บทที่ 117
เฟิ่งหลีอู๋ได้ยินคำพูดขององครักษ์แล้วก็ไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว เพียงกระตุ้นม้าตามไปอย่างบ้าคลั่ง รอจนเร่งรุดไปถึงประตูเมือง รถม้าของกองการเกษตรก็แล่นไปไกลมากแล้ว
ทว่ารถม้าลำเลียงสิ่งของอยู่จึงแล่นไปข้างหน้าได้ไม่เร็วนัก อีกทั้งเขาขี่ม้าชั้นดี หากอยากไล่ตามคนไปจริงๆ ก็ยังไล่ทันได้
แต่เมื่อเฟิ่งหลีอู๋ถึงที่ประตูเมืองแล้วมองดูคนเดินทางที่ผ่านไปมามากขึ้นเรื่อยๆ เขาก็ค่อยๆ ใจเย็นลงในที่สุด
ที่เจียงซิ่วรุ่นออกจากเมืองครั้งนี้ถึงอย่างไรก็มีเหตุผลอันสมควร เพราะออกเดินทางเนื่องจากงานของทางการ แต่เขาไม่เชื่อหรอกว่านางจะถึงขั้นไม่มีโอกาสบอกกับเขาถึงเรื่องการออกเดินทางเช่นนี้ด้วยตนเองได้
หลีกเลี่ยงไม่ยอมพูด ก่อนออกเดินทางถึงค่อยส่งคนมาบอกเขาอย่างขอไปที…ความคิดนี้ของนางช่างน่าลงโทษนัก!
เฟิ่งหลีอู๋ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห จึงชักม้าหันหัวกลับไปที่จวนรัชทายาทเสียเลย
ถึงอย่างไรการที่รัชทายาทพระองค์ปัจจุบันไล่ตามหัวหน้ากองการเกษตร และไม่อนุญาตให้หัวหน้ากองออกจากเมืองไปทำงานของทางการสามารถตกเป็นหัวข้อสนทนาของทุกคนได้อย่างแน่นอน ซึ่งเฟิ่งหลีอู๋เองก็ต้องไตร่ตรองถึงผลกระทบ ไม่อาจทำตามใจตนเองจนเกินไปเช่นกัน
มิสู้ให้นางออกเดินทางไปก่อน แล้วค่อยส่งคนส่งจดหมายลับให้กับนาง สั่งให้นางกลับมาให้เร็วหน่อยจะดีกว่า
หลายวันนี้นางมักจะแง่งอนหาเรื่องให้เขาไม่สบายใจเสมอ หากกลับมาในเวลานี้ คาดว่าก็ต้องยั่วให้เขาเกิดโทสะอย่างไม่มีเหตุผลอีกเช่นกัน
เฟิ่งหลีอู๋คิดว่าให้เจียงซิ่วรุ่นสงบสติอารมณ์สักวันสองวันก็ดีเช่นกัน
ไปอยู่ในพื้นที่ชนบทข้างนอกไหนเลยจะสุขสบายเท่าในเมืองลั่วอันได้ แล้วนางก็ไม่ได้ติดตามเขาไปออกตรวจราชการด้วย สภาพรถม้าที่ใช้เดินทางคันนั้นล้วนต่างออกไป บางทีนางน่าจะเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าจากการเดินทาง รอจนเหนื่อยล้ามากแล้วก็จะลดความเย่อหยิ่งทะนงตนของนางได้ด้วย แล้วเขาค่อยรับนางกลับมาพูดคุยกัน…
ขณะที่เฟิ่งหลีอู๋ซึ่งอยู่ที่หน้าประตูเมืองครุ่นคิดอยู่นั้น รถม้าของกองการเกษตรก็ไปถึงท่าเรือข้ามฟากแล้ว รอจนขึ้นไปนั่งบนเรือก็สามารถเดินทางได้วันละหลายร้อยหลี่ตรงไปถึงฮั่นหยาง
ปลายฤดูใบไม้ร่วงอากาศค่อยๆ หนาวขึ้น ยืนอยู่ที่ท่าเรือข้ามฟากยังสามารถรับรู้ได้ถึงความเย็นสบายมาตลอดทาง
ไป๋เฉี่ยนฉวยโอกาสตอนที่ขนถ่ายสัมภาระหยิบเตาอุ่นมือไปที่บ้านของพวกชาวเรือที่อยู่ติดกับท่าเรือเพื่อหาไฟเติมถ่าน
ในเวลานี้เององครักษ์ผู้นั้นที่ไปรายงานข่าวแก่รัชทายาทก็เร่งรุดกลับมาถึง
ไม่ใช่แค่คนที่มาเท่านั้น ในมือเขายังถือห่อสัมภาระขนาดใหญ่มาด้วย
ไป๋เฉี่ยนสงสัยจึงเปิดออกดู…เป็นผ้าคลุมทำจากหนังเสือทั้งผืน ได้ยินว่าเป็นของที่รัชทายาทใช้ตอนที่เป็นแม่ทัพตรวจการ อยู่ในกองทัพ เวลาตั้งค่ายที่ทุ่งนอกเมือง แล้วกระโจมบางลมแรง ก็จะห่อรอบตัวเอาไว้ให้แน่น สามารถรักษาความอบอุ่นเอาไว้ได้ตลอดทั้งคืน
นอกจากสิ่งนี้ยังมีชุดเตาถ่านขนาดเล็กกะทัดรัดหนึ่งชุด เวลาที่ใช้หม้อใหญ่เตาใหญ่ไม่ได้ดังใจ หม้อที่ทำจากเหล็กผัดอาหารนิดหน่อยก็สะดวกดีเช่นกัน สำหรับของอื่นๆ ย่อมเป็นของเล็กๆ น้อยๆ สารพัดที่จำเป็นต้องใช้เวลาออกไปนอกบ้านจำพวกยาล้ำค่าหายาก ยาแก้ฟกช้ำเวลาพลัดตกหกล้ม
ไป๋เฉี่ยนสำรวจดูแล้วก็พูดว่า “นี่รัชทายาทไม่วางใจให้ท่านออกไปข้างนอกหรือเจ้าคะ เหตุใดจึงทำตัวราวกับเป็นมารดาแท้ๆ เอาใจใส่ปกป้องท่านให้กินอิ่มนอนอุ่นอย่างเต็มที่”
หลังจากนางพูดจบกลับพบว่าเจ้านายของตนเองไม่ได้ตอบกลับ เพียงยืนอยู่ที่ปลายท่าเทียบเรือ มองผิวทะเลสาบที่มีระลอกคลื่นแผ่คลุมจนสุดลูกหูลูกตาอย่างเหม่อลอย
ไป๋เฉี่ยนส่ายหน้า รู้สึกว่าเจ้านายในขณะนี้มีความชอบค่อนข้างเหมือนกับรัชทายาทแล้ว
เจียงซิ่วรุ่นเดิมไม่คิดจะใช้หนังเสือผืนนั้น
แต่เมื่อเรือแล่นมาจนถึงตอนที่ม่านวิกาลคลี่คลุมและหยุดทอดสมอพักแรมที่เกาะเล็กๆ กลางทะเลสาบ ความเย็นในช่วงครึ่งคืนหลังไม่เพียงแต่ทำให้อีการ้องดาวร่วง* แม้แต่หนังตาของคนก็เย็นเฉียบจนจะออกมาเป็นแผ่นน้ำแข็งได้
