บทที่ 170
‘เช่นนั้นหลังจากนี้ทุกวันที่สิบห้าข้าจะปกป้องท่านเอง’
เผยไหวกวงคิดว่าการได้ยินของตนเองคงจะมีปัญหา เขามองเสิ่นหุยที่อยู่ตรงหน้าแล้วหัวเราะเบาๆ จากนั้นก็ค่อยๆ ก้มหน้าหลุบตาไม่มองนางอีก
น่าขันเกินไปแล้ว
เสิ่นหุยไม่ได้พูดอะไร นางค่อยๆ นั่งลงบนขั้นบันไดหยกข้างกายเผยไหวกวง บิดแขนเสื้อผ้าต่วนกว้างของชุดหงส์อย่างยากลำบาก จากนั้นก็ได้ยินเสียงน้ำหยดลงบนพื้น
เสิ่นหุยจามเบาๆ นางคลึงจมูกที่แสบร้อน พยายามบิดน้ำฝนบนแขนเสื้อต่อไป น้ำฝนไหลรวมเป็นแอ่งเล็กๆ บนพื้นบันไดหยกสีขาวนวล
ในที่สุดเผยไหวกวงก็เลื่อนสายตามาที่ร่างนางอีกครั้ง มือบอบบางของนางที่พยายามบิดแขนเสื้อนั้นสั่นเล็กน้อย
แท้จริงแล้วมือของเสิ่นหุยไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงนัก แขนเสื้อที่หนาหนักบิดเท่าใดก็ไม่แห้งเสียที ร่างกายหนาวเหน็บ แม้ฝนจะสาดลงบนร่าง แต่กลับหนาวยะเยือกเข้าไปถึงกระดูกของนาง
ชั่นจูคงจะกลับไปเคี่ยวยาเสร็จแล้วกระมัง ห้องเวจคงจะเก็บกวาดเสร็จแล้วกระมัง
เสิ่นหุยลุกขึ้นยืนอย่างเหนื่อยล้า มองไปยังตำหนักใหญ่ที่ว่างเปล่าเบื้องหน้า พรุ่งนี้เช้านางจะพาฉีอวี้มาที่นี่เพื่อรับการคารวะจากเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊
พรุ่งนี้เป็นอีกวันที่ไม่สามารถผ่อนคลายได้ ทั้งยังต้องตื่นเช้ามากอีกด้วย หลังจากนางกลับไปยังหอนภากว้างเก็บของเตรียมตัวเสร็จแล้วก็ต้องกลับมาที่นี่อีกครั้ง
พอเห็นว่าตนเองอยู่ที่นี่นานมากแล้ว เสิ่นหุยก็หันหน้าไปมองเผยไหวกวง ประสานสายตากับเขาที่กำลังมองมา จากนั้นก็ยื่นมือตนเองให้เขา
เผยไหวกวงเลื่อนสายตาลง จ้องมองนิ้วมือของเสิ่นหุยที่ทาเล็บสีแดงสดแล้วพูดว่า “พระหัตถ์ของเหนียงเหนียงที่สะอาดจะดูดีกว่า วันหน้าอย่าทรงแตะต้องสิ่งเหล่านั้นอีก”
เขาค่อยๆ ลุกขึ้นจากบัลลังก์มังกร ยื่นแขนให้เสิ่นหุยเพื่อให้นางจับไว้ เช่นเดียวกับช่วงแรกๆ ที่ทั้งสองเพิ่งเข้าใกล้กัน
บนร่างกายเสิ่นหุยไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่น้อย นางวางฝ่ามือลงบนแขนของเผยไหวกวงอย่างมั่นคง ลากชุดหงส์ที่ทั้งเปียกและหนักเดินไปข้างหน้าทีละก้าวผ่านตำหนักใหญ่สีทองอร่ามตระการตา
“อาหุย…” เผยไหวกวงเรียกนางในทันใด เสียงเรียกนั้นแผ่วเบามาก
เสิ่นหุยหันหน้าไปมองเขาที่อยู่ข้างกาย เผยไหวกวงมองตรงไปข้างหน้า เม้มริมฝีปากแน่น ท่าทางราวกับเมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตา เขาไม่เคยพูดอะไรทั้งสิ้น
เสิ่นหุยเลื่อนสายตากลับมา มองประตูสีทองหนักอึ้งที่ตั้งตระหง่านเบื้องหน้า เดินไปเงียบๆ ครู่หนึ่ง
“ไหวกวง” เสิ่นหุยเอ่ยพูดในทันใด น้ำเสียงหนักแน่น แต่ละคำเน้นย้ำอย่างชัดเจน
คราวนี้เผยไหวกวงหันไปมองใบหน้าด้านข้างของเสิ่นหุย นางมองตรงไปข้างหน้า มุมปากมีรอยยิ้มบางๆ
ในที่สุดทั้งสองก็เดินมาถึงหน้าประตูตำหนักที่หนาหนัก เสิ่นหุยผ่อนฝีเท้าลง หันหน้าไปมองเผยไหวกวงแล้วรออย่างเงียบๆ
ข้างนอกยังคงได้ยินเสียงกีบเท้าม้าของกองทหารรักษาพระองค์และเสียงพูดของขุนนางรางๆ ขุนนางเหล่านั้นยังคงไม่จากไป บางคนดึงภรรยาและบุตรสาวของตนเองไปสอบถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ภายในตำหนักก่อนหน้านี้ บางคนรวมกลุ่มกระซิบปรึกษาหารือกัน
แม้จะมีประตูตำหนักหนาขวางกั้น แต่เสียงข้างนอกที่ได้ยินชัดเจนและไม่ชัดเจนกลับยิ่งดังวุ่นวายมากขึ้นเรื่อยๆ
“ฉีอวี้จะถูกนำตัวไปจากข้างพระวรกายเหนียงเหนียง” เผยไหวกวงพูดอย่างเรียบเฉย สายตาหลุบต่ำไม่มองนาง
“ได้” เสิ่นหุยตอบอย่างไม่ลังเลสักนิด
เผยไหวกวงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เลื่อนสายตามามองนาง เห็นความอ่อนโยนในดวงตาสุกใสที่แฝงรอยยิ้มของเสิ่นหุย
