ์ แบ่งเป็นผู้ตรวจสอบภายในและผู้ตรวจสอบจากภายนอก ตามเหตุผลแล้วไม่น่ามีอะไรผิดพลาด

แต่แล้ววันหนึ่งรัชทายาทก็เกิดนึกสนุกขึ้นมา แต่งตัวเป็นขันทีปะปนเข้าไปเตร็ดเตร่ในกรมปกครอง และทำให้เกิดเหตุยุ่งยากขึ้น

เวลานั้นหลูเหวินหยวนเสนาบดีกรมปกครอง กำลังตรวจสอบขุนนางภายในภายนอกอยู่ ในหมู่ขุนนางมีอยู่คนหนึ่งสกุลจางชื่อฉี่ไท่ มีหน้าที่ควบคุมการขนส่งเสบียงข้าวสาร ไม่คาดคิดว่าระหว่างทางจะพบกับลมพายุ เป็นเหตุให้เรือจมสูญเสียเสบียงข้าวสาร หลังจากหลูเหวินหยวนพลิกอ่านรายงานแล้ว เห็นว่าเสบียงข้าวสารเสียหายจากการขนส่ง มีความบกพร่องต่อหน้าที่ จึงลงความเห็นในผลตรวจสอบว่ากลางต่ำ* จางฉี่ไท่กลับสงบนิ่งไม่สะทกสะท้าน ไม่แก้ตัวใดๆ รัชทายาทบังเอิญอยู่ด้านข้างพอดี เห็นสภาพการณ์แล้วอดที่จะเอ่ยปากขึ้นไม่ได้ “เจอพายุทำให้สูญเสบียงข้าวสารเป็นภัยจากธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะสามารถควบคุมได้ ท่านเสนาบดีเขียนเช่นนี้ ออกจะไม่ยุติธรรมกระมัง”

ตอนแรกหลูเหวินหยวนเห็นเขาสวมชุดขันทีก็เดือดดาลใหญ่ เข้าใจว่าแค่ขันทีคนหนึ่งถึงกับกล้าบุกรุกเข้ามาในกรมปกครองก้าวก่ายการตรวจสอบ ขวัญกล้าบ้าบิ่นเกินไปแล้ว เขากำลังจะสั่งให้จับกุมตัวไว้ แต่พอมองจ้องอย่างละเอียดถึงรู้ว่าเป็นรัชทายาทแห่งวังตะวันออก หลังคลายความตกใจก็รีบลุกขึ้นหมอบกราบ รัชทายาทกลับไม่ใส่ใจ เพียงบอกให้เสนาบดีดำเนินการต่อไป รัชทายาทผู้รักษาการเอ่ยปากมาแล้ว หลูเหวินหยวนจำต้องใคร่ครวญผลตรวจสอบจางฉี่ไท่อีกครั้ง ในที่สุดเขาก็ลบคำว่า ‘กลางต่ำ’ ก่อนหน้านี้ทิ้ง แก้เป็น ‘เป็นเหตุสุดวิสัย ผลตรวจสอบกลางกลาง’

จางฉี่ไท่ยังคงไม่พูดอะไร ทั้งไม่มีท่าทีดีใจให้เห็น เพียงหมอบกราบแล้วล่าถอยออกไป

รัชทายาทเห็นเช่นนั้นก็ส่งเสียงขึ้นอีกครั้ง “เจ้าอย่าเพิ่งไป”

จางฉี่ไท่ได้ยินจึงหยุดฝีเท้า ยืนนิ่งอยู่ด้านข้าง

รัชทายาทหยิบพู่กันขึ้นมา ลบคำว่า ‘กลางกลาง’ ที่เสนาบดีเขียนทิ้ง และเขียนคำว่า ‘ไม่หวั่นไหวต่อลาภยศและการดูหมิ่นเหยียดหยาม ผลตรวจสอบกลางสูง’

เขียนเสร็จ รัชทายาทก็โยนพู่กันลงหัวเราะยาวแล้วเดินจากไป

ออกจากฝ่ายบริหาร หลี่เฉิงเพ่ยก็ตรงไปวังตะวันตก ตำหนักไท่ซั่งหวง ปู่หลานสองคนนั่งกินขนมอบน้ำผึ้งด้วยกันบนตั่ง รัชทายาทเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องตลกเล่าให้ไท่ซั่งหวงฟัง

* การตรวจสอบวัดผลการทำงานของขุนนาง เป็นการตรวจสอบด้านคุณธรรมและความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ โดยแบ่งผลการตรวจสอบออกเป็นสามระดับเก้าขั้นเรียงจากสูงไปต่ำ สามระดับคือ สูง กลาง และต่ำ เก้าขั้นคือ สูงสูง สูงกลาง สูงต่ำ กลางสูง กลางกลาง กลางต่ำ ต่ำสูง ต่ำกลาง และต่ำต่ำ

ไท่ซั่งหวงฟังแล้วปลาบปลื้มใจ “คล้ายข้าๆ สมแล้วที่เป็นหลานข้า กล้าคิดกล้าทำเหมือนข้าตอนหนุ่มๆ”

หลี่เฉิงเพ่ยกลับมองอย่างหยามหยัน “อย่าเอาข้าไปเปรียบกับท่าน ตอนท่านยังหนุ่มก็เอาดีด้วยการขี่ม้าเที่ยวไปทั่ว ทำให้คนเบื่อหน่ายรำคาญแล้วยังเข้าใจว่าตนมีสง่าน่าเกรงขามไปทั่วแปดทิศ ไหนเลยจะฉลาดเฉียบแหลมองอาจห้าวหาญเช่นข้า”

ไท่ซั่งหวงถูกเขาย้อนจนพูดอะไรไม่ออก ยกมือชี้หน้าเขาชี้แล้วชี้อีก แต่กลับด่าไม่ออกแม้ครึ่งคำ

หลี่เฉิงเพ่ยกินขนมอบน้ำผึ้งหมด ก็หยิบส้มจากในถาดทองขึ้นมาลูกหนึ่ง แล้วเอามีดเงินผ่าออกเป็นชิ้น โรยเกลือละเอียดกินไปพลางบ่นว่าไปพลาง “พวกชั่วต้ากลุ่มนั้นคร่ำครึเป็นที่สุด ข้าทนมาหลายเดือนแล้ว ในที่สุดวันนี้ก็ได้ทำอะไรสาสมใจสักที”

ไท่ซั่งหวงแค่นเสียงฮึ “เจ้าชอบใจ เกรงก็แต่ที่ตงตูคงมีคนไม่ชอบใจแล้ว”

“ใคร”

“พ่อของเจ้าน่ะสิ” ไท่ซั่งหวงปรายตามองหลี่เฉิงเพ่ย “พ่อของเจ้ายึดมั่นในกฎเกณฑ์ เกรงว่าคงจะไม่ชอบการกระทำของเจ้าในวันนี้แน่”

หลี่เฉิงเพ่ยย่นหัวคิ้วคิดอยู่ครู่หนึ่ง กล่าวอย่างจริงจัง “กฎเกณฑ์คนเป็นผู้กำหนดขึ้น ไม่สอดคล้องกับเหตุผลก็ควรแก้ไข ข้าไม่เห็นว่าข้าทำผิดอะไร”

ไท่ซั่งหวงเห็นหลี่เฉิงเพ่ยยังไม่รู้ถึงความหนักหนาที่ซ่อนอยู่ภายใน จึงใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยบอกอย่างจริงใจและแฝงความหมายลึกซึ้ง “ข้าได้ยินว่าจิ้นอ๋องอยู่ที่ตงตูยิ่งได้รับความโปรดปรานมากขึ้น เจ้าน่ะ ทางที่ดีระวังตัวไว้หน่อย”