ไป๋เฉี่ยนรู้ว่าเจ้านายทนหนาวไม่ไหว จึงรีบเอาหนังเสือผืนใหญ่ผืนนั้นออกมา แล้วห่อรอบตัวของเจียงซิ่วรุ่นอย่างมิดชิดแน่นหนา
แก้มของเจียงซิ่วรุ่นถูไถบนหนังเสือ รอจนทั้งตัวอบอุ่นแล้ว นางก็จมสู่ห้วงฝันท่ามกลางเสียงอีการ้อง
เดินทางอย่างยากลำบากไปตลอดเช่นนี้อีกสามวัน เจียงซิ่วรุ่นก็มาถึงฮั่นหยางในที่สุด
ที่นี่คือบริเวณที่แม่น้ำสองสายของต้าฉีไหลมาบรรจบกัน และก็เป็นจุดสำคัญของแผนการก่อสร้างคลองส่งน้ำทั้งหมดด้วย
ขุนนางในท้องที่ได้ยินว่าจะมีคนจากกองการเกษตรมา จึงส่งนายอำเภอมาต้อนรับ
ไม่แปลกที่ขุนนางในเขตพื้นที่จะเกียจคร้าน เพราะงานของกองการเกษตรเที่ยวนี้มีผลประโยชน์น้อยเกินไปจริงๆ ไม่มีกำไรมากพอให้รีดเค้นออกมาได้ ในยามส่วนตัวพวกเขาก็พร่ำบ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า รู้สึกว่าหากใต้เท้าเมิ่งของกองโยธาทางน้ำเป็นผู้มาทำเอง จะต้องเป็นประโยชน์ต่อใต้หล้า ทุกคนก็จะร่ำรวยไปด้วยกัน
เจียงซิ่วรุ่นก็เดาถึงความคิดในใจของเหล่าขุนนางในท้องที่ได้แล้วเช่นกัน แต่นางกลับไม่สนใจ เพียงลากนายอำเภอผู้นั้นเดินไปจนทั่วทั้งตัวอำเภอเพื่อทำความเข้าใจกับเส้นทางน้ำและพืชผลทางการเกษตร
ที่อยู่ข้างๆ เจียงซิ่วรุ่นคือช่างฝีมือหลายคน พวกเขาเอาดินเหนียวที่ผสมกับกาวจำนวนมากมายแปะลงบนกระบะไม้ขนาดใหญ่โดยไม่หยุดพัก
นายอำเภอคนนั้นปกติก็ไม่ค่อยได้เดินมากนัก การเดินตระเวนไปทั่วเช่นนี้ เหงื่อไหลหยดย้อยไปหมดทั้งตัวราวกับตักน้ำราดใส่ตัว ได้แต่ถามด้วยสีหน้าราวกับร่ำไห้ในงานศพของบุพการีว่า “ใต้เท้าเจียงขอรับ นี่ท่านดูพอแล้วหรือไม่”
เจียงซิ่วรุ่นมองดูแบบจำลองบนกระบะทรายที่ช่างฝีมือปั้นขึ้นมาอย่างพินิจพิจารณาพลางยิ้มน้อยๆ พร้อมกับปลอบใจนายอำเภอไปเรื่อยว่า “รออีกเดี๋ยว กำลังจะเสร็จแล้ว เดี๋ยวใต้เท้าค่อยพาพวกเราไปสำรวจดูทางภูเขาด้านนั้นอีกที…”
รอจนหลังจากสำรวจลักษณะภูมิประเทศแล้ว เจียงซิ่วรุ่นถึงพูดยิ้มๆ ว่า “ตัวข้ามาที่นี่เป็นครั้งแรก ไม่คุ้นเคยกับผู้คนและเรื่องราว เอาอย่างนี้ดีกว่า รบกวนใต้เท้าเรียกเจ้าหน้าที่สูงๆ ของเขตอำเภอนี้มา คืนนี้ข้าจะเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงใต้เท้าทุกท่านที่โรงเตี๊ยมเอง”
อ่างเก็บน้ำที่จะสร้างขึ้นมีขนาดใหญ่ยักษ์ หากไม่สามารถทำให้เหล่าขุนนางในท้องที่เชื่อฟังแต่โดยดีได้ จะต้องเหมือนปีนต้นไม้หาปลา* อย่างไม่ต้องสงสัย สิ้นเปลืองเรี่ยวแรงไปมากมายแล้วยังไม่ได้รับคำชมอีก
สำหรับวิธีควบคุมและตักเตือนคนพวกนี้ก็ง่ายดายมาก แค่ตบหน้าสักฉาดหนึ่งแล้วค่อยให้พุทราเชื่อมสักลูก
นี่คือวิธีจัดการกับม้าพยศที่เจียงซิ่วรุ่นเรียนรู้มาจากเฟิ่งหลีอู๋
เป็นเช่น ‘น้ำใสเกินไปกลับไร้ปลา’ หากยืนกรานจะให้พวกเจ้าหน้าที่ทำงานอย่างหนัก แต่ไม่เห็นหนทางร่ำรวยล่ะก็ พวกเขาจะให้ความร่วมมืออย่างยินยอมพร้อมใจได้อย่างไร
ดังนั้นหลังจากตักเตือนบรรดาขุนนางและเจ้าหน้าที่ซึ่งก่อนหน้านี้สมคบคิดกับเมิ่งเซี่ยนเบียดบังเงินทองอย่างย่ามใจแล้วก็รับปากว่าภายในสามปีหลังจากสร้างคลองส่งน้ำ ราชสำนักจะลดภาษีการเกษตรในพื้นที่ลงครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือนี้บรรดาขุนนางและเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นสามารถจัดการได้เอง
ชั่วพริบตาบรรยากาศงานเลี้ยงก็มีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที หลังจากชนจอกสุราดื่มอย่างเป็นกันเองอยู่พักหนึ่ง เจียงซิ่วรุ่นก็แจกจ่ายภาพร่างการก่อสร้างให้เจ้าหน้าที่ทุกคน
เพียงแต่มีเจ้าหน้าที่ซึ่งปากไวใจตรงชี้ออกมาโดยตรงบนโต๊ะ “ใต้เท้าเจียง การสร้างนี้ของท่านไม่ว่าจะราบรื่นหรือไม่ แท้ที่จริงก็เกี่ยวข้องกับคนร่วมงานอย่างพวกเราที่นั่งอยู่เหล่านี้ไม่มากนัก ฮั่นหยางเป็นแหล่งกำเนิดของชาวบ้านที่ปลิ้นปล้อนเจ้าเล่ห์มาตั้งแต่โบราณ ก่อนหน้านี้กองโยธาทางน้ำก็เคยทำแผนการก่อสร้างที่นี่ ผลก็คือเนื่องจากระยะเวลาในการก่อสร้างกระชั้นชิดเกินไป เลยไปตำหนิชาวบ้านที่ถูกเกณฑ์แรงงานมา ผลลัพธ์ถึงกับบีบคั้นชาวบ้านให้กลายเป็นโจรภูเขากลุ่มหนึ่ง พวกนั้นออกสังหารเจ้าหน้าที่ปล้นชิงข้าวของ ก่อความวุ่นวายจนย่ำแย่!”
