X
    Categories: กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้นทดลองอ่านมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น บทที่ 119-121

หน้าที่แล้ว1 of 10

บทที่ 119

ไม่เห็นก็ยังดี แต่เมื่อมาถึงฮั่นหยางแล้วเห็นสภาพที่เจียงซิ่วรุ่นนั่งขัดสมาธิบนเนินเขากินขนมเปี๊ยะไส้เนื้อกับผัก เฟิ่งหลีอู๋ก็รู้สึกจริงๆ ว่าหัวใจของเขาถูกบิดอย่างรุนแรงทันที

ทันใดนั้นก็ไม่คำนึงถึงเรื่องใครเอ่ยปากก่อนเพื่อรักษาหน้าอีกแล้ว พอได้ยินนางร้องเรียกด้วยความกระหายน้ำ เขาก็ยื่นถุงหนังใส่น้ำของตนเองไปให้นางทันที

เจียงซิ่วรุ่นไม่รู้ว่าวันนี้ในปฏิทินดวงชะตาเป็นอย่างไรกันแน่ พวกองค์ชายถึงพากันมาปรากฏตัวบนพื้นที่สร้างอ่างเก็บน้ำฮั่นหยางโดยไม่ได้นัดหมายกัน โดยเฉพาะรัชทายาทที่มาครั้งนี้ นางไม่ได้รับการแจ้งใดๆ ทั้งสิ้น ทำให้นางรับมือไม่ทันจริงๆ

ดังนั้นจึงได้แต่คำนับรัชทายาทอย่างเคารพนอบน้อม และถามเขาไปด้วยว่าที่มาในครั้งนี้เพื่อตรวจราชการอย่างไม่เป็นทางการใช่หรือไม่

น่าเสียดาย ยามนี้เฟิ่งหลีอู๋มองดูสภาพที่นางนั่งกินข้าวกลางแจ้งอย่างเหนื่อยล้าแล้วเขาก็เหลือเพียงความเจ็บปวดใจ แต่ก็ชิงชังความดื้อรั้นของนางยิ่งกว่า ที่นางยินดีทนความลำบากอยู่ที่ฮั่นหยาง ก็ไม่ยอมอธิบายถึงความอยุติธรรมที่นางได้รับในวันนั้นกับเขา

ดังนั้นเขาจึงไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว เอาแต่จ้องนางเขม็ง

กลับเป็นไป๋เฉี่ยนที่อยู่ข้างๆ รู้สึกสงสารเจ้านายของตนเอง จึงย่อกายคำนับรัชทายาทอย่างไม่ค่อยจะเกรงใจนัก แล้วกล่าวว่า “รัชทายาทเสด็จมาทันเวลาอาหารพอดีเลยเพคะ เมื่อเช้าใต้เท้าเจียงก็ไม่ได้กินข้าว คาดว่าตลอดทางที่รัชทายาทรีบเสด็จมาก็คงยังไม่ได้เสวยเช่นกัน ทรงต้องการเสวยขนมเปี๊ยะไส้เนื้อกับผักที่เป็นอาหารพิเศษของฮั่นหยางสักหน่อยหรือไม่เพคะ”

เมื่อเฟิ่งหลีอู๋ได้ยินว่าเจียงซิ่วรุ่นเพิ่งจะกินอาหาร ในที่สุดก็เอ่ยปากว่า “เอามาให้ข้าสักหน่อย”

ในเมื่อรัชทายาทต้องการกินอาหารด้วย ย่อมไม่อาจเชิญให้เขานั่งยองๆ อยู่บนกองหินกัดแทะขนมเปี๊ยะได้

ดังนั้นเจียงซิ่วรุ่นจึงเชิญเฟิ่งหลีอู๋เข้าไปในกระโจมหลังเล็กที่ด้านข้าง และใช้ที่ปัดฝุ่นซึ่งทำจากขนหางม้าปัดฝุ่นที่เกาะอยู่บนเสื่อ จากนั้นก็เชิญรัชทายาทนั่งลงเพื่อกินอาหาร

นอกจากขนมเปี๊ยะไส้เนื้อกับผักแล้ว ยังยกหม้อดินเผาใบเล็กมาเพิ่มด้วย ข้างในคือกระดูกที่เราะออกมาจากเนื้อต้ม หลังจากทุบให้แตกแล้วก็ต้มเอาไขกระดูกออกมาอีกที ปรุงรสด้วยเกลือกับต้นหอมซอย กินกับขนมเปี๊ยะกำลังอร่อย

ตอนที่นั่งประจันหน้ากับเจียงซิ่วรุ่นที่กำลังดื่มน้ำแกงอยู่นั้น เฟิ่งหลีอู๋พลันตระหนักได้ว่าตนเองถึงกับไม่ได้กินอาหารแล้วมีรสชาติอร่อยมานานแล้ว

นับตั้งแต่นางจากมา เวลาที่เขากินอาหารก็ไม่มีใครยิ้มหวานได้อย่างถูกจังหวะ อธิบายข้อดีของอาหารและน้ำชาอย่างละเอียด หรือการปรุงอาหารอย่างพิถีพิถันอีกต่อไป ดูเหมือนว่าทุกมื้อล้วนมีรสชาติเหมือนตอนที่นางยังไม่ได้เข้ามาอยู่ในจวน…ช่างจืดชืดไร้รสชาติ แค่ทำให้อิ่มท้องเท่านั้นเอง

วันเวลาเช่นนี้ หากมีเวลาสิ้นสุดเขาก็ยังพอทนได้ แต่ขณะนี้เห็นอยู่ว่านางไม่ยอมกลับจวนมาโดยตลอด ก็ช่างทรมานเสียจนทำให้เขาทนรับไม่ไหวแล้ว

จากฟุ่มเฟือยสู่ประหยัดทำได้ยาก* ก็น่าจะเป็นเช่นนี้เอง

บุตรสาวปออ๋องผู้นี้ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงนิสัยของเขาไปมากมายโดยไม่รู้ตัว ยิ่งทำให้เขาไม่อาจไปจากนางได้

แต่ชั่วเวลานี้ ในพื้นที่ก่อสร้างที่ลมผ่านได้รอบด้านแห่งนี้ ได้กินขนมเปี๊ยะไส้เนื้อกับผักและน้ำแกงร้อนๆ ที่ทำอย่างง่ายๆ คอยจ้องมองปากของนางที่กำลังกัดกินอาหารอย่างงามสง่า เขาก็กินอย่างเอร็ดอร่อยมีความสุขไปหมด

เฟิ่งหลีอู๋ไม่อาจทนได้แล้วจริงๆ เขาอยากพานางกลับไปเมืองหลวงทันที

เรื่องที่แต่เดิมก่อนหน้านี้ตั้งใจว่าจะไม่พูดถึงก็หลุดออกมาอย่างไม่รู้ตัว

“เรื่องสายลับแคว้นปอนั้นได้ตรวจสอบอย่างกระจ่างแล้ว ไม่ได้เกี่ยวกับพวกเจ้าสองพี่น้องเลย ตอนนั้น…ที่ข้าตำหนิเจ้านับว่าทำผิดไปแล้ว”

เจียงซิ่วรุ่นเงยหน้ามองเฟิ่งหลีอู๋อย่างประหลาดใจทันที

มุมปากของรัชทายาทหนุ่มเม้มจนตึงแน่น เห็นได้ว่าไม่คุ้นเคยกับการเป็นฝ่ายขอโทษสตรีก่อน

เจียงซิ่วรุ่นถามตนเองแล้วตัดสินใจว่าจะเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่เข้าอกเข้าใจผู้อื่นเป็นอย่างดี จึงย่อมต้องให้บันไดลงกับเฟิ่งหลีอู๋อย่างทันท่วงที โดยการเติมน้ำแกงลงในชามเปล่าให้กับรัชทายาท และกล่าวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด รัชทายาททรงปฏิบัติต่อผู้คนอย่างพระทัยกว้าง ถึงแม้ตอนนั้นจะทรงเข้าพระทัยผิดว่าหม่อมฉันลอบติดต่อกับแคว้นปอ ก็ยังทรงให้อภัยอย่างพระทัยกว้างเช่นกันมิใช่หรือเพคะ พระทัยกว้างของรัชทายาททำให้จิตใจของผู้คนเกิดความรู้สึกรักเคารพประหนึ่งบุตรน้อย…”

เฟิ่งหลีอู๋คร้านจะฟังนางประจบประแจงอย่างปากไม่ตรงกับใจ จึงพูดเพียงว่า “หากเจ้าไม่ถือสา เหตุใดจึงไม่กลับเมืองหลวง”

เจียงซิ่วรุ่นยิ้มฝืดฝืนพลางชี้ๆ พื้นที่ก่อสร้างโดยรอบ “รัชทายาทก็ทอดพระเนตรเห็นอย่างชัดแจ้ง หลังจากหม่อมฉันมาที่นี่แล้ว ทั้งวันทั้งคืนล้วนทุ่มเทสติปัญญาจนสุดกำลังเพื่อสร้างอ่างเก็บน้ำ ไม่มีทางกล้าเนรคุณต่อพระเมตตาของพระองค์ ยิ่งไม่กล้าใส่อารมณ์กับรัชทายาทโดยเด็ดขาดเพคะ!”