“ฮึ ตอนนั้นท่านก็ไม่ใช่จะปลดลูกเมียเอกแต่งตั้งลูกเมียน้อยถึงได้ทำให้พระบิดาของข้าลุกขึ้นมาต่อต้านหรอกหรือ ท่านคิดว่าพระบิดาของข้าจะโง่เหมือนท่านหรือ จะว่าไปก็แค่รัชทายาทวังตะวันออก อย่างกับใครอยากได้เสียเต็มประดาเช่นนั้น!” หลี่เฉิงเพ่ยพูดอย่างไม่เห็นด้วย “พูดขึ้นมา ไม่ใช่เรื่องง่ายที่พระบิดาจะเสด็จไปตงตู ทั้งยังอยู่นานเพียงนี้ ผู้เฒ่าท่านไม่คิดจะเคลื่อนไหวอะไรบ้างหรือ”

ไท่ซั่งหวงหัวเราะแห้งๆ “เจ้าเด็กหน้าเหม็น เหตุใดจึงลามปามขึ้นมาบนศีรษะข้าเข้าแล้ว”

ทว่าคำพูดนี้กลับทำให้ไท่ซั่งหวงรู้สึกเศร้าใจ เขาวางขนมอบน้ำผึ้งที่กินไปได้ครึ่งหนึ่งในมือลง “ตอนนั้นพ่อของเจ้าบังคับข้าให้สละบัลลังก์ให้ ข้าย่อมเคยแค้นเขา แต่จะว่าไปแล้วตอนนั้นที่ข้าคิดจะปลดพ่อของเจ้า สิ่งที่กังวลมากที่สุดก็คือเขามีสายเลือดของหญิงชาวตี๋ ถ้าเป็นเพราะสาเหตุจากมารดาจึงยอมอ่อนข้อให้ชาวตี๋ ความเหน็ดเหนื่อยยากลำบากหลายปีของข้าไยมิใช่สูญเปล่า แต่หลายปีมานี้ดูแล้ว พ่อของเจ้าปฏิบัติต่อชาวตี๋ ที่ควรบำรุงขวัญก็บำรุงขวัญ ที่ควรโจมตีก็โจมตี หาได้มีฉันทาคติไม่ เห็นชัดว่าในใจของเขากระจ่างแจ้งดี ข้าไยต้องไปเพิ่มปัญหา เกิดเป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ ตามเหตุผลแล้วควรเห็นแก่ส่วนรวมเป็นหลัก เพียงแต่ชั่วชีวิตของข้าบุกตะลุยอยู่ในสนามรบ ถือดีว่าตนเก่งกาจ สุดท้ายกลับต้องมาล้มลงด้วยมือของลูกชาย หึๆ เมื่อจากโลกนี้ไปแล้วเกรงว่าคงต้องกลายเป็นที่หัวเราะเยาะหยันของผู้คนแล้ว”

หลี่เฉิงเพ่ยโบกมืออย่างไม่ยี่หระ “คนโชคร้ายมีมากมาย ไม่ใช่มีแต่ท่านคนเดียว อย่าว่าแต่ท่านเวลานี้อยากกินก็มีให้กิน เสื้อผ้ามีให้สวมใส่ เบื่อแล้วก็มีคนขับร้องร่ายรำให้ดู ใช้ชีวิตมีความสุขกว่าข้าเสียอีก ท่านยังมีอะไรไม่พอใจอีก”

ไท่ซั่งหวงชะงักอึ้ง เอนพิงพนักอยู่เป็นนานจึงหัวเราะออกมาคำหนึ่ง “ก็จริง พอดีช่วงนี้นางรำหลายคนที่วังข้าเพิ่งซ้อมการร่ายรำชุดใหม่ เจ้าจะอยู่ดูด้วยกันหรือไม่”

“ข้าไม่ดูหรอก!” การร้องรำที่ไท่ซั่งหวงโปรดปราน แต่ไรมาหลี่เฉิงเพ่ยก็ไม่เคยชอบ แทบอยากจะหนีให้ไกล เขารีบกระโดดลงจากตั่งยาว “การร้องรำที่ท่านชอบมีน่าดูอยู่แค่ไม่กี่ชุด สู้เอาหน้าไม้ไปยิงนกที่ข้างสระไท่เยี่ยยังสนุกกว่า” พูดจบเขาก็วิ่งกระโดดโลดเต้นกลับไปวังตะวันออก

ไท่ซั่งหวงเห็นท่าทางไร้ทุกข์ไร้กังวลของเขา ก็รู้ว่าเขาไม่ได้เก็บคำเตือนของตนมาใส่ใจ ไท่ซั่งหวงรู้สึกกังวลใจขึ้นมาเล็กน้อย หากเป็นเช่นนี้ต่อไปเกรงว่าเรื่องในรัชศกเจาอู่ปีสุดท้ายจะเกิดซ้ำรอยอีกครั้ง จิ้นอ๋องมุ่งหวังสิ่งใดอยู่ คนอื่นอาจมองไม่ออก แต่ไม่อาจปิดบังตนได้ ทว่าเรื่องเกี่ยวพันถึงการสืบทอดใต้หล้า แม้ระยะหลังมานี้ความสัมพันธ์ของตนกับฮ่องเต้จะคลี่คลายลง แต่ก็ไม่เหมาะจะเอ่ยปาก ไท่ซั่งหวงครุ่นคิดอยู่นาน สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจยาว เพียงหวังว่าจะเป็นเช่นที่หลี่เฉิงเพ่ยบอก ฮ่องเต้เคยผ่านเรื่องราวในครั้งนั้นมาแล้ว คงไม่มีความคิดจะถอดถอนรัชทายาทง่ายๆ

ทว่าสิ่งที่ไท่ซั่งหวงคาดเดากลับไม่ผิดพลาดแม้แต่น้อย เมื่อฮ่องเต้ได้รับข่าวจากทางเมืองหลวงก็พิโรธหนัก เจาย่วนสกุลหวัง* กำลังเดินหมากกับฮ่องเต้อยู่ เห็นฮ่องเต้หลังจากได้รับสารก็พระพักตร์ดำคล้ำ จึงรีบลุกขึ้นไปหมอบอยู่ข้างหนึ่ง ฮ่องเต้กลับไม่มองหวังเจาย่วน เพียงรับสั่งกับขันทีผู้รับใช้ “ไปตามฮองเฮามา”

ฮองเฮากับฉีซู่กำลังชมต้นเฟิงอยู่ในอุทยาน พอทราบข่าวก็รีบเร่งรุดมา ทันทีที่เห็นฮองเฮา ฮ่องเต้ก็โยนสารกราบทูลจากเมืองหลวงลงตรงหน้าฮองเฮา “ดูลูกชายตัวดีที่เจ้าเลี้ยงดูมาทำ!”

ฮองเฮาเพียงรู้ว่าฮ่องเต้พิโรธหนัก แต่ไม่รู้ถึงสาเหตุ หลังจากหยิบสารรายงานขึ้นมาอ่านสีพระพักตร์พลันแปรเปลี่ยน

ฮ่องเต้ทรงประณามด้วยความโกรธ “การตรวจสอบขุนนางย่อมต้องมีกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เขามีฐานะเป็นรัชทายาท กลับแต่งตัวเป็นขันทีปะปนเข้าไปในกรมปกครองไปก้าวก่ายการตรวจสอบ เอาความชอบไม่ชอบของตนมาทำลายกฎเกณฑ์ ไม่มีระเบียบแบบแผน กำเริบเสิบสานยิ่ง!” ฮ่องเต้กำลังกริ้ว ฮองเฮาไม่กล้าพูดอะไร กลับเป็นหวังเจาย่วนรวบรวมความกล้าคลานเข่าเข้าไปเอ่ยเตือน “ฝ่าบาทโปรดยับยั้งโทสะ”

ฮ่องเต้เอามือไพล่หลังเดินวนไปวนมาด้วยความวุ่นวายพระทัย แล้วมีรับสั่งกับขันที “ไปตามจิ้นอ๋องมา”