เสิ่นหุยเขย่งปลายเท้าขยับไปใกล้เผยไหวกวง จุมพิตเบาๆ ที่มุมปากของเขาแล้วพูดว่า “รบกวนจั่งอิ้นช่วยเปิดประตูให้ข้าได้หรือไม่”
ริมฝีปากของนางเย็นมาก ไม่ได้อบอุ่นเหมือนในยามปกติ
เผยไหวกวงยกมือขึ้นผลักประตู ประตูทั้งสองบานค่อยๆ เปิดออกเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด คนที่อยู่นอกตำหนักอดไม่ได้ที่จะหันมามอง
เหล่าขุนนางที่กระซิบวิพากษ์วิจารณ์อยู่ข้างนอกต่างพูดถึงท่าทีของเผยไหวกวง ในที่สุดก็เห็นเขาปรากฏตัวอีกครั้ง
เสิ่นหุยถอนหายใจเบาๆ แล้วเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ โดยไม่สนใจสายตาที่จ้องมองมา นางเดินไปยังเกี้ยวหงส์ด้วยสีหน้าเป็นปกติ จากนั้นก็หยุดยืนแล้วปล่อยให้เผยไหวกวงช่วยประคองเข้าไปนั่งด้านใน
ภายใต้การจับตามองของทุกคน เสิ่นหุยเพิ่งนั่งลงก็หันหน้าไปมองเผยไหวกวงแล้วพูดว่า “จั่งอิ้นตามข้าไปที่หอนภากว้างสักหน่อยเถิด”
นางพูดอย่างช้าๆ เสียงดังฟังชัด ทำให้ทุกคนได้ยินอย่างชัดเจน
สายตาของคนเหล่านั้นมองสลับไปมาระหว่างเสิ่นหุยกับเผยไหวกวงไม่หยุด ทั้งที่เป็นเวลาเพียงชั่วครู่ แต่กลับรู้สึกเหมือนผ่านไปนานยิ่ง จากนั้นเผยไหวกวงก็พูดขึ้น
“เคลื่อนขบวน”
เกี้ยวหงส์ถูกยกขึ้นแล้วเคลื่อนไปยังหอนภากว้าง ส่วนเผยไหวกวงก็เดินตามไปเงียบๆ
ทุกคนในหอนภากว้างต่างยุ่งวุ่นวาย แม้แต่ซย่าชั่นจูที่วันนี้ไม่ได้ไปตำหนักจินลู่ก็ไม่ได้อยู่ว่าง นางได้ยินขันทีรุ่นเล็กพูดว่าเสิ่นหุยตากฝน ไม่รอให้เสิ่นหุยกลับมาก็เคี่ยวยาน้ำขับความเย็นเสร็จแล้ว
เกี้ยวหงส์ของเสิ่นหุยกลับถึงหอนภากว้าง นางยื่นมือออกมาช้าๆ วางบนแขนที่เผยไหวกวงยื่นให้แล้วก้าวลงมา จากนั้นเผยไหวกวงก็ประคองนางเข้าไปด้านใน
เพิ่งเดินขึ้นชั้นสอง เผยไหวกวงก็ก้มลงช้อนร่างเสิ่นหุยขึ้นมาแล้วเดินขึ้นบันไดอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งเข้าไปในห้องนอน
ซย่าชั่นจูให้เหล่านางกำนัลออกไปแล้วรีบยกยาน้ำขับความเย็นเดินไปหาเสิ่นหุยที่นั่งอยู่บนตั่งยาวทันที
สายตาของเสิ่นหุยจับจ้องไปยังร่างที่ขยับได้อย่างยากลำบากของซย่าชั่นจู แล้วขมวดคิ้วพูดว่า “เจ้าเดินช้าๆ หน่อยเถิด!”
ซย่าชั่นจูไม่สนใจ ยังคงเดินเร็วไปหาเสิ่นหุยแล้วพูดว่า “ห้องเวจเตรียมเสร็จแล้ว พระกระยาหารร้อนๆ ก็พร้อมแล้วเช่นกัน เหนียงเหนียงเสวยยาขับความเย็นสักนิดก่อนเถิดเพคะ”
เสิ่นหุยถือชามยาไว้ด้วยสองมือ ความอุ่นร้อนของยาน้ำส่งผ่านชามกระเบื้องส่งมาที่ฝ่ามือของนาง นางที่รู้สึกหนาวเหน็บมานานก็ส่งเสียงครางออกมาอย่างสบายใจทันใด ยกชามยาขึ้นดื่มทีละน้อยทันที
เผยไหวกวงหยิบชุดคลุมหนาตัวหนึ่งมาคลุมร่างเสิ่นหุย รอให้นางดื่มยาเสร็จก็จะพานางไปแช่น้ำร้อนที่ห้องเวจ
เสิ่นหุยเพิ่งดื่มยาขับความเย็นไปหลายคำก็หยุดแล้วพูดกับซย่าชั่นจูว่า “ไปยกมาอีกชามหนึ่งให้จั่งอิ้น”
เผยไหวกวงเหลือบมองเสิ่นหุยอย่างประหลาดใจเล็กน้อย ซย่าชั่นจูก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่งเช่นกัน ก่อนจะพยักหน้าแล้วหันหลังเดินออกไปข้างนอก
เสิ่นหุยเรียกซย่าชั่นจูไว้อีกครั้ง บอกให้นางสั่งนางกำนัลข้างล่างเคี่ยวยาน้ำขับความเย็นให้มากสักนิดแล้วเตรียมให้นางกำนัลขันทีคนละหนึ่งชาม ทั้งยังกำชับไม่ให้ซย่าชั่นจูทำเอง ปล่อยให้นางกำนัลข้างล่างทำ
พอซย่าชั่นจูออกไป เผยไหวกวงมองดูเสิ่นหุยที่กำลังดื่มยาคำใหญ่แล้วพูดว่า “ต่อให้เป็นวันที่สิบห้ากระหม่อมก็ไม่อ่อนแอบอบบางเหมือนเหนียงเหนียง ไม่ดื่มพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นหุยไม่ได้พูดอะไร นางยกมือขึ้นจับสาบเสื้อเปียกชื้นของเผยไหวกวงแล้วดึงเขาให้ก้มลง จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นจุมพิตเขา ป้อนยาน้ำขับความเย็นคำใหญ่ที่อมไว้ในปากเข้าไปในปากของเผยไหวกวงจนหมด