วาจานี้ถูกต้องตามหลักเหตุผล หาที่ผิดไม่ได้เลย

หากเจียงซิ่วรุ่นเป็นแบบเดียวกับเมื่อก่อนที่รู้สึกไม่เป็นธรรมก็ต้องหลั่งน้ำตา หรือไม่ก็จ้องเขาด้วยสีหน้าอับอายระคนเคียดแค้นจนหยิกใบหน้าของเขา…สรุปคือไม่ว่าอย่างไรก็ได้ทั้งสิ้น เฟิ่งหลีอู๋ก็จะรู้สึกว่าเรื่องนี้ได้ผ่านไปแล้วอย่างสบายๆ

แต่ท่าทางเข้าอกเข้าใจผู้อื่นเป็นอย่างดีราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นของนางกลับทำให้เขายากจะบอกได้ว่านางไม่ถือสาจริงๆ หรือว่าเป็นอย่างอื่น…

ทว่าเฟิ่งหลีอู๋ไม่ใช่คนที่ใส่ใจกับเรื่องจุกจิกหยุมหยิมมาแต่ไหนแต่ไร วาจาในทำนองการขอโทษนี้ก็ได้พูดออกไปแล้ว อีกทั้งก็เหมือนกับที่เจียงซิ่วรุ่นพูด คือเขาไม่ได้ตัดสินโทษเจียงจือกับนางว่ามีความผิดแต่อย่างใด ไม่จำเป็นต้องพัวพันวุ่นวายกับเรื่องนี้อีกต่อไป

หลังจากลาดตระเวนตรวจดูคลองกับอ่างเก็บน้ำพอเป็นพิธี เฟิ่งหลีอู๋ก็ตัดสินใจว่าการก่อสร้างที่นี่ไม่จำเป็นต้องให้หัวหน้ากองการเกษตรมาจัดการด้วยตนเอง ขอเพียงทิ้งเจ้าหน้าที่ซึ่งมีความสามารถเอาไว้ให้จัดการงานจนจบก็ใช้ได้แล้ว

ต่อจากนั้นก็สั่งให้เจียงซิ่วรุ่นเก็บสัมภาระให้เรียบร้อย แล้วกลับไปเมืองหลวงพร้อมกับเขา

เพียงแต่ตอนที่กำลังเก็บสัมภาระในคืนนั้น องค์ชายรองก็พาผู้ติดตามเดินเตร็ดเตร่เข้ามา

เดิมทีเขาเตรียมจะอ้างว่ามาขอคำแนะนำเกี่ยวกับการชลประทาน แล้วจะเชื้อเชิญคนงามไปเดินเล่นที่สระน้ำใกล้ๆ นี้ คิดไม่ถึงว่ามาด้วยความตื่นเต้นดีใจ กลับเห็นพี่ชายตนเองนั่งอยู่บนก้อนหินใหญ่ในลานเรือนมองดูเจียงซิ่วรุ่นตักน้ำร้อนมาล้างหน้า

นี่จะไม่ให้ผิดหวังมากได้อย่างไร

ยิ่งกว่านั้นทั้งสามคนมาอยู่ในที่เดียวกัน ชั่วขณะนั้นลานเรือนที่นับได้ว่ากว้างพลันแน่นขนัดไปในทันที

องค์ชายสองพี่น้องต่างสวมใส่ชุดลำลองมาเยี่ยมคนงาม ไม่ว่าใครก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมาถึงตั้งแต่เมื่อใด พริบตานั้นใบหน้าของแต่ละฝ่ายต่างบิดเบี้ยวอย่างบอกไม่ถูก

เฟิ่งหลีอู๋เอ่ยปากก่อนอย่างเย็นชา “น้องรองมาถึงตั้งแต่เมื่อใด เหตุใดไม่คำนึงถึงพิธีรีตองบุกเข้ามาในเรือนของหัวหน้ากองเจียงเช่นนี้”

เฟิ่งอู่ในขณะนี้ก็ได้สติกลับมาแล้ว จึงเลิกคิ้วขึ้นครึ่งหนึ่ง กล่าวอย่างมีนัยแอบแฝง “ในเมื่อเป็นเรือนของหัวหน้ากองเจียง ก็ถือเป็นบุรุษด้วยกัน ยังต้องหลีกเลี่ยงด้วยหรือไร”

เฟิ่งหลีอู๋พูดช้าๆ ว่า “เรือนของหัวหน้ากองเจียงจำต้องรบกวนองค์ชายรองให้หลีกเลี่ยงแล้วจริงๆ”

แม้ขณะนี้เฟิ่งอู่จะตกเป็นรองเฟิ่งหลีอู๋ชั่วคราว แต่เรื่องการตีฝีปากไม่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากขุนนางเก่าแก่ก็สามารถประชันขันแข่งกับพี่ชายได้ เขายิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “อ้อ ในกำหนดการอันยุ่งเหยิงของรัชทายาทยังยอมแบ่งเวลามาชนบทที่ยากจนนี้เพื่อยุ่งกับเรื่องของผู้ใต้บังคับบัญชาได้ ได้ยินว่าเรื่องดีงามของท่านกับบุตรีสายตรงของสกุลหยางแม่นางหรูซวี่ใกล้เข้ามาแล้ว น่าจะมีธุระยุ่งมากสินะ”

เฟิ่งหลีอู๋จะไม่รู้ถึงเจตนาชั่วร้ายของเฟิ่งอู่ได้อย่างไร ถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมาต่อหน้าเจียงซิ่วรุ่น!

แม้เหล่าขุนนางจะพยายามแนะนำอย่างสุดกำลังให้เขารับบุตรีสายตรงสกุลหยางเป็นภรรยา ในท้องพระโรงเวลานี้ภายใต้สถานการณ์ที่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย นี่ก็คือตัวเลือกที่ดีที่สุด อีกทั้งก่อนหน้านี้เมื่ออนุภรรยาหลายคนเข้าจวน ท่าทีของเจียงซิ่วรุ่นก็ไม่ค่อยมากนัก ถึงขนาดยังเป็นสหายที่ดีกับเถียนจิ้งเอ๋อร์ผู้นั้นได้ด้วย

แค่แต่งสตรีสกุลหยางเข้าจวนอีกคนหนึ่ง เขาไม่รู้สึกแม้แต่น้อยว่าเจียงซิ่วรุ่นจะมีอาการตอบสนองอะไรใหญ่โตมากเกินไป ไม่ว่าเขาจะแต่งกับใคร เขาก็แค่ตามใจนางแบบเดียวกับเมื่อก่อนหน้านั้นพอ

เจียงซิ่วรุ่นไม่เหมือนกับสตรีในเรือนหลังพวกนั้นที่แก่งแย่งหึงหวงกัน เพราะเหตุใดเขาต้องแต่งกับสตรีสกุลหยาง นางที่เป็นขุนนางอยู่ในราชสำนักควรจะมองเห็นอย่างชัดเจนยิ่งกว่า

แต่ก็ไม่รู้เพราะเหตุใด เฟิ่งหลีอู๋ถึงไม่อยากให้เจียงซิ่วรุ่นรู้เรื่องนี้โดยการบอกผ่านปากของเฟิ่งอู่

เจ้าเด็กน่ารังเกียจนี่ตั้งใจยุแหย่ความสัมพันธ์ของข้ากับเจียงซิ่วรุ่น เฟิ่งหลีอู๋จึงอดที่จะมองเจียงซิ่วรุ่นทางหางตาไม่ได้

เห็นเพียงนางทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดของเฟิ่งอู่ และกำลังถือเนื้อกับกระดูกที่กินเหลือเมื่อตอนอาหารกลางวันไปป้อนสุนัขในลานเรือนอย่างสนุกสนานเต็มที่

สุนัขตัวนั้นกินอย่างมีความสุข แลบลิ้นเลียนิ้วของเจียงซิ่วรุ่นอยู่ตลอด ทำเอาเจียงซิ่วรุ่นหัวเราะคิกคักออกมาเบาๆ

ตั้งแต่ต้นจนจบนางไม่เหลือบตาขึ้นมามองดูเฟิ่งอู่เลย

ครั้นเฟิ่งอู่เห็นว่ายุแหย่ไม่สำเร็จ จึงได้แต่ต้องจากไปอย่างกระอักกระอ่วน

 

บ่าวรับใช้ทั้งเรือนวิ่งวุ่นวาย ในที่สุดก็เก็บสัมภาระอย่างเรียบร้อย วันรุ่งขึ้นจะกลับลั่วอันตั้งแต่เช้า

ยามดึกเฟิ่งหลีอู๋ที่นอนตามลำพังมาเดือนกว่าในที่สุดก็ได้กอดเจียงซิ่วรุ่นไว้ในอ้อมแขนได้อย่างสมใจปรารถนาเสียที เพียงแต่เจียงซิ่วรุ่นที่วิ่งวุ่นขึ้นๆ ลงๆ อยู่ในพื้นที่ก่อสร้างเมื่อตอนกลางวันเหนื่อยล้าอย่างที่สุดอยู่นานแล้ว ยังไม่ทันได้สัมผัสอย่างเต็มที่กับความสุขของการได้กลับมาพบกันอีกครั้งหลังแยกจากกันเป็นเวลานานอย่างที่เฟิ่งหลีอู๋ตั้งหน้าตั้งตารอคอยนางก็หลับไปแล้ว

ท่ามกลางเสียงหายใจเบาๆ เฟิ่งหลีอู๋ค่อยๆ ปัดผมยาวที่ปิดใบหน้าครึ่งหนึ่งของเจียงซิ่วรุ่นไปที่ด้านข้างอย่างแผ่วเบา มองรูปโฉมอันงดงามดุจหยกนั้นที่ถึงแม้จะยังคงเหมือนเดิม แต่รอยคล้ำเป็นวงจางๆ ที่ใต้ตากลับปกปิดความเหนื่อยล้าของหญิงงามไม่อยู่ และหญิงงามที่แต่เดิมอ้อนแอ้นบอบบางอยู่แล้วก็ดูซูบผอมลงไปอีกหลายส่วน

ถึงแม้เฟิ่งหลีอู๋จะปรารถนานางอย่างมาก ปรารถนาจนเจ็บไปหมดทั้งตัว แต่ชั่วขณะนั้นก็ไม่อาจตัดใจทรมานนางให้ลืมตาขึ้นมาอีก ได้แต่โอบนางไว้ในอ้อมแขน หลังจากจุมพิตบนแก้มของนางอยู่หลายครา ก็กอดนางหลับใหลไปด้วยกัน

หลังจากเดินทางทั้งเรือและรถม้ามาตลอดทาง ในที่สุดก็กลับถึงเมืองลั่วอันแล้ว

ฝูงชนที่นอกประตูเมืองยังคงสับสนวุ่นวายเหมือนเช่นเดิม ตรงประตูเมืองมีคนของกรมทหารมาตามหารัชทายาท ดูเหมือนมีเรื่องทางการเร่งด่วนอันใดสักอย่างต้องให้เขาไปจัดการ

เจียงซิ่วรุ่นไม่ได้กลับเข้าจวนทางประตูใหญ่แต่อย่างใด นางกลับไปที่เรือนของตนเองโดยผ่านทางประตูหลัง