ฟังถึงตรงนี้ก็มีคนพูดต่ออีกว่า “นั่นสิ ระยะเวลาการก่อสร้างของท่านกระชั้นชิดเพียงนี้ ซ้ำยังไม่มีเงินค่าแรงปลอบขวัญพวกชาวบ้านอีก…เป็นไปได้ยากมากจริงๆ!”
เจียงซิ่วรุ่นยิ้มน้อยๆ และกล่าวว่า “ขอบคุณการเตือนสติของใต้เท้าทุกท่าน เรื่องเหล่านี้ปล่อยให้ข้าคิดหาวิธีการก็แล้วกัน”
แต่จะระดมแรงงานชาวบ้านกันอย่างไรนั้น เรื่องนี้ก็ยังเป็นปัญหาอยู่
เจียงซิ่วรุ่นแต่งเพลงพื้นบ้านที่ร้องง่ายเอาไว้เรียบร้อยแล้ว และจ้างพวกชาวบ้านให้ท่องจำจนร้องได้คล่องปาก เอาไปตีเกราะเคาะฆ้องร้องไปตามเขตชนบทในทุกๆ พื้นที่
เนื้อหาของเพลงก็คือหลังจากก่อสร้างอ่างเพื่อกักเก็บน้ำ พลังน้ำไหลเอื่อยสามารถเลี้ยงปลาเลี้ยงกุ้ง การทดน้ำเข้าที่นาโดยรอบก็ยิ่งสะดวกง่ายดาย ไม่ต้องกลัวน้ำท่วมมาจู่โจมฝังกลบผลผลิตอีกต่อไป
ความสามารถด้านวรรณศิลป์ของเจียงซิ่วรุ่นไม่ดี แต่ใช้ภาษาพูดทั่วไปแต่งออกมาเช่นนี้ยิ่งเข้าถึงคนได้มากกว่า ใจความก็กล่าวถึงความทุกข์ทรมานของชาวบ้านในท้องที่ทุกอย่าง
ต้องรู้ว่าน้ำท่วมภัยแล้งในท้องถิ่นเกิดขึ้นอยู่เสมอ ทรัพย์สมบัติและบ้านเรือนของชาวบ้านจำนวนมากแท้ที่จริงถูกน้ำกวาดทำลายจนพินาศ อีกทั้งกระแสน้ำในแม่น้ำใหญ่ถึงเพียงนั้นก็ไหลเชี่ยวกรากจับปลาได้ไม่ง่ายเลย ปลาที่จับมาล้วนถูกส่งไปขายที่ตลาดเพื่อแลกน้ำมันกับแป้ง เด็กน้อยมากมายเติบโตจนอายุห้าหกขวบแล้วก็ยังไม่รู้จักรสชาติของปลาเลย
เพลงพื้นบ้านเหล่านี้เมื่อฟังนานเข้า จิตใจของชาวบ้านก็เริ่มหวั่นไหวคล้อยตาม รู้สึกว่าหากดีถึงเพียงนั้นจริงๆ เหน็ดเหนื่อยออกแรงไม่กี่เดือนเพื่อแสวงหาความสุขให้ลูกหลานของตนเอง ก็ถือว่าไม่เสียทีที่ลำบากแล้ว
นอกจากนี้ยังเป็นช่วงเวลาที่ดี เพราะเป็นเวลาเสร็จสิ้นฤดูกาลเก็บเกี่ยวพืชผลที่วุ่นวายพอดี คนที่ว่างงานในแต่ละเขตอำเภอก็มีมากขึ้นเช่นกัน
เพียงแต่การเรียกเกณฑ์แรงงานครั้งนี้มีแค่แจกอาหาร ไม่มีการให้เงินค่าแรงงาน ตอนแรกเริ่มจึงมีเพียงคนแก่กับเด็กมากันไม่กี่คนเท่านั้น
เจียงซิ่วรุ่นกล่าวได้ว่าไม่มีท่าทางของขุนนางเลยแม้แต่น้อย เพียงเปลี่ยนมาสวมเสื้อตัวสั้นกางเกงขากว้างที่มีแต่ชาวบ้านในท้องถิ่นสวมใส่กัน และนำพวกชาวบ้านที่สมัครมาทำงานปีนขึ้นปีนลงสำรวจดูภูมิประเทศบริเวณที่จะก่อสร้างด้วยตนเอง
นอกจากนี้ยังนำพวกเขาไปดูกระบะทรายสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดย่อส่วน และให้บ่าวรับใช้ที่อยู่ด้านข้างใช้อ่างไม้รองน้ำเอาไว้ แล้วเทลงบนกระบะทรายทันทีเพื่อจำลองสถานการณ์ฝนตกอย่างรุนแรง
กระบะทรายมีทั้งหมดสองกระบะ กระบะหนึ่งเป็นอำเภอฮั่นหยางในขณะนี้ อีกกระบะหนึ่งเป็นอำเภอฮั่นหยางหลังจากก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแล้ว
ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านเหล่านี้จึงมองเห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าภายใต้สภาพการณ์ที่ไม่มีอ่างเก็บน้ำ เมื่อระดับน้ำใน ‘แม่น้ำใหญ่’ นอกตัวอำเภอเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนน้ำในแม่น้ำไหลเชี่ยวทะลักทลายเข้ามาในพื้นที่ ทั้งอำเภอก็จะกลายเป็นทะเลอันเวิ้งว้างกว้างใหญ่ ตุ๊กตาม้า วัว แพะ แม้แต่ตุ๊กตาทารกน้อยนุ่งผ้าอ้อมทำมาจากดินเผาที่ถูกวางไว้ในกระบะทรายล้วนลอยละล่องขึ้นๆ ลงๆ อยู่บนผิวน้ำ…
ผู้เฒ่าบางคนในหมู่ชาวบ้านเหล่านี้เคยผ่านประสบการณ์น้ำท่วมมาก่อน เมื่อเห็นสภาพนี้น่าจะกระตุ้นเรื่องเศร้าใจบางอย่างขึ้น ถึงกับสะอึกสะอื้นร่ำไห้ขึ้นมา
เจียงซิ่วรุ่นยื่นผ้าเช็ดหน้าให้กับผู้เฒ่าด้วยตนเอง แล้วก็โบกมือให้บ่าวรับใช้เทน้ำลงกระบะทรายอีกกระบะหนึ่ง…อ่างน้ำขนาดใหญ่ที่ดูแล้วไม่สะดุดตา รวมไปถึงคลองส่งน้ำทุกๆ สายที่นำไปสู่แม่น้ำใหญ่ ถึงกับทำให้น้ำในกระบะทรายนั้นสลายไปหมดอย่างรวดเร็ว ไร่นาของทุกคนทั้งสองฝั่งแม่น้ำล้วนมั่นคงปลอดภัย!