เมื่อยาขมคำแรกเข้าปาก สีหน้าของเผยไหวกวงก็เคร่งเครียดทันที เขาไม่ทันได้ผลักเสิ่นหุยออก นางก็กดต้นคอเขาแล้วบังคับป้อนยาเขาต่อ
แม้จะไม่ได้แรงมากนัก แต่ดูเหมือนนางใช้กำลังทั้งหมดที่มีแล้ว
เสิ่นหุยปล่อยเผยไหวกวงแล้วยัดชามยาที่ยังเหลือยาน้ำขับความเย็นอยู่เล็กน้อยนั้นใส่มือของเผยไหวกวง นางได้ยินเสียงของเฉินเยวี่ยกับผิงเซิ่ง จึงนั่งยืดตัวตรงแล้วเรียกให้พวกเขาเข้ามา
เฉินเยวี่ยกอดสมุดเล่มเล็กไว้ในอ้อมแขน รู้ว่าเสิ่นหุยเหน็ดเหนื่อยแล้ว จึงรายงานอย่างกระชับครอบคลุม
“บันทึกท่าทีตอบสนองของทุกคนในตำหนักวันนี้ตามที่เหนียงเหนียงทรงมีพระบัญชาแล้วเพคะ”
เสิ่นหุยพยักหน้าแล้วสั่งอย่างเกียจคร้านว่า “ส่งคนไปจับตาทุกอย่าง โดยเฉพาะบรรดาสตรีที่บุกเข้าไปปลงพระชนม์ฮ่องเต้ในวันนี้ หลังจากกลับไปแล้วพวกนางได้รับการปฏิบัติอย่างไรจากคนในครอบครัว”
“บ่าวสั่งล่วงหน้าไปแล้วเพคะ” น้ำเสียงเฉินเยวี่ยกังวลเล็กน้อย “เหนียงเหนียงทรงสบายพระทัยได้เพคะ!”
ผิงเซิ่งก็ไม่ได้พูดมากเหมือนในยามปกติ เอ่ยเพียงว่า “เหนียงเหนียงทรงคาดการณ์ไว้ไม่ผิด มีขุนนางบางคนคิดจะออกจากเมืองกวนหลิงไปในยามกลางคืน แม่ทัพโจวได้เฝ้าประตูเมืองไว้ล่วงหน้า พวกเขาออกไปไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”
แม่ทัพโจวหรือโจวเสี่ยนเต้าเป็นพี่ชายของเสียนกุ้ยเฟยและเป็นผู้บัญชาการกองทหารรักษาพระองค์ตัวจริง ที่โจวเสี่ยนจือนำกองทหารรักษาพระองค์เข้าตำหนักตากอากาศในวันนี้เพราะโจวเสี่ยนเต้ามีงานสำคัญยิ่งกว่าที่ต้องจัดการ
เผยไหวกวงหลุบตาลง มองชามยาที่ถือไว้ในมือพลางฟังรายงานจากสองคนนี้
ไม่ว่าจะในราชสำนักหรือในชนบท ลมพัดหญ้าไหวเช่นใดก็ไม่อาจหลุดรอดสายตาของเขาไปได้ มีเรื่องมากมายที่เขารู้ล่วงหน้าแล้ว ตอนนี้เห็นเสิ่นหุยจัดการทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบอย่างเหมาะสมก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกประทับใจขึ้นมา
เผยไหวกวงเลียคราบยาน้ำที่ขมเฝื่อนบนริมฝีปากแล้ววางชามกระเบื้องในมือลง ไม่รอให้เฉินเยวี่ยกับผิงเซิ่งถอยออกไปก็ช้อนร่างเสิ่นหุยเดินไปที่ห้องเวจทันที
เสิ่นหุยไม่สนใจว่าเฉินเยวี่ยกับผิงเซิ่งอยู่ด้วย คล้องแขนโอบรอบคอของเผยไหวกวงอย่างเป็นธรรมชาติแล้วโน้มกายมองไปที่ผิงเซิ่งอย่างยากลำบาก
“ให้หมินคังไปส่งพระราชโองการที่จวนสกุลซู พรุ่งนี้ในการประชุมเช้าต้องเห็นหน้าซูฮั่นไฉ่”
เผยไหวกวงหลุบตามองเสิ่นหุยที่มีสีหน้าจริงจัง ทันใดนั้นก็นึกถึงท่าทางร้องไห้น้ำตาไหลพรากตอนที่นางเพิ่งเข้าวัง เขารู้ว่านางกำลังเติบใหญ่ แต่ความรวดเร็วในการเติบใหญ่นี้เหนือความคาดหมายของเขาจริงๆ
ชั่วพริบตาเผยไหวกวงเกิดความคิดเหลวไหลอย่างหนึ่งขึ้นมา ขอเพียงให้เวลาเสิ่นหุยมากพอ บางทีในอนาคตคงไม่ใช่เขาที่เลือกว่าจะตัดทิ้งหรือไม่แล้ว แต่คงจะพ่ายแพ้ด้วยน้ำมือนางอย่างแท้จริง
เผยไหวกวงอุ้มเสิ่นหุยเข้าไปในห้องเวจ รีบถอดชุดหงส์ที่เปียกชุ่มบนร่างนางออกพลางพูดอย่างช้าๆ ว่า “เหนียงเหนียงทรงเก่งขึ้นเรื่อยๆ แล้ว”
เสิ่นหุยยืนได้ไม่ค่อยมั่นคงนัก นางฝืนอดทนไว้แล้วเลียนแบบน้ำเสียงของเผยไหวกวง พูดอย่างช้าๆ ว่า “เมื่อเห็นคนมีคุณธรรมให้สำรวจตนเองแล้วเลือกทำตามในสิ่งที่ดี ติดตามข้างกายจั่งอิ้นมานานเช่นนี้ย่อมเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ไม่น้อย”
เผยไหวกวงจุปากแล้วยิ้มเยาะ “เหนียงเหนียงทรงล้อเล่นแล้ว กระหม่อมไม่มีความดีใดให้เหนียงเหนียงทรงทำตามได้เลย”
“ข้าต้องเติบใหญ่ก่อนจึงจะปกป้องท่านได้” เสียงของเสิ่นหุยแผ่วเบาลง “ยิ่งไปกว่านั้นการเก็บคนร้ายกาจอย่างจั่งอิ้นไว้ในหัวใจ ข้าย่อมร้ายกาจขึ้นได้เช่นกัน!”
