บทที่ 3
ดังนั้นทหารองครักษ์นายนั้นจึงไม่พูดอะไรอีก เพียงก่อเตาเล็กอย่างง่ายๆ ขึ้นมา แล้วใช้ถ่านไม้ไผ่บนรถม้าต้มน้ำร้อนเงียบๆ หลายกาในลานด้านหลังที่คนงานทั่วไปใช้สำหรับผ่าฟืน มิหนำซ้ำยังมีน้ำเหลือเฟือด้วย
หลังจากต้มน้ำเสร็จ เจียงซิ่วรุ่นก็ให้ทหารองครักษ์รื้อเตาทิ้งเพื่อเลี่ยงมิให้มีใครมาตำหนิบ่าวรับใช้ในจุดพักม้าเอาได้ จากนั้นนางก็หิ้วน้ำกลับไปที่เรือนก่อน
ตอนที่เจียงซิ่วรุ่นใช้เสื้อคลุมกันลมห่อกาน้ำให้เรียบร้อยและหิ้วน้ำร้อนเดินตัดผ่านศาลาด้านข้างเตรียมตัวจะกลับไปที่เรือนพักของตนเอง ก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายมาระลอกหนึ่ง
ที่แท้เป็นเพราะเหล่าตัวประกันจากทุกแคว้นรอนานมากแล้วก็ยังไม่ได้น้ำร้อนมาแช่เท้าแช่มือให้อบอุ่นสักที จึงพากันส่งคนของตนไปเร่งบ่าวรับใช้ของจุดพักม้า น้ำเสียงของเหล่าบ่าวรับใช้ไม่ดี จึงยิ่งคุยยิ่งโมโหขึ้นมา
เหล่าบ่าวรับใช้ทะเลาะกัน บรรดาเจ้านายก็พากันยืนดูสงครามอยู่ด้านข้าง และค่อยๆ จบลงด้วยการทะเลาะวิวาท
เพียงแต่ในชาตินี้เจียงซิ่วรุ่นไม่ได้โผล่ศีรษะออกไป ผู้นำในเรื่องวุ่นวายนี้ได้เปลี่ยนคนไปแล้ว
จะว่าไปแล้วคนผู้นี้ก็คือหนึ่งในแม่ทัพหญิงผู้กล้าหาญ…เถียนอิ๋งบุตรสาวหานอ๋องนั่นเอง ช่วงหลายปีนี้อำนาจของแคว้นหานค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้น เริ่มมีอำนาจพอจะทัดเทียมกับต้าฉีได้บ้าง การตกลงเป็นพันธมิตรในครั้งนี้ถึงกับไม่ส่งตัวประกันมาแม้แต่คนเดียว ส่งเพียงเถียนอิ๋งบุตรสาวคนเล็กของหานอ๋องมาเท่านั้น และยังมีความคิดที่จะให้นางอภิเษกสมรสกับองค์ชายของต้าฉีด้วย
ประจวบเหมาะกับเฉาซีมาที่ห้องโถงด้านหน้าเพื่อกินอาหารได้ยินที่เถียนอิ๋งตำหนิบ่าวรับใช้ของจุดพักม้าเข้าพอดี ซึ่งชัดเจนว่าชี้ต้นหม่อนด่าต้นไหว* อยู่ นางสืบหาชื่อแซ่ของบุตรสาวอ๋องที่จะเข้าเมืองหลวงมาก่อนแล้ว แคว้นหานอยู่ในช่วงที่เริ่มมีอำนาจแข็งแกร่ง จุดประสงค์ที่ส่งบุตรสาวมานั้นคล้ายว่ามุ่งมาเพื่อญาติผู้พี่ของนางโดยเฉพาะ
เมื่อในใจมีข้อขัดขวางเช่นนี้ เฉาซีก็ไม่ฟังอีกต่อไป และเสียดสีวิพากษ์วิจารณ์เถียนอิ๋งว่าไม่ประเมินความสามารถตนเอง
น่าเสียดายที่เฉาซีไม่รู้ว่าต่อไปถึงแม้จะได้แต่งงานกับญาติผู้พี่เฟิ่งหลีอู๋เป็นชายารัชทายาทสมดังใจหมาย แต่ที่ญาติผู้พี่คนนั้นมีให้นางกลับเป็นการยกย่องอย่างเหลือล้น ทว่าความรักใคร่กลับไม่เพียงพอ ภายหลังก็ถูกเถียนอิ๋งผู้นี้ช่วงชิงความโปรดปรานไป รอจนต้าฉีทำลายแคว้นเยียนได้แล้ว เฉาซีก็ถูกทอดทิ้งในทันใด และจบลงด้วยความเศร้าสลด
แย่งชิงน้ำร้อนมีอันใดน่าดูกัน ตอนที่แย่งบุรุษถึงจะยิ่งแสดงเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวออกมามากยิ่งขึ้นและน่าติดตามดูอย่างใกล้ชิด!
เพียงแต่รัชทายาทผู้นั้นไหนเลยจะเป็นผู้ที่บุปผาดาษดื่นต้นหญ้าสามัญจะสามารถฉุดรั้งเอาไว้ได้เล่า จะเฉาซีก็ดี หรือเถียนอิ๋งก็ช่าง สุดท้ายล้วนเป็นตัวหมากที่เฟิ่งหลีอู๋ใช้กวาดล้างทุกแว่นแคว้นเพื่อเสริมสร้างแว่นแคว้นให้แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้นเอง
รัชทายาทผู้สูงส่งแห่งต้าฉีผู้นี้รักแผ่นดินยิ่งกว่ารักสาวงาม!