ว่ากันว่าที่ประตูหน้าชายารองทั้งสองกับบรรดาอนุภรรยาล้วนรอต้อนรับรัชทายาทอยู่ ถึงแม้รัชทายาทจะจากจวนไปไม่กี่วัน แต่ก็ทำให้พวกนางที่ไม่เห็นหน้าเพียงหนึ่งวันประหนึ่งจากกันสามปีจริงๆ

น่าเสียดายที่สาวงามทั้งกลุ่มนับว่ารออย่างเสียเวลาเปล่าแล้ว

 

เมื่อถึงตอนเย็นรัชทายาทก็ถ่ายทอดคำพูดกลับมาแจ้งว่ากองกิจการทหารหลายวันนี้มีเอกสารทางการที่ต้องจัดการอย่างเร่งด่วน หลายวันนี้เขาจะพักอยู่ในที่ว่าการเพื่อปรึกษางานกับเหล่าแม่ทัพทั้งหลาย ไม่สามารถกลับมาที่จวนได้

นี่ทำให้เจียงซิ่วรุ่นลอบโล่งใจ นางไม่จำเป็นต้องแสร้งคล้อยตามเพื่อเอาใจเฟิ่งหลีอู๋อีก

อยู่ที่ฮั่นหยางหนึ่งเดือนกว่านี้นางทำงานหนักเกินไปจริงๆ รอจนล้มตัวลงบนที่นอนนุ่มที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่น ก็เหมือนกับผ่านไปชาติหนึ่งแล้วจริงๆ

พวกเจ้าหน้าที่ที่ตามนางกลับมาลั่วอันล้วนเหนื่อยมากแล้ว ดังนั้นหลังจากกลับมากองการเกษตรจึงหยุดงานให้สองวัน

เจียงซิ่วรุ่นเองก็มีความสุขสบายใจเช่นกัน ตอนที่ถือคันฉ่องส่องดูตนเองเห็นสีผิวคล้ำลงไปไม่น้อยแล้ว ประจวบเหมาะที่หลายวันนี้นางอยู่ในจวนรัชทายาทได้กินดีอยู่ดี มีเวลาฟื้นฟูร่างกายดีๆ สักเที่ยวหนึ่ง ได้โอกาสบำรุงผิวพรรณที่คล้ำอยู่บ้างให้กลับไปขาวนุ่มเนียนอีกครั้งโดยเร็ว

เถาหวาสาวใช้ก็ถูกผิวที่คล้ำลงกะทันหันของเจ้านายทำให้ตกใจแล้วเช่นกัน

ในสมองของนางคิดแค่ไปเอาไข่มุกจากห้องคลังมาห้าหกเม็ด และยังมีโสมหิมะอีกต้นหนึ่ง ต่อจากนั้นก็บดแล้วบดอีก เคี่ยวแล้วเคี่ยวอีก ก่อนจะนำมาเทรวมกัน ผสมกับขี้ผึ้งกลิ่นดอกกุหลาบ แล้วนำมาทาลงบนใบหน้า ลำคอ และมือทั้งสองข้างของเจียงซิ่วรุ่น ทางหนึ่งก็นวดทางหนึ่งก็พร่ำเตือนเจ้านายไปด้วยว่าต่อไปเมื่อออกไปข้างนอก ไม่อาจโดนลมโดนแดดเช่นนี้อีก ต้องรู้ว่าผิวพรรณของสตรีบอบบางไม่อาจละเลยการดูแลได้ หากไม่ใส่ใจอยู่เสมอก็จะดูมีอายุ

เจียงซิ่วรุ่นแช่อยู่ในอ่างน้ำอุ่น ถูกไอน้ำหนาทึบปกคลุมไว้ ศีรษะวางพิงอยู่บนหมอนหยกข้างอ่าง ถูกมือคู่หนึ่งของเถาหวานวดเสียจนสุขสบายจนถอนหายใจเบาๆ จึงยิ้มพลางพูดว่า “มีสาวใช้ที่ฝีมือยอดเยี่ยมเช่นเจ้าอยู่ทั้งคน ข้าจะดูแก่เร็วเพียงนั้นได้อย่างไรกัน เถาหวาคนดี นวดที่คออีกหน่อย ตรงนั้นปวดเมื่อยมากเลย”

ขณะที่นางกำลังเพลิดเพลินก็ได้ยินเสียงคนพูดคุยจ้อกแจ้กจอแจดังมาจากทางเข้าลานเรือนที่ด้านนอก

ที่แท้เฉาซีกับเถียนอิ๋งต่างได้รับเทียบเชิญที่หยางหรูซวี่ให้คนส่งมาเมื่อตอนเที่ยงวัน

คุณหนูสกุลหยางกล่าวอย่างชัดเจนว่าตนเองจัดงานเลี้ยงผลไม้ขึ้น เชิญฮูหยินและคุณหนูของจวนต่างๆ โดยเฉพาะขอเชิญชายาทุกคนของจวนรัชทายาทให้เกียรติมาร่วมงานด้วย

เฉาซีกับเถียนอิ๋งจึงมาหาเจียงซิ่วเหยาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายเพื่อหยั่งเชิงดูท่าที

บทที่ 120

ถึงแม้งานเลี้ยงผลไม้ของหยางหรูซวี่ฟังแล้วดูมีความพิเศษ ภายในงานจะต้องหรูหราเป็นแน่ แต่เจียงซิ่วรุ่นคร้านจะไปทนทรมาน ยิ่งกว่านั้นมือและใบหน้าของนางขณะนี้ไม่อาจออกไปพบเจอผู้คนได้ หากยังถูกคนพบเห็นใบหน้าดำคล้ำของเจียงเหอรุ่นอีก ไยมิใช่ทำให้คนคิดเชื่อมโยงเข้าด้วยกันหรือไร

ทั้งที่นางไม่ปรารถนาจะพบแขก เฉาซีนั่นที่ถูกขัดขวางกลับโมโห บุกเข้ามาโดยตรง พอเข้ามาถึงในห้องอาบน้ำแล้วเห็นสภาพประหลาดพิกลของเจียงซิ่วรุ่นที่ละเลงน้ำมันขี้ผึ้งเต็มไปทั้งใบหน้าและมือ พริบตานั้นก็พูดอย่างโมโหว่า “เหยาจีช่างเสพสุขสำราญดีจริงๆ ข้ายังนึกว่าเจ้านอนป่วยลุกไม่ขึ้นเสียอีก! ตอนนี้ดูแล้วก็คงไม่ได้รบกวนการอาบน้ำรักษาร่างกายหรอกกระมัง!”

เจียงซิ่วรุ่นเพียงกล่าวอย่างเฉยชาว่า “ออกไป!”

สองคำนี้เมื่อรวมเข้ากับดวงตาคู่โตที่มีน้ำมันขี้ผึ้งทาเต็มทั้งใบหน้าสามารถขู่ขวัญให้คนตกใจกลัวได้อย่างผิดคาด เฉาซีรู้สึกว่ามองดูคนแช่อยู่ในอ่างอาบน้ำเช่นนี้ไม่สง่างามเลยจริงๆ ในที่สุดจึงถอยออกไปอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจนัก

แต่เจียงซิ่วรุ่นก็รู้ว่าความอดทนของเฉาซีนั้นมีจำกัด ดังนั้นจึงสั่งเถาหวาให้พอกแป้งหนาๆ ลงบนใบหน้ากับบนมือของตนเอง แล้วถึงหวีผมเปลี่ยนเสื้อผ้า ออกมาที่ห้องโถงข้างนอกเพื่อพบกับชายารองทั้งสอง

เฉาซีรอจนหมดความอดทนไปนานแล้ว เมื่อเห็นนางเดินออกมาก็พูดอย่างโมโห “ในบรรดาพวกเราเหล่าภรรยาทั้งจวน เจ้าได้รับความโปรดปรานมากที่สุด คงรู้ถึงความตั้งใจของรัชทายาทว่าพระองค์ทรงต้องการแต่งสตรีสกุลหยางเป็นชายาจริงๆ หรือไม่ อย่างนั้นเมื่อนางเข้าจวนก็จะกลายเป็นชายารอง หรือว่าทำพิธีแบบชายาเอกเล่า วันนี้ที่เชิญพวกเราเพราะตั้งใจจะแสดงอำนาจใช่หรือไม่”

เจียงซิ่วรุ่นใช้สี่ตำลึงปาดพันชั่ง โดยกล่าวว่า “เถียนจีคิดว่าอย่างไรเล่า”

เถียนอิ๋งยิ้มเล็กน้อย “ในเมืองลั่วอันยามนี้ ถึงแม้มีตระกูลทรงอำนาจใหญ่เล็กอยู่มากมาย แต่ตระกูลที่มีหน้ามีตาจริงๆ ก็คือสกุลเมิ่ง สกุลหยาง และสกุลเว่ย สามตระกูลเก่าแก่ รวมถึงสกุลฉินซึ่งเป็นตระกูลสูงศักดิ์ที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ ถึงแม้ในสี่ตระกูลใหญ่นี้จะมีเพียงสกุลฉินเท่านั้นที่โดดเด่นด้านการทหารอย่างแท้จริง แต่อีกสามตระกูลก็ประมาทไม่ได้ ตอนนี้สกุลเมิ่งห่างเหินจากรัชทายาท ความคิดของสกุลฉินก็ดูเหมือนจะยืนอยู่ตรงกลาง แค่คอยสังเกตเฉยๆ สกุลเว่ยเนื่องจากเรื่องที่ฮ่องเต้…ประณามฮองเฮาก่อนหน้านี้ ก่อกวนจนเสียหน้าหมดแล้ว อีกทั้งองค์ชายรองไม่ได้ปลีกตัวใช้ชีวิตสันโดษอีกต่อไป ฮ่องเต้เริ่มมีสนมคนโปรดแล้ว หลังจากนี้เกรงว่าจะยิ่งขอยืมกำลังได้ยากขึ้น ส่วนท่าทีของสกุลหยางมีความสำคัญอย่างยิ่ง ตามที่ข้าเห็น…รัชทายาทไม่มีทางปฏิบัติต่อสตรีสกุลหยางอย่างไม่เป็นธรรมแน่นอน…”

เจียงซิ่วรุ่นก็รู้สึกว่าเถียนอิ๋งมองสถานการณ์ได้ทะลุปรุโปร่ง จึงพูดกับเฉาซีว่า “เถียนจีพูดจามีเหตุผล ดังนั้นพวกเจ้าสองคนก็ไปเป็นแขกที่จวนสกุลหยางให้ดีๆ สักเที่ยวหนึ่งเถอะ คนที่รัชทายาทให้ความสำคัญมากเช่นนี้จะต้องเพียบพร้อมทั้งความประพฤติและคุณธรรม อยู่ด้วยกันได้ง่ายอย่างแน่นอน!”