อยู่ที่ตงตู จิ้นอ๋องคอยติดตามปรนนิบัติอยู่ในวังตลอดเวลา ไม่นานก็เร่งรุดมาถึง เวลานี้ฮ่องเต้มีพระบัญชาให้ขุนนางในที่นั้นร่างราชโองการแล้ว

“อาฮ่วน” พอเห็นจิ้นอ๋อง ฮ่องเต้ก็ตรัสขึ้น “เจ้าไปเตรียมตัว กลับไปเมืองหลวงทันที บอกว่าเป็นคำสั่งของเรา ให้รัชทายาทหยุดราชกิจทุกอย่าง รอฟังคำสั่งอยู่ในวังตะวันออก หากมีเรื่องเร่งด่วน ก็ให้เจ้ากับเสนาบดีผู้บริหารราชการแผ่นดินปรึกษาหารือกันแล้วจัดการ”

ระหว่างทางมาจิ้นอ๋องพอทราบสถานการณ์คร่าวๆ แล้ว ยามนี้จึงไม่แปลกใจอะไร เพียงรับพระบัญชาอย่างนิ่งเงียบ

หลังจากจิ้นอ๋องจากไปแล้ว ฮ่องเต้ก็มีรับสั่งให้เตรียมการกลับเมืองหลวง จากนั้นก็ทิ้งทุกคนไว้ สะบัดแขนเสื้อเดินจากไปทันที

หวังเจาย่วนเห็นฮองเฮายังคุกเข่าอยู่ที่พื้น ก็ไม่กล้าลุกขึ้นก่อน จึงคลานเข่าไปหยุดอยู่เบื้องหน้าฮองเฮา ก่อนเรียกขึ้นเบาๆ “วังกลาง”

ฮองเฮาเพียงโบกมืออย่างสิ้นไร้กำลัง หวังเจาย่วนถอยออกไปเงียบๆ

ระหว่างนี้ฉีซู่ตามติดอยู่ข้างกายฮองเฮาตลอด นางจึงเข้าไปพยุงฮองเฮาให้ทรงลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง

* สนมทั้งเก้าในเรื่องนี้เป็นตำแหน่งสตรีฝ่ายในรองจากชั้นเฟย ได้แก่ เจาอี๋ เจาหรง เจาย่วน ซิวอี๋ ซิวหรง ซิวย่วน ชงอี๋ ชงหรง ชงย่วน

ฮองเฮาลุกขึ้นตามการพยุงของนาง ทว่านัยน์ตาทั้งสองดูงงงวย ผ่านไปเป็นนาน จึงตรัสกับฉีซู่ประโยคหนึ่ง “ครั้งนี้รัชทายาทก่อเรื่องขึ้นมาจริงๆ แล้ว”

 

ก่อนกลับเมืองหลวง จิ้นอ๋องตั้งใจมาทูลลาฮองเฮาโดยเฉพาะ

ฉีซู่เห็นฮองเฮาหลังจากได้รับรายงานสีพระพักตร์ดูอ่อนล้า ก็รู้ว่าไม่ทรงอยากพบใคร จึงออกมาบอกจิ้นอ๋องด้วยตนเองว่าวังกลางทรงไม่ค่อยสบาย ไม่สะดวกจะให้เข้าพบ จิ้นอ๋องได้ยินแล้วก็ไม่ได้แปลกใจ เพียงพยักหน้าแล้วทำท่าจะผละไป

ฉีซู่ลังเลอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะร้องเรียกจิ้นอ๋องไว้ “ท่านอ๋องได้โปรดอยู่ก่อน”

จิ้นอ๋องชะงักเท้า หันกลับมามองฉีซู่

ฉีซู่หลุบตาลงช้าๆ คล้ายกำลังใคร่ครวญ ครั้นแล้วก็เงยหน้าขึ้นเอ่ยถาม “ก่อนฝ่าบาทจะเสด็จประพาส ท่านอ๋องเป็นคนกราบทูลเสนอแนะให้รัชทายาทเป็นผู้รักษาการใช่หรือไม่”

จิ้นอ๋องกลับไม่ปฏิเสธ “ไม่ผิด” เขากวาดตามองฉีซู่แวบหนึ่ง แล้วถามต่อ “แม่นางน้อยยังมีอะไรจะชี้แนะหรือไม่”

ฉีซู่จึงพูดโพล่งออกมา “จิ้นอ๋องรู้ดีว่ารัชทายาทยังมีนิสัยแบบเด็ก เพราะเหตุใดยังจะเสนอให้เขารักษาการ” จิ้นอ๋องกับรัชทายาทไม่ได้มีความสนิทสนมกันสักเท่าไร เหตุใดกลับกราบทูลเสนอแนะต่อฝ่าบาท เกรงว่าเขาคงไม่มีเจตนาดีตั้งแต่แรกแล้ว

จิ้นอ๋องหัวเราะออกมาเบาๆ นัยน์ตาหงส์คู่นั้นกวาดมองฉีซู่ขึ้นๆ ลงๆ อย่างพินิจพิจารณา ฉีซู่รู้ดีคำพูดเมื่อครู่ของตนออกจะเกินเลยไป พอถูกเขามองก็รู้สึกหวาดผวาขึ้นมา แต่เรื่องเกี่ยวพันถึงรัชทายาท นางไม่คิดจะอ่อนข้อให้ จึงยังคงมองสบสายตาจิ้นอ๋องตรงๆ

จิ้นอ๋องมองประเมินนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเก็บรอยยิ้มบนใบหน้า แล้วกล่าวเสียงราบเรียบ “ช่วยบริหารราชการแผ่นดินไม่ใช่ภารกิจที่รัชทายาทพึงปฏิบัติหรอกหรือ”

ฉีซู่ชะงักอึ้ง จนคำพูดไปทันที

จิ้นอ๋องพูดจบก็ไม่ดูท่าทีของนางอีก ก้าวเท้าออกจากตำหนักฮองเฮาโดยไม่หันหน้ามาอีกเลย

จิ้นอ๋องเร่งเดินทางอย่างรีบด่วน เพียงไม่กี่วันก็มาถึงเมืองหลวง และตรงเข้าวังหลวงทันที

รัชทายาทหลี่เฉิงเพ่ยกำลังใช้ลูกกระสุนหน้าไม้ทองยิงอะไรเล่นอยู่ที่สระไท่เยี่ย แม้จะกำลังสนุกสนาน เขาก็จำต้องวางหน้าไม้ลง รับฟังราชโองการของฮ่องเต้ที่จิ้นอ๋องเป็นผู้ถ่ายทอดอย่างนอบน้อม จิ้นอ๋องอ่านราชโองการจบ รัชทายาทหมอบกราบขอบพระทัย จากนั้นก็เก็บหน้าไม้ขึ้นมาเล็งนกบนต้นไม้ต่ออย่างไม่ใส่ใจ

“รัชทายาทยังมีแก่ใจจะยิงหน้าไม้เล่นอีกหรือ” จิ้นอ๋องเลิกคิ้วถาม

รัชทายาทชายตามองจิ้นอ๋องแวบหนึ่ง “ไม่ยิงนกจะให้ยิงอะไร หรือให้ยิงเจ้า ยิงเจ้าจะมีอะไรสนุก พระบิดาเพียงบอกไม่ให้ข้ารักษาการ ไม่ได้บอกไม่ให้ข้าออกมาเล่น หรือว่าตอนนี้ข้าต้องอยู่แต่ที่ตำหนักเซ่าหยางเท่านั้น กระทั่งสระไท่เยี่ยก็มาไม่ได้แล้ว”

ได้ยินเขากล่าวเช่นนี้ จิ้นอ๋องก็หลุบตาลง “เฉิงฮ่วนล่วงเกินแล้ว” พูดจบก็ล่าถอยออกไป

หลังจากจิ้นอ๋องจากไป รัชทายาทก็ยิงหน้าไม้ต่ออีกครู่หนึ่ง ต่อมาเห็นดวงอาทิตย์ค่อยๆ คล้อยต่ำลง พลันหมดสนุกขึ้นมา จึงโยนหน้าไม้และลูกกระสุนที่เหลืออยู่ทิ้งไปส่งๆ แล้วกลับวังตะวันออกไป