เผยไหวกวงคิดว่าเสิ่นหุยเพียงปากหวานออดอ้อนอีกครั้ง จึงไม่ได้สนใจนัก เขายอบกายนั่งลงตรงหน้านางแล้วถอดถุงเท้าของนางออก
เสิ่นหุยหลุบตาลงมองเผยไหวกวง ดวงตาของนางยกโค้งอย่างอ่อนโยน
ตั้งแต่เสิ่นหุยยังเด็ก ยามคนรู้จักนางวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับตัวนางมักพูดว่านางเป็นคนใจดีมีเมตตา อ่อนน้อมถ่อมตน มีเพียงนางเท่านั้นที่รู้ว่าสำหรับสิ่งที่นางต้องการ ในใจนางโลภมากเพียงใด
ยุครุ่งเรืองที่ใต้หล้าสันติทะเลลำน้ำสงบ นี่เป็นความปรารถนาอันแรงกล้าของนาง ทว่าความปรารถนานี้ไม่ได้มีเพียงเพื่อให้ผู้คนในใต้หล้ามีชีวิตที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่เพื่อเผยไหวกวงด้วยเช่นกัน
แม้เขาจะเดินทางผิด แต่พวกเราจะไม่หันหลังกลับ ทว่าจะเดินไปข้างหน้าด้วยกันและสร้างเส้นทางที่ถูกต้องขึ้นมาใหม่
แม้เขาจำต้องละทิ้งความเพ้อฝันในการกอบกู้แผ่นดินของคนสกุลเว่ย เช่นนั้นนางก็จะช่วยเขากอบกู้เอง
เสิ่นหุยสามารถเผชิญหน้ากับหัวใจของตนเองได้เสมอ นางรู้ว่าตนเองโลภมากเพียงใด ความโลภนั้นราวกับเรื่องเพ้อฝันเช่นในนิทาน
แต่ความปรารถนาในใจไม่เคยหายไป นางจะกล้าเสียใจได้อย่างไร
เผยไหวกวงลุกขึ้นยืน บีบบั้นท้ายของเสิ่นหุยแล้วใช้หลังมือลูบร่างกายที่เย็นเฉียบของนางเบาๆ พลางพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“หนาวจนเป็นเช่นนี้แล้ว ยังทรงยืนเหม่ออยู่ตรงนี้อีก ยังไม่รีบลงน้ำอีกหรือพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นหุยได้สติกลับมาอีกครั้ง นางยิ้มจนดวงตายกโค้งแล้วพยักหน้าอย่างเชื่อฟังราวกับเด็กหญิงที่มีความรักต่อเขา นางหันหลังเดินไปยังถังอาบน้ำ ก้าวขึ้นบนเก้าอี้เล็ก เพิ่งจะวางเท้าลงไปก็หยุดชะงักในทันใด
ร่างของเผยไหวกวงก็เปียกชุ่มเช่นกัน เขาบอกว่าวันที่สิบห้าของทุกเดือนไม่มีวิชามารติดตัวแล้วร่างกายจะอ่อนแอมากมิใช่หรือ จะไม่ป่วยเป็นหวัดจริงๆ หรือ
เสิ่นหุยหันกลับมามองเขาแล้วพูดว่า “แช่น้ำด้วยกันดีหรือไม่” ทันทีที่พูดจบก็รู้สึกเสียใจขึ้นมาทันที จึงรีบแก้ไขสถานการณ์ ท่าทางลุกลี้ลุกลนไม่น้อย “ข้า…ข้าจะไปหยิบเสื้อผ้าที่หลังฉากบังตาก่อน ท่านเข้าไปก่อน…”
เผยไหวกวงเหลือบมองท่าทางของเสิ่นหุย เข้าใจว่านางกำลังเป็นห่วงความรู้สึกของเขา กังวลว่าเขาจะไม่อยากให้นางเห็นเขาถอดเสื้อผ้า
เขาไม่พูดอะไร เพียงจ้องมองนางอย่างเงียบๆ
เสิ่นหุยคลึงขมับที่มึนงงด้วยความหงุดหงิดอีกครั้งแล้วพูดอย่างกังวลว่า “น้ำนี้ร้อนเกินไปสำหรับท่าน…”
เผยไหวกวงถอนหายใจในทันใดแล้วเอ่ยว่า “ทรงรีบเข้าไปเถิด” จากนั้นก็ใช้ปลายนิ้วกดลงบนคิ้วที่ขมวดเป็นปมของเสิ่นหุย โน้มกายลงกระซิบข้างหูนาง “เป่าเปาทรงอยากลงน้ำพร้อมกับกระหม่อมก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้”
เขาจับมือของเสิ่นหุยให้ช่วยคลายเข็มขัดหยกของเขา
บทที่ 171
ภายในห้องเวจเต็มไปด้วยไอน้ำ เมื่อลอยขึ้นสูงก็กลายเป็นหยดน้ำบนเพดานอย่างเงียบๆ สุดท้ายก็หยดลงบนข้อมืองามของเสิ่ยหุย แต่เผยไหวกวงกลับใช้ปลายนิ้วค่อยๆ เช็ดออก
มือของเสิ่นหุยที่อยู่ในฝ่ามือของเผยไหวกวงแตะเบาๆ บนเสื้อของเขา ทำให้นางสัมผัสได้ถึงน้ำฝนชื้นเย็น นางรู้ว่าเขาไม่กลัวความหนาว ทั้งยังรู้ดีว่าเขารังเกียจความสกปรกของน้ำฝน
ปลายนิ้วของเสิ่นหุยขยับเล็กน้อย จากนั้นก็ทำตามคำสั่งเผยไหวกวง คลายเข็มขัดหยกของเขาออก
นี่เป็นครั้งแรกที่นางช่วยถอดเสื้อผ้าให้เขา