เจียงซิ่วรุ่นในชาตินี้เห็นแจ้งถึงเรื่องราวทางโลกแล้ว จึงคร้านจะลงสนามไปเป็นเบี้ยหมากใคร แม้แต่ความครึกครื้นก็ไม่คิดจะเหลือบแล นางแค่เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเพื่อกลับไปที่เรือนพักของตนเอง
เมื่อครู่นางเพิ่งจะรบกวนคนในครัวขอขิงชิ้นใหญ่ชิ้นหนึ่ง เมื่อกลับถึงในห้องก็ล้างสากอันเล็กที่ใช้บดแป้งชาดของตนเองให้สะอาด แล้วใช้สากตำขิงจนละเอียด ชงด้วยน้ำร้อนเดือด จากนั้นนำมาให้พี่ชายดื่ม
รอจนกรอกน้ำขิงชามใหญ่ลงไปแล้ว ก็ออกฤทธิ์ขับไล่ความหนาวเย็นได้ดังคาด บนร่างของเจียงจือเริ่มมีเหงื่อออกมา เจียงซิ่วรุ่นรีบใช้ผ้าห่มผืนใหญ่ห่มคลุมพี่ชายอย่างแน่นหนามิดชิด ให้เขานอนลงอย่างสงบเพื่อให้เหงื่อออก
เพราะระหว่างทางพบกับผู้อพยพ รถม้าของพี่ชายถูกทำลายตอนที่ต่อสู้กับพวกผู้อพยพที่ปล้นสะดม ดังนั้นเขาจึงต้องขี่ม้ามาตลอดทาง
บุตรชายอ๋องเจ้าแคว้นที่เคยมีเกียรติยศสูงส่งไหนเลยจะเคยได้รับความทุกข์ทรมานถึงขั้นนี้มาก่อน จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ทันทีที่ถึงเมืองหลวงเขาก็ฝืนร่างกายต่อไปไม่ไหว ล้มป่วยลง
เจียงซิ่วรุ่นนั่งพิงหน้าต่างด้านตะวันตก รู้อยู่ในใจว่าเมื่อถึงเมืองหลวงของต้าฉีก็ยังมิใช่จุดสิ้นสุดของการระเหเร่ร่อนและผจญความยากแค้น วันเวลาแห่งความทุกข์ยากนี้แค่เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นเอง
การปลอมตัวเป็นบุตรชายอ๋องของนางในคราวนี้ นางอาจจะไม่ถูกส่งไปซักเสื้อผ้าที่หน่วยซักผ้า แต่ต่อให้สามารถอยู่ด้วยกันกับพี่ชายได้ ก็ยังเป็นสถานการณ์ที่ยากเข็ญเช่นกัน
ที่พักของตัวประกันชายแต่ละแคว้นล้วนขึ้นอยู่กับกรมพิธีการของต้าฉีตระเตรียมและจัดสรรให้
หากเป็นตัวประกันของแคว้นที่แข็งแกร่ง หรืออาจเป็นพวกที่เป็นที่รักใคร่โปรดปรานของบิดาและวงศ์ตระกูล ก็อาจจะได้รับการต้อนรับดูแลอย่างมีมารยาท รวมกับการควักเงินทองของตนเองปรับปรุงพื้นที่โดยรอบของเรือนที่พักให้กว้างขวางโดดเด่น ก็ล้วนสามารถรักษาศักดิ์ศรีหน้าตาของบุตรชายอ๋องเอาไว้ได้
ทว่าพี่ชายของนางในปีนั้นแม้จะมีเงินทองที่บิดาประทานไว้ให้สร้างเรือนเช่นกัน แต่เพราะส่วนใหญ่นำมาติดสินบนเพื่อเลี่ยงไม่ให้นางโดนคนรังแกเหยียดหยามในยามที่อยู่หน่วยซักผ้า ดังนั้นเขาจึงได้แต่พักอาศัยอยู่ในตรอกเก่าด้านตะวันตกของเมืองที่คนของกรมพิธีการต้าฉีจัดเอาไว้ ซึ่งมีพวกคนขายเนื้อและพลทหารจำนวนหนึ่งอยู่ในตรอกนี้ด้วย จนตกเป็นหัวข้อในการเย้ยหยันของบรรดาตัวประกันชายแต่ละแคว้นที่อยู่ในต้าฉี
ต้องรู้ว่าบรรดาตัวประกันชายเหล่านี้มีมากกว่าครึ่งที่ได้กลับคืนสู่แว่นแคว้นของตนเอง ถึงขั้นได้สืบทอดตำแหน่งอ๋องกลายเป็นอ๋องเจ้าแคว้น การที่มาอยู่ต้าฉีด้านหนึ่งคือจำเป็นต้องผูกสัมพันธ์เป็นพันธมิตร ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็เพื่อให้บรรดาบุตรชายอ๋องที่ยังหนุ่มเหล่านี้ค่อยๆ สะสมเส้นสายเอาไว้
เวลานี้แต่ละแคว้นล้วนวุ่นวายไม่สงบ ต่างมีความคิดแย่งชิงความเป็นเจ้าแคว้น หากช่วงชิงพันธมิตรได้มากยิ่งขึ้น สำหรับแคว้นบ้านเกิดของตนเองแล้วจะต้องมีประโยชน์อย่างมากมายแน่นอน
แต่เจียงซิ่วรุ่นไม่อยากให้พี่ชายนางต้องเป็นเหมือนอย่างบุตรชายอ๋องเหล่านั้นที่ต้องทุ่มเทความพยายามดำเนินการวางกลอุบายเช่นนี้
แคว้นปอมีสภาพเสื่อมถอย ไม่ใช่สิ่งที่เรี่ยวแรงผู้คนจะหยุดยั้งได้ มีบิดาที่เป็นโจรช่วงชิงอำนาจนิสัยต่ำช้าเช่นนี้เป็นอ๋องเจ้าแคว้น ไหนเลยจะมีขุนนางผู้ภักดีแห่งแว่นแคว้นคอยช่วยเหลือได้เล่า
อีกทั้งพี่ชายก็เป็นคนที่มีความคิดท้อแท้ทอดอาลัยอีกด้วย หากไม่สามารถเสี้ยมสอนให้เขาเปลี่ยนเป็นคนคิดอยากก้าวหน้าเสียบ้าง มีความเป็นไปได้มากว่าวันใดที่แคว้นปอถูกแคว้นเหลียงกลืนกิน วันนั้นเขาก็จะมีจุดจบเหมือนกับชาติก่อนที่พลีชีพเซ่นสังเวยแว่นแคว้นอีกเหมือนเดิม
เจียงซิ่วรุ่นถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง กดความรู้สึกที่พุ่งขึ้นมาลงไป ก่อนนำพู่กันกับกระดาษมาคิดคำนวณการใช้จ่ายของเงินจำนวนน้อยนิดที่บิดาให้มาอย่างละเอียด
อิงจากประสบการณ์ในชาติก่อน ในอีกไม่กี่ปีหลังจากนี้บิดาจะไม่มีทางสนับสนุนเงินพวกนางสองพี่น้องอีกต่อไปแล้ว หากจะให้นางกับพี่ชายอยู่อย่างสงบสุขต่อไปในต้าฉีอย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี จำเป็นต้องวางแผนการใช้เงินอย่างละเอียดรอบคอบ
ทว่าในชาติที่แล้วเรือนเก่าทรุดโทรมที่กรมพิธีการของต้าฉีจัดเตรียมไว้ให้ก็ไม่ใช่สถานที่สำหรับพักอยู่อาศัยเช่นเดียวกัน
ในสมองของเจียงซิ่วรุ่นคิดวางแผนอย่างรวดเร็วว่าเวลานี้บ้านเรือนในเมืองหลวงซึ่งมีราคาต่ำที่ใดบ้างที่รอผ่านไปสองสามปีที่ดินก็จะมีราคาทะยานสูงขึ้น ในใจนางเลือกเอาไว้สองสามแห่งที่วันหน้าจะไปตรวจสอบดูได้ หลังจากคำนวณเงินที่จะใช้หาที่ลงหลักปักฐานได้แล้วก็พบว่ามีส่วนที่ยังเหลืออยู่ ทำให้นางสามารถจัดการเรื่องเล็กๆ น้อยๆ และคิดวิธีหาเงินออกมาได้บ้าง
รอสามปีให้หลังในเมืองลั่วอันจะมีความวุ่นวายใหญ่คราหนึ่ง ขอเพียงถึงเวลานั้นนางวางแผนการรัดกุมรวมกับใช้ประโยชน์จากความวุ่นวาย ก็สามารถฉวยโอกาสพาพี่ชายหลบหนีไปจากที่นี่ นับจากนั้นก็เปลี่ยนชื่อแซ่ ใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชนได้