ความประณีตของการสร้างกระบะทรายนั้น ลักษณะภูมิประเทศและภูเขาล้วนเหมือนของฮั่นหยางทุกประการ ทำให้ผู้คนมองเห็นการทำงานของแผนการเก็บกักน้ำที่เปลี่ยนหายนะให้กลายเป็นไร้ภัยได้ตรงๆ
นอกจากจะดูเสียจนผู้คนเกิดจิตใจสั่นสะท้านด้วยความกลัวแล้ว ยังก่อให้เกิดความฮึกเหิมประหนึ่งวีรบุรุษขึ้นมาด้วย หากสามารถใช้เรี่ยวแรงอันน้อยนิดของตนอย่างสุดกำลัง ก็จะสามารถแก้ไขภัยใหญ่นี้ได้ ไยจะไม่ยินดีทำเล่า
ตามความเห็นของชาวบ้าน กระบะทรายนี้ยังมีประโยชน์ยิ่งกว่าการตีฆ้องร้องเพลงพื้นบ้านนั้นเสียอีก!
วันต่อมาบุรุษที่มาเกณฑ์แรงงานอยู่ๆ ก็เพิ่มมากขึ้นทันที เจียงซิ่วรุ่นยังคงนำพวกเขาไปดูการแสดงสาธิตที่กระบะทรายก่อนด้วยตนเองเหมือนเดิม
วันถัดมาไม่เพียงแค่บุรุษ ยังเริ่มมีเงาร่างของสตรีที่แต่งงานแล้ว รวมทั้งเด็กสาวอีกด้วย
หลังจากชาวบ้านเข้าใจประโยชน์ของการเก็บกักน้ำแล้วก็ต่างพากันอาสามาออกแรง
ยิ่งกว่านั้นขุนนางใหญ่ที่มาในคราวนี้ก็ไม่เหมือนกับพวกขุนนางที่มาก่อนหน้าเลย แม้ดูแล้วใต้เท้าเจียงอายุจะน้อยหน้าตาอ่อนเยาว์ แต่ก็ออกหน้าทำทุกเรื่องด้วยตนเอง ยิ่งเข้ากับชาวบ้านไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ผู้เฒ่าหรือผู้เยาว์ได้ทั้งหมด
บางครั้งใต้เท้าเจียงถึงขนาดควักเงินส่วนตัวซื้อหมูตัวใหญ่หลายตัว หลังจากเชือดปล่อยเลือดออกแล้ว ก็เคี่ยวรวมกันในหม้อใบใหญ่ ก็ไม่รู้ว่าใส่เครื่องปรุงอันใดไปบ้าง รัศมีหลายหลี่ล้วนสูดได้กลิ่นหอมฉุย
ตอนที่กินอาหาร ทุกคนสามารถแบ่งเนื้อได้คนละหนึ่งชิ้นใหญ่ กลิ่นหอมเช่นนั้นยังหอมกว่าหมูที่กินได้เฉพาะเวลาปีใหม่เสียอีก
เพื่อให้ได้กินเนื้อนี้คำหนึ่ง ถึงต้องทำงานหนักเป็นเดือนโดยไม่ได้ค่าจ้าง พวกชาวบ้านก็ยินยอมพร้อมใจแล้ว
เดิมทีคาดว่าการก่อสร้างต้องใช้เวลาถึงสองเดือนกว่า แต่ยังไม่ถึงหนึ่งเดือนก็เริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่างแล้ว
วันนี้เจียงซิ่วรุ่นยืนอยู่บนเขื่อนนำผู้คนทำการวัดขนาดพื้นที่อยู่ จู่ๆ ก็มีคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาทางด้านหลัง ชายหนุ่มที่เดินนำหน้าผู้นั้นเห็นเจียงซิ่วรุ่นตากแดดจนตัวดำ ใบหน้าผอมซูบ ก็มองดูอย่างตะลึงลานอยู่ครึ่งค่อนวัน จากนั้นขมวดคิ้วเหมือนกับโมโหอะไรบางอย่างขึ้นมาจริงๆ กล่าวว่า “อำเภอที่ยากจนข้นแค้นเพียงนี้ เขาก็เต็มใจปล่อยให้เจ้ามาทนความลำบากถึงที่นี่? นี่เขาเสียสติไปแล้วหรือ ยังจะใช้งานเจ้าอย่างเต็มที่อีก!”
เจียงซิ่วรุ่นรู้สึกว่าผู้มาใหม่พูดไม่ดี นางจึงขมวดคิ้วพูด วางตัวอย่างเหินห่าง “เหตุใดองค์ชายรองทรงแบ่งเวลาว่างมาที่นี่ได้”
เวลานี้เฟิ่งอู่เดินมาถึงตรงหน้าเจียงซิ่วรุ่นแล้ว และมองประเมินการแต่งกายที่ดูกลมกลืนกับชาวบ้านของนาง จากนั้นมองสำรวจสภาพการขุดอย่างวุ่นวายโดยรอบอีกครั้งหนึ่ง ในใจรู้สึกซับซ้อนอย่างที่สุด!
ตลอดทางที่มานี้เฟิ่งอู่ได้ยินเรื่องความสำเร็จของใต้เท้าเจียงผู้นี้มาไม่น้อยเลย
แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่สามารถเอาภาพของใต้เท้าเจียงผู้สงบนิ่งมั่นคงที่มีทั้งความสามารถและประสบการณ์ซ้อนทับเข้ากับภาพในความทรงจำของเขา…หญิงสาวงามหยาดเยิ้มผู้หยิ่งยโสที่สั่งให้เขาเทน้ำชาให้ผู้นั้น
บทที่ 118
เจียงซิ่วรุ่นเห็นเฟิ่งอู่ยืนนิ่งไม่พูดไม่จาก็กล่าวอย่างอดทน “โปรดทรงหลบหน่อย องค์ชายรองทรงขวางเชือกวัดพื้นที่ของกระหม่อมอยู่”
เฟิ่งอู่ก้มหน้ามองดูใต้เท้า ก่อนเห็นว่าเท้าเขาเหยียบเชือกทาสีน้ำมันเส้นหนึ่งอยู่ ดังนั้นจึงรีบยกเท้าออกทันที
เจียงซิ่วรุ่นก็ไม่สนใจเขา ยังคงสั่งการคนงานให้วัดพื้นที่ต่อไปอย่างมุ่งมั่น เพื่อจะได้สร้างวัวหินซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับวัดระดับน้ำ และตั้งเสาลงในอ่างเก็บน้ำได้อย่างเหมาะสม
เหล่าขุนนางที่ติดตามมาอยู่ด้านหลังเฟิ่งอู่กลับรู้สึกกระอักกระอ่วนทันที นึกในใจว่าใต้เท้าเจียงเป็นคนที่เฉลียวฉลาดมีไหวพริบคนหนึ่ง เหตุใดเห็นองค์ชายแล้วยังมีท่าทางเย็นชามากถึงเพียงนี้
บางคนที่รู้เรื่องราวทางโลกอย่างทะลุปรุโปร่งกลับนึกถึงเรื่องคอขาดบาดตายขึ้นมาได้ เวลานี้ราชสำนักแตกแยก ทั้งสองฝ่ายต่อสู้แย่งชิงกันอย่างดุเดือด ใต้เท้าเจียงผู้นี้คือคนที่ออกมาจากจวนรัชทายาท เป็นฝ่ายของรัชทายาท ส่วนองค์ชายรองได้รับความโปรดปรานเป็นพิเศษจากฮ่องเต้มากกว่า เป็นฝ่ายที่สนับสนุนฮ่องเต้
ส่วนพวกเขาที่ตั้งใจประจบเอาใจองค์ชายรองจะถูกมองว่าจงใจแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเพื่อยึดครองตำแหน่งหรือไม่เล่า จู่ๆ พวกเขาก็รู้สึกกังวลทันที ลอบร้องในใจว่าตายแน่แล้ว
แต่เฟิ่งอู่กลับแนบหน้ากับก้นเย็นๆ* ของเจียงซิ่วรุ่นจนชินแล้ว จึงไม่ใส่ใจแต่อย่างใด เพียงยืนอยู่ข้างๆ นาง แสดงท่าทางว่าปรารถนาจะขอความรู้อย่างยิ่ง เฝ้าถามเรื่องนั้นเรื่องนี้ไม่หยุด
ไม่นานนักก็ถึงเที่ยงวัน ควรจะกินอาหารกลางวันเสียที ช่วงหลายวันนี้กรมอากรในเมืองหลวงมักส่งเรือที่ขนธัญพืช น้ำมัน และผักต่างๆ มาที่ฮั่นหยางอยู่เป็นระยะๆ
ดังนั้นในพื้นที่ก่อสร้างหลายวันมานี้จึงได้กินของสดใหม่อย่างอุดมสมบูรณ์มากขึ้น
เดิมเฟิ่งอู่คิดว่าจะกินอาหารอย่างละเลียดกับเจียงซิ่วรุ่นสักมื้อหนึ่ง สองคนนั่งเข่าชนกันอยู่ในกระโจมเล็กๆ บนเนินเขา หันหน้าเข้าหากันเพื่อกินอาหาร ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ล้วนแสดงความคลุมเครือแบบหนึ่งออกมา
เขาในขณะนี้ไม่ได้คิดเลยแม้แต่น้อยว่าสตรีผู้นี้นับไปแล้วก็คือพี่สะใภ้ของเขา
ระหว่างฟ้าดินเหลือเพียงเขากับเจียงซิ่วรุ่นเท่านั้นถึงจะดี!
แต่เมื่อไป๋เฉี่ยนสาวใช้อัปลักษณ์คนนั้นของเจียงซิ่วรุ่นยกผักที่ต้มเสียจนเละหม้อหนึ่งมาวางไว้ตรงเบื้องหน้าเฟิ่งอู่ด้วยสีหน้าแฝงรอยยิ้มประหลาดพิกล เขาก็นึกถึงเรื่องที่ไม่น่าอภิรมย์ในอดีตขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ และเกิดความรู้สึกขยะแขยงอยากอาเจียนขึ้นมา ซึ่งไม่ว่าอย่างไรก็สะกดกลั้นไม่อยู่ หลังจากส่งเสียงอาเจียนแห้งๆ ออกมาสองคราแล้วก็ถลึงตาจ้องไป๋เฉี่ยนอย่างดุร้ายแวบหนึ่ง แล้วกล่าวลาไปด้วยใบหน้าบึ้งตึงทันที
รอจนองค์ชายรองจากไปไกลแล้ว เจียงซิ่วรุ่นก็ก้มหน้ามองดูผักเปื่อยเละแล้วถามอย่างอยากรู้ “กินเช่นนี้จริงๆ หรือ”
ไป๋เฉี่ยนยิ้มพูดว่า “ยังทำไม่เสร็จเลยเจ้าค่ะ นี่คือผักหวานที่ขนมาจากเมืองหลวง ผสมกับเนื้อวัวสับปรุงรสเรียบร้อยแล้ว อีกประเดี๋ยวใส่น้ำมันในหม้อให้ร้อนจัด แม่ครัวก็จะเติมแป้งเข้าไปในแกงข้นเนื้อ กินคู่กับขนมเปี๊ยะไส้เนื้อและผักเจ้าค่ะ” พูดจบนางก็ยกหม้อใหญ่ใบนั้นกลับเข้าไปในกระโจมซึ่งใช้รวมกลุ่มกันทำอาหาร
คนที่มาหาเรื่องจากไปแล้ว ข้างหูของเจียงซิ่วรุ่นก็ได้รับความสงบ สามารถตั้งโต๊ะตัวเล็กและดีดลูกคิดได้แล้ว
เนื่องจากนางเตรียมตัวมาอยู่ที่ฮั่นหยางนี้อย่างเต็มที่ และเป็นเพราะระดมชาวบ้านมาทำงานได้แล้ว ในด้านแรงงานจึงประหยัดเงินไปได้มากจริงๆ รวมกับระยะเวลาของการสร้างสั้นลง เงินที่ต้องใช้จ่ายจึงลดลงไปถึงครึ่งหนึ่ง กองการเกษตรเนื่องจากสะสมทรัพย์สินที่ได้จากภาษีหนอนไหม จึงสามารถจัดการค่าใช้จ่ายในการสร้างจนผ่านไปได้แล้ว
เพราะด้านอาหารการกินค่อนข้างอัตคัดขัดสน โชคดีที่มีข้าวกับแป้งมากมาย และยังมีข้าวของอีกมาก ซึ่งล้วนได้รับการเอื้อเฟื้อโดยกรมอากร จึงมีเสบียงให้ปรุงอาหารได้ไม่ขาด
แต่เจียงซิ่วรุ่นก็รู้ว่ากรมอากรไม่มีทางช่วยกองการเกษตรโดยไม่มีสาเหตุ น่าจะเป็นเพราะเฟิ่งหลีอู๋ออกหน้าจัดแจงและดูแลเรื่องเงินให้กับนางกระมัง
นับแต่นางมาที่ฮั่นหยาง มีเพียงตอนแรกเริ่มที่ได้รับจดหมายฉบับหนึ่งจากเฟิ่งหลีอู๋ สั่งให้นางกลับไปให้เร็วหน่อย อย่าได้เถลไถล
ในจดหมายเขียนด้วยคำที่ใช้พูดกันในยามส่วนตัว แต่จดหมายตอนที่เจียงซิ่วรุ่นตอบกลับไปกลับเป็นการรายงานต่อเจ้านาย มีภาษาที่เคร่งครัดเป็นทางการ บรรยายทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนเองทำหลังจากมาถึงฮั่นหยาง รวมทั้งแจ้งเรื่องที่นางกำลังจะทำอย่างละเอียด ทำให้ไม่สามารถจากไปได้จริงๆ
หลังจากส่งจดหมายทางการฉบับนี้ไปแล้ว ทางด้านรัชทายาทก็ไม่มีจดหมายเร่งให้นางกลับเมืองหลวงอีกเลย
เจียงซิ่วรุ่นรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องปกติอย่างมาก เฟิ่งหลีอู๋ไม่ว่าจะเป็นชาติก่อนหรือว่าชาตินี้ล้วนเป็นบุรุษที่ให้ความสำคัญกับการแสวงหาอำนาจทั้งสิ้น
หากนางรายงานต่อรัชทายาทให้กระจ่างแจ้งว่าตนเองไม่ได้หลบอยู่ที่ฮั่นหยางเพื่อระบายโทสะแต่อย่างใด และถ้าสร้างผลงานได้สำเร็จ รัชทายาทก็จะให้ความสำคัญกับงานบ้านเมืองได้อย่างสบายใจ ไม่มีทางรบกวนเรื่องงานชลประทานที่ฮั่นหยางเป็นแน่
ขบวนเรือที่ลำเลียงข้าวของมาส่งหลังจากนั้นก็ยืนยันได้ว่ารัชทายาทพอใจกับผลงานด้านการปกครองของตนเอง ดังนั้นเจียงซิ่วรุ่นจึงปักหลักอยู่ที่นี่ได้ในที่สุด นางใคร่ครวญว่าจะอยู่นานขึ้นอีกประมาณหนึ่งหรือสองเดือน นอกจากนี้งานสร้างคลองส่งน้ำไม่ได้มีที่ฮั่นหยางแค่ที่เดียว หลังจากนี้นางยังสามารถอยู่ในพื้นที่อื่นเพื่อควบคุมงานสร้างเช่นนี้ต่อไปได้อีก
ความรักระหว่างชายหญิงจะล้ำค่าก็เพราะได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา เวลานี้นางกับรัชทายาทอยู่ด้วยกันน้อย อยู่ห่างไกลกันสุดหล้าฟ้าเขียวมากกว่า ความรักย่อมจืดจางดุจควันเมฆ
อันที่จริงขอเพียงรัชทายาทไม่เอาแต่ยึดติดอยู่กับนาง การอยู่ร่วมกันแบบเจ้านายกับขุนนางเช่นนี้ ถึงจะเป็นวิถีของผู้ปกครองอย่างแท้จริง และก่อนนางจากเมืองหลวงมา ได้ถือโอกาสเลือกซื้อข้าวของที่จะใช้ระหว่างทางเพื่อฝากข้อความไว้ที่ร้านของจีอู๋เจียงแล้ว
ในพื้นที่สร้างอ่างเก็บน้ำที่ฮั่นหยางเนื่องจากมีคนงานไปๆ มาๆ เป็นจำนวนมาก นางจึงได้ลอบติดต่อกับคนที่จีอู๋เจียงส่งมาอยู่หลายครั้ง…เมื่อคิดถึงตรงนี้ใจของเจียงซิ่วรุ่นก็มั่นคงขึ้นบ้างแล้ว
คนเราเมื่อมีทิศทางที่คิดมุ่งไปแล้วก็จะไม่สับสนงุนงงอีก ถึงแม้ทุกวันจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเพียงใด แต่เจียงซิ่วรุ่นกลับรู้สึกว่าชีวิตของนางมีความสุขและเป็นอิสระกว่าตอนที่ต่อกรกับเหล่าชายารองและอนุภรรยาผู้สูงศักดิ์เต็มเรือนในเมืองลั่วอันเป็นอย่างมาก
นางคำนวณบัญชีอยู่ครู่หนึ่ง กลิ่นหอมของขนมเปี๊ยะไส้เนื้อกับผักก็ลอยมาจากในกระโจมเล็กหลังนั้นแล้ว
อยู่ในพื้นที่ก่อสร้างที่ฮั่นหยางนานวันเข้า เจียงซิ่วรุ่นก็ยิ่งไม่เหมือนบุตรสาวอ๋องมากขึ้นทุกที เวลาที่กินข้าวถึงกับค่อยๆ เลียนแบบธรรมเนียมของชาวบ้านในท้องถิ่นไปทีละนิดๆ นางเลือกเนินเขาที่มีพื้นที่สูงหน่อย แล้วนั่งขัดสมาธิบนก้อนหินใหญ่ที่ราบเรียบก้อนหนึ่ง ในมือถือชามไม้กับตะเกียบไม้ไผ่ คีบขนมเปี๊ยะไส้เนื้อกับผักแล้วก็กินลงไป
ขนมเปี๊ยะไส้เนื้อกับผักรสชาติอร่อยมาก เพียงแต่ใส่เกลือมากไปหน่อย เจียงซิ่วรุ่นกินไปครึ่งหนึ่งก็รู้สึกกระหายน้ำอยู่บ้าง จึงตะโกนเรียก “เฉี่ยนเอ๋อร์ น้ำเต้าหู้ที่ต้มเมื่อเช้ายังมีอยู่หรือไม่ ยกมาให้ข้าหน่อย”
ในเวลานี้เองพลันมีคนส่งถุงหนังใส่น้ำขนาดกะทัดรัดที่ทำจากหนังวัวฝังอัญมณีมาให้นางใบหนึ่ง
นี่เป็นของหายากที่ไม่พบเห็นได้ในเขตพื้นที่ฮั่นหยาง!