เผยไหวกวงคลายมือออก มองเสิ่นหุยอย่างเงียบๆ เมื่อเสื้อผ้าเปียกชุ่มของเขาตกลงบนพื้นเช่นเดียวกับนาง เขาก็จับมือของเสิ่นหุยอีกครั้ง จูงนางเดินไปทางด้านหนึ่ง ตรงนั้นมีคันฉ่องบานสูงที่ส่องทั้งร่างได้ เผยไหวกวงจูงเสิ่นหุยเดินไปที่หน้าคันฉ่อง เขามองตนเองในนั้นแล้วพูดช้าๆ
“เมื่อก่อนมีกระหม่อมชื่นชมเพียงคนเดียว วันนี้ขอเชิญเหนียงเหนียงทรงมาชื่นชมด้วย” หยุดไปครู่หนึ่งเผยไหวกวงก็ละสายตาจากร่างของตนเองมองไปยังเสิ่นหุยในคันฉ่อง อมยิ้มพลางถามว่า “น่าดูหรือไม่ กระหม่อมคิดว่างดงามอย่างยิ่ง เหนียงเหนียงคงคิดว่าน่าดูเช่นกัน”
เสิ่นหุยไม่ได้ตอบทันที นางขมวดคิ้วจ้องคันฉ่องอย่างตั้งใจ ผ่านไปครู่ใหญ่ก็พูดว่า “เห็นไม่ชัด”
เผยไหวกวงนิ่งเงียบไป
เสิ่นหุยเอนกายไปหาเผยไหวกวงแล้วหลุบตาลง ไม่ได้มองผ่านคันฉ่องอีกต่อไป แต่จ้องมองตรงส่วนที่ขาดหายไปของเขาอย่างจริงจัง เวลาราวกับผ่านไปอย่างช้าๆ เผยไหวกวงเห็นนางหลุบตาลงก็ยกมือขึ้น ใช้ปลายนิ้วปัดขนตางอนยาวของนาง เสิ่นหุยก็เหลือบตาขึ้นมองมาอย่างที่เขาคาดไว้
เสิ่นหุยมองเผยไหวกวงแล้วกะพริบตาช้าๆ นางถามเสียงเบาว่า “ข้าขอจับสักนิดได้หรือไม่”
เผยไหวกวงเงียบไปอีกครั้ง
เสิ่นหุยรอครู่หนึ่ง จึงพูดเสียงเบาอีกว่า “ได้ใช่หรือไม่”
“ไม่ได้” เผยไหวกวงเหลือบมองนางด้วยสายตาเย็นชา
“อ้อ” เสิ่นหุยขมวดคิ้วอย่างเศร้าใจแล้วคลายออกอีกครั้ง
เผยไหวกวงหัวเราะเบาๆ จับมือของเสิ่นหุยแล้วจูงนางลงไปแช่ในน้ำร้อน
ถึงแม้ภายในห้องเวจจะอบอุ่น แต่ความรู้สึกขณะแช่อยู่ในน้ำร้อนนั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เป็นความรู้สึกสบายและผ่อนคลายยิ่ง เสิ่นหุยเพิ่งนั่งลงไปก็อ้าปากหาวเบาๆ อย่างเหนื่อยล้า
เผยไหวกวงจับเอวของเสิ่นหุย ปรับท่านั่งให้นางนั่งลงบนตักและพิงที่ไหล่ของเขา
“บรรทมเถิด จะปลุกเหนียงเหนียงให้ตรงเวลาแน่นอน” เผยไหวกวงพูด
เสิ่นหุยขยี้ตาด้วยความง่วงงุน มือที่เปียกน้ำทำให้น้ำเข้าตา นางกะพริบตาอย่างรู้สึกระคายเคือง
“โง่งม” เผยไหวกวงเหลือบมองนางอย่างจนใจแล้วยื่นมือไปหยิบผ้าเช็ดหน้าผ้าฝ้ายบนโต๊ะขึ้นมาเช็ดรอบดวงตาของนางอย่างระมัดระวัง
บางทีในสายตาคนอื่นนางอาจเป็นคนที่มีความคิดละเอียดอ่อนและใจกล้าบ้าบิ่น แต่ในสายตาของเขานางยังคงเป็นเพียงเด็กสาวบอบบางที่ดูแลตนเองไม่ได้อยู่เสมอ
ในที่สุดดวงตาของเสิ่นหุยก็ไม่ระคายเคืองอีกแล้ว แต่นางก็ลืมตาไม่ขึ้นแล้วเช่นกัน เพียงเอนกายพิงไหล่ของเผยไหวกวงอย่างเหนื่อยล้าแล้วพูดเสียงเบา
“อย่าลืมปลุกข้าเล่า…”
เผยไหวกวงไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ลูบศีรษะนางเบาๆ
ผ่านไปเพียงชั่วครู่คนในอ้อมแขนก็หลับไปแล้ว เผยไหวกวงขยับเข้าใกล้ จุมพิตเบาๆ บนผมเปียกชุ่มของเสิ่นหุยแล้วจ้องมองนางอย่างเงียบๆ
ก่อนที่จะมีนางเขาดื่มด่ำกับความสุขของการแก้แค้น แล้วใช้ความสุขจากการแก้แค้นมาต่ออายุขัยของตนเอง
หลังจากมีนางเขาก็ตระหนักได้ว่าความสุขทั้งหมดที่การแก้แค้นมอบให้เขาในช่วงครึ่งชีวิตที่ผ่านมานั้นเป็นเพียงภาพลวงตา บางทีในช่วงครึ่งชีวิตที่ผ่านมาเขาอาจไม่เคยมีความสุขเลยก็เป็นได้
ที่แท้รสชาติความสุขที่แท้จริงไม่ใช่ในใจเกิดความเจ็บปวดจนชินชาและไม่ใช่การดื่มสุราพิษเพื่อฆ่าตัวตาย ความสุขเป็นสิ่งที่เรียบง่ายยิ่งกว่านั้น
อย่างเช่นในดวงตาแฝงรอยยิ้มที่นางมองมามีเพียงเขา
อย่างเช่นนางนอนหลับอย่างสงบในอ้อมแขนของเขา