น่าเสียดายที่เฉาซีเป็นคนสมองช้านิสัยเรื่องมาก ถึงแม้เจียงซิ่วรุ่นจะไล่แขกไปแล้ว นางก็ยังพูดอย่างไม่ยอมแพ้ “พูดเสียจนเหมือนว่าเจ้าไม่ได้อยู่ที่จวนรัชทายาทนะ หากนางกลายเป็นชายาเอกจริง หรือว่าเจ้าจะไม่ยอมรับการควบคุมของนาง จะไปก็ไปด้วยกันสิ ไยจึงขาดเจ้าเพียงคนเดียว”

วิธีคิดของเฉาซีเรียบง่ายมาก ถึงแม้ตอนนั้นรัชทายาทมีระยะเวลาที่สัญญาไว้หนึ่งปี แต่เวลานี้เห็นอยู่ว่าใกล้ถึงกำหนดเวลาแล้ว รัชทายาทไม่ได้แตะต้องร่างกายนางกับเถียนอิ๋งเลยแม้แต่น้อย เอาแต่โปรดปรานเจียงซิ่วเหยาเพียงผู้เดียว ดังนั้นคนที่ยังพอมีโอกาสอยู่บ้างก็คือเจียงซิ่วเหยาแล้ว มิสู้ยุยงเจียงซิ่วเหยาที่เจ้าเล่ห์ป่าเถื่อนให้เกิดความต้องการสู้ขึ้นมา และแสดงอำนาจกับสตรีสกุลหยางในงานเลี้ยงผลไม้ ทำให้อีกฝ่ายล้มเลิกความคิดที่จะเข้าจวนเสีย

เพียงแต่วิธีการคิดเช่นนี้ของนาง เจียงซิ่วรุ่นจะดูไม่ออกได้อย่างไร ตอนที่กำลังคิดจะเอ่ยปาก รัชทายาทกลับส่งคนมาถ่ายทอดคำพูดว่างานเลี้ยงผลไม้ของสกุลหยางนั้น ชายารองทั้งสามในจวนล้วนต้องไปเข้าร่วม

ข้ารับใช้คนนั้นยังแจ้งกับเจียงซิ่วรุ่นเป็นการส่วนตัวด้วยว่าเนื่องจากสกุลหยางอยู่ใกล้กับกองกิจการทหารค่อนข้างมาก ให้นางฆ่าเวลาในจวนสกุลหยางครึ่งวัน รอรัชทายาททำงานเสร็จออกมาจากที่ว่าการได้พอดี ถึงตอนนั้นสองคนจะไปที่เรือนตากอากาศที่ชานเมืองค้างคืนกัน

คราวนี้เจียงซิ่วรุ่นไม่สามารถหาข้ออ้างได้แล้ว ได้แต่สั่งเถาหวาให้เติมแป้งผัดหน้านางมากขึ้นอีก หลังจากทาบนใบหน้ากับบนคอจนสีผิวสม่ำเสมอกันแล้ว จึงแต่งหน้าปักปิ่น เปลี่ยนเป็นสวมกระโปรงยาว แล้วไปพร้อมกันกับชายารองสองคนนั้น

งานเลี้ยงผลไม้ของสกุลหยางก็มีที่มาเช่นกัน ได้ยินว่าทางใต้มีสวนผลไม้ที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ในสวนนั้นมีส้มรสหวานอมเปรี้ยวกำลังพอดี รสชาติอร่อยมาก ดังนั้นสมาชิกสตรีของสกุลหยางจึงจัดงานเลี้ยงผลไม้ทุกปีเพื่อหมายจะสานสัมพันธ์กับบรรดาสตรีสูงศักดิ์ในเมืองหลวงทั้งกลุ่ม

ส้มของปีนี้ยังคงลูกใหญ่เปลือกบางฉ่ำน้ำเหมือนเช่นเคย แม่ครัวผู้เชี่ยวชาญของสกุลหยางนำส้มไปผสมกับแป้งทำเป็นขนมอบ ยังมีทำน้ำผลไม้ผสมน้ำผึ้งด้วย

เหล่าสตรีชั้นสูงกลุ่มหนึ่งอยู่ในห้องอุ่นชมดอกไม้กินส้ม ต่างรู้สึกพออกพอใจ

เพียงแต่สายตาของฮูหยินจำนวนมากล้วนเบนไปที่ชายารองเจียงซิ่วเหยาแห่งจวนรัชทายาท…ถึงแม้นางจะงามหยาดเยิ้มดังเช่นที่ผ่านมา แต่ใบหน้า ลำคอ และที่มือล้วนทาแป้งจนขาวกระจ่างไปหมด จับคู่กับปากสีแดงแก้มอมชมพู ดูไปแล้วค่อนข้างแปลกใหม่อย่างมาก

กระนั้นองคาพยพทั้งห้าบนใบหน้าของนางก็โดดเด่น กิริยาท่าทางและการพูดจาสนทนาเปี่ยมความเชื่อมั่นในตนเองที่อธิบายไม่ถูกชนิดหนึ่ง เมื่อดูนานเข้าถึงกับรู้สึกว่าการพอกแป้งหนาเตอะเช่นนี้ช่างมีเอกลักษณ์มาก! ในใจก็ลอบคิดว่าครั้งหน้าต้องใช้แป้งเช่นนี้เหมือนกัน แม้แต่มือก็ต้องพอกเข้าไปด้วย ถึงจะดูขาวกระจ่างไปทั้งตัว

เจียงซิ่วรุ่นไม่รู้เลยสักนิดว่าตนเองไม่ว่าทำอะไรก็กลายเป็นผู้นำด้านการแต่งกายในเมืองลั่วอันไปเสียแล้ว นางเพียงนั่งอยู่ด้านข้างอย่างเกียจคร้าน คอยฟังสตรีสูงศักดิ์พูดคุยกันถึงสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของแต่ละครอบครัวในเมืองหลวงในช่วงหนึ่งเดือนที่นางไม่อยู่นี้

อาจเป็นเพราะรู้สึกได้ถึงว่าที่ประมุขหญิงในจวนรัชทายาทเกิดการเปลี่ยนแปลง วันนี้จึงไม่เหมือนตอนที่อยู่บนเขาหมิงซานอีกต่อไป ภาพที่ทุกคนห้อมล้อมเจียงซิ่วรุ่นถูกแทนที่ด้วยภาพเหล่าฮูหยินสูงศักดิ์กำลังประจบเอาใจอยู่ข้างๆ หยางหรูซวี่

แต่คุณหนูสกุลหยางได้รับการอบรมเลี้ยงดูมาดีมากจริงๆ ต่อให้ถูกคนห้อมล้อมประหนึ่งดาวล้อมเดือนก็ไม่เผยความหวั่นไหวเลยแม้แต่น้อยนิด ยังคงสนทนาอย่างผ่อนคลายกับทุกคนด้วยความสุภาพอ่อนโยนมีมารยาท

เฉาซีกับเถียนอิ๋งถึงแม้ในใจจะริษยาชิงชังคุณหนูสกุลหยางผู้นี้เป็นที่สุด แต่ทั้งสองก็ต้องรักษาสีหน้าเอาไว้บ้าง จึงพูดคุยสนทนากับคุณหนูสกุลหยางด้วยพักหนึ่ง

เพียงแต่เจียงซิ่วเหยาเหมือนมีท่าทางกระอักกระอ่วนใจ และไม่เดินเข้าไปทักทายพูดคุยกับคุณหนูสกุลหยางแต่อย่างใด

ไม่นานนักหยางหรูซวี่ก็เดินเข้ามาหา ยิ้มน้อยๆ พลางกล่าวว่า “ไม่เห็นเหยาจีกินอะไรสักเท่าใด หรือว่าขนมของบ้านข้าไม่ถูกปาก”

เจียงซิ่วรุ่นรู้สึกว่าวันนี้ตนเองสวมบทบาทชายารองรัชทายาทอยู่ ไม่จำเป็นต้องเอาใจใส่สตรีที่ยังไม่แต่งเข้าจวนมา นางจึงกล่าวอย่างเฉยเมยว่า “ไม่ถูกปาก”

หยางหรูซวี่อึ้งตะลึงไปเล็กน้อย คล้ายไม่คาดคิดว่าเจียงซิ่วเหยาผู้นี้จะแสดงออกอย่างหยาบคายเช่นนี้ กระนั้นยังคงยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “เป็นบ้านของข้าต้อนรับไม่ดีเอง ขอเรียนถาม ชายารองเจียงอยากกินอะไรที่ถูกปากหรือ ข้าจะสั่งคนไปเตรียมให้ใหม่ก็แล้วกัน”

ช่างไม่เสียทีที่ชาติก่อนได้นั่งตำแหน่งประมุขแทนฮองเฮาสกุลเว่ยจริงๆ รู้จักควบคุมอารมณ์ต่อหน้าธารกำนัลได้ยอดเยี่ยม ไม่ใช่คนที่เฉาซีกับเถียนอิ๋งจะไปเทียบเคียงได้เลย

หากใช้มุมมองของแม่สามีไปชื่นชมคุณหนูสกุลหยางผู้นี้ เจียงซิ่วรุ่นรู้สึกพอใจไปหมดทุกอย่างจริงๆ

ว่ากันตามจริง เจียงซิ่วรุ่นกลับมิใช่กลั่นแกล้งเพราะขุ่นเคืองใจ นางก็แค่ทำงานหนักมาหนึ่งเดือนจนเหน็ดเหนื่อยแล้ว จู่ๆ ถูกสั่งให้ออกมางานเลี้ยงสังสรรค์โดยไม่มีเหตุผล จึงค่อนข้างเกียจคร้านอยู่บ้างเท่านั้นเอง