เจียงซิ่วรุ่นเงยหน้าและหันกลับไปมองอย่างประหลาดใจ ก่อนเห็นเฟิ่งหลีอู๋ที่สวมเสื้อคลุมขนสัตว์สีดำยืนอยู่ด้านหลังนาง
เขาก็เป็นแบบเดียวกับเฟิ่งอู่ก่อนหน้านี้ คือมองดูผิวหนังที่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มของนาง แล้วก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
เห็นนางตะลึงลานไม่รับถุงหนังใส่น้ำสักที เฟิ่งหลีอู๋ก็เปิดจุกให้เสียเลย แล้วยื่นถุงหนังไปถึงปากของนาง
เจียงซิ่วรุ่นเพิ่งได้สติกลับมา นางรีบวางชามกับตะเกียบลงทันที แล้วรับถุงหนังใส่น้ำมา ก่อนจะคำนับเฟิ่งหลีอู๋แล้วพูดว่า “รัชทายาทเสด็จมาที่นี่ เหตุใดทรงไม่ส่งคนมาแจ้งสักคำล่ะเพคะ”
เฟิ่งหลีอู๋ไม่ได้เห็นคนตรงหน้าผู้นี้มาเดือนกว่า ความคิดถึงภายในใจท่วมท้นไปทั้งอกอยู่นานแล้ว แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเมื่อได้เห็นนางจริงๆ แล้ว นางกลับเหมือนกับที่แจ้งมาในจดหมายนั่นมิผิดเพี้ยน คือทำตัวเย็นชาห่างเหิน พูดจาเป็นทางการ ทำให้เขาหนาวสะท้านเข้าไปถึงก้นบึ้งของหัวใจแล้ว
อันที่จริงตลอดเวลาที่เฟิ่งหลีอู๋ไม่ได้มาที่นี่ก็เพราะมีสาเหตุบางอย่าง
ตอนแรกเริ่มเขาเขียนจดหมายเร่งให้เจียงซิ่วรุ่นกลับเมืองหลวง นางกลับตอบด้วยจดหมายที่เย็นชาห่างเหินและเกรงอกเกรงใจมากฉบับหนึ่ง ทำให้เขาโมโหจนแทบระเบิดอารมณ์แล้วจริงๆ
ยอมอดทนอดกลั้นให้นางเสียทุกอย่าง แต่นางกลับยิ่งทำตัวกำเริบเสิบสานมากขึ้นแล้วจริงๆ!
ในตอนที่เฟิ่งหลีอู๋เตรียมยกพู่กันว่านางให้รีบไสหัวกลับมาเร็วๆ หน่อย เอกสารม้วนหนึ่งของกองราชทัณฑ์กลับส่งมาถึงแล้ว
เอกสารนี้ก็คือคดีที่เจียงจือจับสายลับแคว้นปอคนนั้นส่งทางการนั่นเอง
ถึงแม้ตอนแรกที่สอบสวนสายลับจะให้การอย่างคล่องแคล่ว แต่กลับมีแต่คำโกหก เมื่อซักถามอย่างละเอียดอีกที สายลับคนนั้นก็ไม่เปลี่ยนคำพูด
ตามความคิดเห็นของเสนาบดีกรมอาญา คดีนี้ก็สามารถตัดสินลงโทษและปิดคดีได้แล้ว
แต่จี้ปิ่งหลินซึ่งรับหน้าที่ดูแลคดีนี้กลับไม่ทำอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าและไม่ยอมปิดคดี ถึงกับส่งคนไปที่แคว้นปอเพื่อตรวจสอบตามคำสารภาพของสายลับคนนั้น
การแกะรอยตลอดทางนี้ได้สาวไปถึงต้นตอ ถึงกับตรวจสอบได้ว่าคนผู้นี้ก็คือบ่าวรับใช้ของสกุลเซิน เรื่องราวต่อจากนั้นก็ค่อนข้างวุ่นวายมาก
เซินยงเมื่ออยู่ต่อหน้าทูตของต้าฉีก็ปั้นหน้าบริสุทธิ์ใสซื่อ พูดตรงๆ ว่าตนเองก็ไม่รู้ว่าบ่าวในบ้านของตนเองเหตุใดต้องไปที่แคว้นต้าฉีเพื่อรับบุตรชายอ๋องคนโตกลับมา ส่วนทางด้านจีอู๋เจียงที่รับหน้าที่ต้อนรับทูตต้าฉีก็ไม่ใช่ธรรมดาเหมือนกัน ถึงกับจับบุตรกับภรรยาของสายลับคนนั้นมาทั้งหมด ให้ทูตต้าฉีพากลับแคว้นไปด้วย ให้เผชิญหน้ากับสายลับคนนั้น
สุดท้ายสายลับคนนั้นเห็นบุตรกับภรรยาถูกพากลับมาที่ต้าฉีด้วย จึงหลั่งน้ำตาเนืองนองทันที ไม่ปากแข็งอีกต่อไป และสารภาพอย่างซื่อตรงว่าเป็นแผนการของเซินยงที่บงการให้เขาปลอมถ้อยคำของอ๋องแคว้นปอ หลอกเจียงจือผู้นั้นพากลับแคว้น จากนั้นให้สังหารทิ้งระหว่างทาง
ส่วนตอนที่เขาถูกจับแล้วปฏิเสธไม่ยอมรับคำพูดของเจียงจือ ทุกอย่างเป็นเพราะเซินยงจับคนในครอบครัวเขามาขู่เข็ญ เตือนว่าจะต้องพูดใส่ร้ายเมื่อถูกจับได้
จี้ปิ่งหลินรู้สึกว่าไต่สวนถึงตรงนี้ถึงนับว่าน้ำลดตอผุด ความจริงกระจ่างแล้ว ดังนั้นจึงมอบให้เสนาบดีกรมอาญาปิดคดี จัดการเรียบเรียงออกมาเป็นเอกสาร แล้วคัดลอกอีกชุดหนึ่งส่งไปที่จวนรัชทายาท
สรุปก็คือวันที่ได้รับเอกสารนั้น จวนรัชทายาทนับว่าประหยัดอาหารไปหนึ่งปาก เพราะเฟิ่งหลีอู๋ไม่ได้กินข้าวแม้แต่เม็ดเดียวตลอดทั้งวัน
เขานั่งเหม่ออยู่ในห้องหนังสือ ในสมองหวนคิดถึงสภาพของเจียงซิ่วรุ่นที่หลั่งน้ำตาสะอื้นไห้ยอมรับผิดต่อหน้าเขาในวันนั้นอยู่ตลอดเวลา
เขาในเวลานั้นถึงกับปักใจเชื่อว่าเป็นเพราะนางอาศัยความรักใคร่โปรดปรานจึงกล้าวางแผนลับหลัง หลังจากถูกมองแผนการออกก็ร่ำไห้ขอให้ยกโทษอย่างเอาแต่ใจ น่าขันที่ในตอนนั้นเขายังหยิ่งยโสไม่ยอมตกอยู่ใต้อำนาจของหยดน้ำตาใสราวกับแก้วผลึกของนางที่กำลังไหลร่วงริน
เวลานี้คิดแล้วเจียงซิ่วรุ่นของเขาได้รับความอยุติธรรมจนถึงขั้นใดกันเล่า จนสุดท้ายถึงกับยอมรับผิดและขอความเมตตาจากเขาอย่างนอบน้อมถึงเพียงนั้น…
ภาพนั้นวนเวียนอยู่ในสมองของเฟิ่งหลีอู๋นับครั้งไม่ถ้วน แต่ละครั้งล้วนทิ่มแทงจนเฟิ่งหลีอู๋เจ็บปวดใจอย่างยิ่ง
หลังกองราชทัณฑ์ตรวจสอบคดีนี้อย่างละเอียด เขาย่อมจะเข้าใจสาเหตุของเรื่องราว เมื่อคิดอย่างละเอียดก็คือแคว้นปอแห่งนั้นเหมือนกับหลุมไฟ จะเป็นไปได้อย่างไรที่เจียงซิ่วรุ่นจะเป็นฝ่ายติดต่อกับขุนนางเก่าแก่เพื่อกลับไป กลับเป็นชายาเซินกับเซินยงนั่นที่น่าชังนัก ถึงกับมีเจตนาชั่วร้ายแอบซ่อนไว้ แล้วคว่ำถังอุจจาระ* ไว้บนตัวของพวกเจียงจือสองพี่น้อง
ที่น่าแค้นที่สุดก็คือเหตุใดตอนนั้นเขาถึงเกิดความสงสัยขึ้นมา แล้วเชื่อว่าเจียงซิ่วรุ่นอยากไปจากเขา ลอบวางแผนอย่างเจ้าเล่ห์
ส่วนที่ว่าเหตุใดเจียงซิ่วรุ่นจึงกล้ำกลืนความไม่เป็นธรรมยอมรับผิดเอาไว้ นั่นก็เข้าใจได้ไม่ยาก
ในที่สุดเฟิ่งหลีอู๋ก็ตระหนักได้แล้ว การที่สตรีนางนั้นเอาอกเอาใจเขาอย่างระมัดระวังไปทุกที่ เบื้องหลังนั้นซ่อนจิตใจที่เคารพยำเกรงเขาไว้มากเพียงใด
นาง…แท้ที่จริงแล้วรักเขามากขึ้น…หรือว่ากลัวเกรงเขามากขึ้นกันแน่
ในชีวิตที่ผ่านมาเฟิ่งหลีอู๋ทำเรื่องราวใดไม่เคยมองย้อนกลับไป ยิ่งไม่เคยยอมรับผิดอย่างจริงใจต่อผู้คนมาก่อน แต่ครั้งนี้หลังตำหนิชายารองตัวน้อยของเขาไปก็รู้ตัวว่าทำผิดไปแล้ว ตลอดเวลาเขาจึงค่อนข้างกินนอนไม่เป็นสุข
ดังนั้นการที่เจียงซิ่วรุ่นออกจากเมืองหลวงไปอย่างขุ่นเคืองใจก็มีคำอธิบายที่ดีมาก นางได้รับความไม่เป็นธรรมมากมายถึงปานนั้น ในใจจะไม่เสียใจได้อย่างไรกัน
ชั่วขณะนั้นเฟิ่งหลีอู๋ยังคิดไม่ออกว่าจะเกลี้ยกล่อมให้เจียงซิ่วรุ่นกลับเมืองหลวงอย่างไรดี ได้แต่ส่งคนไปสอบถามถึงสถานการณ์ล่าสุดของนางกับสถานการณ์ของการสร้างอ่างเก็บน้ำที่ฮั่นหยางเป็นการลับ
ว่ากันตามจริง ตอนนั้นถึงแม้เขาจะมอบงานให้กับเจียงซิ่วรุ่น แต่ในใจไม่เคยเชื่อเลยว่านางจะสร้างผลงานออกมาได้มากมายสักเท่าใด ประมาณว่าก็แค่มอบกำลังคนที่มีความสามารถให้นางบ้างเท่านั้นเอง เมื่อมีผู้ช่วยคอยช่วยจัดการงานแล้ว คิดว่าก็คงไม่เกิดความผิดพลาดมากมายอะไร
แต่หลังจากได้ฟังองครักษ์ที่ติดตามอยู่ข้างกายนางรายงานอย่างละเอียดแล้ว ในฐานะที่เฟิ่งหลีอู๋เป็นทายาทราชบัลลังก์ของแว่นแคว้นหนึ่ง ก็ต้องยอมรับว่าในหมู่ขุนนางบุ๋นบู๊เต็มราชสำนัก เมื่อนับขึ้นมาแล้วก็มีไม่กี่คนเท่านั้นที่มีความสามารถในการประสานงานได้อย่างคล่องแคล่วเหมือนอย่างเจียงซิ่วรุ่น
หากไม่ไปคิดถึงร่างกายที่เป็นสตรีของนาง นี่ก็คือคนที่พร้อมจะเป็นขุนนางโดยแท้!
เมื่อคิดเช่นนี้ ในใจเฟิ่งหลีอู๋ก็ยิ่งไม่สบายใจโดยไม่ทราบสาเหตุ
เดิมคิดว่าหลังจากผ่านไปหนึ่งเดือนนางก็จะกลับเมืองหลวง ดังนั้นเฟิ่งหลีอู๋จึงส่งข้าวของให้นางครั้งละหนึ่งลำเรืออย่างเงียบๆ ถือว่าช่วยแก้ไขความกังวลในภายหลังแทนนาง จะได้สามารถทุ่มเทจิตใจทำงานได้อย่างเต็มกำลัง
ด้วยสติปัญญาอันเฉลียวฉลาดของนางจะไม่เข้าใจได้อย่างไรว่านี่คือเขาเป็นฝ่ายแสดงเจตนาดีต่อนาง เฟิ่งหลีอู๋รู้สึกว่าเมื่อนางหายโกรธก็จะกลับมาเอง
คิดไม่ถึงเลยว่าผ่านไปหนึ่งเดือนแล้วนางก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะกลับมา เฟิ่งหลีอู๋ทนไม่ไหวอีกต่อไปจึงมาหาด้วยตนเองแล้ว
* อีการ้องดาวร่วง หมายถึงหนาวเย็นและเงียบเหงาวังเวง เป็นการถ่ายทอดภาพยามค่ำคืนในฤดูใบไม้ร่วงที่เงียบสงัด
* ปีนต้นไม้หาปลา หมายถึงใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้
* มาจากสำนวน ‘เอาหน้าร้อนๆ ไปแนบก้นเย็นๆ’ หมายถึงถูกหมางเมินหรือเย็นชาใส่
* คว่ำถังอุจจาระ หมายถึงใส่ร้ายป้ายสี โยนความผิดให้คนอื่น
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 26 มิ.ย. 69
Comments
comments
No tags for this post.