บทที่ 170
‘เช่นนั้นหลังจากนี้ทุกวันที่สิบห้าข้าจะปกป้องท่านเอง’
เผยไหวกวงคิดว่าการได้ยินของตนเองคงจะมีปัญหา เขามองเสิ่นหุยที่อยู่ตรงหน้าแล้วหัวเราะเบาๆ จากนั้นก็ค่อยๆ ก้มหน้าหลุบตาไม่มองนางอีก
น่าขันเกินไปแล้ว
เสิ่นหุยไม่ได้พูดอะไร นางค่อยๆ นั่งลงบนขั้นบันไดหยกข้างกายเผยไหวกวง บิดแขนเสื้อผ้าต่วนกว้างของชุดหงส์อย่างยากลำบาก จากนั้นก็ได้ยินเสียงน้ำหยดลงบนพื้น
เสิ่นหุยจามเบาๆ นางคลึงจมูกที่แสบร้อน พยายามบิดน้ำฝนบนแขนเสื้อต่อไป น้ำฝนไหลรวมเป็นแอ่งเล็กๆ บนพื้นบันไดหยกสีขาวนวล
ในที่สุดเผยไหวกวงก็เลื่อนสายตามาที่ร่างนางอีกครั้ง มือบอบบางของนางที่พยายามบิดแขนเสื้อนั้นสั่นเล็กน้อย
แท้จริงแล้วมือของเสิ่นหุยไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงนัก แขนเสื้อที่หนาหนักบิดเท่าใดก็ไม่แห้งเสียที ร่างกายหนาวเหน็บ แม้ฝนจะสาดลงบนร่าง แต่กลับหนาวยะเยือกเข้าไปถึงกระดูกของนาง
ชั่นจูคงจะกลับไปเคี่ยวยาเสร็จแล้วกระมัง ห้องเวจคงจะเก็บกวาดเสร็จแล้วกระมัง
เสิ่นหุยลุกขึ้นยืนอย่างเหนื่อยล้า มองไปยังตำหนักใหญ่ที่ว่างเปล่าเบื้องหน้า พรุ่งนี้เช้านางจะพาฉีอวี้มาที่นี่เพื่อรับการคารวะจากเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊
พรุ่งนี้เป็นอีกวันที่ไม่สามารถผ่อนคลายได้ ทั้งยังต้องตื่นเช้ามากอีกด้วย หลังจากนางกลับไปยังหอนภากว้างเก็บของเตรียมตัวเสร็จแล้วก็ต้องกลับมาที่นี่อีกครั้ง
พอเห็นว่าตนเองอยู่ที่นี่นานมากแล้ว เสิ่นหุยก็หันหน้าไปมองเผยไหวกวง ประสานสายตากับเขาที่กำลังมองมา จากนั้นก็ยื่นมือตนเองให้เขา
เผยไหวกวงเลื่อนสายตาลง จ้องมองนิ้วมือของเสิ่นหุยที่ทาเล็บสีแดงสดแล้วพูดว่า “พระหัตถ์ของเหนียงเหนียงที่สะอาดจะดูดีกว่า วันหน้าอย่าทรงแตะต้องสิ่งเหล่านั้นอีก”
เขาค่อยๆ ลุกขึ้นจากบัลลังก์มังกร ยื่นแขนให้เสิ่นหุยเพื่อให้นางจับไว้ เช่นเดียวกับช่วงแรกๆ ที่ทั้งสองเพิ่งเข้าใกล้กัน
บนร่างกายเสิ่นหุยไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่น้อย นางวางฝ่ามือลงบนแขนของเผยไหวกวงอย่างมั่นคง ลากชุดหงส์ที่ทั้งเปียกและหนักเดินไปข้างหน้าทีละก้าวผ่านตำหนักใหญ่สีทองอร่ามตระการตา
“อาหุย…” เผยไหวกวงเรียกนางในทันใด เสียงเรียกนั้นแผ่วเบามาก
เสิ่นหุยหันหน้าไปมองเขาที่อยู่ข้างกาย เผยไหวกวงมองตรงไปข้างหน้า เม้มริมฝีปากแน่น ท่าทางราวกับเมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตา เขาไม่เคยพูดอะไรทั้งสิ้น