คุณหนูสกุลหยางสุภาพอ่อนโยนมีมารยาท เจียงซิ่วรุ่นเองก็ไม่ใช่คนที่หยาบคายเช่นกัน จึงเพียงยิ้มเล็กน้อยกลับไป และบอกว่าตนเองท้องไส้ไม่ค่อยดี ไม่กล้ากินส่งเดช

แต่หยางหรูซวี่กลับคิดมากเสียแล้ว นางเป็นบุตรีภรรยาเอกของสกุลหยางที่มีอายุน้อยที่สุด ขณะที่หยางเจี่ยนพี่ชายคนโตของนางกลับเป็นพวกไม่เอาไหน ตอนนั้นเนื่องจากไปเกี่ยวพันกับเรื่องอาวุธของกองทัพแคว้นเหลียง หยางเจี่ยนจึงถูกรัชทายาทลงโทษ ทว่าผู้อาวุโสในตระกูลแสดงความเห็นออกมาว่าคลับคล้ายเป็นเพราะหยางเจี่ยนชมชอบบุรุษ แล้วไปล่วงเกินเจียงเหอรุ่นที่ปรึกษาของรัชทายาทเข้า

ว่ากันตามจริง วงศ์ตระกูลใหญ่ที่มีพวกสวะซึ่งไม่อาจเอาออกไปแสดงต่อผู้คนภายนอกได้อย่างหยางเจี่ยนนั้นช่างเป็นเรื่องที่อับอายขายหน้าจริงๆ เขาถูกลงโทษเป็นเรื่องเล็ก แต่ทำให้ความสัมพันธ์กับรัชทายาทร้าวฉานเป็นเรื่องใหญ่

เวลานี้ในสี่ตระกูลใหญ่ สกุลหยางเดิมทีสูสีทัดเทียมกับสกุลเมิ่ง แต่หากคนรุ่นอาวุโสตายไปเกือบทั้งหมดแล้วล่ะก็ กำลังที่แท้จริงของคนรุ่นเยาว์ถึงขนาดไม่อาจสู้อัจฉริยะรุ่นหลังของสกุลฉินได้แล้ว

สกุลหยางเองก็ต้องการโอกาสอย่างเร่งด่วนเพื่อพลิกฟื้นสถานะของวงศ์ตระกูลกลับคืนมาเช่นกัน การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับรัชทายาทนี้แท้ที่จริงก็เป็นโอกาสที่ยากจะหาได้

แม้รัชทายาทจะยังไม่ได้ตกลงเรื่องการแต่งงานกับผู้อาวุโสของตระกูลแต่อย่างใด แต่ในคำพูดและท่าทีล้วนเผยความคิดเช่นนี้ออกมาแล้ว ยิ่งกว่านั้นความหมายของรัชทายาทก็ชัดเจนมาก เพียงต้องการบ้านที่สงบมั่นคงเท่านั้น ไม่ได้ต้องการชายาที่มีความสามารถโดดเด่นอะไร ขอแค่เป็นผู้ที่ใจกว้าง สามารถยอมรับผู้อื่นได้เท่านั้นเอง

ในงานเลี้ยงที่จวนก่อนหน้านี้หยางหรูซวี่ได้ยินวาจาของรัชทายาทแล้วก็ไตร่ตรองอยู่หลายวัน

พอจะเข้าใจความหมายของรัชทายาทอยู่รางๆ แล้ว ที่ว่า ‘สามารถยอมรับผู้อื่นได้’ นี้ ที่ต้องยอมรับเกรงว่าจะเป็นชายารองเจียงที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้กระมัง

เพียงแต่ก่อนหน้านี้นางไม่เคยได้พบปะเจียงซิ่วเหยาอย่างลึกซึ้งมาก่อน ไม่รู้จักนิสัยของชายาคนโปรดของรัชทายาทผู้นี้เลยจริงๆ ดังนั้นจึงจัดงานเลี้ยงนี้ขึ้นมา ตั้งใจทำความสนิทสนมกันสักหน่อย

แต่เจียงซิ่วเหยาดูเหมือนไม่ยินดีจะสนทนากับนางมากนัก แตกต่างจากท่าทางกระตือรือร้นอยากสนิทสนมด้วยของเฉาซีกับเถียนอิ๋งอย่างถึงที่สุด อาจเป็นเพราะหึงหวงนาง จึงไม่เต็มใจจะให้นางเข้าจวนไปแย่งชิงความโปรดปรานจากรัชทายาทสินะ

หยางหรูซวี่เพียงยิ้มแย้ม ไม่เกลี้ยกล่อมให้เจียงซิ่วเหยากินอาหารอีกต่อไป ยกย่องความสำเร็จของเจียงเหอรุ่นพี่ชายของอีกฝ่ายอยู่เที่ยวหนึ่ง ก็หมุนตัวจากไปแล้ว

ก็เหมือนกับที่มารดาของนาง…ฮูหยินใหญ่สกุลหยางได้กล่าวไว้ บุปผาไม่อาจแดงอยู่ตลอดร้อยวัน สาวงามคนโปรดในจวนรัชทายาทนั่นจำต้องมีอยู่ตลอด เพียงแต่ยากที่จะโปรดปรานเพียงคนเดียวอย่างยาวนานเช่นนั้นได้ ก็แค่สาวงามกลุ่มหนึ่งสับเปลี่ยนกันนั่งในตำแหน่งที่โดดเด่นเท่านั้นเอง จะแย่งชิงตำแหน่งที่ต้องใช้เสน่ห์ความงามยั่วยวนผู้คนเยี่ยงนั้นไปทำอันใดกัน การเป็นชายาเอกก็ต้องมีน้ำใจโอบอ้อมอารียอมรับผู้อื่นได้ รัชทายาทอยากจะโปรดปรานชายารอง ชายาเอกก็โปรดปรานนางไปด้วยก็พอแล้ว ความใจกว้างของเรือนหลักนี้ ต้องให้รัชทายาทเห็นอย่างชัดเจน เช่นนี้ถึงจะเป็นภรรยาผู้เปี่ยมคุณธรรมที่บุรุษซึ่งวุ่นวายอยู่กับเรื่องบ้านเมืองการปกครองอย่างเช่นรัชทายาทนั้นต้องการอย่างเร่งด่วน!

หยางหรูซวี่ไม่เพียงจดจำคำพูดของมารดาขึ้นใจ นางยังนำไปปฏิบัติจริงด้วยความมุมานะ หลังจากปรึกษาหารือกับมารดาแล้วก็เลือกซื้อสาวใช้ที่งดงามหลายคนเพื่อติดตามไปเป็นสินเจ้าสาว รูปร่างหน้าตานั้นก็เทียบมาจากเจียงซิ่วเหยาของจวนรัชทายาทนั่นเอง สำหรับพวกเรื่องภายในห้องหอนั้นก็เชิญหมัวมัว* ที่เคยทำงานในห้องลึกมาสอนว่าจะปรนนิบัติบุรุษให้พึงพอใจได้อย่างไร แต่ละคนจำเป็นต้องมีความรู้ในเรื่องพวกนี้ด้วย

สาเหตุที่หยางหรูซวี่ลงทุนลงแรงมากเพียงนี้ก็เพราะนางรู้สึกว่ารัชทายาทสามารถโปรดปรานใครก็ได้ แต่โปรดปรานเป็นพิเศษกลับจะทำให้คนใจกล้ามากขึ้น รอหลังจากนางเข้าไปในจวนแล้ว ไม่จำเป็นต้องสร้างอำนาจ และไม่ต้องขอให้รัชทายาทโปรดปรานรักใคร่นางด้วย เพียงแค่กระจายสาวใช้ตัวน้อยอันทรงเสน่ห์หลายคนนี้ออกไป และยึดครองห้องนอนรัชทายาทเอาไว้ก็พอ

เมื่อเจียงซิ่วเหยาสูญเสียความโปรดปราน ก็จะต้องกลับคืนสู่สภาพเดิมทันที เป็นแค่ตัวประกันหญิงจากแคว้นที่อ่อนแอเท่านั้นเอง จะมีอะไรให้เล่นตัวได้กันเล่า

สำหรับแม่นางที่งามหยาดเยิ้มพวกนั้น ขอเพียงมีเงิน ยังจะเลือกออกมาไม่ได้หรือไร

การถูกเชิดชูให้เป็นชายาเอกต่างหากถึงจะสามารถได้รับความเมตตาจากรัชทายาทได้ หากไม่รู้จักสำนึกในบุญคุณ เช่นนั้นก็จัดการแบ่งปันความโปรดปรานออกไป นี่ถึงจะเป็นอาวุธวิเศษไร้เทียมทานของชายาเอกผู้ยิ่งใหญ่!

ว่ากันตามจริง ตั้งแต่ต้นจนจบหยางหรูซวี่ล้วนไม่เคยให้ความสำคัญกับหญิงงามปีศาจที่พอกแป้งหนาเตอะบนใบหน้าคนนั้นเลย ความสวยสดงดงามของเหล่าหญิงสาว แท้ที่จริงมีช่วงเวลาที่เบ่งบานสั้นเหลือเกิน การอาศัยสิ่งนี้เพื่อรักษาความโปรดปรานเอาไว้ล้วนไม่มีจุดจบที่ดีแม้แต่คนเดียว!

เถียนอิ๋งมีสายตาเฉียบแหลมและหัวไวมาก นางมองเห็นสาวใช้คนสองคนที่อยู่ข้างกายหยางหรูซวี่ซึ่งไม่ว่าจะดูอย่างไรก็รู้สึกว่ารูปโฉมหน้าตานั้นคล้ายกับเจียงซิ่วเหยาอยู่หลายส่วน นางคิดอยู่สักครู่ก็ยิ้มเล็กน้อยพลางเดินไปที่ข้างกายเจียงซิ่วเหยาแล้วพูดว่า “เหยาจีได้สังเกตหรือไม่ สาวใช้ข้างกายคุณหนูสกุลหยางล้วนงามหยดย้อยทัดเทียมกับพี่สาวเลยทีเดียว!”

