หวาเหมียวเหมี่ยวมองอาหลิง รู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้ต้องการมอบกำยานนั้นให้เธอ สำหรับอาหลิงแล้วต้องรวบรวมความกล้ามากแค่ไหนเพื่อทำให้เธอจำได้ นั่นคือการที่ต้องเผชิญหน้ากับความผิดที่ตนเคยกระทำโดยตรง อาหลิงไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
“เธอไม่กลัวเหรอว่าหลังจากที่ฉันจำทุกอย่างได้ขึ้นมา ฉันจะเกลียดเธอ” หวาเหมียวเหมี่ยวถาม
“เธอเกลียดฉันนั่นก็สมควรแล้ว” อาหลิงจ้องผู้หญิงคนนี้ตรงๆ นึกถึงคำพูดที่ผู้ชายคนนั้นคุยกับเธอและพูดโน้มน้าวขณะพักฟื้นอยู่ที่ริมทะเลสาบ เธอประสานมือทั้งสองข้างวางไว้บนตัก สูดลมหายใจเข้าลึกๆ อย่างสั่นเครือ มองหวาเหมียวเหมี่ยวพลางกล่าวคำขอโทษที่จุกอยู่ในลำคอเธอมาหลายพันปี
“ขอโทษ ฉันขอโทษจริงๆ”
หวาเหมียวเหมี่ยวคิดไม่ถึงว่าจะได้ยินคำขอโทษจากอาหลิง ทั้งยังต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้ เธอนิ่งงันไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ยกมุมปากขึ้น พูดตอบกลับด้วยประโยคหนึ่งที่อาหลิงไม่เคยคิดมาก่อน
“ขอบคุณเธอนะที่ให้กำยานกับฉัน”
อาหลิงตะลึงงัน มองผู้หญิงตรงหน้าอย่างอึ้งๆ
“นี่ไม่ได้หมายความว่าฉันไม่เกลียดอาหลิง สตรีแขวงเมืองปาที่ยุยงซั่งจู่กั๋วในอดีตหรอกนะ” หวาเหมียวเหมี่ยวมองอาหลิง “แต่ฉันขอบคุณเธอที่ทำให้ฉันจำได้ ฉันอยากจำได้ ต่อให้ขมขื่นแค่ไหนก็ต้องจำได้ ต่อให้เจ็บปวดแค่ไหนก็อยากจำได้ จำความดีที่เขามีต่อฉันได้ จำความรู้สึกที่เขามีต่อฉันได้ เพราะงั้น…ขอบคุณเธอนะที่ทำให้ฉันจำได้”
หัวใจอาหลิงพลันบีบรัด วินาทีต่อมาจู่ๆ น้ำตาก็เอ่อคลอโดยไม่มีเค้าลางบอกกล่าวแม้แต่นิด
เธอสะอื้นทีหนึ่ง พยายามห้ามความรู้สึกที่ปะทุขึ้นมา ทว่ากลับไม่สามารถทำได้ น้ำตาไหลรินลงมาอย่างไม่ขาดสาย
ชั่วขณะนี้เธอรู้สึกทั้งอับอายและกระอักกระอ่วนจนแทบอยากจะลุกหนี เหมือนกับช่วงหลายปีนั้นในอดีต แต่เธอหนีมานานเกินไปแล้ว และเธอติดค้างคำขอโทษต่อพวกผู้หญิงตรงหน้านี้จริงๆ
ดังนั้นเธอจึงบังคับให้ตนเองอยู่ที่เดิม เผชิญหน้ากับหวาเหมียวเหมี่ยวทั้งน้ำตา จากนั้นก็มองไปที่ถังเข่อชิง ถงชิวหราน ฟางชิวสุ่ย แล้วเธอก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เอ่ยเสียงสั่นเครือ
“ฉันรู้ว่า…เรื่องที่ฉันทำกับพวกเธอไว้มันไม่น่าให้อภัย…” เธอกล่าวพลางคุกเข่าโน้มตัวไปข้างหน้าทำความเคารพอย่างเป็นทางการ สองมือวางแนบหน้าเข่า ก้มศีรษะจรดพื้น เอ่ยด้วยเสียงแหบแห้ง “ขอโทษ ฉันผิดไปแล้ว…”
ทั้งห้องเต็มไปด้วยความเงียบงันชั่วขณะ
อาหลิงสูดลมหายใจแล้วสูดลมหายใจอีก น้ำตายังคงบดบังสายตา จากนั้นผู้หญิงคนหนึ่งในนั้นไม่รู้ว่ามาอยู่ข้างกายเธอตั้งแต่เมื่อไร ยื่นสองมือออกมาประคองเธอให้ลุกขึ้น
“มันผ่านไปหมดแล้ว”
เมื่อมือคู่นั้นสัมผัสกายอาหลิงก็สั่นสะท้านไปทั้งร่าง ช้อนตาขึ้นมองผู้หญิงตรงหน้า เพียงเห็นถงชิวหรานมองตน เผยรอยยิ้มอ่อนโยนที่เธอคุ้นเคยอย่างยิ่งเมื่อนานแสนนานมาแล้ว นั่นคือรอยยิ้มที่จื่อจิงมี
จากนั้นถงชิวหรานก็ยื่นมือมากอดเธอ เอ่ยปากพูดอีกครั้งว่า “มันผ่านไปแล้ว”
ลมหายใจเธอขาดห้วง อ้อมกอดนั้นอบอุ่นเช่นนี้ทำให้อาหลิงสะอื้นทีหนึ่ง น้ำตาแห่งความรู้สึกผิดไหลรินอย่างไม่ขาดสาย
ผ่านมาตั้งหลายปีแล้วเธอไม่กล้าเผชิญหน้ากับเพื่อนสนิทร่วมสำนักเมื่อหลายปีก่อนคนนี้เพียงลำพังมาโดยตลอด นับตั้งแต่ถงชิวหรานจำได้ว่าตัวตนในอดีตชาติคือจื่อจิงและกลับไปกับเยี่ยอิ่ง อาหลิงก็อดไม่ได้ที่จะหลบอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกผิด เธอไม่เคยหวังว่าถงชิวหรานจะยกโทษให้ เธอยังจำได้อย่างชัดเจนว่ากรงเล็บของเยี่ยอิ่งทะลวงอกของจื่อจิงอย่างโหดเหี้ยมอย่างไร จำความตกใจและความเจ็บปวดในดวงตาจื่อจิงได้ อาหลิงรู้ว่าถงชิวหรานเองก็เหมือนกัน ในเมื่อจำได้แล้วจะลืมอีกได้อย่างไร
ทว่าผู้หญิงคนนี้ก็ยื่นมือทั้งคู่ออกมาหาเธออย่างนี้ ปัดเป่าเรื่องราวให้ผ่านพ้นไป
เธอสามารถรู้สึกได้อย่างชัดเจน สามารถอ่านใจของอีกฝ่ายได้ รู้ว่าผู้หญิงคนนี้ตั้งใจ ตั้งใจปล่อยให้เรื่องราวผ่านพ้นไป ตั้งใจกอดเธอไว้
อ้อมกอดอบอุ่นอันแสนบริสุทธิ์นี้กลับทำให้เธอยิ่งรู้สึกละอาย ชั่วขณะนั้นก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ความรู้สึกผิดที่ทับถมอยู่ในใจมานับพันปีพรั่งพรูออกมาจากริมฝีปากอันสั่นเทาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลริน
“ขอโทษ…ฉันไม่อยากเลยจริงๆ ฉันไม่อยากลากเธอลงน้ำ…เยี่ยอิ่งไม่อยากให้ฉันลากเธอลงน้ำด้วย…แต่ฉัน…ฉันทนไม่ได้แล้ว…ฉันเคยลอง…แต่ฉันเกลียดมาก…เจ็บปวดมาก…ฉันไม่อยาก…ไม่อยากอยู่ที่นั่นอีกแล้ว”
คำพูดนี้ทำให้ผู้หญิงทุกคนตรงนั้นล้วนถูกบีบคั้นหัวใจ ต่างแสบจมูกและพากันน้ำตาไหลออกมา