เสิ่นหุยเลื่อนสายตากลับมา มองประตูสีทองหนักอึ้งที่ตั้งตระหง่านเบื้องหน้า เดินไปเงียบๆ ครู่หนึ่ง
“ไหวกวง” เสิ่นหุยเอ่ยพูดในทันใด น้ำเสียงหนักแน่น แต่ละคำเน้นย้ำอย่างชัดเจน
คราวนี้เผยไหวกวงหันไปมองใบหน้าด้านข้างของเสิ่นหุย นางมองตรงไปข้างหน้า มุมปากมีรอยยิ้มบางๆ
ในที่สุดทั้งสองก็เดินมาถึงหน้าประตูตำหนักที่หนาหนัก เสิ่นหุยผ่อนฝีเท้าลง หันหน้าไปมองเผยไหวกวงแล้วรออย่างเงียบๆ
ข้างนอกยังคงได้ยินเสียงกีบเท้าม้าของกองทหารรักษาพระองค์และเสียงพูดของขุนนางรางๆ ขุนนางเหล่านั้นยังคงไม่จากไป บางคนดึงภรรยาและบุตรสาวของตนเองไปสอบถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ภายในตำหนักก่อนหน้านี้ บางคนรวมกลุ่มกระซิบปรึกษาหารือกัน
แม้จะมีประตูตำหนักหนาขวางกั้น แต่เสียงข้างนอกที่ได้ยินชัดเจนและไม่ชัดเจนกลับยิ่งดังวุ่นวายมากขึ้นเรื่อยๆ
“ฉีอวี้จะถูกนำตัวไปจากข้างพระวรกายเหนียงเหนียง” เผยไหวกวงพูดอย่างเรียบเฉย สายตาหลุบต่ำไม่มองนาง
“ได้” เสิ่นหุยตอบอย่างไม่ลังเลสักนิด
เผยไหวกวงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เลื่อนสายตามามองนาง เห็นความอ่อนโยนในดวงตาสุกใสที่แฝงรอยยิ้มของเสิ่นหุย
เสิ่นหุยเขย่งปลายเท้าขยับไปใกล้เผยไหวกวง จุมพิตเบาๆ ที่มุมปากของเขาแล้วพูดว่า “รบกวนจั่งอิ้นช่วยเปิดประตูให้ข้าได้หรือไม่”
ริมฝีปากของนางเย็นมาก ไม่ได้อบอุ่นเหมือนในยามปกติ
เผยไหวกวงยกมือขึ้นผลักประตู ประตูทั้งสองบานค่อยๆ เปิดออกเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด คนที่อยู่นอกตำหนักอดไม่ได้ที่จะหันมามอง
เหล่าขุนนางที่กระซิบวิพากษ์วิจารณ์อยู่ข้างนอกต่างพูดถึงท่าทีของเผยไหวกวง ในที่สุดก็เห็นเขาปรากฏตัวอีกครั้ง
เสิ่นหุยถอนหายใจเบาๆ แล้วเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ โดยไม่สนใจสายตาที่จ้องมองมา นางเดินไปยังเกี้ยวหงส์ด้วยสีหน้าเป็นปกติ จากนั้นก็หยุดยืนแล้วปล่อยให้เผยไหวกวงช่วยประคองเข้าไปนั่งด้านใน
ภายใต้การจับตามองของทุกคน เสิ่นหุยเพิ่งนั่งลงก็หันหน้าไปมองเผยไหวกวงแล้วพูดว่า “จั่งอิ้นตามข้าไปที่หอนภากว้างสักหน่อยเถิด”
นางพูดอย่างช้าๆ เสียงดังฟังชัด ทำให้ทุกคนได้ยินอย่างชัดเจน
สายตาของคนเหล่านั้นมองสลับไปมาระหว่างเสิ่นหุยกับเผยไหวกวงไม่หยุด ทั้งที่เป็นเวลาเพียงชั่วครู่ แต่กลับรู้สึกเหมือนผ่านไปนานยิ่ง จากนั้นเผยไหวกวงก็พูดขึ้น
“เคลื่อนขบวน”
เกี้ยวหงส์ถูกยกขึ้นแล้วเคลื่อนไปยังหอนภากว้าง ส่วนเผยไหวกวงก็เดินตามไปเงียบๆ