เจียงซิ่วรุ่นเหลือบตาขึ้นมองดู แล้วก็พยักหน้า “เห็นได้ว่าคุณหนูหยางเป็นคนที่มีความชมชอบไม่ธรรมดาคนหนึ่ง”

เถียนอิ๋งเห็นเจียงซิ่วเหยาไม่หลงกล ก็ถลึงตาพูดว่า “อะไรกัน นี่เจ้าดูไม่ออกจริงๆ หรือ คุณหนูหยางผู้นี้มีเจตนาไม่ดีกับเจ้านะ!”

บทที่ 121

เถียนอิ๋งพูดอย่างมีเจตนาแอบแฝงเช่นนี้ หากไม่ตอบกลับอะไรไปบ้าง ไยมิใช่ไร้มารยาทแล้วหรือ เจียงซิ่วรุ่นกำลังคิดจะตอบโต้เถียนอิ๋งสักประโยค กลับเห็นอีกฝ่ายจู่ๆ ก็ปิดปากเงียบเสียอย่างนั้น

นางเบือนหน้าไปเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเฟิ่งหลีอู๋เดินมาถึงด้านหลังพวกนางตั้งแต่เมื่อใดกัน!

งานเลี้ยงผลไม้ของสกุลหยางจัดขึ้นทุกปี นอกจากแจกจ่ายให้สมาชิกสตรีในเมืองหลวง ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ต้องส่งเข้าวังถวายให้ฮองเฮาได้ลิ้มลองผลไม้ด้วย ปีก่อนๆ เป็นเหล่าไท่จวินสกุลหยางพาสมาชิกสตรีในจวนเข้าวังไปเข้าเฝ้าฮองเฮา

แต่ตอนนี้เว่ยฮองเฮาถูกกักบริเวณในตำหนักที่ประทับของนางเอง เฟิ่งหลีอู๋ก็ไม่ได้พบนางนานแล้วเช่นกัน

สตรีอำมหิตที่จิตใจเปี่ยมด้วยความเคียดแค้น วันๆ หนึ่งคอยแต่พูดจาโหดร้าย ไม่ต้องพูดถึงว่าฮ่องเต้เห็นแล้วจะปวดหัวเลย แม้แต่บุตรชายแท้ๆ เช่นเขาก็ทนรับอารมณ์มารดาที่เป็นเช่นนั้นไม่ไหวเช่นกัน

เนื่องจากการตายของเหมาอวิ่นเซิง ตั้งแต่ต้นจนถึงบัดนี้ฮองเฮาก็ยังขจัดปมในใจไม่ได้ จึงมักมีอารมณ์โมโห แสดงออกอย่างเกรี้ยวกราด ระยะนี้ท่านตาสกุลเว่ยถึงกับเกลี้ยกล่อมให้สงบลงไม่ได้แล้ว

ในสภาพเช่นนี้ ฮองเฮาเองก็ไม่เหมาะจะพบกับสมาชิกสตรีของสกุลหยางเช่นกัน

ดังนั้นหลังจากเขาจัดการงานทางการแล้วเข้ามาในจวนสกุลหยาง ได้พบกับเหล่าไท่จวินสกุลหยางจึงสนทนากับนางเล็กน้อย โดยบอกเพียงว่าฮองเฮากระเพาะไม่แข็งแรง ส้มนี้สามารถยกเว้นได้ ถือว่าให้บันไดลงกับคนสกุลหยางคราหนึ่ง และยังเป็นการช่วยปกป้องหน้าตาของมารดาเขาด้วย

เขาเพิ่งจะพบกับผู้อาวุโสของสกุลหยางพร้อมกับเหล่าไท่จวินสกุลหยางหลังจากสนทนากันแล้ว ผู้อาวุโสก็มาที่สวนดอกไม้เป็นเพื่อนเขา

ทันทีที่เข้ามาในสวนดอกไม้ เขาก็มองเห็นเจียงซิ่วรุ่นกับเถียนอิ๋งยืนอยู่ใต้ระเบียงสนทนากัน

เขาแยกกับผู้อาวุโสแล้วเดินเอื่อยๆ เข้ามา ทันได้ยินคำพูดของเถียนอิ๋งพอดี

เถียนอิ๋งผู้นี้ชอบพูดยุยงคนมาตลอด เฟิ่งหลีอู๋ไม่ประหลาดใจที่เห็นนางอยู่ตรงหน้าเจียงซิ่วรุ่นและคอยยุยงให้ก่อเรื่อง

แต่หลังจบคำพูดของเถียนอิ๋ง เมื่อช้อนตาขึ้นมองไปยังสาวใช้ข้างกายหยางหรูซวี่ หัวคิ้วของเฟิ่งหลีอู๋ก็ขมวดเล็กน้อย

นั่นมิใช่เพราะสาวใช้สองคนนั้นสวยหยาดเยิ้มเสียจนประชันรัศมีกับเจียงซิ่วรุ่นได้ หรือทำให้คนมองจนไม่อาจละสายตา แต่เป็นเพราะสาวใช้สองคนนั้นเป็นจริงดังที่เถียนอิ๋งพูด นั่นคือมีรูปโฉมค่อนข้างคล้ายคลึงกับเจียงซิ่วรุ่น

แต่ในความเห็นของเฟิ่งหลีอู๋ ความเหมือนในจุดนี้กลับเหมือนตงซือเลียนมุ่นคิ้ว* เสียมากกว่า ซึ่งทำให้เขารู้สึกไม่พอใจ

เขาเป็นคนที่ออกมาจากในวัง แม้ไม่เคยสังเกตวิถีชีวิตของบรรดาสตรีในเรือนหลังอย่างละเอียด แต่ก็มิใช่ไม่รู้ความโดยสิ้นเชิง

ข้างกายคุณหนูที่ยังไม่แต่งงานผู้นี้ หากมีสาวใช้ที่งามหยาดเยิ้มชวนคนหวั่นไหวเหนือกว่าคุณหนู น่าจะเป็นเพราะมารดาของคุณหนูซื้อมาให้ เพื่อใช้รักษาความโปรดปรานเอาไว้ให้กับบุตรสาวในภายหน้าก็เท่านั้น

คนที่สามารถคิดวิธีการเช่นนี้ออกมาได้ น่าจะเป็นวิธีการตอนที่บุตรสาวมีรูปโฉมธรรมดาดูแล้วสู้ผู้อื่นไม่ได้ถึงค่อยทำเช่นนั้น

แต่หยางหรูซวี่ไม่ใช่คนอัปลักษณ์เลยแม้แต่น้อย ตัวนางเองก็เป็นสาวงามของตระกูลใหญ่ผู้หนึ่ง เหตุใดยังต้องค้นหาสาวใช้ที่มีหน้าตายั่วยวนหลายคนมากะทันหัน ทำให้ผู้คนเกิดความสงสัยขึ้นในใจแล้ว

หากบรรดาสาวใช้มีรูปร่างหน้าตาแตกต่างกัน ต่างคนต่างมีจุดเด่นของตนเอง ย่อมเป็นเพราะสกุลหยางมีกำลังทรัพย์สมบูรณ์ สามารถจ่ายเงินในราคาสูงเพื่อเฟ้นหาสาวงามมาได้ก็เท่านั้นเอง ไม่ว่าใครก็จับผิดไม่ได้

แต่สตรีที่มีภูมิหลังต่ำต้อย และใบหน้านั้นก็คล้ายเจียงซิ่วรุ่นทั้งกลุ่มกลับทำไปเพื่อสิ่งใดเล่า

เมื่อครุ่นคิดให้ลึกซึ้งขึ้นมา ในใจเฟิ่งหลีอู๋พลันเกิดความไม่พอใจทันที

คุณหนูสกุลหยางมองเห็นรัชทายาทเข้ามา กลับไม่ได้รีบร้อนจะเดินนำหน้าเข้ามาหาในทันที เพียงเดินตามติดอยู่ด้านหลังมารดาเข้ามาต้อนรับ ใบหน้าอมยิ้มแต่กลับไม่เผยให้เห็นฟัน ดูไปแล้วอบอุ่นอ่อนโยนและใจกว้าง

ฮูหยินใหญ่สกุลหยางกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “ไม่ทราบว่ารัชทายาทจะเสด็จมางานเลี้ยงผลไม้ครั้งนี้ด้วย จึงมีเพียงน้ำส้มกับชาผลไม้ ไม่มีสุราอาหารต้อนรับ ไม่ทราบว่ารัชทายาทประสงค์จะดื่มอะไรบ้างหรือไม่เพคะ”

ดวงตาของเฟิ่งหลีอู๋จ้องเขม็งไปยังสาวใช้ของหยางหรูซวี่ ครู่ใหญ่ถึงได้เก็บสายตากลับมา และกล่าวว่า “ที่ข้ามานี้เพียงเพื่อจะพาเหยาจีไปพักที่เรือนตากอากาศสักหลายวันหน่อยเท่านั้น นอกจากนี้ยังได้แจ้งกับเหล่าไท่จวินแล้วว่าปีนี้ไม่ต้องเข้าวังไปถวายผลไม้แล้ว ขอรบกวนเพียงชั่วขณะ ฮูหยินไม่ต้องลำบากสิ้นเปลืองสมองมาคอยต้อนรับแล้ว”

ฮูหยินใหญ่ได้ยินแล้วก็ยิ้มเล็กน้อยทันที “เมื่อครู่ได้ยินเหล่าไท่จวินพูดถึง บอกว่าพระวรกายของฮองเฮาปีนี้ไม่ค่อยดีนัก แต่หวังว่าปีหน้าจะทรงดีขึ้น สำหรับผลไม้นั้น หม่อมฉันให้คนส่งส้มเข้าไปยังจวนรัชทายาทแล้ว สมาชิกสตรีในจวนมีมาก ถึงเวลาแบ่งกันแล้วไม่ทราบว่าจะพอหรือไม่เพคะ…”

หลังจากสนทนาปราศรัยกันเช่นนี้แล้ว เฟิ่งหลีอู๋ก็พาเจียงซิ่วรุ่นไปจากจวนสกุลหยาง

รอจนรัชทายาทจากไปแล้ว แขกที่เหลือคนอื่นๆ ต่างก็กล่าวลาและแยกย้ายกันไปจนหมด ในที่สุดฮูหยินใหญ่ก็ขมวดหัวคิ้วเล็กน้อยอย่างทนไม่ไหว และพาบุตรสาวกลับไปที่ห้องชั้นในของตนเอง จากนั้นนั่งคุกเข่าอยู่บนเสื่อ ทอดถอนใจมองดูบุตรสาวของตนและกล่าวว่า “เจ้าก็ใจร้อนเกินไปแล้ว วันนี้พาสาวใช้ที่ซื้อมาใหม่ออกมาเช่นนั้นได้อย่างไร”

