“ใช่ แต่ฉันไม่แน่ใจว่าความคิดของฉันถูกหรือเปล่า ฉันอาจจะคิดมากไปเอง” อาหลิงมองหวาเหมียวเหมี่ยวแล้วเอ่ยว่า “ฉันจำเป็นต้องมีจุดยืนเป็นกลางมากขึ้น”
“เหมือนฉัน” หวาเหมียวเหมี่ยวยกมุมปากเล็กน้อย
รอยยิ้มนั้นทำให้อาหลิงนึกถึงเตาถูหมีในวันวาน
แม้ผู้หญิงคนนี้จะนิสัยใจคอต่างจากชาติก่อน แต่ยังคงเฉลียวฉลาดเหมือนกัน
พูดจริงๆ เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าหลังจากผ่านเรื่องเหล่านั้นมาแล้วผู้หญิงคนนี้จะถึงกับยินดีช่วยเธอ
อาหลิงรู้สึกจุกอยู่ในลำคอ เอ่ยเสียงแหบพร่า “ใช่ เหมือนเธอ”
หวาเหมียวเหมี่ยวมองเห็นความรู้สึกผิดจากในดวงตาของอาหลิง เธอไม่ได้พูดอะไรมาก เมื่อหลายปีก่อนอาหลิงมอบกำยานดอกถูหมีที่เถี่ยจื่อเจิ้งทำให้กับเธอ ทำให้เธอจำอดีตขึ้นมาได้ หลังจากนั้นเธอก็คลายความกังวลแล้ว
ใช่ว่าเธอไม่เคยโกรธเกลียด แต่ความเสียใจใหญ่หลวงที่สุดในอดีตชาติของเธอคือการที่ไม่กล้ายอมรับความรู้สึกจากเถี่ยจื่อเจิ้ง ไม่เคยสารภาพความในใจกับเขา
ดังนั้นเธอจึงเพียงแค่มองอาหลิง ส่งยิ้มให้น้อยๆ ควงปากกาที่อยู่ระหว่างนิ้ว หลุบเปลือกตาแล้วจิ้มชื่อคนเหล่านั้นที่จดไว้บนกระดาษ
“ถ้าสมมติฐานนี้เป็นจริง หากผู้อุปถัมภ์ซ่งเจ้าเล่ห์เพทุบายและไร้ยางอายอย่างที่เธอว่าจริงๆ งั้นฉันคิดว่าถึงเขาจะบรรลุข้อตกลงและกลับชาติมาเกิดแล้ว แต่จะต้องมีคนพยายามขัดขวางเขาแน่ ก็อย่างที่เรารู้ โลกนี้มีสามแดนคือสวรรค์ พิภพ และมนุษย์ ดังนั้นคนที่คัดค้านก็ไม่แน่ว่าจะมีแค่แดนพิภพอาจจะยังมีคนของแดนสวรรค์ด้วยก็ได้ ไม่อย่างนั้นถ้ามีแค่คนของแดนพิภพเขาไม่จำเป็นต้องทำให้มันซับซ้อนขนาดนี้ คนของแดนพิภพน่าจะรู้ล่ะมั้งว่าเขากลับชาติมาเกิดเป็นใคร”
“ไม่ เรื่องแดนพิภพนอกจากจอมราชันสังสารวัฏแล้ว คนอื่นๆ ก็ไม่ได้รู้แน่ชัดเหมือนกัน ไม่งั้นฉินคงไม่ตามหาฉี่ลี่นานขนาดนั้น แต่ที่เธอพูดไม่ผิด เป็นไปได้ว่าคนของแดนสวรรค์ก็รวมอยู่ในนั้นด้วย” อาหลิงกล่าว
ไป๋ฉี่ลี่พยักหน้า จากนั้นก็เอ่ยเสริมว่า “อืมๆ ก่อนหน้านี้ก็เป็นคนของแดนสวรรค์สังเกตได้ว่ามีความผิดปกติจึงลงมาร้องเรียนที่ปรโลก ดังนั้นอู๋หมิงจึงถูกเรียกไปไต่สวน”
หวาเหมียวเหมี่ยวยกปากกาขึ้นมาอีกครั้ง มองทุกคนพลางเอ่ยว่า “ถ้าเป็นอย่างนี้เฟิงเยี่ยคนนี้อาจจะเป็นแค่อาคมลวงตาที่ผู้อุปถัมภ์ซ่งทำขึ้นมาทำให้ทุกคนคิดว่านั่นคือเขา แบบนี้ถ้าหากคิดจะหาเรื่องเขาก็จะไปหาเฟิงเยี่ย ดังนั้นถึงได้ให้ซูเรียไปรับเฟิงเยี่ยเป็นนาย เพราะเฟิงเยี่ยไม่ใช่เขาไงล่ะ เพราะฉะนั้นเขาจำเป็นต้องให้ซูเรียคุ้มครองเฟิงเยี่ย”
อาหลิงตะลึงงัน เธอไม่เคยคิดอย่างนี้เลยจริงๆ
“การสันนิษฐานนี้มีความเป็นไปได้สูงมาก” ถังเข่อชิงกวาดมองบันทึกที่หวาเหมียวเหมี่ยวจดเอาไว้ “ผู้อุปถัมภ์ซ่งเป็นจเรผีแท้ๆ แต่กลับไม่เคยมาหาเธอโดยตรงก็น่าจะมีส่วนเกี่ยวกับข้อตกลงของปรโลก เหมือนกับที่เหมียวเหมี่ยวบอก จะต้องมีบางคนคัดค้านแน่”
“ถ้าสมมติฐานนี้เป็นจริง งั้นซูเรียจะต้องรู้อะไรบางอย่างแน่นอน” ถงชิวหรานมองอาหลิง “แต่เธอเองก็สัมผัสได้แล้วถูกไหม”
“ใช่” อาหลิงมองผู้ชายที่สวมชุดสีดำทั้งตัวและไว้ผมยาวดำขลับคนนั้นที่อยู่บนจอ เอ่ยอย่างราบเรียบ “แต่ฉันรู้ดีว่าต่อให้ฉันเอ่ยปากถาม เขาก็ไม่มีทางยอมรับหรอก เขาตั้งมั่นแล้วว่าจะต้องทำตามประสงค์ของคนคนนั้น”
“ถ้าเฟิงเยี่ยเป็นแค่อาคมลวงตา” ฟังถึงตรงนี้ฟางชิวสุ่ยที่ฟังคนอื่นถกเถียงกันอยู่ด้านข้างเงียบๆ ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม “งั้นชินโด ชูอิจิคนนี้มีความเป็นมายังไง บอกว่าเขาหน้าตาเหมือนชาติก่อนของผู้อุปถัมภ์ซ่งอย่างกับแกะไม่ใช่เหรอ หน้าตาเหมือนขนาดนี้ก็เหมือนกับเป็นการบอกว่าที่นี่ไม่มีเงินสามร้อยตำลึง งั้นอาคมลวงตาของเฟิงเยี่ยก็ไม่มีประโยชน์เลยสักนิดไม่ใช่หรือไง”
ทุกคนได้ยินดังนั้นก็ต่างมองไปทางอาหลิง