เมื่อคิดเช่นนี้เจียงซิ่วรุ่นก็พลันรู้สึกว่าตนเองมีเป้าหมายที่จะต้องทำให้ได้แล้ว
เพราะมัวแต่ยุ่งอยู่กับการลดไข้ให้พี่ชาย เจียงซิ่วรุ่นจึงเลยเวลากินอาหารไปแล้ว ถึงแม้ทหารองครักษ์จะยกอาหารมา แต่ล้วนเป็นอาหารทั่วไปที่เย็นชืด ไม่สามารถให้คนป่วยกินลงไปได้ และตอนนี้ก็เลยเวลาอาหารไปแล้ว ทางห้องครัวก็ไม่น่าจะอึกทึกวุ่นวายแล้วเช่นกัน
เจียงซิ่วรุ่นหยิบปิ่นหยกอันหนึ่งออกมาจากกล่องเครื่องประดับของตนเอง เตรียมจะนำมาติดสินบนคนในครัวของจุดพักม้า ให้ทำอาหารที่ประณีตหน่อยให้พี่ชาย
ในชาติก่อนการซื้อน้ำใจผู้คนด้วยเงินทองเช่นนี้ นางก็นับว่ารู้ลู่ทางและชำนาญอยู่เหมือนกัน
เวลานี้สวมใส่ชุดบุรุษ รูปลักษณ์ดูเหมือนกับชายหนุ่มที่อ่อนเยาว์ เมื่อรวมเข้ากับปากหวานและท่าทางที่ซื่อสัตย์จริงใจ ถึงขั้นออกแรงช่วยแม่ครัวอย่างยินดีด้วยแล้ว ทางแม่ครัวไม่เพียงแค่ต้มโจ๊กซานเย่า ให้เจียงซิ่วรุ่นเท่านั้น ยังเพิ่มห่านย่างให้นางตัวหนึ่งอีกต่างหากด้วย
ว่ากันว่านี่คือของที่บุตรสาวเยียนอ๋องไม่เอาแล้ว เพราะว่าแขกผู้เอาแต่ใจท่านนั้นถูกบุตรสาวหานอ๋องเถียนอิ๋งทำให้โมโหไม่เบา จึงหมดความอยากอาหารไปจนสิ้น ห่านย่างยังไม่ถูกตะเกียบแตะต้อง จึงมีสภาพสมบูรณ์ เจียงซิ่วรุ่นไม่รังเกียจเลยสักนิด นางยกจานขึ้นแล้วเดินกลับไป เพราะว่าเวลานี้เลยเวลาอาหารไปแล้ว คณะทูตกลุ่มอื่นล้วนพักผ่อนกันแล้ว จุดพักม้าในยามที่ม่านวิกาลคลี่คลุมลงมานี้จึงสงบเงียบมาก
แต่ตอนที่นางออกจากประตูด้านข้างของห้องครัวมานั้นก็เห็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งสวมเสื้อคลุมหนังสีดำผู้หนึ่งยืนอยู่ในมุมหนึ่งของลานจุดพักม้าเข้าพอดี
ข้างกายของเขามีชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่แข็งแรงพูดกับเขาว่า “รัชทายาท ฮองเฮาทรงหวังให้พระองค์มาต้อนรับบุตรสาวเยียนอ๋องด้วยพระองค์เอง และให้ไปพักที่จวนท่านอัครเสนาบดีก่อนเป็นการชั่วคราว เพื่อแสดงออกถึงความใกล้ชิดโปรดปรานที่ฮองเฮาทรงมีต่อนาง แต่พระองค์กลับทรงสวมชุดลำลองเสด็จมาเช่นนี้อย่างเรียบง่ายก่อนแล้ว…เหตุใดเมื่อครู่ทั้งที่อยู่ที่ระเบียงทางเดินนี้เอง ไยถึงเพียงมองดูอยู่เฉยๆ โดยไม่ยอมไปช่วยเฉาจีเล่าพ่ะย่ะค่ะ”
เพียงแค่ได้ยินเสียงหยาบกระด้างไร้เล่ห์เหลี่ยมนั้น เจียงซิ่วรุ่นก็ตัวสั่นเทาด้วยความกลัวทันที เสียงนี้นางไม่มีวันจำผิดอย่างเด็ดขาด นี่ก็คือเสียงฉินจ้าว คนที่ใช้กำลังข่มเหงยึดครองนางเมื่อชาติก่อนผู้นั้นเอง!
ส่วนบุรุษที่สวมเสื้อคลุมสีดำผู้นั้นจะต้องเป็นรัชทายาทผู้สูงศักดิ์เหนือใครของต้าฉีอย่างแน่นอน…เฟิ่งหลีอู๋!
ที่แท้เขาก็มายังจุดพักม้าด้วยตนเอง ถ้าเช่นนั้นการเสียดสีเย้ยหยันด้วยคารมคมคายของนางในชาติก่อนนั้นไยมิใช่เข้าหูรัชทายาทไปแล้วหรือ
ไม่แปลกใจเลยที่เขาจะสร้างความลำบากให้นางในภายหลัง หรือว่าในตอนนั้นเป็นเพราะญาติผู้น้องสุดรักของเขาระบายโทสะไม่สำเร็จ
เพียงแต่สองคนที่นางคิดจะหลบเลี่ยงอย่างที่สุดในชาตินี้ คิดไม่ถึงว่าจะได้พบหน้ากันเร็วกว่าในชาติก่อนเสียอีก เมื่อคิดถึงตรงนี้นางก็ถอยเข้าไปที่มุมกำแพง คิดจะรอให้รัชทายาทที่ออกมาเยี่ยมเยียนผู้อื่นในชุดลำลองนี้จากไปก่อนแล้วจึงค่อยออกมาใหม่
แต่ในเวลานี้เองเฟิ่งหลีอู๋ก็พูดช้าๆ ว่า “ไม่ไปต้อนรับแล้ว หนวกหูเหลือเกิน”
หลังกล่าวจบเฟิ่งหลีอู๋ก็ก้าวเท้าเดินออกไปทางประตูหลัง
เวลานี้ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว แสงจันทร์นวลปกคลุมบนใบหน้าของเฟิ่งหลีอู๋
ถึงแม้ในชาติก่อนจะได้เห็นท่าทางองอาจหยิ่งผยองแต่กำเนิดของโอรสมังกรของต้าฉีผู้นี้จนชินชาแล้ว เจียงซิ่วรุ่นก็ยังคงลอบทอดถอนใจ…ตอนที่องค์ชายผู้นี้ด่าว่าผู้อื่นว่าเป็นหญิงงามปีศาจชักนำหายนะสู่บ้านเมือง เขาไม่เคยได้ส่องคันฉ่องสำริดดูสักหน่อยหรือไร เป็นบุรุษผู้หนึ่งแท้ๆ แต่กลับมีริมฝีปากแดงนัยน์ตาหงส์ จมูกโด่งคิ้วพาดเฉียง รูปโฉมประหนึ่งเทพเซียนที่ถูกลงโทษให้จุติลงมายังใต้หล้าอันสับสนอย่างไรอย่างนั้น เหตุใดถึงได้เรียกผู้อื่นว่า ‘หญิงงามปีศาจ’ ได้อย่างไม่ละอายใจบ้าง
ในชาติก่อนฮองเฮาของต้าฉีชื่นชอบรักใคร่เฉาซีผู้เป็นหลานสาวตนเองมากเหลือเกินจริงๆ จะสั่งให้บุตรชายของตนมาต้อนรับแขกด้วยตนเองก็ไม่มีอันใดผิดคาด
แต่ญาติผู้พี่คนนี้ก็ช่างไม่ให้เกียรติกันเกินไปแล้ว ในตอนแรกก็มาอย่างไม่ให้สุ้มเสียง แต่ทั้งที่คนก็มาแล้ว กลับทิ้งคำว่า ‘หนวกหู’ เอาไว้เพียงคำเดียวก็หมุนกายจากไป
ลองถามดูหน่อยเถิดว่าเขาที่เป็นบุรุษรูปงามระดับต้นตอหายนะเช่นนี้ เหตุใดจึงไม่คู่ควรให้เฉาซีกระตือรือร้นที่จะฉีกทึ้งหญิงงามสามพันนางในวังอย่างบ้าคลั่งในภายหน้าได้เล่า
เพียงแต่ถึงเจียงซิ่วรุ่นจะไม่อยากได้ยินเพียงใด แต่ก็พบคนเข้าแล้ว ต่อให้นางซ่อนอยู่ด้านข้างได้ทันเวลาและจดจ่อกับการกลั้นหายใจเอาไว้ แต่ยังคงถูกฉินจ้าวที่มีวรยุทธ์สูงส่งได้ยินเสียงหายใจแผ่วเบาของนางเข้าจนได้
เขาเดินไปทางที่เจียงซิ่วรุ่นซ่อนตัวอยู่อย่างตื่นตัว พร้อมกับตวาดเสียงต่ำ “ใคร!”