หยางหรูซวี่ไม่รู้แม้แต่น้อยว่าเหตุใดมารดาจึงโมโห จึงตอบเสียงเบาว่า “เวลานี้ในวังไม่ได้เรียกตัวให้เข้าเฝ้า ข้านำสาวใช้เหล่านี้มาอยู่ข้างกาย ถึงจะดูเป็นธรรมชาติหน่อยเจ้าค่ะ คงไม่เหมาะแน่หากตอนที่ทำพิธีแล้วข้างกายมีสาวงามหยาดเยิ้มมากหน้าหลายตาโผล่พรวดออกมาหลายคนโดยไม่มีเค้าลางเลย นั่นจะทำให้ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์กันไปเปล่าๆ นะเจ้าคะ”

ฮูหยินใหญ่ส่ายหน้า รู้สึกว่าตนเองเดินหมากพลาดไปตาหนึ่ง แท้ที่จริงไม่ควรฟังความเห็นของบุตรสาว แล้วเลือกซื้อสาวใช้เหล่านี้เข้ามาเลย

เมื่อครู่ตอนที่เถียนอิ๋งคนนั้นยุยงเจียงซิ่วเหยา ถูกหมัวมัวที่มาส่งผลไม้อยู่ด้านข้างได้ยินเข้า จึงแอบมาเล่าให้นางฟัง

ฮูหยินใหญ่ได้ยินคำพูดของหมัวมัวแล้ว ค่อยคิดเชื่อมโยงกับสายตาเย็นเยียบน่ากลัวที่รัชทายาทจ้องมองดูสาวใช้ข้างกายบุตรสาวเมื่อครู่นี้ ในใจนางก็กระจ่างแจ้งทันที

นางรู้สึกว่าสายตาของรัชทายาทมิใช่สายตาที่บุรุษเห็นสาวงามแล้วเกิดความชอบใจ ตรงกันข้ามกลับดูขยะแขยงประหนึ่งเห็นแมลงวันที่ตอมเนื้อเน่าเหม็นอย่างไรอย่างนั้น ดังนั้นเพื่อเลี่ยงไม่ให้รัชทายาทเหลือภาพความทรงจำต่อบุตรสาวว่าเป็นคนเจ้าอุบายแผนการลึกล้ำ จำเป็นต้องไล่สาวใช้เหล่านั้นออกไปให้เร็วที่สุด ไม่อาจพาเข้าไปในจวนรัชทายาทได้แม้แต่ครึ่งคน

หยางหรูซวี่ได้ยินคำพูดของมารดาแล้วก็เม้มปากแน่นอย่างอดไม่อยู่ ในใจแท้จริงค่อนข้างประหม่า แต่กลับพูดอย่างสับสนอยู่บ้างว่า “รัชทายาททรงมีความชอบสูงส่งไม่เหมือนใครมาแต่ไหนแต่ไร ไม่เหมือนกับพวกบุตรหลานเสเพลเหล่านั้น เหตุใดจะต้องโปรดปรานแต่เหยาจีผู้นั้นเล่าเจ้าคะ ก่อนหน้านี้ข้าเคยมองดูเหยาจีจากที่ไกลๆ อยู่หลายครั้ง ตอนนั้นรู้สึกว่าสวยหยาดเยิ้ม แต่ตอนนี้ได้มองใกล้ๆ แล้ว ทาแป้งชาดเสียหนาเตอะ แต่งหน้าจัดจ้าน ไหนเลยจะสามารถทำให้คนรักได้…”

พูดถึงตอนสุดท้ายหยางหรูซวี่ก็เกือบจะพูดแล้วว่าไม่ต้องพูดถึงว่าสาวใช้ข้างกายนางแต่ละคนล้วนเก่งกาจทัดเทียมเจียงซิ่วเหยาเลย แม้แต่ตัวนางเองก็มีความสามารถเหนือกว่าสตรีที่เอาแป้งน้ำมาใช้เหมือนผงแป้งทาตัวผู้นั้น

แต่เมื่อคำพูดมาถึงปาก หยางหรูซวี่ก็รู้สึกว่าดูเป็นการลดคุณค่าตนเองจนเกินไปแล้ว จึงได้กลืนคำพูดกลับลงไปอีก

ฮูหยินใหญ่ไม่ได้มีความรู้สึกไม่ยอมแพ้เหมือนบุตรสาว จึงส่ายหน้าพลางคิดว่า…เวลานี้เหยาจีได้รับความโปรดปรานถึงระดับใดกันแน่ รัชทายาทถึงได้มารับด้วยตนเองหลังจากจัดการงานเสร็จ

นี่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ารัชทายาทจงใจทำให้บุตรสาวของนางดู เพื่อให้บุตรสาวได้เข้าใจถึงสถานการณ์เบื้องต้นก่อนแต่งเข้าจวนไป ต่อให้ภายหน้าบุตรสาวของนางจะได้รับการแต่งตั้งเป็นชายาเอก แต่คนที่แต่งเข้าจวนก่อนหน้านั้นเป็นบุตรสาวอ๋องเจ้าแคว้น บุตรสาวที่เป็นชายาเอกคนนี้ยังต้องให้เกียรติคนที่แต่งเข้าจวนก่อนอยู่สามส่วน

หากเป็นความคิดของมารดาธรรมดาทั่วไป ถึงตายนางก็ไม่ยอมให้บุตรสาวแต่งเข้าจวนรัชทายาท แต่ทางออกขณะนี้ หากไม่แต่งเป็นชายาเอกให้กับรัชทายาท ก็ต้องเข้าวังไปเป็นสนมชายา

ชั่งน้ำหนักทั้งสองฝั่งแล้ว บุตรสาวย่อมเอนเอียงไปทางรัชทายาทที่หล่อเหลาและหนุ่มแน่นกว่าเป็นธรรมดา

เพียงแต่ยังมีความโลภโมโทสันเต็มท้องของเถียนอิ๋งผู้นั้น ไหนจะความลำเอียงรักแต่เจียงซิ่วเหยาผู้นั้นของรัชทายาทอีก…ในใจฮูหยินใหญ่ลอบถอนหายใจคราหนึ่ง เกิดในครอบครัวที่ร่ำรวยสูงศักดิ์นี้ มีการแต่งงานของบุตรสาวคนใดบ้างที่สามารถเป็นไปดังใจปรารถนาได้ ถึงอย่างไรก็ต้องเดินไปหนึ่งก้าวดูหนึ่งก้าวเท่านั้น

สกุลหยางปรารถนาในการแต่งงานครั้งนี้ ดังนั้นในฐานะที่นางเป็นสะใภ้คนโตของสกุลหยาง จึงไม่อาจประมาทได้แม้แต่น้อยนิด

 

หลังจากเฟิ่งหลีอู๋รับเจียงซิ่วรุ่นออกมาจากจวนสกุลหยางแล้วก็นิ่งเงียบอยู่พักหนึ่ง อยู่ๆ ก็พูดว่า “เดิมทีให้เจ้ามาก็คิดเพียงว่าสะดวกต่อการมารับเจ้า ไม่ได้มีความคิดจะตักเตือนอะไรเจ้าเลย”

ตอนที่จากมาเมื่อครู่นี้เจียงซิ่วรุ่นได้คว้าส้มสองลูกในถาดผลไม้ที่จวนสกุลหยางมาด้วย เวลานี้กำลังปอกส้มเตรียมจะให้เฟิ่งหลีอู๋กิน พอได้ยินนางก็เงยหน้ากล่าวอย่างประหลาดใจ “เหตุใดรัชทายาทถึงตรัสเช่นนี้ เดิมทีหม่อมฉันก็ไม่ได้คิดอันใดเช่นกันเพคะ”

เฟิ่งหลีอู๋รู้ว่าแม่นางน้อยคนนี้ความคิดจิตใจละเอียดลึกซึ้งอย่างยิ่ง เมื่อครู่เขาดูต้นสายปลายเหตุออกแล้ว นางจะสังเกตไม่ออกแม้แต่นิดเดียวได้อย่างไร

ก่อนหน้านี้มักรู้สึกอยู่ตลอดว่านางมีความสามารถในการเป็นสุนัขที่อาศัยบารมีเจ้านายอย่างมาก จึงคอยวางท่ายโสโอหังเพราะอาศัยความรักใคร่โปรดปรานของเขา แต่เวลานี้เขากลับยิ่งรู้สึกมากขึ้นทุกทีว่านี่ก็คือคนเงียบขรึมที่เก็บความคับข้องใจไว้ในท้องโดยไม่เปิดเผยออกมาแม้เพียงน้อยนิด

ดังนั้นเขาถึงได้อธิบายอย่างเกินความจำเป็นอยู่เที่ยวหนึ่ง ด้วยกลัวว่าสาวใช้ข้างกายหยางหรูซวี่ทั้งสองคนนั้นจะทำให้นางเสียใจและแง่งอนอีก

แต่นางเหมือนไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลยจริงๆ เช่นนั้นก็ดีที่สุด…

ในเวลานี้เองเจียงซิ่วรุ่นก็ปอกเปลือกส้มเสร็จ และส่งส้มเข้าปากเขา

เพราะว่าต้องการปกปิดผิวที่หลังมือซึ่งตากแดดจนดำคล้ำ เจียงซิ่วรุ่นจึงฉาบทาแป้งน้ำไปมากมาย ตอนที่ปอกส้ม แป้งบนมือนางย่อมติดอยู่บนเนื้อส้มไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้

เฟิ่งหลีอู๋รังเกียจกลิ่นแป้งน้ำนี้ที่สุด

เวลานี้เห็นอยู่ว่าบนเนื้อส้มเปื้อนแป้งอยู่บ้าง แต่เมื่อมองดูสีหน้ากระตือรือร้นของเจียงซิ่วรุ่นแล้วเขาก็ตัดใจปฏิเสธไม่ลง จึงขมวดคิ้วดกหนาเล็กน้อย แล้วกลืนส้มลงไปในคำเดียวราวกับกลืนยาขมๆ ก็มิปาน