อย่างเช่นตอนที่เรียกนางเบาๆ ปลายลิ้นก็รู้สึกถึงความซาบซ่าน
อย่างเช่นแค่เพียงคิดถึงนาง
เสิ่นหุยรู้ว่าคืนนี้ต้องเกิดเรื่องขึ้นมากมาย อีกทั้งพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าอีก แม้จะหลับไปแล้ว แต่ยังคงหลงเหลือสติอยู่เล็กน้อย ไม่ได้หลับสนิท
นางคุ้นเคยกับการดูแลของเผยไหวกวงนานแล้ว ระหว่างกึ่งหลับกึ่งตื่นก็รู้สึกได้ว่าเขาอุ้มนางออกจากถังอาบน้ำอย่างไร เช็ดน้ำสวมเสื้อผ้าให้นางอย่างไร แล้วอุ้มนางออกจากห้องเวจไปวางไว้ในกรงนกกระเบื้องเคลือบสีอย่างไร
ในห้องนอนของนางดูเหมือนจะมีคนอื่นอยู่ นางคิดด้วยสติเลือนรางว่าคงเป็นเฉินเยวี่ย นางยังได้ยินเผยไหวกวงพูดกับอีกฝ่ายด้วย
พูดอะไรกัน
เสิ่นหุยขยี้ตาแล้วพลิกตัวอยู่ในกรงนกกระเบื้องเคลือบสี รับรู้อย่างช้าๆ ว่าเผยไหวกวงสั่งนางกำนัลให้เอาอาหารออกไป
ผ่านไปอีกครู่หนึ่งสมองที่ง่วงงุนของเสิ่นหุยก็นึกขึ้นได้ว่าก่อนจะเข้าห้องเวจ ซย่าชั่นจูหรือใครสักคนพูดถึงอาหารร้อนๆ แต่นางง่วงเหลือเกิน…
เสิ่นหุยผล็อยหลับไป ทว่าหลับได้ไม่ดีนัก ไม่เพียงเพราะในจิตสำนึกเตือนตนเองว่าห้ามนอนหลับสนิท แต่ยังเป็นเพราะรู้สึกปวดศีรษะเล็กน้อย ถึงขั้นรู้สึกแน่นหน้าอกอีกด้วย จนกระทั่งเผยไหวกวงเดินเข้ามาในกรงนกกระเบื้องเคลือบสี เขานอนลงข้างกายแล้วกอดนางไว้ในอ้อมแขน ความรู้สึกอึดอัดเหมือนร่างพันด้วยใยแมงมุมของเสิ่นหุยนั้นก็ค่อยๆ บรรเทาลง
เสิ่นหุยก็ไม่ได้นอนหลับนานนัก
เป็นเพราะมีเรื่องในใจ นางที่ปกติตื่นเช้าไม่ไหวกลับลืมตาขึ้นท่ามกลางความเงียบทั้งที่ฟ้ายังไม่สว่างเป็นครั้งแรกโดยที่ไม่ต้องให้ใครปลุก
ฟ้ายังไม่สว่าง ภายในห้องก็ไม่ได้จุดตะเกียงไว้
แต่หลังพายุฝนผ่านพ้น พระจันทร์เต็มดวงสาดแสงเจิดจ้าส่องลงมาบนโลกมนุษย์ ลำแสงลอดผ่านกระดาษกรุหน้าต่าง ทำให้ภายในห้องนอนไม่ได้มืดมิด เสิ่นหุยยกศีรษะขึ้นเล็กน้อย มองเผยไหวกวงที่อยู่ข้างกาย
เผยไหวกวงแทบจะลืมตาขึ้นในทันที แม้จะเพิ่งตื่นนอน แต่ในแววตาของเขาไม่มีความงัวเงียจากความง่วงงุนเลยสักนิด ดวงตาสีดำสนิทมืดมิดยิ่งกว่ายามค่ำคืนเสียอีก
“ตื่นบรรทมแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ” เผยไหวกวงพูดขึ้นก่อน แม้ดวงตาของเขาจะสงบนิ่ง แต่ในน้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความง่วงงุนที่สังเกตเห็นได้ยากไว้เล็กน้อย
“อืม” เสิ่นหุยตอบรับด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน ใช้ข้อศอกยันตัวลุกขึ้นนั่ง
ในเมื่อตื่นแล้วเสิ่นหุยก็ไม่คิดจะนอนต่อ นางยังมีเรื่องมากมายต้องทำ อย่างเช่นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง นั่นคือนางต้องไปพบฉีอวี้ บอกอีกฝ่ายว่าวันนี้ต้องทำอย่างไร
หลังจากเสิ่นหุยลุกขึ้น เผยไหวกวงกลับไม่ได้ลุกตาม ยังคงหลับตานอนอยู่บนผ้าห่มเนื้อนุ่มสีขาวหิมะ
เสิ่นหุยรีบสวมชุดคลุมแล้วเดินออกจากห้องนอน
เมื่อวานเกิดเรื่องใหญ่สะเทือนขวัญขึ้น ทั้งหอนภากว้างมีใครบ้างจะกล้าหลับสนิท เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของเสิ่นหุย สือซิงที่เฝ้ายามกลางคืนก็ลุกขึ้นยืนทันที สั่งนางกำนัลชั้นล่างเตรียมทุกอย่างยามเช้าให้ไทเฮาก่อน จากนั้นก็ไปหาเสิ่นหุย
“เหนียงเหนียงไม่บรรทมอีกสักครู่หรือเพคะ”
เสิ่นหุยรีบตรงไปยังห้องนอนของฉีอวี้แล้วถามเสียงเบาว่า “ทางหมิงอวี้เตรียมการเป็นอย่างไรบ้าง”
