“คุณไม่ให้เกียรติผมเลย”
สวีเจ้าอิ่งวางตะเกียบลง “เราเป็นเพื่อนกันหรือไง ทำไมฉันถึงต้องให้เกียรติคุณด้วยล่ะ”
ฉู่จิงหงรู้สึกบื้อใบ้ขึ้นมาทันที เขาพูดอะไรไม่ออกเพราะไม่เคยเจอผู้หญิงแบบนี้ ชายหนุ่มหัวเราะเสียงดังหวังแก้สถานการณ์ให้ตัวเอง “แน่นอนสิ เราต้องเป็นเพื่อนกันได้แน่ๆ ไม่แน่ว่ามิตรภาพแบบไม่ตีกันไม่รู้จักกันนี่อาจจะพัฒนาจนกลายมาเป็นเพื่อนสนิทกันมากๆ ในอนาคตก็ได้นะ”
สวีเจ้าอิ่งไม่โต้ตอบอะไร ไม่ต้องพูดถึงเรื่องรสชาติของอาหารจานอื่นๆ ของเขา เอาแค่ชานมที่เธอดื่มไปหมดแก้วนั่นก็มีกลิ่นหอมจัด รสชาติเข้มข้น เธอเคยดื่มแต่ชานมรสหวานแบบตะวันตก นี่จึงเป็นครั้งแรกที่ได้ลิ้มลองชานมแบบเค็มซึ่งเหมาะเป็นอาหารเช้ามากกว่า
“ผอ. สวี…ผมเป็นคนพูดไม่เก่ง ถ้าทำอะไรผิดไปก็ต้องขอให้คุณอภัยให้ด้วย ผมดูออกว่าถึงคุณจะดูนุ่มนวล แต่จริงๆ แล้วเป็นคนเก่งคนหนึ่ง ต่อไปหากมีอะไรที่ผมช่วยได้ ขอแค่คุณโทรมาบอกคำเดียว ไม่ว่าจะต้องบุกน้ำลุยไฟ หรือเล่นไพ่นกกระจอกแล้วขาดขา ผมก็จะรีบไปหาคุณให้ไวเหมือนลมพัดเลย”
ในร้านมีกลิ่นสาบแรงมาก ทำให้สวีเจ้าอิ่งไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมีคนชอบกินอาหารของเขานัก แถมข้างนอกร้านยังมีคนต่อแถวรออยู่อีก หญิงสาวลุกขึ้นยืนก่อนจะปิดหน้าต่างพลางเอ่ยเสียงเรียบ “ฉันขอแค่คุณเลิกเอาปัญหามาให้ฉันอีกก็พอ”
ฉู่จิงหงอมยิ้มพลางลูบศีรษะตัวเองขณะมองสวีเจ้าอิ่งที่กำลังเดินอยู่บนถนนฝั่งตรงข้ามผ่านหน้าต่างร้าน
ตอนที่ดวงตะวันคล้อยต่ำลง สวีเจ้าอิ่งยังคงเปิดดูชาร์ตอาการป่วยของเจ้าขนปุยตัวใหม่ในโรงพยาบาล พอห้าโมงครึ่งเจ้าหน้าที่ที่เคาน์เตอร์ก็โทรมาบอกว่าฉู่จิงหงมาถึงแล้ว
“ให้เขาคอยก่อน”
สวีเจ้าอิ่งวางสายก่อนจะกดปิดเครื่อง เพราะวันนี้งานค่อนข้างยุ่งทำให้เธอต้องใช้เวลาไปอีกร่วมชั่วโมงจนกระทั่งมีคนมาเคาะประตูห้อง หญิงสาวย่นหัวคิ้วในใจ คาดว่าฉู่จิงหงคงคอยไม่ไหว
ประตูห้องทำงานเปิดผางทั้งที่ยังไม่ได้รับคำอนุญาต สวีเจ้าอิ่งโมโหก่อนจะพบว่าคนตรงหน้าคือเฉิงจยาโหย่ว ทำให้เธอต้องรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มทันที
“เพิ่งมาหรือคะ”
“มาได้พักหนึ่งแล้วครับ ได้ยินพยาบาลที่เคาน์เตอร์บอกว่าคุณกำลังยุ่งอยู่ ให้คอยสักครู่”
สวีเจ้าอิ่งรู้สึกผิดเล็กน้อยจึงวางงานในมือลง
“ดื่มชาไหมคะ”
“ไม่ต้องครับ ตอนเย็นผมมีประชุมก็เลยพาพีพีมาส่งก่อนจะย้อนกลับไป เจ้าพีพีหลับมาตลอดทาง ตอนนี้อยู่บนรถผม”
ได้ยินว่าเฉิงจยาโหย่วมีธุระก็ทำให้สวีเจ้าอิ่งไม่กล้าโอ้เอ้อีก เธอรีบลงไปที่ชั้นล่างพร้อมเขา ตรงบริเวณห้องโถงชั้นหนึ่งเธอเห็นฉู่จิงหงเอนตัวนอนอยู่บนโซฟาของแขกวีไอพีเพียงลำพัง หลับจนหน้าหงายไปด้านหลังนานแล้ว สวีเจ้าอิ่งส่ายศีรษะ คนแบบฉู่จิงหงไม่เข้าตาเธอเลยสักนิด
พีพีกรนอยู่บนเบาะข้างคนขับ มันยังสะลึมสะลือตอนที่ถูกอุ้มลงจากรถ
“ผมชักเป็นห่วงแล้วสิว่าคนที่ทิ้งพีพีไปแบบนั้นจะดูแลมันให้ดีได้ยังไง” เฉิงจยาโหย่วลูบหัวพีพีขณะพูดด้วยน้ำเสียงฟังดูอับจนหนทาง
“ถึงยังไงก็แค่สองวันเองค่ะ น่าจะไม่มีอะไร วางใจเถอะนะคะ” เวลานี้นอกจากปลอบใจเฉิงจยาโหย่วแล้ว สวีเจ้าอิ่งก็ทำอะไรไม่ได้อีก