ฉินจ้าวขายาวก้าวใหญ่ ไม่กี่ก้าวก็มาถึงที่หัวมุมแล้ว
เดิมนึกว่ามีคนซ่อนอยู่ในที่ลับด้วยเจตนาไม่ดีต่อองค์ชาย กลับไม่คิดเลยว่าจะเป็นเด็กหนุ่มที่ดูหล่อเหลาสง่างาม มือหนึ่งถือด้ามจับยาวของหม้อต้มเอาไว้ อีกมือหนึ่งกำห่านย่างที่อยู่ในห่อกระดาษน้ำมัน ปากนั้นก็ไม่ว่างเช่นกัน ถึงกับกำลังกินขาห่านขาหนึ่งอยู่ ดูไปแล้วท่าทางเหมือนจะหิวจนทนไม่ไหว
ครั้นเห็นฉินจ้าวเข้ามา ‘เขา’ ก็หดตัวหนีตามสัญชาตญาณ ฝืนแสร้งทำท่าทางดุร้ายทั้งที่ใจหวาดกลัว ถลึงตาตวาดด่าว่า “บังอาจ! เจ้าเป็นบ่าวของคณะทูตใดถึงได้ก้าวเดินไร้สุ้มเสียงเช่นนี้ คิดจะขู่ขวัญข้าให้ตายหรือ!”
ฉินจ้าวเห็นเด็กหนุ่มผู้นี้ถึงแม้จะผอมบาง แต่กลับวางท่าเต็มที่ อีกทั้งเสื้อผ้าอาภรณ์ก็หรูหรางดงาม เห็นปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นบุตรชายอ๋องแคว้นใดสักแคว้นหนึ่ง รวมกับท่าทางตะกละตะกลามแสนโง่เขลานั้นแล้ว ดูท่าคงไม่ใช่พวกมือสังหารอันใด
ฉินจ้าววางใจ แต่จู่ๆ กลับเกิดความรู้สึกอยากหยอกเย้าอีกฝ่ายขึ้นมา จึงจ้องตาคนตรงหน้าแล้วพูดว่า “ดึกมากแล้ว เหตุใดจึงมาซ่อนตัวกินห่านย่างอยู่ที่นี่เล่า”
เจียงซิ่วรุ่นกลับไม่อยากสนทนากับคนที่ใช้กำลังข่มเหงยึดครองตัวนางให้มากอีกแม้แต่ครึ่งคำ จึงเพียงยกหม้อโจ๊กขึ้นกล่าวอย่างเย็นชา “คิดจะหาเนื้อให้เจ้านายของเจ้าก็สายไปแล้ว เหลือเพียงห่านย่างนี้ตัวเดียว แล้วข้าก็กัดไปแล้วด้วย เจ้าไปหาเนื้อที่อื่นจะดีกว่า” พูดจบนางก็เดินอ้อมตัวเขาจากไปอย่างรีบเร่ง
ฉินจ้าวก็ไม่ได้ขัดขวางเจียงซิ่วรุ่น เมื่อครู่นี้เขากับรัชทายาทมิได้ปรึกษาพูดเรื่องงานบ้านเมือง ในเมื่อเป็นแค่เด็กหนุ่มผอมแห้งจอมตะกละ ย่อมไม่คู่ควรให้หวาดกลัว
เพียงแต่ไม่รู้ว่านี่เป็นตัวประกันชายของแคว้นใด รูปโฉมช่างหล่อเหลาเด่นล้ำยิ่งนัก ถึงแม้อายุยังน้อย แต่สามารถดูออกว่าต่อไปภายภาคหน้าอีกฝ่ายจะต้องเป็นบุรุษงามรูปร่างสะโอดสะองอย่างแน่นอน…ฉินจ้าวมองเงาหลังกับเอวบางของเด็กหนุ่ม ชั่วขณะนั้นก็ใจลอยไปบ้าง
แต่เพียงชั่วพริบตาฉินจ้าวก็ได้สติกลับมาอย่างรวดเร็ว เขาเดินไปรวมตัวกับองครักษ์ที่เฝ้าอยู่ด้านนอกจุดพักม้า ขึ้นนั่งบนม้า แล้วออกจากจุดพักม้ามุ่งไปยังจวนรัชทายาทพร้อมกับเฟิ่งหลีอู๋
ภายในจุดพักม้าแห่งนี้กลับเหมือนกับยุทธภพที่เกิดคลื่นลมเปลี่ยนแปลงอย่างลับๆ ตอนที่รอให้ฮ่องเต้ต้าฉีเรียกเข้าเฝ้านี้ บรรดาตัวประกันชายหญิงของแต่ละแคว้นต่างก็วิ่งวุ่นไปทุกหนแห่งเพื่อหาข่าวของกันและกัน
เจียงซิ่วรุ่นเอาแต่ดูแลพี่ชายและมองดูสถานการณ์อยู่ด้านข้างอย่างเย็นชาเท่านั้น นอกจากเฉาซีกับเถียนอิ๋งที่เป็นจุดเด่นอย่างเต็มที่แล้ว ในบรรดาบุตรชายอ๋องทุกแคว้นกลับมีเพียงไม่กี่คนที่เป็นคนทะเยอทะยานและจะมีชื่อเสียงในภายหน้า
หนึ่งในนั้นก็คือบุตรชายเหลียงอ๋องซึ่งมีนามว่าหลิวเพ่ย…หลังจากอยู่ในต้าฉีสามปีเขาก็กลับไปแคว้นเหลียงสืบทอดตำแหน่งอ๋องเจ้าแคว้น หากวิจารณ์กันโดยละเอียดอีกรอบหนึ่ง คนผู้นี้ก็คือ ‘บิดาบุญธรรมผู้อ่อนเยาว์’ ที่บิดาของนางจะต้องยอมรับในอนาคต เท่ากับเขาจะเป็น ‘ท่านปู่บุญธรรม’ ที่นางทุบกระดูกโยงถึงเส้นเอ็นผู้นั้นนั่นเอง
บทที่ 4
เวลานี้บรรดาท่านโหวท่านอ๋องเหล่านี้ที่ก่อพายุคาวเลือดฝนโลหิตในทุกแว่นแคว้นเมื่อชาติก่อน ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในช่วงที่เป็นเพียงต้นหอมเขียวสด เห็นคราแรกก็คือเด็กหนุ่มในเสื้อผ้าอาภรณ์สีสดใส แม่นางน้อยโฉมงามอยู่รวมตัวกันเป็นกลุ่ม ดึงดูดสายตาผู้คนเป็นอย่างมาก
แค่เรื่องแย่งชิงลำดับก่อนหลังในตอนเรียงแถวเข้าวังเพื่อเข้าเฝ้าฮ่องเต้ต้าฉี ทางด้านรถม้าที่หน้าประตูจุดพักม้าก็มีบรรยากาศตึงเครียดขึ้นมาอีกทันที