จิ้นอ๋องเองก็กลับถึงจวนที่พักของตนในช่วงอาทิตย์ใกล้ตกดินเช่นกัน ซ่งเหยามารออยู่ก่อนแล้ว จิ้นอ๋องโยนบังเหียนม้าให้คนรับใช้ ทำมือบอกให้ซ่งเหยาตามตนเข้าไปข้างใน เจ้าบ้านและแขกลงนั่งเรียบร้อย ซ่งเหยาจึงเอ่ยขึ้น “ได้ยินว่าท่านอ๋องกลับเมืองหลวง ข้าจึงเร่งรุดมา ไม่ทราบว่าท่านอ๋องกลับมาเมืองหลวงในยามนี้ด้วยเหตุอันใด”

จิ้นอ๋องเล่าเรื่องที่รัชทายาทก้าวก่ายการตรวจสอบขุนนาง ทำให้ฝ่าบาทพิโรธและมอบหมายให้ตนนำราชโองการกลับมาให้ฟังอย่างละเอียด ซ่งเหยาฟังจบจึงหัวเราะแล้วว่า “คิดไม่ถึงว่าท่านอ๋องใช้วิธีเสนอแนะให้รัชทายาทรักษาการเพื่อจะหยั่งเชิงรัชทายาท กลับได้ผลพลอยได้ที่ไม่คาดคิดเช่นนี้ ท่านอ๋องกำลังนึกเสียดายว่าไม่ได้ใช้โอกาสนี้มาคบค้าสมาคมกับเสนาสภาขุนนางหลายท่านเหล่านั้นอยู่เทียว”

“รัชทายาท?” จิ้นอ๋องหยักยกมุมปากเล็กน้อย “แต่ไรมาคนที่ข้าต้องการจะหยั่งเชิงไม่ใช่รัชทายาท”

ซ่งเหยาตะลึงงัน แล้วก็คิดได้ในทันที “ฝ่าบาท?”

จิ้นอ๋องยอมรับเงียบๆ

ซ่งเหยาใคร่ครวญดูอย่างละเอียด ให้รัชทายาทรักษาการแสดงว่าฮ่องเต้ยังไม่มีความคิดจะเปลี่ยนผู้สืบทอด กล่าวสำหรับจิ้นอ๋องแล้ว ย่อมไม่ใช่เรื่องดี

จิ้นอ๋องดูเหมือนจะคาดเดาความคิดของซ่งเหยาได้ “ไม่ผิด ให้รัชทายาทรักษาการแสดงว่าฝ่าบาทยังทรงเห็นเขาเป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์” จิ้นอ๋องหันมามองสบตาซ่งเหยาตรงๆ “ทว่า…ถ้ามีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นอีกหลายครั้ง ข้าคิดว่าฝ่าบาทอาจทรงใคร่ครวญดูใหม่แล้ว”

ซ่งเหยาผงกศีรษะ สถานการณ์ในเวลานี้เอื้อประโยชน์ต่อจิ้นอ๋องยิ่ง หลังจากนั้นทั้งสองก็ปรึกษาหารือกันเรื่องขุนนางใหญ่คนใดพอจะดึงมาเป็นพวกได้ เรื่องรัชทายาทถูกพวกเขามองข้ามไม่พูดถึงอีก

ในเวลาเดียวกับที่จิ้นอ๋องกับซ่งเหยาสนทนากันอยู่ ทางตงตูก็จัดเตรียมเรื่องเสด็จนิวัตเมืองหลวงเรียบร้อยแล้ว พร้อมจะออกเดินทางได้ในไม่กี่วัน หลังจากฮ่องเต้ได้รับรายงานทรงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วมีพระบัญชาให้เดินทางกลับเมืองหลวงในอีกสามวันข้างหน้า

เวลาค่ำคืน ฮ่องเต้ทรงพระอักษรอยู่ในตำหนัก พลันรู้สึกอ่อนล้า จึงมีรับสั่งให้ไปตามหวังเจาย่วนมาอยู่ปรนนิบัติ

หวังเจาย่วนเดินกรีดกรายตามผู้รับใช้ในวังมา เห็นฮ่องเต้เอนพระวรกายอยู่บนตั่งอย่างอ่อนล้าและจิตใจไม่สงบ จึงยกมือห้ามผู้รับใช้ในวังไม่ให้ทูลรายงาน นางเข้ามาในตำหนักคนเดียว เดินมาถึงหน้าเตาเครื่องหอมทองแดงชุบทองรูปทรงกลีบบัวก็เปิดฝาขึ้นดู เห็นที่เผาอยู่ในเตาคือการบูร นางนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วสั่งผู้รับใช้ในวังให้ไปเอาเม็ดหอมที่มีส่วนประกอบของยางต้นกำยาน* มาเปลี่ยนแทน หลังจากเติมเครื่องหอมด้วยตนเองเสร็จแล้วจึงเดินไปที่ข้างพระวรกายฮ่องเต้ หยิบม้วนหนังสือที่กระจัดกระจายขึ้นมาวางไว้ข้างหนึ่ง

ฮ่องเต้ขณะกำลังเคลิ้มหลับพลันรู้สึกมีคนเข้ามาใกล้ ทั้งได้กลิ่นหอมที่แตกต่างจากก่อนหน้านี้ จึงลืมพระเนตรขึ้น พอเห็นหวังเจาย่วนจึงตรัสถาม “นี่เป็นกลิ่นอะไร”

หวังเจาย่วนทูลตอบ “คือกลิ่นกำยานเพคะ”

ฮ่องเต้ผงกพระเศียร ชี้มือมาที่พระนลาฏ แล้วหลับพระเนตรลงอีกครั้ง หวังเจาย่วนจึงชโลมขี้ผึ้งหอมบนมือบางๆ แล้วกดไปตามจุดสำคัญบนพระเศียร ช่วยผ่อนคลายความอ่อนล้าให้พระองค์

ผ่านไปครู่หนึ่ง พระขนงที่ขมวดมุ่นของฮ่องเต้ก็ค่อยๆ คลายออก และหันมาตรัสกับหวังเจาย่วน “วิธีของเจ้ายังคงใช้ได้ผลดีที่สุด”

* ต้นกำยาน เป็นพันธุ์ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่สูง 10-20 เมตร เปลือกลำต้นเป็นสีเขียวเทาหรือสีหม่น เป็นพืชในเขตร้อน ยางหรือชันน้ำมันที่ได้จากต้นกำยานมีสรรพคุณช่วยให้เลือดลมไหลเวียนสะดวกและบำรุงหัวใจ

“สามารถแบ่งเบาภาระให้ฝ่าบาทได้ ถือเป็นโชควาสนาของหม่อมฉันเพคะ” หวังเจาย่วนแย้มยิ้มรับคำชม

“แบ่งเบาภาระ?” ฮ่องเต้ทรงพระสรวลขึ้นมา “เมื่อก่อนฮองเฮาก็พูดเช่นนี้กับเราเสมอ ตอนนั้นมีเรื่องมากมายที่เราไม่อาจพูดกับผู้อื่น จึงได้แต่พูดกับนาง”

“วังกลางทรงปรนนิบัติฝ่าบาทมานานปี หม่อมฉันเองก็เคารพนับถือพระนางยิ่ง”

ฮ่องเต้ผงกพระเศียร “ใช่ เรากับฮองเฮานับเป็นคู่ทุกข์คู่ยากกัน ตอนนั้นเราเคยพูดกับนาง หากวันหนึ่งได้ดีขึ้นมาก็จะไม่ผิดคำมั่นสัญญาต่อกันเด็ดขาด หลายปีมานี้นางควบคุมดูแลตำหนักฝ่ายใน เราไม่เคยเข้าไปก้าวก่าย สิ่งใดที่นางร้องขอก็ไม่เคยไม่คล้อยตาม นางกลับทำดีมาก อบรมสั่งสอนรัชทายาทจนกลายเป็นเช่นนี้!”

ตอนฮ่องเต้ตรัสถึงเรื่องเก่าก่อน หวังเจาย่วนเพียงรับฟังยิ้มๆ รอจนฮ่องเต้ตรัสถึงรัชทายาท หวังเจาย่วนไม่อาจนิ่งเฉยต่อไปได้อีก นางฟุบตัวลงแล้วกล่าวขึ้น “หม่อมฉันหวาดหวั่นเพคะ”

ฮ่องเต้ทรงพระสรวล “เราไม่ได้บันดาลโทสะใส่เจ้า ลุกขึ้นเถิด”

หวังเจาย่วนลุกขึ้น กลับมานั่งข้างพระวรกายฮ่องเต้ ฮ่องเต้ทอดถอนพระทัย “รัชทายาท…เราก็ไม่รู้ควรทำอย่างไรกับเขาดี”

หวังเจาย่วนกล่าวอย่างระมัดระวัง “รัชทายาทจะอย่างไรก็อายุยังน้อย…”

“อายุน้อย? เจ้าดูอาฮ่วน ตอนเขาออกไปอยู่เป่ยฝู่เพิ่งอายุสิบสอง ยังอายุน้อยกว่ารัชทายาทในตอนนี้ถึงสามปี เหตุใดเขาจึงรู้ประสาแล้วเล่า”

หวังเจาย่วนยิ้มสู้แล้วว่า “ตั้งแต่จิ้นอ๋องกลับมาเมืองหลวง ก็ได้รับความชื่นชมจากคนในวัง”

“อ้อ พูดว่าอย่างไรกันบ้าง” ฮ่องเต้คล้ายตรัสถามไปเรื่อยเปื่อย

หวังเจาย่วนสังเกตสีพระพักตร์ฮ่องเต้ แล้วจึงกล่าวอย่างระมัดระวังถ้อยคำ “อันที่จริงก็ไม่มีอะไร เพียงแต่คนในวังต่างบอกว่าจิ้นอ๋องนิสัยสุขุมหนักแน่น จัดการเรื่องราวได้เหมาะสม คล้ายฝ่าบาทมาก”

ฮ่องเต้พระพักตร์ผ่อนคลายลง ผงกพระเศียรน้อยๆ “อาฮ่วนคนนี้คล้ายเราสมัยหนุ่ม”

หวังเจาย่วนเห็นฮ่องเต้ดูเหมือนสบายพระทัยขึ้นแล้ว หลังจากอยู่อ่านหนังสือเป็นเพื่อนครู่หนึ่งก็ทูลถามด้วยสีหน้ายิ้มๆ “ฝ่าบาทจะเสวยนมสักเล็กน้อยแล้วค่อยอ่านหนังสือต่อหรือไม่เพคะ”

ฮ่องเต้ใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนวางหนังสือลงแล้วว่า “ไม่ต้องแล้ว หลายวันก่อนเราบันดาลโทสะใส่ฮองเฮา เกรงว่าจนถึงตอนนี้นางก็ยังคงไม่สบายใจ เรา…จะไปดูนางสักหน่อย เจ้าออกไปก่อนเถิด ไม่ต้องรอเรา”

หวังเจาย่วนมุมปากกระตุกไหว คล้ายอยากจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็เพียงแค่ทำความเคารพอย่างนอบน้อมแล้วล่าถอยออกไป

หวังเจาย่วนกลับมาถึงตำหนัก เซียงเสวี่ยนางกำนัลผู้ใกล้ชิดก็ออกมารับหน้า ขยิบตาเป็นนัยให้นาง หวังเจาย่วนเข้าใจและเข้าไปในห้องด้านใน ก่อนจะให้เซียงเสวี่ยอยู่ปรนนิบัตินางก่อนเข้านอนเพียงคนเดียว

เซียงเสวี่ยหวีผมให้นางไปพลางกล่าวเสียงแผ่วเบา “จวิ้นจวิน* ให้คนส่งจดหมายมาบอกว่าจิ้นอ๋องให้คนส่งผ้าดิ้นลายเมฆเขียว ลายนกสีทองอย่างละยี่สิบพับ ม่านแก้วเจียระไนสิบชุดไปที่จวนเจ้าค่ะ”

บิดาของหวังเจาย่วนเป็นขุนนางในราชสำนัก มารดาได้รับบรรดาศักดิ์เป็นจวิ้นจวินและมีจดหมายมาถึงหวังเจาย่วนเป็นบางครั้งบางคราว

“ก็นับว่าเป็นของหายากแล้ว” หวังเจาย่วนตบแป้งบนใบหน้าและหน้าอกอย่างละเอียดพลางเอ่ยขึ้น “จิ้นอ๋องแต่ไรมาก็ใจกว้าง ย่อมต้องให้ข่าวที่มีประโยชน์ต่อเขาสักหน่อย จึงจะรับของกำนัลเขาได้”

* จวิ้นจวิน คือบรรดาศักดิ์ของภรรยาขุนนางขั้นสี่

เซียงเสวี่ยยิ้มแล้วว่า “เจาย่วนกล่าวชมจิ้นอ๋องต่อหน้าพระพักตร์ฝ่าบาท รับผ้าดิ้นเขาแค่ไม่กี่พับจะนับเป็นอะไรได้”

“โง่เขลา” หวังเจาย่วนหัวเราะเบาๆ เอานิ้วจิ้มหน้าผากเซียงเสวี่ยทีหนึ่ง “ที่ข้าให้ความสำคัญคือของเล็กน้อยพวกนี้หรือไรกัน”

นางวางแผ่นทาแป้งซึ่งทำจากใยฝ้ายลง มองคันฉ่องอีกครั้ง ปีนี้นางอายุยี่สิบเก้า แม้ใบหน้าในคันฉ่องจะยังงามเพริศพริ้ง แต่นางก็กระจ่างแก่ใจดี นางยังสวยงามได้อีกไม่กี่ปี ฝ่าบาททรงมีพระชนมายุมากขึ้นทุกที ถ้าไม่เตรียมการไว้แต่เนิ่นๆ หากวันใดฝ่าบาทสิ้นพระชนม์ลง สนมที่ไร้โอรสธิดาเช่นนางก็ต้องตกอยู่ในสภาพไร้ที่พึ่งพา รัชทายาทแม้เนื้อแท้จะไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร แต่มีชีวิตความเป็นอยู่สุขสบายมาตั้งแต่เล็ก ทั้งยังมีความรักใคร่โปรดปรานจากฮองเฮา ไม่แน่ว่าจะคำนึงถึงและใส่ใจสนมนางในของพระบิดา แต่จิ้นอ๋องกลับไม่เหมือนกัน ถ้านางมีส่วนให้ความช่วยเหลือจิ้นอ๋อง เขาย่อมตอบสนองน้ำใจซึ่งกันและกัน นางก็จะมีที่ให้พึ่งพาอาศัย

เซียงเสวี่ยไม่รู้ถึงความคิดที่ลึกล้ำของหวังเจาย่วน นางอยู่เป็นเพื่อนหวังเจาย่วนจนเขียนจดหมายเสร็จ ปรนนิบัติหวังเจาย่วนเข้านอน แล้วจึงดับตะเกียงในห้องลงทีละดวง ตอนเดินออกไปนางได้ยินหวังเจาย่วนพูดกับตนเองแว่วๆ อยู่หลังม่านมุ้ง “ก็เพียงเพื่อแก่แล้วจะได้มีที่พึ่งพา…”

เซียงเสวี่ยงงงัน เจาย่วนอายุสิบห้าเข้าวัง เวลานี้อายุยังไม่ถึงสามสิบ กลับวางแผนการใช้ชีวิตตอนแก่แล้วหรือ นางทอดถอนใจเบาๆ หลังจากปล่อยม่านลงแล้วก็เดินออกไปเงียบๆ

 