“เหนียงเหนียงทรงวางพระทัยได้ ก่อนคุณหนูหมิงอวี้จะเข้ามาในตำหนักตากอากาศได้ให้คนมารับคนสกุลเสิ่นไปแล้วเพคะ ตอนนี้คนสกุลเสิ่นไปกันหมดแล้ว ไม่มีแม้แต่บ่าวไพร่ แต่นายท่านรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงเค้นถามคุณหนูหมิงอวี้ด้วยสีหน้าเย็นชา คุณหนูหมิงอวี้ไม่สามารถเล่าเรื่องทั้งหมดได้ ดังนั้นจึงพานายท่านเข้ามาในตำหนักตากอากาศเสียเลย ตอนนี้นายท่านกับคุณหนูหมิงอวี้อยู่ในตำหนักตากอากาศเพคะ”
เสิ่นหุยพยักหน้า
สำหรับคนที่ไม่รู้เรื่องราว เรื่องเมื่อวานอาจดูเหมือนเป็นเหตุการณ์วุ่นวายที่คาดไม่ถึงซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหล่าสตรีในตำหนักถูกทำให้เดือดดาล แต่ความจริงแล้วเสิ่นหุยวางแผนมานานยิ่งโดยนึกถึงผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นทุกอย่าง ถึงขั้นเตรียมการรับมือกับความเป็นไปได้ที่อาจมีขุนนางทรยศจับตัวคนสกุลเสิ่นเป็นตัวประกันอีกด้วย
เสิ่นหุยกำชับอีกคราหนึ่ง “ช่วงสามสี่วันนี้ส่งคนไปลอบจับตาที่สกุลเสิ่น ดูว่ามีใครไปหาพวกเขาบ้าง”
สือซิงรีบพยักหน้ารับคำ
หลังจากพูดจบแล้วเสิ่นหุยก็เดินถึงหน้าประตูห้องนอนของฉีอวี้ จากนั้นก็ชะงักฝีเท้า ฉีอวี้ยังเด็ก ปลุกอีกฝ่ายแต่เช้าเช่นนี้ นางหักใจทำไม่ลง
หักใจไม่ได้ก็ส่วนหนึ่ง แต่มีบางเรื่องที่หนีไม่พ้น
ยังไม่ทันที่สือซิงจะเคาะประตู ประตูก็ถูกดึงเปิดออกจากข้างใน แม่นมซุนยอบกาบคารวะเสิ่นหุย ยิ้มพลางเอ่ยทักทาย
“อรุณสวัสดิ์เพคะไทเฮา”
เสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหลังแม่นมซุน ฉีอวี้วิ่งเข้ามาจับมือของเสิ่นหุยอย่างรวดเร็ว “เสด็จน้า อวี้เอ๋อร์รอพระองค์อยู่นานแล้ว!”
เสิ่นหุยมองดวงตาสุกใสของฉีอวี้คราหนึ่ง พอมองเสื้อผ้าที่เรียบร้อยบนร่างของนางก็รู้ว่าอีกฝ่ายตื่นนานแล้ว เสิ่นหุยจับมือของฉีอวี้เดินไปข้างในพลางถามด้วยเสียงอ่อนโยน
“อวี้เอ๋อร์ เหตุใดถึงตื่นเช้าเพียงนี้”
“แม่นมปลุกอวี้เอ๋อร์แต่เช้า ทั้งยังเล่าเรื่องมากมายให้ฟัง!”
เสิ่นหุยหันไปมองแม่นมซุนคราหนึ่งแล้วอุ้มฉีอวี้ขึ้นนั่งบนตั่งนุ่มด้วยกัน จากนั้นก็ถามอย่างอ่อนโยนว่า “แม่นมสอนอะไรอวี้เอ๋อร์บ้าง”
“แม่นมสอนมารยาทและขั้นตอนในการเข้าประชุมเช้าวันนี้”
เสิ่นหุยลูบศีรษะของฉีอวี้อย่างอ่อนโยน หันหลังไปมองแม่นมซุนแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “แม่นมเอาใจใส่ดียิ่ง”
แม่นมซุนยอบกาบคารวะอย่างสุภาพอีกครั้ง จากนั้นก็พูดกับฉีอวี้ว่า “ฝ่าบาทโปรดตรัสให้ไทเฮาทรงฟังสักรอบเถิดเพคะ ให้ไทเฮาตรวจสอบ”
ฉีอวี้พยักหน้า นางก้มหน้าลงดัดนิ้วมือแล้วทวนคำพูดที่แม่นมซุนกำชับไว้ทีละประโยคอีกรอบ เมื่อพูดจบนางก็ยื่นมือไปจับมือของเสิ่นหุยอย่างตื่นเต้นแล้วถามขึ้น
“เสด็จน้า อวี้เอ๋อร์พูดถูกต้องทั้งหมดหรือไม่”
“ถูกต้อง อวี้เอ๋อร์ฉลาดจริงๆ”
ฉีอวี้ยิ้มอย่างเบิกบานใจ
มีหลายเรื่องที่ฉีอวี้ไม่เข้าใจนัก แต่นางรู้ว่าเรื่องที่เสด็จน้าของนางอยากทำสำเร็จแล้ว เช่นนั้นเสด็จน้าย่อมต้องเบิกบานใจ เมื่อเสด็จน้าเบิกบานใจ นางก็เบิกบานใจไปด้วย จึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มจนดวงตายกโค้ง
เสิ่นหุยจับมือเล็กๆ ของฉีอวี้ไว้ในฝ่ามือแล้วลูบเบาๆ พูดปลอบโยนด้วยเสียงนุ่มนวล “อวี้เอ๋อร์ไม่ต้องกังวล ข้าจะอยู่เคียงข้างเจ้าตลอด เพียงเจ้าหันหน้ามาก็จะเห็นข้าได้ทันที”
“อืม!” ฉีอวี้พยักหน้าอย่างจริงจัง “อวี้เอ๋อร์ใจกล้า ไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น!”