เฉาซีผู้นั้นเนื่องจากเป็นหลานสาวแท้ๆ ของฮองเฮา ลำดับบนป้ายที่ได้จึงอยู่ใกล้ด้านหน้ามาก นางสวมกระโปรงยาวลากพื้นนั่งอยู่ในรถม้าอย่างสดใสงามสง่าตั้งนานแล้ว และปรายตามองเถียนอิ๋งที่เข้าแถวอยู่ตรงประตูจุดพักม้าอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง บุตรสาวผู้หยาบกระด้างของหานอ๋องผู้หนึ่งจะมาโอ้อวดความยิ่งใหญ่ประชันขันแข่งกับนางหรือ เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยในจุดพักม้าล้วนได้รับคำอธิบายจากฝ่ายในแล้ว จึงปฏิบัติต่อนางอย่างดีมาก ดังนั้นนางเพียงแค่บอกสาวใช้ของตนเองให้ไปส่งต่อคำพูดแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายพิธีการในจุดพักม้า เจ้าหน้าที่ฝ่ายพิธีการผู้นั้นก็เข้าใจในทันทีโดยไม่ต้องอธิบายมากความ จัดลำดับเถียนอิ๋งให้อยู่ในตำแหน่งค่อนไปทางด้านหลัง
การที่อยู่ค่อนไปทางด้านหลังนี้ไม่สำคัญ แต่มีความหมายโดยนัยว่าเถียนอิ๋งอาจจะต้องรอจนตอนบ่ายถึงจะสามารถเข้าเฝ้าตวนชิ่งฮ่องเต้ได้ และในชาติที่แล้วผู้ที่ถูกเฉาซี ‘ปฏิบัติเป็นพิเศษ’ ด้วยความรอบคอบเช่นนี้กลับเป็นเจียงซิ่วรุ่น
เนื่องจากต้องรักษามารยาทในการเข้าวังอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันว่าในยามที่เข้าเฝ้าแล้วจะเกิดเรื่องราวที่ไม่งามสง่าอย่างต้องไปห้องน้ำเพราะกินอิ่มจนแน่นท้อง อาจผายลมหรือเรอออกมา พวกเขาเหล่าตัวประกันชายและหญิงเหล่านี้ทุกคนตั้งแต่เช้าตรู่จึงดื่มเพียงน้ำข้าวต้มเล็กน้อยเพื่อเติมเต็มกระเพาะ ต้องรอหลังจากเข้าเฝ้าฮ่องเต้แล้วถึงจะกล้ากินอาหาร
สำหรับคนที่ถูกตวนชิ่งฮ่องเต้เรียกเข้าเฝ้าในช่วงบ่ายเหล่านั้นไม่เพียงแต่ท้องว่างทนหิวโหยในตอนเช้า ตอนกลางวันก็ไม่อาจกินอาหารได้ รสชาติของการถูกปล่อยให้หิวจนหน้าอกเหมือนแนบติดแผ่นหลังไม่ค่อยจะดีสักเท่าใด
ในชาติก่อนก็เป็นเพราะเจียงซิ่วรุ่นล่วงเกินเฉาซีเข้า นางจึงถูกจัดลำดับให้อยู่ท้ายสุด ทำให้พี่ชายที่ป่วยหนักต้องพลอยลำบากทนหิวไปกับนางด้วย
ชาตินี้การที่ไม่ทำตัวเด่นให้ผู้คนสนใจมีประโยชน์ยิ่งยวด เพราะว่าคนมากมายที่ช่วยผสมโรงไปกับเถียนอิ๋งล้วนถูกเฉาซีเล่นงานให้เข้าแถวอยู่ด้านหลังเช่นกัน
ส่วนบรรดาบุตรชายบุตรสาวอ๋องแคว้นที่อ่อนแอไม่ได้ใช้เงินติดสินบนเจ้าหน้าที่ฝ่ายพิธีการเหมือนอย่างสองพี่น้องสกุลเจียง ตำแหน่งที่รอกลับเลื่อนไปทางด้านหน้าในทันที สามารถขยับมาอยู่ในแถวช่วงเช้าแล้ว
เจียงจือเป็นเพราะว่าจัดการให้เหงื่อออกได้ทันเวลา ตอนเช้าตรู่ร่างกายจึงดีขึ้นเกินกว่าครึ่ง ไม่ค่อยมีอาการไข้ลมหนาวแล้ว แต่เนื่องจากน้องสาวใจกล้าขึ้นกะทันหัน ถึงกับแต่งกายเหมือนเป็นบุตรชายอ๋องไปเข้าเฝ้าตวนชิ่งฮ่องเต้ ในใจเขาจึงยังวิตกกังวลอยู่
แต่เจียงซิ่วรุ่นกลับมีท่าทีสงบนิ่งมาก…คนที่เดินผ่านประตูนรกมาแล้วคราหนึ่งยังจะมีความกลัวใดอีกเล่า อย่าได้เห็นว่านางมีสถานะเป็นน้องสาวแล้วจะอ่อนแอเชียวล่ะ ในใจนางยามนี้อยากปกป้องพี่ชายไว้ให้ได้ นางจึงยิ่งต้องเข้มแข็งขึ้น
วันนี้ชุดที่นางสวมใส่ยังคงเป็นชุดพิธีการของพี่ชายเหมือนเดิม แต่เนื่องจากรูปร่างผอมบาง บ่าไหล่ของชุดพิธีการตัวยาวจึงไม่ค่อยพอดีกับตัวนางสักเท่าใด ดังนั้นเมื่อคืนนางจึงฉีกเสื้อคลุมตัวสั้นของตนเองมาตัวหนึ่ง ใช้ปุยฝ้ายข้างในมายัดบ่าไหล่ให้เต็ม ตอนที่ถือคันฉ่องสำริดส่องดูตนเอง ก็เห็นเด็กหนุ่มในนั้นดูองอาจสง่างามอยู่บ้าง
หลังจากขึ้นรถม้ามาแล้วนางก็หยิบคันฉ่องสำริดคันเล็กออกมาอีก และตกแต่งขนคิ้วตนเองอย่างระมัดระวัง หลังใช้ดินสอถ่านทาเบาๆ คิ้วที่รูปทรงสวยงามแต่เดิมก็พลันเปลี่ยนเป็นคิ้วหยาบหนาราวกับตัวดักแด้ในรังไหม
มารดาของเจียงซิ่วรุ่นคือบุตรสาวปออ๋องคนก่อน ซึ่งบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งแคว้นปอมาจากเส้นทางปอซือ อันแสนไกล แม้จะผสมสายเลือดกับชาวจงหยวน หลายชั่วรุ่นแล้ว แต่ทายาทรุ่นหลังล้วนสืบทอดเอกลักษณ์อยู่เล็กน้อย มักจะมีเค้าโครงใบหน้าที่คมสันเด่นชัด
เช่นเดียวกับเจียงซิ่วรุ่น ยามนางสวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์สตรีก็จะงามเพริศพริ้งยากจะหาผู้ใดเปรียบ แต่ยามที่นางสวมชุดบุรุษกลับแฝงด้วยความองอาจสง่าผ่าเผย แต่เมื่อมีคิ้วที่หยาบหนาคู่นี้อยู่บนหน้าผาก กลับทำให้คนรู้สึกแต่เพียงว่าองคาพยพทั้งห้าบนใบหน้าไม่สอดคล้องกันนัก ทำให้คนเห็นแล้วรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
เจียงซิ่วรุ่นรู้สึกพึงพอใจมาก รอจนนางแปลงโฉมเสร็จเรียบร้อย ขบวนรถม้าของคณะทูตทุกแคว้นก็มาถึงหน้าประตูวังของต้าฉีแล้ว
นอกจากตัวประกันชายหญิงที่ไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ต้าฉีก่อน คนอื่นๆ ล้วนรอคอยอยู่ในห้องโถงกลาง
เวลานี้อำนาจของแคว้นต้าฉีแข็งแกร่ง การแสดงอำนาจต่อเหล่าตัวประกันชายหญิงทั้งหมดก็ไม่กระทำโดยเปิดเผย โดยให้บรรดาชายหนุ่มหญิงสาวเหล่านี้ยืนเรียงกันเป็นแถวทีละคนๆ
ด้านหน้าเจียงซิ่วรุ่นก็คือเจียงจือพี่ชายของนาง ส่วนที่ยืนด้านหลังนางก็คือหลิวเพ่ยตัวประกันจากแคว้นเหลียงนั่นเอง ตอนที่นางรอจนเบื่อหน่ายก็หันหน้ากลับไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ถึงได้พบว่าหลิวเพ่ยคนนั้นกำลังจ้องนางอยู่ เจียงซิ่วรุ่นเหลือบตามองเขาแวบหนึ่ง เขาที่ท่าทางดูสุภาพก็ไม่ได้หลบเลี่ยงสายตา เพียงจับจ้องขนคิ้วของนางนิ่ง
เจียงซิ่วรุ่นหลบสายตาหลิวเพ่ยแล้วหันหน้ากลับมา นางไม่กวาดตามองไปรอบๆ อีก เพียงรอให้ฮ่องเต้ต้าฉีเรียกพี่ชายกับนางเข้าเฝ้าอย่างใจจดจ่อ
ตอนใกล้เที่ยงวันก็ถึงรอบคณะผู้แทนแคว้นปอได้เข้าเฝ้าในที่สุด
ถึงแม้แคว้นปอจะอ่อนแอ แต่เนื่องจากอาณาเขตอยู่ตรงชายแดนของจงหยวนกับดินแดนตะวันตกพอดี พ่อค้าจากทุกที่ไปมาค้าขายกันเป็นประจำ นับว่าเป็นแคว้นที่ร่ำรวยและพลุกพล่านอยู่เหมือนกัน แต่เนื่องจากทหารไม่เข้มแข็งพอ จำเป็นต้องได้รับการปกป้องโดยแคว้นที่เข้มแข็งอย่างเร่งด่วน ดังนั้นหลังจากที่เป็นพันธมิตรกับต้าฉีเป็นต้นมา บรรณาการที่แคว้นปอมอบให้ทุกครั้งจึงล้วนเป็นทองคำที่สาดประกายเจิดจ้า ส่งกลิ่นหอมของความมั่งคั่งออกมา
ดังนั้นตอนที่ตวนชิ่งฮ่องเต้เรียกบุตรของปออ๋องทั้งสองเข้าเฝ้า ใบหน้าจึงแฝงด้วยรอยยิ้มอยู่สามส่วน
แต่รอยยิ้มอันน้อยนิดนี้ หลังจากได้ฟังความในพระราชสาส์นที่ปออ๋องเขียนด้วยตนเองแล้วก็พลันหายไป สีหน้าแปรเปลี่ยนในทันที
เมื่อเสียงที่ติดจะสั่นอยู่เล็กน้อยของขันทีหยุดลง ดวงตาของทุกคนก็เบิกกว้าง สายตามารวมอยู่บนร่างของคุณชายเจียงผู้มี ‘รูปโฉมงามเฉิดฉัน’ ผู้นั้น
บรรดาขุนนางทั้งหลายก็ตกใจแล้วเช่นกัน ไม่ว่าความชอบของฮ่องเต้พวกตนจะเป็นเช่นไร เด็กหนุ่มที่หน้าตาดูโง่เขลา ท่าทางทึ่มทื่อถึงเพียงนี้ก็ถือว่า ‘งามเฉิดฉัน’ แล้วหรือ นี่ปออ๋องไปเอาความมั่นใจมาจากที่ใด ยังมี ‘หนุนเขนยอย่างสงบสุข’ โผล่มาจากที่ใดอีกเล่า
ท้องพระโรงเงียบงันไปชั่วขณะ แม้แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายพิธีการที่อยู่ด้านข้างก็ตกตะลึงไปแล้วเช่นกัน อยากจะเอ่ยปากตำหนิคนป่าเถื่อนที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำพวกนี้ ก็รู้สึกว่าหากตนเองพูดอะไรไปในเวลานี้ ล้วนแต่มีความหมายไปในทางสาดน้ำสกปรกใส่ใต้ฝ่าเท้าตนเองทั้งสิ้น
คิ้วของตวนชิ่งฮ่องเต้เลิกสูงขึ้น สีหน้าคล้ายจวนจะออกปากตำหนิด้วยความโกรธเกรี้ยวอยู่แล้ว
ในเวลานี้เองเจียงซิ่วรุ่นที่มีท่าทีน้อมคำนับมาตลอดได้เงยหน้าขึ้นพูดว่า “ฝ่าบาท ขอทรงโปรดเชื่อวาจาของพระบิดากระหม่อมด้วย พระบิดาได้ยินมานานแล้วว่าฝ่าบาทประชวรด้วยโรคที่พระเศียร จึงได้ส่งกระหม่อมมายังต้าฉี กระหม่อมศึกษาค้นคว้าวิชาหมอผีของแคว้นปออย่างเชี่ยวชาญ สามารถรักษาโรคที่ศีรษะด้วยการนวดและกดจุดได้ หากฝ่าบาทไม่ทรงรังเกียจ จะทรงอนุญาตให้กระหม่อมอยู่ข้างพระวรกายฝ่าบาทได้หรือไม่ เพื่อจะได้ตรวจรักษาโรคของฝ่าบาท ให้ฝ่าบาททรงสามารถหนุนเขนยได้อย่างสงบสุขพ่ะย่ะค่ะ” กล่าวจบนางถึงกับม้วนแขนเสื้อขึ้น สองมือกุมประสาน ทำจนข้อนิ้วมือลั่นดังกรอบแกรบ ราวกับในชั่วขณะถัดไปจะทำให้ตวนชิ่งฮ่องเต้ได้ ‘หนุนเขนยอย่างสงบสุข’ แล้ว
ชาติก่อนอาศัยอยู่ในเมืองลั่วอันหลายปี เจียงซิ่วรุ่นสามารถพูดสำเนียงคนต้าฉีแท้ๆ ได้ตั้งนานแล้ว