พอขบวนเสด็จกลับมาถึงเมืองหลวง รัชทายาทก็ถูกฮ่องเต้ตำหนิอย่างรุนแรง และถูกกักบริเวณอยู่ในตำหนักเซ่าหยางอีกครั้ง

การปิดประตูทบทวนความผิดของรัชทายาทในครั้งนี้ ไม่ว่าใครก็ห้ามไปเยี่ยมที่วังตะวันออก ฮองเฮาคิดจะสืบข่าวถึงสภาพของรัชทายาทที่ตำหนักเซ่าหยางก็ทำไม่ได้ แม้รัชทายาทจะถูกฮ่องเต้ลงโทษอยู่เสมอ แต่การลงโทษเฉียบขาดเช่นนี้กลับเป็นครั้งแรกในชีวิต

กระทั่งยามฮองเฮาพยายามจะทูลขอความเมตตาจากฮ่องเต้ ก็กลับได้รับคำตอบกลับมาเช่นนี้ “ถ้าไม่ใช่เพราะปกติรักและตามใจมากเกินไป รัชทายาทคงไม่เป็นเช่นนี้ เขาควรได้รับบทเรียนบ้างแล้ว”

เสื้อผ้าอาหารการกินของรัชทายาทแต่ไรมาฮองเฮาทรงดูแลด้วยองค์เอง ถูกกักบริเวณครั้งนี้ไม่รู้ผู้ปรนนิบัติรับใช้ในตำหนักเซ่าหยางดูแลละเอียดถี่ถ้วนดีหรือไม่ ฮองเฮาร้อนพระทัยจนชีวิตไม่สงบสุข ฉีซู่ทั้งเป็นห่วงหลี่เฉิงเพ่ย ทั้งสงสารฮองเฮาในหัวอกของคนเป็นแม่ เพียงแต่แม้แต่ฮองเฮายังไม่อาจเปลี่ยนพระทัยฮ่องเต้ได้ นางเป็นผู้น้อยคำพูดไม่มีน้ำหนัก ยิ่งไม่กล้าช่วยพูดแทนรัชทายาท หร่านเซียงที่อยู่ข้างพระวรกายฮองเฮาช่วยออกความคิดให้นาง บอกว่าหวังเจาย่วนได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาทมาก ด้วยสถานการณ์ในตอนนี้ วังกลางไม่สะดวกจะทูลขอความเมตตา หากหวังเจาย่วนยอมช่วยพูดแก้ต่างให้สักสองสามคำ บางทีอาจจะช่วยแก้สถานการณ์ให้รัชทายาทได้

ฉีซู่ใคร่ครวญดูอย่างละเอียด รู้สึกว่าพอจะนับได้ว่าเป็นหนทางหนึ่ง ฮองเฮาติดขัดด้วยฐานะ ไม่สะดวกจะขอให้หวังเจาย่วนออกหน้าให้ แต่ตัวนางกลับไม่มีปัญหานี้ ฉีซู่จึงหาโอกาสไปเยี่ยมเยียนหวังเจาย่วน

หลังจากเสด็จนิวัตเมืองหลวง ฮ่องเต้ทรงกลัดกลุ้มด้วยเรื่องของรัชทายาท ราชกิจก็ยุ่ง จึงคร้านจะใส่พระทัยตำหนักฝ่ายใน หลายวันมานี้หวังเจาย่วนจึงมีเวลาว่างขึ้นมาก แม้ระหว่างรัชทายาทกับจิ้นอ๋อง นางจะมีความโน้มเอียงไปข้างหนึ่ง แต่ก็ไม่อยากแสดงท่าทีสนิทสนมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป เวลานี้ยิ่งต้องรักษาความเป็นกลางเอาไว้ กระทั่งจิ้นอ๋องกราบทูลให้ฮ่องเต้เสด็จไปทำพิธีกราบไหว้ฟ้าดินที่ภูเขาไท่ซาน นางก็ไม่ได้พูดอะไรแม้แต่คำเดียว นางเข้าใจอย่างชัดเจน ฮ่องเต้ทรงปรีชาสามารถเหนือใคร หากแสดงออกอย่างกระตือรือร้นเกินไปกลับจะทำให้ทรงสงสัย ไม่สู้เอาตัวออกห่างจากเรื่องราว ถึงช่วงเวลาสำคัญค่อยคอยพัดกระพือจะดีกว่า

จิ้นอ๋องเข้าใจความคิดของหวังเจาย่วน หลังกลับมาเมืองหลวงเขาก็พยายามหลีกเลี่ยงไม่ติดต่อกับนาง สิบกว่าวันมานี้ นางนอกจากตอนเช้าถวายพระพร ตอนค่ำก็ปรนนิบัติฮ่องเต้เข้าบรรทมแล้ว ก็อยู่ในตำหนักดีดเจิง* ปรุงเครื่องหอมเล่นสนุก ตอนฉีซู่มาถึง นางกำลังบรรเลงเจิงอยู่พอดี

ได้ยินเซียงเสวี่ยมารายงาน หวังเจาย่วนรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย บุตรีบุญธรรมของฮองเฮาผู้นี้ไปมาหาสู่สนมนางในน้อยมาก ครั้งนี้ไม่รู้ว่ามาเยือนด้วยเหตุอันใด นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าให้เซียงเสวี่ยไปพาฉีซู่เข้ามา แต่มือก็ยังคงดีดเจิงไม่หยุด

ฉีซู่เดินตามเซียงเสวี่ยเข้ามาในตำหนัก เห็นหวังเจาย่วนนั่งอยู่ริมระเบียง วันนี้นางไม่ต้องปรนนิบัติฝ่าบาท จึงปล่อยตัวตามสบายกระทั่งผมก็ไม่เกล้า เพียงใช้เส้นไหมผูกผมสีขาวผูกรวบเส้นผมดกดำทั้งศีรษะไว้ นางสวมเสื้อและกระโปรงสีเหลือง คลุมเสื้อกันลมสีเขียวกลีบบัว นั่งดีดเจิงอยู่ที่ระเบียง ท่ามกลางท้องฟ้าปลอดโปร่งเมฆเบาบางในช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วง ใบเฟิงสีแดงกลางลานปลิวร่วงอยู่บนระเบียง ขับดุนเงาด้านข้างของหญิงงามที่อยู่ในท่วงท่าเหนื่อยหน่ายเกียจคร้านให้แลงดงามดุจภาพวาด

ฉีซู่แม้จะเคยเห็นหวังเจาย่วนเข้าออกตำหนักฮองเฮาบ่อยๆ แต่หวังเจาย่วนในยามนั้นมักก้มหน้าหลุบตา ท่วงทีงดงามเช่นนี้นางเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก จึงเผลอมองจนใจลอย วังกลางแม้จะดูสูงส่งภูมิฐาน แต่เมื่อเปรียบกับหวังเจาย่วนแล้วกลับดูขาดเสน่ห์ไปเล็กน้อย ฉีซู่พลันกระจ่างแจ้งแล้วเพราะเหตุใดหวังเจาย่วนจึงมีจุดยืนอยู่ในตำหนักฝ่ายใน ทั้งที่ฮ่องเต้และฮองเฮามีความรักมั่นคงต่อกันเช่นนี้ได้

หวังเจาย่วนบรรเลงจนจบเพลง แล้วจึงหันมายิ้มพลางเอ่ยถามฉีซู่ “แม่นางน้อยมาที่นี่มีอะไรจะชี้แนะหรือ”

ฉีซู่ถูกเรียกจนตื่นจากภวังค์ ก่อนที่ทั้งสองจะถามสารทุกข์สุกดิบกันอยู่หลายคำ

ฉีซู่นึกถึงจุดประสงค์ในการมาของตนได้ จึงพูดอย่างหยั่งเชิง “หลังจากวังกลางกลับมาเมืองหลวง มักรู้สึกอึดอัดแน่นในหน้าอก กลางคืนบรรทมไม่ค่อยหลับ แต่ไม่ทรงยอมให้ตามหมอหลวงมาตรวจ ผู้น้อยนึกขึ้นได้ว่ายามฝ่าบาททรงรู้สึกไม่ค่อยสบาย มักเชิญเจาย่วนมาปรนนิบัติเสมอ ที่ผู้น้อยมาก็เพื่อจะขอคำชี้แนะจากเจาย่วน มีหนทางใดที่จะช่วยลดความกลัดกลุ้มรำคาญใจของวังกลางได้หรือไม่”