เจียงซิ่วรุ่นเหมือนกลัวว่าเฟิ่งหลีอู๋จะติดคอ จึงจงใจฉีกเนื้อส้มออกเป็นหลายๆ ชิ้นจนน้ำไหลหยดเลอะเทอะไปทั้งมือ แล้วก็ป้อนให้เขากินทีละนิดๆ เช่นนี้เอง

เฟิ่งหลีอู๋กินจนถึงตอนสุดท้ายก็กลั้นหายใจเอาดื้อๆ ไม่ทันเคี้ยวให้ละเอียดก็กลืนลงไปเลย มาคำหนึ่งก็กลืนคำหนึ่ง

เจียงซิ่วรุ่นลอบคิดในใจอย่างอารมณ์ดี…เสน่ห์บุรุษช่างยั่วยวนผู้คนนัก! ต่อให้รัชทายาททำหน้าตาบึ้งตึงและหลับตา ก็ยังคงหล่อเหลากดดันผู้คนถึงปานนั้น

กินส้มลูกใหญ่หมดไปหนึ่งลูกอย่างยากลำบาก เห็นอยู่ว่านางยังจะปอกเปลือกอีก เขาจึงรีบแย่งอีกลูกหนึ่งมาทันที แล้วปอกเปลือกให้นางกินบ้าง

เจียงซิ่วรุ่นเองก็เหนื่อยเต็มทีแล้ว นางจึงล้มตัวลงนอนในรถม้า คอยรับการปรนนิบัติที่ยากจะหาได้จากรัชทายาทอย่างสบายอกสบายใจเสียเลย

รอจนถึงเรือนตากอากาศแล้ว เฟิ่งหลีอู๋ที่ถูกรมด้วยกลิ่นแป้งน้ำมาตลอดทางก็ระบายลมหายใจยาวคราหนึ่ง และสั่งคนไปต้มน้ำให้เจียงซิ่วเหยาอาบน้ำ ล้างกลิ่นแป้งน้ำหนาๆ ทั้งตัวนั่นออกไป

เพราะว่าจะพักอยู่ที่เรือนตากอากาศแค่สองวัน แล้วเจียงซิ่วรุ่นต้องตรงจากที่นี่ไปเข้าร่วมประชุมท้องพระโรงตอนเช้าเลย ดังนั้นไป๋เฉี่ยนจึงนำหีบเสื้อผ้าบุรุษที่นางต้องใช้ในตอนนั้นติดมาที่เรือนตากอากาศด้วย

ฉวยโอกาสขณะที่เถาหวาออกไปรีดเสื้อตัวในของเจียงซิ่วรุ่น ไป๋เฉี่ยนก็ยื่นผ้าไหมเนื้อบางพับเป็นทบแถบหนึ่งให้เจียงซิ่วรุ่นที่กำลังแช่น้ำอุ่นอยู่ในถังอาบน้ำ

เจียงซิ่วรุ่นคลี่ผ้าไหมเนื้อละเอียดสีพื้นๆ ผืนนั้นออกเหนือไอน้ำที่ลอยกรุ่นอยู่ในอากาศ เพียงชั่วครู่บนผ้าไหมเนื้อละเอียดนั่นก็ปรากฏตัวอักษรเล็กละเอียดขึ้นมาหลายแถว

 

ทำตามคำสั่งจากท่านแล้ว เลือกซื้อสาวงามแล้วให้รออยู่ข้างลำธารขณะที่ท่านอ๋องออกตรวจราชการที่ชนบท ได้รับความโปรดปรานจากท่านอ๋องและเข้าวังไปแล้ว ชายาเซินสูญเสียความโปรดปรานลงทีละน้อย เซินยงมีความผิดปรากฏขึ้นต่อหน้าท่านอ๋องตลอดเวลา รอวันปลดชายาเซินได้เลย…

ส่วนที่เหลือจีอู๋เจียงบรรยายสถานการณ์ปัจจุบันของแคว้นปอบางเรื่อง เพื่อให้เจียงซิ่วรุ่นเข้าใจสภาพการปกครองของราชสำนักแคว้นปอ รวมทั้งเรื่องวุ่นวายทั้งภายนอกภายใน

เจียงซิ่วรุ่นอ่านซ้ำอยู่หลายเที่ยว หลังจากจดจำไว้ในใจได้แล้วนางก็เอาผ้าไหมผืนบางนั้นโยนลงไปในน้ำร้อน ถูกน้ำละลาย ไม่นานตัวอักษรก็หายไปจนไม่เหลือร่องรอย

เฟิ่งหลีอู๋ถามนางว่าถือสาเล่ห์กลเล็กๆ น้อยๆ ของหยางหรูซวี่หรือไม่ ตอนนั้นที่นางบอกว่าไม่ถือสาล้วนเป็นวาจาจากใจจริง

น่าขันนัก! การแย่งชิงความโปรดปรานแย่งชิงอำนาจเหล่านี้ข้าก็ใช้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว จะมีหน้าไปตำหนิผู้อื่นได้อย่างไร

ยิ่งกว่านั้นแผนการนี้ในชาติก่อนนางก็เคยใช้มาแล้ว เพียงแต่เดินหมากพลาดไปตาหนึ่ง ถูกชายาเซินคลี่คลายแผนการได้ ครั้งนี้ทำอีกครั้ง ทั้งยังมีความช่วยเหลือของจีอู๋เจียงอีก ต่อให้เจียงซิ่วรุ่นอยู่ห่างไกลถึงพันหลี่ ก็สามารถควบคุมกระดานหมากได้

เฟิ่งหลีอู๋สงสัยอยู่ตลอดว่านางจะลอบหนีไป ทว่ามีพี่ชายพี่สะใภ้อยู่ ซ้ำยังมีหลานตัวน้อยที่ยังไม่คลอดอีกคน นางจะสนใจแต่ตนเองแล้วหนีไปได้อย่างไรกันเล่า

หากมีโอกาสเจียงซิ่วรุ่นก็คิดอยากให้เฟิ่งหลีอู๋กินยาที่มีสรรพคุณเสริมความมั่นใจสักเม็ดหนึ่งจริงๆ…นางไม่มีทางหนีอย่างเด็ดขาด…หากจะไป ก็ต้องไปอย่างถูกต้องทรงเกียรติ สง่าผ่าเผย!

หลังจากอาบน้ำเสร็จเจียงซิ่วรุ่นก็ลุกขึ้นห่อตัวด้วยผ้าผืนยาว จากนั้นก็ถามไป๋เฉี่ยนว่าต้มยาห้ามครรภ์ไว้หรือไม่

นางต้องพักอยู่ที่นี่สองวัน จำเป็นต้องกินยา

ไป๋เฉี่ยนกลับขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า “คุณหนูเจ้าคะ ตั้งหนึ่งเดือนแล้วที่ท่านไม่มีระดูมา หมอที่สั่งยาตำรับนั้นย้ำเตือนเป็นพิเศษว่าหากดื่มแล้วระดูไม่มาจะต้องหยุดดื่มทันที หากฤทธิ์ยาหนักมากขึ้นอีก ท่านอยากจะตั้งครรภ์ก็ทำไม่ได้แล้ว หลังจากนี้ก็ไม่ต้องใช้ยาแล้วเจ้าค่ะ!”

เจียงซิ่วรุ่นนิ่งอึ้งไปทันที หนึ่งเดือนกว่ามานี้นางอยู่ที่ฮั่นหยางยุ่งเสียจนเหมือนลูกข่าง ไหนเลยจะจำเรื่องระดูของตนเองได้ว่ามาเวลาใด

ผ่านการเตือนเช่นนี้ของไป๋เฉี่ยน เจียงซิ่วรุ่นคลับคล้ายจะนึกขึ้นมาได้ว่าเหมือนไม่ได้ใช้ผ้าซับระดูมานานแล้วจริงๆ

แต่ว่า…ระดูไม่มาคราวนี้ สรุปเป็นเพราะถูกฤทธิ์ยากดเอาไว้ หรือว่า…เจียงซิ่วรุ่นไม่ได้ไปขบคิดต่อ อย่างไรเสียไป๋เฉี่ยนก็ไม่ยอมต้มยาให้นาง แต่ถ้าระดูไม่มาเป็นเพราะกินยามากล่ะก็ ต่อให้สองคืนนี้มีสัมพันธ์กับเฟิ่งหลีอู๋ นางก็ไม่มีทางตั้งครรภ์ได้แน่

รอผ่านไปอีกสองวันนางกลับไปเมืองลั่วอันแล้ว ค่อยลอบไปให้หมอเป็นการส่วนตัวตรวจหาสาเหตุแล้วค่อยว่ากันเถอะ

 

* มาจากประโยคเต็มว่า ‘จากประหยัดสู่ฟุ่มเฟือยทำได้ง่าย จากฟุ่มเฟือยสู่ประหยัดทำได้ยาก’ เป็นสำนวนที่เตือนให้ผู้คนใช้ชีวิตดีๆ อย่าได้ประมาทใช้เงินฟุ่มเฟือย

* หมัวมัว เป็นคำเรียกหญิงสูงวัย มีความหมายหลากหลาย ทั้งย่า ยาย แม่นม ป้า และยังเป็นคำเรียกหญิงรับใช้อาวุโสในเชิงยกย่อง รวมถึงนางข้าหลวงอาวุโสในวังด้วย

* ตงซือเลียนมุ่นคิ้ว หมายถึงคนที่เลียนแบบผู้อื่น ทว่าทำได้ไม่ดีจนกลับกลายเป็นปล่อยไก่ โดยมีเรื่องเล่าอยู่ว่าซีซือ (ไซซี) หนึ่งในสี่ยอดหญิงงามของจีนโบราณแม้เดินขมวดคิ้วเพราะไม่สบายเจ็บหน้าอก แต่ใครๆ ก็ยังคงชื่นชมว่างาม ตงซือหญิงขี้เหร่ในหมู่บ้านเดียวกันจึงขมวดคิ้วเลียนแบบซีซือบ้าง ทว่ากลับเป็นที่รังเกียจยิ่งกว่าเดิม

 

(ติดตามต่อได้ในรูปแบบฉบับเต็มได้ในเดือนกรกฎาคม 2569)

หน้าที่แล้ว1 of 10

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: