“ฉันรู้” ถงชิวหรานกอดเธอแน่นไว้ในอ้อมอก ลูบหลังเธอพลางน้ำตาร่วงพรู สะอื้นเอ่ยว่า “ฉันรู้ว่าเธอจะต้องอดทนจนไม่อาจทนได้อีกแล้ว…”
“ไม่ใช่ความผิดของเธอหรอก” ถังเข่อชิงใบหน้าขาวซีด เอ่ยเสียงแหบทั้งน้ำตา “ถ้าจะพูดจริงๆ ก็เป็นความผิดของฉันเหมือนกัน ถ้าตอนแรกฉันรู้และห้ามได้ทันตั้งแต่เนิ่นๆ เรื่องราวก็คงไม่กลายเป็นอย่างนี้”
อาหลิงได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้า จากนั้นน้ำตาก็รินไหลลงมาอีกครั้ง เธอสารภาพความผิดที่ตนเองกระทำด้วยเสียงสั่นเครือ
“นั่นเป็นแค่สาเหตุ แต่หลังจากนั้น…หลังจากนั้นล้วนเป็นการเลือกของฉัน…”
เธอหลั่งน้ำตาดุจฝนโปรย เอ่ยอย่างขมขื่น “ยิ่งไปกว่านั้นกงฉีปิดบังเธอมาโดยตลอด เขารู้ดีว่าเธอจะห้ามเขาไม่ให้ส่งตัวฉันไป ฉันน่าจะคิดได้แต่แรกแล้วว่าเธอไม่มีทางนิ่งดูดาย แต่ตอนนั้นฉันเจ็บปวดเกินไป โกรธมากเกินไป และปีศาจพวกนั้นบอกอยู่ตลอดว่าฉันถูกพวกเธอทุกคนทรยศและทอดทิ้งนานแล้วทำให้ฉันถูกความโกรธแค้นบังตา กระทั่งหลายปีให้หลังตอนที่ฉันอยู่เป็นเพื่อนคนคนนั้นพักฟื้น เขาถามเรื่องราวในตอนนั้นจากฉันอย่างละเอียด ชี้ถึงปัญหา และเตือนฉัน จึงทำให้ฉันนึกขึ้นได้ ตอนที่ถูกพาตัวไปแนวหน้า กระทั่งไม่ได้เข้าไปในค่ายทหาร เป็นกงฉีมาพบฉันที่นอกค่าย ต่อมาก็ส่งคนพาตัวไปลานบูชายัญทันที ตั้งแต่ต้นจนจบเธอไม่ได้เห็นฉันเลย”
อาหลิงช้อนดวงตาที่เปื้อนน้ำตาขึ้นมา มองถังเข่อชิงที่เคยถูกเรียกขานว่าเตี๋ยอู่ ริมฝีปากสั่นระริก “ฉันควร…ควรไปหาเธอตั้งนานแล้ว ควรทำอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อร้อยปีพันปีก่อน แต่ตอนนั้นฉันสติสัมปชัญญะไม่แจ่มชัด หมอนั่น…คนคนนั้นเขา…ทำให้ฉันโมโหมาก…เมื่อฉันได้สติกลับมาจริงๆ ก็ผ่านไปนานหลายปีแล้ว ตอนนั้นฉันยังนึกว่าตราบใดที่ฉันไม่เข้าไปพัวพัน ต่อให้เธอกับกงฉีพบกันอีกครั้งก็ไม่แน่ว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกัน ฉันคิดไม่ถึงว่าคาถานั้นจะไม่เพียงทำให้เธอไม่ตาย ไม่เพียงทำให้เธอกับเขาได้พบกันอีกครั้งเท่านั้น แต่ยังสามารถทำให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยอีกครั้งได้จริงๆ”
นั่นคือคำสาปจริงๆ
อาหลิงมองถังเข่อชิง เอ่ยทั้งที่น้ำตาอาบใบหน้า “ขอโทษ ฉันขอโทษจริงๆ…”
ฟังถึงตรงนี้น้ำตาในดวงตาของถังเข่อชิงก็ไหลรินลงมาไม่รู้ตั้งเท่าไรนานแล้ว เธอโน้มตัวไปข้างหน้า ยื่นมือไปกุมมือเล็กๆ อันเย็นเฉียบของอาหลิงไว้