หวังเจาย่วนกล่าวยิ้มๆ “เจ้าช่างมีน้ำใจรู้จักดูแลเอาใจใส่”

“วังกลางมีพระคุณเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนฉีซู่ ฉีซู่ย่อมสมควรกตัญญู” ฉีซู่กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลต่อไป “โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัชทายาทถูกกักบริเวณห้ามออกจากวังตะวันออก ไม่อาจมาอยู่ปรนนิบัติวังกลางได้ ฉีซู่ยิ่งไม่กล้าปล่อยปละละเลย”

ฉีซู่เจตนาโยงคำพูดไปถึงรัชทายาท คิดไม่ถึงว่าหวังเจาย่วนจะไม่รับหัวข้อสนทนาของนาง กลับซักถามถึงวังกลางต่ออย่างละเอียด “ในตำหนักฮองเฮาจุดเครื่องหอมอยู่เสมอหรือไม่”

ฉีซู่ไม่เข้าใจเหตุใดนางจึงถามเช่นนี้ จึงไม่กล้าพูดออกมาอย่างชัดเจนนัก เพียงตอบว่า “วังกลางทรงไม่ชำนาญเรื่องเครื่องหอม ที่จุดอยู่เสมอก็แค่ซูเหอเซียง บางครั้งก็ใช้การบูร”

หวังเจาย่วนยิ้ม “ไม่รู้เรื่องเครื่องหอมไม่เป็นไร ขอเพียงวังกลางทรงเคยชินต่อการจุดเครื่องหอมก็ทำอะไรง่ายขึ้นมาก”

ฉีซู่ยิ่งฉงน กะพริบๆ ตาแล้วว่า “เจาย่วนได้โปรดให้ความกระจ่าง”

* เจิง เครื่องดนตรีประเภทสายคล้ายจะเข้ สมัยถังและซ่งมี 13 สาย ต่อมาเพิ่มเป็น 16 สาย ปัจจุบันพัฒนาถึง 25 สาย

“ในเมื่อวังกลางไม่ยอมให้หมอหลวงรักษา ก็อาจลองรักษาด้วยเครื่องหอมดูก็ได้ ข้ารู้จักเครื่องหอมที่ช่วยให้สมองปลอดโปร่งจิตใจสงบอยู่หลายชนิด เจ้านำไปผสมกัน และให้วังกลางใช้ประจำวัน แล้วเสริมด้วยการนวด ย่อมได้ผลดีขึ้น”

แม้นี่จะไม่ใช่จุดประสงค์แท้จริงของตน ทว่าถ้าสามารถคลี่คลายอาการป่วยของฮองเฮาได้จริง ก็เป็นผลพลอยได้ที่น่าพอใจ ฉีซู่รีบลุกขึ้นมาขยับเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วคารวะหวังเจาย่วน “เช่นนั้น…ฉีซู่ขอบพระคุณเจาย่วนที่ช่วยชี้แนะ”

หวังเจาย่วนหัวเราะ ชี้ไปที่โต๊ะหนังสือ “ตรงนั้นมีพู่กันกับหมึก ข้าพูดแล้วเจ้าเขียน”

ฉีซู่ผงกศีรษะ กางกระดาษเตรียมหมึก แสดงให้รู้ว่าพร้อมแล้ว

หวังเจาย่วนคลี่ยิ้มบาง ท่องออกมาช้าๆ “น้ำมันซูเหอเซียง หนึ่งตำลึง* ยางหอมอันสี**ชะมดเช็ด ไม้กฤษณา ดอกติงเซียง*** โกฐเขมา**** ชิงมู่เซียง***** อย่างละสองตำลึง หัวหญ้าแห้วหมูคั่วแล้วเอาเปลือกออก…”

ฉีซู่จดชื่อเครื่องหอมหลายชนิดนี้ไว้โดยละเอียด ตรวจทานดูอีกครั้งแล้วจึงส่งให้หวังเจาย่วนอ่านผ่านตา หวังเจาย่วนดูแล้ว เห็นไม่มีอะไรผิดพลาดก็ส่งคืนให้ฉีซู่

ฉีซู่รับรายชื่อเครื่องหอมมา แต่ไม่ได้ลากลับทันที ทำท่าจะพูดอะไรแล้วก็ไม่พูด

หวังเจาย่วนย่อมมองท่าทางลังเลของนางออก จึงเอ่ยถามเสียงนุ่มนวล “แม่นางน้อยยังมีเรื่องอะไรในใจหรือ”

“เจาย่วนเมตตาเช่นนี้ ฉีซู่ซาบซึ้งใจยิ่งนัก” หวังเจาย่วนเป็นคนเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเช่นนี้ ฉีซู่จึงบอกจุดประสงค์การมาของตนออกไปตรงๆ “แต่…ผู้น้อยรู้สึกว่าวังกลางป่วยด้วยโรคทางใจ…”

นางยังพูดไม่จบ หวังเจาย่วนก็เข้าใจแล้ว “หรือว่าแม่นางน้อยมาด้วยเรื่องของรัชทายาท”

ฉีซู่ออกจะรู้สึกไม่ค่อยดี ก้มหน้าบิดชายแขนเสื้ออยู่เป็นนานจึงตอบเสียงแผ่ว “เจ้าค่ะ”

หวังเจาย่วนจับมือนางอย่างสนิทสนม เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “รัชทายาทถูกกักบริเวณ ข้าเองก็สงสารและเห็นใจ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ทูลขอความเมตตาแทนเขา แม่นางน้อยรู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด”

ฉีซู่สั่นศีรษะ

“สตรีก้าวก่ายราชกิจเป็นเรื่องต้องห้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งแต่ไรมาฝ่าบาทก็ทรงมีข้อคิดเห็นของตนเอง ถ้าข้าไปทูลวิงวอน เกรงว่าไม่เพียงไม่เป็นผลดีต่อรัชทายาท กลับจะทำให้ฝ่าบาททรงเกิดความคลางแคลงใจ”

ฉีซู่ตะลึงงัน นางไม่เคยใคร่ครวญถึงประเด็นนี้ จึงพูดขึ้นช้าๆ “นี่…ฉีซู่ใคร่ครวญไม่รอบคอบแล้ว…”

หวังเจาย่วนบอกอย่างเอ็นดู “แม่นางน้อยอายุยังน้อย นึกไม่ถึงก็ไม่ใช่เรื่องแปลก”

“หรือว่า…จะไม่มีหนทางช่วยรัชทายาทแล้วหรือ” พอฉีซู่นึกถึงว่ารัชทายาทยังได้รับความทุกข์ทรมาน หัวใจก็อดบีบรัดไม่ได้

แววตาของหวังเจาย่วนขรึมลงเล็กน้อย “รัชทายาทถูกกักบริเวณแม้จะน่าสงสาร แต่ก็เป็นความตั้งใจดีของฝ่าบาท ฝ่าบาททรงหวังว่ารัชทายาทจะสามารถทบทวนความผิดของตนเอง หาใช่ต้องการจะทำร้ายรัชทายาทไม่ รอให้รัชทายาทสำนึกผิดได้แล้ว ฝ่าบาทย่อมปล่อยเขาออกมา ไยต้องเอ่ยคำว่าช่วย แม่นางน้อยพูดอะไร ยังคงระมัดระวังสักหน่อยจะดีกว่า”

ฉีซู่ตื่นตระหนก รีบอธิบายทันที “ผู้…ผู้น้อยไม่ได้หมายความเช่นนั้น”