แต่ในขณะนี้นางจงใจหยิบยกสำเนียงบ้านเกิดมาใช้อีกครั้ง วาจาที่กล่าวไม่เพียงไม่กระจ่างแจ้งในเนื้อหาและความนัยของถ้อยคำ ยังแฝงด้วยกลิ่นอายท้องถิ่นของเมืองเล็กติดชายแดนเข้าไป สายตาภายใต้คิ้วดกเข้มสองสายดูเรียบง่ายและจริงใจ ท่าทางไม่ถ่อมตัวไม่โอหัง แฝงด้วยความกระตือรือร้นตรงไปตรงมาจนดูทึ่มทื่อของเด็กหนุ่มที่ไม่มีความเข้าใจเรื่องมารยาทสักเท่าใด
เด็กหนุ่มเช่นนี้…ตลอดทั้งร่างไม่มีเสน่ห์เย้ายวนเลยแม้แต่น้อยนิด แล้วยังอธิบายอย่างเป็นธรรมชาติมากว่า ‘หนุนเขนยอย่างสงบสุข’ นั้นคือหมายถึงการรักษาอาการปวดศีรษะให้ฮ่องเต้ของต้าฉีได้นอนหลับอย่างสงบสุข ช่างจริงใจและสมเหตุสมผลจนทำให้ผู้คนไม่สามารถสร้างความลำบากให้ได้
สำหรับคำกล่าวที่ว่า ‘รูปโฉมงามเฉิดฉัน’ นี้ น่าจะเป็นเพราะปออ๋องผู้นั้นก็เป็นแบบเดียวกับบุตรชายผู้นี้ คือต่างเป็นคนประเภทที่ไม่กระจ่างแจ้งในเนื้อหาและความนัยของถ้อยคำ ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ และก็ไม่รู้ว่าไปเห็นถ้อยคำจากหนังสือเล่มใดมาจึงหยิบยกมาใช้
จะว่าไปแล้วลูกของใครใครก็รัก! ในสายตาของบิดาผู้ให้กำเนิดของเขา ต่อให้บุตรชายมีขนคิ้วราวกับตัวดักแด้อวบอ้วนสองตัวก็ยังเป็นเด็กหนุ่มรูปงามที่เด่นเลิศล้ำจนใต้หล้าตะลึงอยู่ แล้วพวกท่านจะทำกระไรได้
เวลานี้หากตำหนิติเตียนแคว้นปอเสียงดังว่าจงใจใส่ร้ายเสียดสีฮ่องเต้ต้าฉีว่าเป็นพวกรักชอบบุรุษ ก็จะสร้างความอับอายให้กับพวกบ้านนอกได้นิดหน่อยเท่านั้น
หลังจากตวนชิ่งฮ่องเต้มีสีหน้านิ่งเฉยอยู่ครู่หนึ่ง พอรู้สึกว่าลมหายใจราบรื่นมั่นคงแล้วถึงได้รับสั่งอย่างเย็นชาว่า “พวกเจ้าเดินทางมาไกล ถือเป็นแขกผู้มีเกียรติของต้าฉี ข้าก็แค่ป่วยไข้ยามต้องลมหนาวเท่านั้น ไยต้องรบกวนคุณชายให้ลำบากด้วยเล่า จงไปยังกรมพิธีการพร้อมพี่ชายของเจ้าเพื่อรับหนังสือรับรองการพักอาศัยในระยะยาวเถิด”
รับสั่งจบก็โบกมือ แสดงออกชัดว่าให้ข้ารับใช้ในวังรีบนำเด็กหนุ่มรูปงามที่มีกลิ่นอายบ้านนอกคนนี้ไปจากท้องพระโรงโดยเร็ว จะได้ไม่ต้องอยู่ให้ระคายเคืองสายตาต่อไป
ส่วนรัชทายาทต้าฉีผู้นั้นก็ไม่ได้มองมาทางเด็กหนุ่มบ้านนอกที่มีชื่อว่า ‘เจียงเหอรุ่น’ ผู้นี้แม้แต่แวบเดียว เอาแต่หลุบตาอยู่ที่ด้านข้างด้วยท่าทางสงบนิ่งไม่ตื่นตระหนก
กลับเป็นฉินจ้าวผู้อยู่ข้างๆ เฟิ่งหลีอู๋ที่เผยสีหน้าประหลาดใจ แล้วมองดูคุณชายน้อยเจียงท่านนี้ซ้ำๆ อยู่หลายครา
หลังออกมาจากท้องพระโรงเจียงซิ่วรุ่นก็พ่นลมหายใจยาวเฮือกหนึ่ง ส่วนพี่ชายที่อยู่ข้างๆ นางกลับหวาดหวั่นจนมีเหงื่อออกเปียกเสื้อผ้าชุ่มไปหมดแล้ว
เจียงจือจะไม่กลัวได้หรือ น้องสาวของเขาใจกล้าถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใด นับตั้งแต่เข้าสู่เมืองลั่วอันนางก็เปลี่ยนท่าทีดูเป็นคนมีลับลมคมในมากแผนการ กลับกัน ดูเหมือนว่าเขาผู้เป็นพี่ชายคนนี้ได้กลายเป็นน้องชายวัยเยาว์ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวแทน
เจียงซิ่วรุ่นอารมณ์ดีเป็นที่สุด นางรู้ว่านับจากนี้เป็นต้นไปตนต้องใช้รูปโฉมของ ‘เจียงเหอรุ่น’ เปิดเผยต่อหน้าผู้คนเป็นระยะเวลาอีกยาวนานนัก แต่เมื่อไม่มีการ ‘ดูแลอย่างห่วงใย’ ของรัชทายาทเหมือนเมื่อชาติก่อนแล้ว ก็นับว่านางได้มีชีวิตที่ดีขึ้นมากมายด้วยเช่นกัน
ในตอนที่พี่น้องสกุลเจียงเตรียมตัวจะจากไป เถียนอิ๋งผู้นั้นก็ยังคงรออยู่ในห้องโถงอย่างทรมาน เพราะว่าในกระเพาะหิวโหย หน้าตาจึงคับแค้นทุกข์ระทมใจยิ่ง เมื่อเห็นว่ามีผู้ที่ได้เข้าเฝ้าจากไปแล้ว นางก็ถลึงตาจ้องมองทุกคนอย่างดุร้าย
สองพี่น้องออกจากวังหลวงก็ตรงไปยังกรมพิธีการเพื่อรับหนังสือรับรอง ขุนนางกรมพิธีการผู้นั้นก็ถามพวกเขาว่าจะอาศัยอยู่ในที่พักที่กรมพิธีการจัดเตรียมไว้ให้หรือว่าเตรียมจะออกเงินเองเพื่อหาที่พักที่มีฐานะสูงขึ้นหน่อย
เจียงซิ่วรุ่นเคยบอกกับพี่ชายเอาไว้ก่อนแล้ว จึงบอกไปตามตรงว่าไม่ต้องการที่พักที่กรมพิธีการจัดเตรียมไว้ แต่จะหาซื้อเรือนเอาเอง
ออกจากกรมพิธีการแล้ว เจียงซิ่วรุ่นก็ถือได้ว่าเป็นผู้ที่รู้ลู่ทางดี หลังจากขึ้นรถม้านางก็พาพี่ชายไปยังตรอกซึ่งเป็นแหล่งรวมของอาหารข้างทางอันเลื่องชื่อภายในเมืองหลวงเพื่อกินอาหาร