เสิ่นหุยมองนางด้วยรอยยิ้ม
ถึงแม้เสิ่นหุยจะกลัดกลุ้มจนไม่เป็นอันกินอันนอน กังวลกับเรื่องที่จะเกิดขึ้นในการประชุมเช้าวันนี้ แต่นางก็รู้ดีแก่ใจว่าการประชุมเช้าวันนี้คงไม่เกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นอีกแน่นอน
ต่อให้วันนี้ฉีอวี้จะสวมชุดมังกรนั่งบนบัลลังก์ ยอมรับการคารวะของขุนนางในตำหนักก็ยังไม่ถือว่าเสร็จสิ้นพิธีราชาภิเษกโดยสมบูรณ์
นี่คือตำหนักตากอากาศ ไม่ใช่เมืองหลวง พิธีราชาภิเษกต้องกลับไปทำที่เมืองหลวง คำนับฟ้าดินบูชาศาลบรรพชน รับการคารวะจากชินอ๋องและท่านโหวที่เข้าเมืองหลวงมาจากดินแดนต่างๆ
เสิ่นหุยรู้อยู่แก่ใจว่านางกับฉีอวี้ยังอายุน้อย ผู้ที่มีความเห็นต่างในราชสำนักและเหล่าราษฎรย่อมมีมากมาย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าการที่ฮ่องเต้วัยเยาว์ขึ้นครองราชย์ย่อมเป็นเวลาที่เหล่าขุนนางกบฏและคนต่างเผ่าเริ่มเคลื่อนไหว
แต่ทุกสิ่งทุกอย่างต้องการเวลาเพื่อผ่อนคลาย ตอนนี้อาศัยทหารองครักษ์หลวงและทหารรักษาพระองค์คอยควบคุม สถานการณ์ภายนอกคงจะสงบได้สักสามสี่วัน
สือซิงเอ่ยถามว่า “เหนียงเหนียง อีกสักครู่ตอนไปประชุมเช้าฝ่าบาทจะทรงสวมใส่อะไรเพคะ”
ชุดมังกรของฉีอวี้ยังไม่ได้เตรียมไว้ ไม่ใช่ลืมเตรียมให้นาง แต่ไม่ได้เตรียมไว้เลยต่างหาก
“ชุดตามปกติก็พอ” เสิ่นหุยพูด
เสิ่นหุยจับมือฉีอวี้แล้วบอกงานวันนี้ให้นางฟังอย่างละเอียดอีกรอบ เหล่านางกำนัลในหอนภากว้างตื่นกันหมดแล้ว นางกำนัลยกอาหารเช้าเข้ามา แต่เสิ่นหุยกลับไม่ได้อยู่กับฉีอวี้ ให้เหตุผลว่าจะไปแต่งตัวแล้วจากไป
หลังจากเสิ่นหุยแต่งตัวเสร็จก็กลับไปที่ห้องนอน เผยไหวกวงยังไม่ออกไปอย่างที่คาดไว้
นางอยากกินอาหารพร้อมกับเขา
เสิ่นหุยนั่งอยู่หน้าคันฉ่องสำริดพลางมองดูเผยไหวกวงเกล้าผมให้ นางถามว่า “อีกสักครู่ท่านจะไปกับข้าหรือไม่”
“ไม่ไปพ่ะย่ะค่ะ” เผยไหวกวงตอบอย่างไม่ลังเลสักนิด
เสิ่นหุยอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับเม้มริมฝีปากแล้วกลืนคำพูดกลับลงไป
อาหารเช้าถูกยกมาอย่างรวดเร็ว ถวนหยวนตักน้ำแกงพุทราแดงต้มลำไยใส่ชามแล้วยื่นให้เสิ่นหุย เสิ่นหุยรับมาแล้วก็ตกตะลึงเล็กน้อย
สายตาของเผยไหวกวงจับจ้องมาที่นาง
เสิ่นหุยหลุบตานั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง วางชามน้ำแกงในมือลงแล้วยื่นมือไปหยิบอย่างอื่นมากินอย่างใจเย็น
เผยไหวกวงมองนางครู่หนึ่งแล้วจึงเลื่อนสายตากลับมา เขากินไปไม่เท่าไรก็วางตะเกียบเงินลงแล้วออกจากหอนภากว้างผ่านทางลับ
หลังจากประตูลับหลังชั้นวางของปิดลง เสิ่นหุยก็หยุดกินแล้ววางตะเกียบเงินลง นางให้ถวนหยวนยกอาหารทั้งหมดออกไป ถวนหยวนเพิ่งหายไปจากสายตา เสิ่นหุยก็ลุกขึ้นแล้วรีบเดินไปที่ห้องเวจทันที
นางอาเจียนออกมา ผ่านไปพักใหญ่ก็ค่อยๆ นั่งลงแล้วปรับลมหายใจ
ไม่ช้านางก็ยกมุมปากยิ้มอย่างภูมิใจเล็กน้อยออกมาอีกครั้ง
ดูเถิด ตอนนี้นางอดทนได้มากขึ้นแล้ว ไม่อาเจียนรดตัวเขาอย่างกลั้นไม่อยู่เหมือนตอนเพิ่งเข้าวังแล้ว
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 28 เม.ย. 69
Comments
comments
No tags for this post.