“เธอไม่จำเป็นต้องขอโทษฉันหรอก ฉันควรฟังคำพูดของเธอแต่แรก ฉันควรสังเกตได้ตั้งนานแล้วว่ากงฉีกำลังคิดอะไรอยู่ สงครามนั้นยืดเยื้อมานานเกินไป แนวรบลากยาวเกินไป เขารีบร้อนอยากจะจบมัน เมื่อเขารับปากว่าจะพบพ่อมดที่อ้างตัวว่ามาจากลานบูชายัญคนนั้น ฉันก็น่าจะต้องรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ แต่ไรมาเขาไม่เคยศรัทธาเทพ เทพแห่งแคว้นไม่เคยคุ้มครองเขา หากไม่ได้ผลประโยชน์เขาคงคร้านจะฟังพ่อมดพวกนั้นพูด คำพูดของเธอเขาล้วนไม่ฟัง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพ่อมดคนอื่นๆ แต่หลังจากนั้นสักพักพ่อมดคนนั้นแทบจะตามติดเขาทุกฝีก้าว ถึงท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าหมอนั่นจะพูดอะไร เขาก็ทำตามอย่างว่าง่ายแทบทุกอย่าง นั่นไม่เหมือนเขาเลย…”
“พ่อมดที่มาจากลานบูชายัญ?” ถงชิวหรานตะลึงงัน หันไปมองถังเข่อชิง “ฉันไม่เคยส่งพ่อมดไปพบจอมราชันที่สนามรบ นับตั้งแต่โบราณมาพ่อมดของลานบูชายัญไม่สามารถว่าราชการได้”
“ไม่ใช่คนที่เธอส่งไป…” อาหลิงเช็ดน้ำตาบนใบหน้า สงบสติอารมณ์ที่ราวกับเขื่อนแตก เอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า “ผนึกของลานบูชายัญในตอนนั้นก็อยู่มานานหลายพันปีแล้ว ร่องรอยปริแตกก็มีมานานแล้ว ปีศาจใหญ่บางตนสามารถใช้ประโยชน์จากการแบ่งจิตและร่างแอบหนีออกไปสิงร่างมนุษย์ได้ ที่ผ่านมาพวกเขามอมเมาและเล่นกับจิตใจมนุษย์อย่างนี้ โน้มน้าวให้ราชวงศ์ส่งคนที่มีสายเลือดแห่งเทพไปเป็นเครื่องสังเวยที่ลานบูชายัญเพื่อแลกเปลี่ยนกับความแข็งแกร่ง…”
พูดถึงตรงนี้ความเคียดแค้นแทบจะปะทุขึ้นมาในใจอีกครั้ง แต่คราวนี้อาหลิงไม่ได้ปล่อยให้อารมณ์นั้นควบคุมตัวเธอ ถงชิวหรานยังคงลูบหลังเธอ ถังเข่อชิงเองก็กุมมือเธอไว้ ฟางชิวสุ่ยก็มาอยู่ข้างกายเธอไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร ส่งกระดาษเช็ดหน้าให้เธอ และไป๋ฉี่ลี่ที่ทั้งบริสุทธิ์และน่ารักมาตั้งแต่ไหนแต่ไรคนนั้นนั่งลงตรงหน้าเธอ ยิ้มบางๆ ทั้งน้ำตา
แม้จะไม่เคยสัมผัสอีกฝ่าย แต่อาหลิงล้วนรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นและความห่วงใยที่แผ่รัศมีออกมาจากกายเธอ อีกทั้งความรักที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยนับตั้งแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบัน
การให้อภัยจากใจจริงและความห่วงใยไร้สิ้นสุดของพวกเธอโอบล้อมหัวใจของอาหลิงทำให้น้ำตาไหลออกมาเป็นสายอย่างห้ามไม่ได้ เธอไม่อยากจะเชื่อ แต่ผู้หญิงเหล่านี้ล้วนไม่เกลียดเธออีกต่อไป ให้อภัยเธอด้วยใจจริง
‘เจ้าทำได้ ข้ารู้’
ถ้อยคำขบขันอันแหบพร่าแผ่วเบาของเขาดังก้องอยู่ข้างหู
‘ข้ารู้’
น้ำตาร้อนผ่าวไหลรินเป็นสาย อาหลิงยกมือปิดตา ร้องไห้อย่างเงียบเชียบโดยที่มือและปากสั่นระริก
พวกผู้หญิงข้างกายเข้ามาโอบกอดเธอทีละคน ทั้งลูบทั้งปลอบ ทว่าทุกคนต่างก็ร้องไห้ไม่หยุดเช่นกัน