ที่นี่มีร้านอาหารอยู่ร้านหนึ่ง หน้าร้านไม่ใหญ่แต่อาหารถูกปากคน ราคาก็ยุติธรรมดี หากไม่ใช่คนที่อยู่ในลั่วอันมานานย่อมจะหาร้านนี้ไม่พบ
หลังจากทั้งสองคนนั่งลง เจียงซิ่วรุ่นก็สั่งไก่ฟ้าย่างซึ่งเป็นอาหารชื่อดังในร้านนี้มา ยังมีข้าวห่อใบบัวด้วย
เมื่อเปิดใบบัวที่ห่อมาอย่างดีออก ข้าวหอมที่มีเฉพาะต้าฉีอัดแน่นอยู่ในห่อใบบัว ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำมันหมู กลิ่นหอมของข้าวที่ผสมเครื่องปรุงรสมาแล้วโชยเข้าจมูก
สองพี่น้องหิวจนท้องร้องโครกครากอยู่เหมือนกัน อีกทั้งเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโต จึงตั้งหน้าตั้งตากินข้าวกัน
ในร้านอาหารเล็กๆ มีลูกค้าเต็มร้าน นอกจากสองพี่น้องสกุลเจียงยังมีคณะทูตจากต่างถิ่นที่ได้สอบถามมาก่อนแล้วว่าร้านนี้มีอาหารชื่อดังที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของเมืองหลวงจึงมาเพื่อลิ้มลองรสชาติ
ชั่วระยะเวลาสั้นๆ ก็มีตัวประกันของแคว้นอื่นๆ ที่เคยพักอยู่ในจุดพักม้าแห่งเดียวกันสามสี่คนรวมกลุ่มกันมากินอาหาร
หลายคนนี้ก็คือพวกที่ผูกไมตรีเป็นสหายกันตอนอยู่ในจุดพักม้า ทางหนึ่งสั่งอาหารสั่งสุรา อีกทางก็พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการเข้าเฝ้าเมื่อครู่นี้
มีคนหนึ่งกล่าวอย่างเสียใจว่า “แคว้นหานก็นับว่าเป็นแคว้นที่กำลังรุ่งโรจน์นี่ แต่นี่กลับปล่อยให้บุตรสาวหานอ๋องรอนานจนเป็นลมอยู่ในห้องโถง คณะทูตที่มาพร้อมกับบุตรสาวอ๋องด่าว่ายกใหญ่ว่ามีคนเล่นไม่ซื่อ จงใจจัดการให้บุตรสาวหานอ๋องอยู่ลำดับเข้าเฝ้าหลังๆ ดูถูกแคว้นหานกันเช่นนี้ นี่คือต้องการชักนำให้สองแคว้นทะเลาะกันแล้ว!”
คุณชายอีกคนหนึ่งหัวเราะพรืดและพูดว่า “เมื่อวานตอนที่ทะเลาะด่าว่ากันกับเฉาจี เถียนจีแข็งแรงห้าวหาญถึงขั้นใด เหตุใดจึงเป็นลมกะทันหันได้ ข้าเห็นอยู่ว่าก่อนที่นางจะเป็นลมได้ส่งสายตากับสาวใช้ที่อยู่ข้างๆ ผู้หนึ่ง ทำให้สาวใช้คนนั้นพยุงนางเอาไว้ได้ทันท่วงที ไม่ต้องร่วงลงไปอยู่บนพื้นหิน นี่จะเป็นลมหรือไม่ยังคงไม่เหมาะจะกล่าวจริงๆ…”
เจียงซิ่วรุ่นก้มหน้ากินข้าว แต่กลับฟังจนเข้าใจแล้ว ไม่เสียทีที่เป็นหญิงสาวสูงศักดิ์ผู้ต่อสู้โค่นล้มชายาเอกรัชทายาทเมื่อชาติก่อนได้จริงๆ นี่เป็นความสามารถในการใส่ไคล้ในระดับชั้นเลิศเหมือนกัน
บุตรสาวหานอ๋องเป็นลมไปเช่นนี้ ตวนชิ่งฮ่องเต้จะต้องไว้หน้าให้เกียรติแคว้นหาน และต้องตรวจสอบเรื่องการจัดลำดับเข้าแถวอย่างละเอียดเป็นแน่ ภายใต้การตำหนิซ้ำของคณะทูตแคว้นหาน เมื่อเป็นเช่นนี้เฉาซีผู้นั้นคงหนีความรับผิดชอบไม่พ้นต่อให้ฮองเฮาจะชื่นชอบนางสักเพียงใดก็ตาม เพราะนางเผยนิสัยใจคอคับแคบ ทั้งยังคิดเล็กคิดน้อยออกมา
หากตวนชิ่งฮ่องเต้มั่นใจว่าเฉาซีสร้างปัญหาจริงๆ หนทางการเป็นสะใภ้อันทรงเกียรติยศของเฉาซีคงต้องเดินลำบากแล้ว!
แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวอันใดกับเจียงซิ่วรุ่น รอให้กินข้าวเสร็จแล้ว สองพี่น้องค่อยไปเลือกซื้อบ้านกันต่อ
หลังจากทั้งสองคนกินอาหารเสร็จ เซินยงที่ไม่ได้โผล่หน้ามาให้เห็นโดยตลอดจนถึงตอนนี้เพิ่งได้รับรายงานจากองครักษ์ใต้บังคับบัญชา กว่าจะมาหาพวกเขาถึงที่นี่ก็ช้าไปแล้ว
เจียงซิ่วรุ่นคาดเดาความคิดในใจเซินยงออก คงจะกลัวว่าตอนที่นางไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้แล้วจะถูกเปิดโปง ดังนั้นจึงให้พวกเขาสองพี่น้องพาเหล่าทหารองครักษ์ไปด้วย ส่วนตัวเขาเองกลับซ่อนตัวตั้งแต่เช้า รอดูสถานการณ์ว่าจะเป็นเช่นไร หากมีอะไรไม่ถูกต้อง เขาก็จะหนีออกจากเมืองไปก่อน
แต่เวลานี้เมื่อเห็นคลื่นลมสงบดีแล้ว มีเพียงความตระหนกทว่าไร้ซึ่งอันตราย เซินยงถึงได้โผล่หน้ามา
หากนางเดาไม่ผิด เซินยงคงจะวางแผนเหมือนเมื่อชาติก่อน ก็คือมารายงานเรื่องค่าใช้จ่ายระหว่างการเดินทางแบบปลอมๆ และฉวยโอกาสนี้ดึงเงินที่บิดามอบให้พวกเขาไว้สร้างเรือนไปมากกว่าครึ่ง
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 29 เม.ย. 69
Comments
comments
No tags for this post.