“โอ๊ยๆ แย่ชะมัด! ฉันไม่ใช่คนขี้แยเลยนะ แต่เรื่องแบบนี้มันแพร่เชื้อได้จริงๆ นะเนี่ย!” ในที่สุดหวาเหมียวเหมี่ยวที่ยังนั่งอยู่บนโซฟาเพียงคนเดียวก็โน้มตัวไปดึงกระดาษทิชชูสองแผ่นมาสั่งน้ำมูกอย่างทนไม่ไหวเช่นกัน
พอทุกคนเงยหน้ามอง ถึงได้พบว่าเธอเองก็ร้องไห้จนน้ำตาท่วมหน้าตั้งนานแล้ว เธอดึงกระดาษทิชชูติดๆ กันหลายแผ่น เช็ดหน้าตัวเองพลางส่งกระดาษทิชชูทั้งห่อไปทางคนอื่น พูดกึ่งสั่งกึ่งหยอกล้อ
“รีบเช็ดน้ำตาน้ำมูกซะ พวกเรายังมีภาพลักษณ์ต้องรักษานะ! ฉันกินน้ำมูกตัวเองไปแล้ว ขอร้องว่าอย่าไปเชื่อคำพูดบ้าๆ ของผู้ชายที่บอกว่าผู้หญิงร้องไห้ได้งามเหมือนดอกสาลี่ต้องฝนอะไรทำนองนั้น นั่นมันโกหกทั้งเพ ต่อให้เป็นสาวงามน้ำมูกน้ำตาเต็มหน้าก็น่าเกลียดมากเหมือนกัน โอเค้?”
พอคำพูดนี้เปล่งออกมาก็ทำให้ทุกคนนิ่งงันไป ถึงได้มองเห็นใบหน้าของกันและกัน น้ำตานองหน้าอย่างไม่อาจจะอธิบายได้จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นฟางชิวสุ่ยที่ราวกับหยกงามในหมู่สามัญชน ถังเข่อชิงที่งดงามดั่งเทพเซียน ถงชิวหรานที่มักจะสำรวมกิริยาดุจภูเขาน้ำแข็ง หรือไป๋ฉี่ลี่ที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ทุกคนต่างร้องไห้จนใบหน้าเปรอะเปื้อนกันไปหมด ไหนเลยจะยังมีออร่าความงามอะไรให้พูดถึงอีก
แน่นอนว่ายิ่งไม่ต้องพูดถึงอาหลิงที่ถูกล้อมอยู่ในวงร้องไห้จนเต็มไปด้วยน้ำมูกและน้ำตา
พวกผู้หญิงต่างฝ่ายต่างมองสภาพที่น้ำมูกน้ำตาผสมปนเปของกันและกัน ไม่รู้ว่าใครระเบิดเสียงหัวเราะออกมาก่อน จากนั้นทุกคนก็ต่างหัวเราะออกมา แต่ละคนรีบยื่นมือไปรับกระดาษทิชชูที่หวาเหมียวเหมี่ยวส่งให้ ยิ้มไปพลางเช็ดน้ำตาสั่งน้ำมูกไปพลาง
“เดี๋ยวก่อน ฉันได้ยินอาหลิงบอกว่าเมื่อก่อนนิสัยเหมียวเหมี่ยวไม่ได้ตรงไปตรงมาขนาดนั้น ทำไมตอนนี้กลายเป็นแบบนี้ล่ะ” ฟางชิวสุ่ยถามด้วยรอยยิ้มพลางเช็ดน้ำตา
“กลายเป็นแบบนี้?” หวาเหมียวเหมี่ยวถามอย่างนึกขัน
ฟางชิวสุ่ยมองเธอ อมยิ้มพลางกล่าวว่า “เมื่อก่อนอาหลิงพูดกับฉันถึงเรื่องนิสัยของถูหมี รู้สึกว่าค่อนข้างเก็บตัวและก็เก็บกด นิ่งเงียบแต่อ่อนโยน ตอนนี้เธอก็ยังร่าเริงสดใส แถมพูดจาตรงไปตรงมามากนะ”
“ไม่รู้ เมื่อก่อนดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ แหละ” หวาเหมียวเหมี่ยวยักไหล่ด้วยรอยยิ้ม สั่งน้ำมูกอีกครั้งถึงได้เอ่ยต่อ “เป็นไปได้ว่าฉันกลับมาเกิดหลายภพชาติและก็คงเรียนรู้อะไรได้ไม่มากก็น้อยล่ะมั้ง”
“ฉินบอกว่าคนที่พวกเขาอยากช่วยเหลือไม่ใช่กายเนื้อของมนุษย์ แต่เป็นดวงจิต มนุษย์บนโลกอย่างพวกเราต้องเรียนรู้จากมันอยู่เสมอ อย่าทำความผิดแบบเดิมอีก” ไป๋ฉี่ลี่เช็ดน้ำตา อธิบายด้วยรอยยิ้มบาง
คำพูดนี้อาหลิงเองก็เคยได้ยินฉินอู๋หมิงพูด
‘เกิดเป็นมนุษย์ พวกเราจะเรียนรู้จากความเจ็บปวด’
เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเจือด้วยรอยยิ้มของเขาผุดขึ้นมาในห้วงสมองทำให้หัวใจบีบรัด
เพราะเช่นนี้เธอถึงได้พยายามเปลี่ยนพยายามเชื่อ พวกผู้หญิงตรงหน้าเหล่านี้ถึงได้มารวมตัวกันอย่างนี้เพื่อพยายามช่วยเธอ
คิดถึงตรงนี้ก็ราวกับรู้สึกได้อีกครั้งว่าเขากุมมือเธอไว้ทำให้ดวงตาเปียกชื้นขึ้นมาอีกครั้ง
อาหลิงสูดลมหายใจเพื่อสงบอารมณ์ จากนั้นก็ได้ยินหวาเหมียวเหมี่ยวเอ่ยปาก
“เดี๋ยวก่อน ก่อนหน้านี้ผู้อุปถัมภ์ซ่งเคยโน้มน้าวพญายมตำหนักสิบครั้งหนึ่ง ขอให้พวกเขาให้โอกาสเธอครั้งหนึ่ง เดิมพันว่าเธอจะเลือกทางที่ถูกต้องไม่ใช่เหรอ ถูกต้องไหม สมัยราชวงศ์หมิงครั้งนั้น”
“ใช่ ที่ซูโจว” อาหลิงพยักหน้า “ฉินบอกอย่างนี้”
“คราวนั้นเธอเดิมพันด้วยชีวิตเพื่อช่วยคนในเมืองซูโจว” ไป๋ฉี่ลี่กล่าว
ฟังถึงตรงนี้อาหลิงก็รู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง พูดโดยอัตโนมัติ “ฉันตายไม่ได้หรอก”
“แต่เธอเจ็บได้” ถังเข่อชิงเอ่ยปากพลางมองอาหลิง “นั่นคือการเสียสละ”
“เขาชนะแล้ว” หวาเหมียวเหมี่ยวอมยิ้ม “การเดิมพันจะต้องมีของเดิมพัน ฉันกล้าพูดได้เลยว่าครั้งนี้เขาสามารถมาเกิดได้จะต้องหนีไม่พ้นของเดิมพันสิ่งนั้นแน่ มีความเป็นไปได้สูงว่าสิ่งที่เขาได้มาจากการชนะเดิมพันก็คือขอให้พญายมเหล่านั้นปล่อยให้เขามาเกิดได้หรือไม่ก็ทำข้อตกลงกับเขา” พูดถึงตรงนี้เธอก็ขมวดคิ้วอีกครั้ง ก้มหน้ากวาดตามองข้อมูลเหล่านั้นที่ตนเพิ่งเขียนลงไป “ข้อมูลที่เรามีตอนนี้ยังน้อยเกินไปและก็ทำได้แค่เดากันมั่วๆ เท่านั้น อีกอย่างฉันสงสัยว่าถึงชินโดจะเป็นร่างที่กลับชาติมาเกิดของซ่งอิ้งเทียนจริงๆ ต่อให้เขานึกออกแล้ว เกรงว่าก็คงไม่สามารถบอกอาหลิงตรงๆ ได้เหมือนกัน” หวาเหมียวเหมี่ยวเงยหน้าขึ้นมา มองไปทางแม่มดพันปีที่ในที่สุดก็หยุดร้องไห้แล้วถามว่า “เธอเองก็เคยคิดเรื่องนี้ใช่ไหม”
นั่นเป็นเรื่องในสมัยราชวงศ์หมิง ถึงตอนนี้ก็หลายร้อยปีแล้ว เธอคิดว่าอาหลิงจะต้องเคยเอาเรื่องนี้มาคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายครั้งแน่นอน