อาหลิงมองผู้หญิงตรงหน้าที่ฉลาดเฉลียว หัวใจเต้นระส่ำอยู่ชั่วขณะ ก่อนหน้านี้เธอไม่ได้พูดอะไรมาก เพราะไม่อยากให้พวกเธอคิดตามเจตนาของตน อย่างไรเสียคนนอกก็มองได้ชัดเจนกว่า หากคนนอกอย่างหวาเหมียวเหมี่ยวก็ได้ผลสรุปแบบเดียวกันก็หมายความว่ามีความเป็นไปได้สูงขึ้น
เธอกำหมัดแน่น สูดลมหายใจอีกครั้งก่อนจะพยักหน้ายอมรับ “ใช่ ฉันเคยคิด”
“เพราะอะไร” ไป๋ฉี่ลี่ถามด้วยความสนใจใคร่รู้
“เพราะข้อตกลงนั้น” ถังเข่อชิงมองอาหลิงพลางกล่าว “เธอสงสัยว่าของเดิมพันคือข้อตกลงและข้อตกลงนั้นอาจจะรวมถึงเงื่อนไขนี้ถูกต้องไหม เงื่อนไขที่ไม่สามารถบอกเธอได้ว่าเขาคือผู้อุปถัมภ์ซ่ง”
“นี่เป็นเหตุผลหนึ่งในนั้น” อาหลิงมองบันทึกเหล่านั้นที่อยู่บนโต๊ะ เอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า “เรื่องบางอย่างค่อนข้างผิดปกติ แต่พวกเธอพูดไม่ผิด ก่อนหน้านี้ฉันแค่สังเกตเห็นว่าคนของปรโลกเข้ามาพัวพันด้วย ทว่าเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่แค่นั้น เกี่ยวกับเรื่องที่อวิ๋นเมิ่งกลายเป็นเทพธิดา ฉินไม่ค่อยพูดกับฉันมากเท่าไร จนกระทั่งฉี่ลี่กลับชาติมาเกิด จำทุกอย่างได้ พูดกับฉันถึงเรื่องแดนสวรรค์ ฉันถึงได้ตระหนักในประเด็นนี้ แต่ตอนแรกฉันคิดว่าแดนสวรรค์จะแทรกแซงเพียงเพราะว่าเกี่ยวข้องกับอวิ๋นเมิ่ง แต่ตอนนี้ฉันคิดว่าพวกเธอพูดถูก นี่ไม่ใช่แค่การต่อสู้กันระหว่างพรรคฝ่ายในปรโลกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น”
“แล้วตกลงว่าเนื้อหาในข้อตกลงนั้นคืออะไรกันแน่” ฟางชิวสุ่ยขมวดคิ้ว “ถ้ามีข้อตกลงนี้จริงๆ ล่ะก็นะ”
“ฉันไปสืบดูได้” ไป๋ฉี่ลี่มองอาหลิงพลางกล่าวว่า “อู๋หมิงหรือไม่ก็ฉินเทียนกงอาจจะหลุดปากบ้าง”
อาหลิงมองไป๋ฉี่ลี่ กระตุกมุมปาก “เธอก็รู้ว่าพวกเขาไม่มีทางหลุดปาก หลายปีมานี้ฉันเองก็ใช่ว่าไม่เคยลอง แต่พวกเขาพี่น้องปิดปากเรื่องนี้สนิท”
“ก็ใช่ว่าจะเป็นแบบนี้เสมอไปนะ” ไป๋ฉี่ลี่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “คราวก่อนเรื่องที่ถูหมีกลับชาติมาเกิดก็เป็นฉินเทียนกงหลุดปากบอก”
อาหลิงมองผู้หญิงที่จิตใจบริสุทธิ์คนนี้แล้วยิ้มอีกครั้ง “นั่นเป็นเพราะเขาจงใจจะให้เธอรู้น่ะสิ”
“เอ๊ะ? จริงเหรอ” ไป๋ฉี่ลี่ตะลึงงัน
“หมอนั่นเขาก็เป็นแบบนี้แหละ ดูท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใส แต่เรื่องที่เขาไม่อยากพูดจริงๆ เอาค้อนเหล็กมาทุบก็ง้างปากให้พูดออกมาสักประโยคไม่ได้หรอก”
เพิ่งสิ้นเสียงเธอ จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังมา
พวกผู้หญิงตะลึงงัน หันไปมองประตูใหญ่พร้อมกัน ว่ากันตามหลักแล้วพวกเธอแอบมารวมตัวกันที่นี่น่าจะไม่ค่อยมีคนรู้สิจึงจะถูก
หรือเป็นพี่ฉิน?
ไป๋ฉี่ลี่รีบร้อนลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู ยังนึกว่าเป็นฉินอู๋หมิงมาหาเธอเสียอีก คิดไม่ถึงว่าพอเปิดประตูกลับเห็นเกิ่งเค่อกังและในมืออุ้มแมวดำไว้อีกตัวหนึ่ง เธอมองแวบเดียวก็รู้ว่าแมวดำตัวนี้ไม่ใช่ตัวที่เธอรู้จัก
มันตัวเล็กเกินไป ใหญ่กว่าฝ่ามือนิดเดียวเท่านั้น และมันยังจ้องเธออีกด้วย
ไป๋ฉี่ลี่ยังไม่ทันได้เอ่ยปากทักทาย เกิ่งเค่อกังก็ก้าวอาดๆ เข้าประตูมาแล้ว จากนั้นเธอถึงได้สังเกตเห็นว่าอันที่จริงแล้วเขาไม่ได้อุ้มแมวตัวนั้นจริงๆ เขาใช้มือข้างหนึ่งหิ้วหนังหลังคอของเจ้าแมว อีกมือหนึ่งประคองลำตัวของมัน
“เค่อกัง คุณมาได้ยังไง” ฟางชิวสุ่ยเห็นสามีก็ตะลึงงัน รีบลุกขึ้นเดินเข้าไปต้อนรับ
เขากำลังจะเอ่ยปาก แมวดำตัวนั้นก็ฉวยโอกาสตอนที่เขาใจลอยเมื่อบังเอิญเห็นภรรยาดิ้นหลุดจากเงื้อมมือของเขา พุ่งผ่านห้องรับแขกไปยังระเบียงที่อยู่ตรงข้าม
เขาไม่ได้ตามไป เพียงเอ่ยปากทันใด “อย่าให้เขาหนี”
ถังเข่อชิงได้ยินดังนั้นก็ยื่นมือไปขวางแมวดำที่วิ่งผ่านข้างกายตัวนั้นเอาไว้
แมวดำสะดุ้งทีหนึ่งก่อนจะกระโดดขึ้นข้างบน พยายามข้ามมือของเธอไป ใครจะรู้ว่ามือเล็กขาวผ่องข้างนั้นกลับเหมือนกำแพง ย้ายขึ้นไปขวางเจ้าแมวไว้อีกครั้งราวกับสายฟ้า มันใช้อุ้งเท้าหน้าถีบฝ่ามือขาวผ่องนั้นทีหนึ่ง ตีลังกากลับหลังกลางอากาศหลบมือของเธอ แต่มือเล็กๆ ข้างนั้นราวกับเงาตามตัว เหมือนพระโพธิสัตว์กวนอินพันมือที่มีอยู่ทุกหนแห่ง แม้มันจะเบี่ยงซ้ายกระโดดขวาเบี่ยงไปไกลแค่ไหน กระโดดสูงและเร็วเพียงใดก็ล้วนเบี่ยงไปโดนผนัง กระโดดแตะเพดานหลายครั้งก็ยังหนีออกไปไม่ได้อยู่ดี เมื่อมันได้สติกลับมาก็ถูกผู้หญิงคนนั้นใช้มือทั้งสองข้างจับไว้มั่นในมือแล้ววางไว้บนพื้น