* น้ำหนัก 1 ตำลึงของจีนเท่ากับ 31.25 กรัม

** ยางหอมอันสี ยางไม้ชนิดหนึ่งสีแดงอมน้ำตาล มีสรรพคุณช่วยให้เลือดลมเดินสะดวก ระงับอาการเจ็บปวด

*** ดอกติงเซียงหรือดอกกานพลู เป็นพันธุ์ไม้ดอกชนิดหนึ่งของจีน มีสีม่วงและสีขาว กลิ่นหอม ใบอ่อนใช้ทำชาได้

**** โกฐเขมา รากของพันธุ์ไม้ล้มลุกที่มีอายุยืนยาว ต้นสูงประมาณ 30-100 เซนติเมตร มีกลิ่นหอม มีสรรพคุณบำรุงม้าม บำรุงครรภ์

***** ชิงมู่เซียง พันธุ์ไม้พุ่มเตี้ย มีเถาวัลย์เกาะ ใบเล็กรูปไข่ ดอกสีขาวเหลือง มีกลิ่นหอม

ครานี้หวังเจาย่วนจึงได้คลี่ยิ้มออกมาอีกครั้ง “ข้ารู้แม่นางน้อยไม่มีเจตนาร้าย คำพูดเหล่านี้แม่นางน้อยพูดกับข้าไม่เป็นไร แต่ถ้าไปพูดต่อหน้าคนที่มีเจตนาอื่นแอบแฝง ยากจะรับรองได้ว่าจะไม่เกิดภัยพิบัติขึ้นมา ข้าเองเห็นแม่นางน้อยเป็นคนกันเอง จึงได้เอ่ยคำพูดเช่นนี้กับแม่นางน้อย คำเตือนจากใจจริงหากฟังแล้วขัดหู ขอแม่นางน้อยอย่าได้ตำหนิ”

“ฉีซู่มิกล้า” ฉีซู่กล่าวอย่างนอบน้อมจริงใจ “ฉีซู่ทราบดีเจาย่วนมีเจตนาดีจึงได้พูดเช่นนี้”

“เจ้าเข้าใจก็ดีแล้ว” หวังเจาย่วนลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เมื่อเป็นเช่นนี้ฉีซู่ย่อมไม่เกิดความคลางแคลงใจต่อนางแล้ว นางสงบจิตสงบใจ ก่อนเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างแนบเนียน “พูดขึ้นมาแล้ว แม่นางน้อยก็ใกล้จะถึงวัยหมั้นหมายแล้ว วังกลางเคยเอ่ยถึงหรือไม่”

ฉีซู่ไม่คิดว่าจู่ๆ หวังเจาย่วนจะเอ่ยถามเรื่องนี้ จึงหน้าแดงฉานขึ้นมาทันที “ไม่…ไม่เคย…”

หวังเจาย่วนหัวเราะเบาๆ “ไม่รู้วังกลางทรงคิดการไว้เช่นไร หากข้ามีบุตรีที่น่ารักเฉลียวฉลาดเช่นเจ้าสักคน จะต้องไม่อาจตัดใจเก็บเจ้าไว้ในวัง…”

ฉีซู่มองหวังเจาย่วนด้วยท่าทางตื่นตกใจเล็กน้อย

รอยยิ้มบนใบหน้าหวังเจาย่วนจางไป สุดท้ายก็ถอนใจ “แต่งเข้าวังไม่มีอะไรดี…”

ฉีซู่ยิ่งขวยอายหนัก ศีรษะแทบจะก้มจรดหน้าอกแล้ว “ผู้น้อยไม่เข้าใจคำพูดของเจาย่วน”

หวังเจาย่วนตบหลังมือนางเบาๆ “วันหน้าเจ้าจะเข้าใจ เด็กที่รู้เหตุผลเข้าใจหลักทำนองคลองธรรมเช่นเจ้า ต้องมาจมปลักอยู่ในวังก็น่าเสียดายแล้ว…”

ได้ยินหวังเจาย่วนยิ่งพูดก็ยิ่งเลยเถิด ฉีซู่ว้าวุ่นใจขึ้นมา นางไม่กล้ารั้งอยู่ต่อ จึงรีบลุกขึ้นบอกลา

เมื่อฉีซู่มาเยี่ยมเยียน เซียงเสวี่ยจึงถอยออกไปเฝ้าอยู่นอกประตู เวลานี้เห็นฉีซู่เดินออกจากตำหนักราวกับจะหนีอะไรก็รู้สึกแปลกใจ หลังจากฉีซู่เดินจากไปไกลแล้วนางก็เข้าไปในตำหนักแล้วถามยิ้มๆ “แม่นางน้อยผู้นั้นเป็นอะไรไป หน้าแดงถึงเพียงนั้น”

หวังเจาย่วนหัวเราะเบาๆ “น่ากลัวว่านางจะเริ่มรู้จักอารมณ์ปฏิพัทธ์แบบหนุ่มสาวแล้ว”

เซียงเสวี่ยหวนนึกว่าฉีซู่รูปร่างหน้าตาก็ไม่ได้สวยสดงดงามอะไรมาก จึงหัวเราะแล้วว่า “พูดขึ้นมา แม่นางน้อยผู้นั้นก็ถึงวัยที่จะต้องหมั้นหมายแล้ว”

หวังเจาย่วนปัดๆ เส้นผมที่ข้างหู บอกอย่างไม่ใส่ใจ “นี่ไม่ใช่เรื่องที่เราควรเป็นห่วง…” จากนั้นนางก็เล่าจุดประสงค์ในการมาของฉีซู่ให้เซียงเสวี่ยฟัง แล้วว่า “ที่นางมาในครั้งนี้ อาจจะมาจากเจตนารมณ์ของฮองเฮา เจ้าว่าข้าโต้ตอบไปเช่นนี้ ได้เผยพิรุธอะไรหรือไม่”

เซียงเสวี่ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เจาย่วนพูดได้อย่างแนบเนียนไร้ช่องโหว่ คิดว่าต่อให้เป็นเจตนาของฮองเฮา นางก็หาจุดอ่อนอะไรไม่พบ”

“เช่นนั้นก็ดี” หวังเจาย่วนถอนใจเบาๆ “จิ้นอ๋องกับรัชทายาทใครแพ้ใครชนะยังไม่รู้ ล่วงเกินวังกลางไม่มีอะไรดี ต่อให้วันหน้าจิ้นอ๋องเป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์ ฮองเฮาก็เป็นแม่ใหญ่ หากเขาปรารถนาจะได้ชื่อว่าเป็นผู้มีเมตตามีความกตัญญูก็ต้องปรนนิบัติเลี้ยงดูฮองเฮา ไม่ว่าอย่างไรเราก็ไม่อาจแตกคอกับฮองเฮา”

“เจาย่วนกล่าวได้ถูกต้อง” เซียงเสวี่ยพูดต่อ “ทว่าบ่าวรู้สึกว่าจิ้นอ๋องมีโอกาสชนะมากกว่า”

“ใครแพ้ใครชนะยังต้องดูพระประสงค์ของฝ่าบาท จะว่าไปแล้ว ต่อให้ฝ่าบาทไม่สนับสนุนจิ้นอ๋อง ข้าว่าจิ้นอ๋องก็ไม่มีทางยอมเลิกราง่ายๆ เมื่อถึงวันนั้น คงมีเรื่องให้รอดู…” หวังเจาย่วนหมุนกำไลทองที่ข้อมือพลางเอ่ยขึ้น

น้ำเสียงของนางแผ่วเบานุ่มนวล แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดจึงทำให้เซียงเสวี่ยรู้สึกสั่นสะท้านขึ้นมา คล้ายสายลมที่แฝงไปด้วยกลิ่นคาวโลหิตกำลังโชยเข้ามาปะทะใบหน้าเป็นระลอกๆ

 

โปรดติดตามตอนต่อไป…

หน้าที่แล้ว1 of 17

Comments

comments

Jamsai Editor: