อาหลิงเห็นมันอยู่นิ่งแล้วก็ร่ายคาถาที่ผู้ชายคนนั้นเคยสอนเธอออกมา
เพียงเห็นว่าเหนือคาถาปรากฏลูกกลมลูกหนึ่งที่ประกอบมาจากภาษาแม่มด อักขระที่ล้อมรอบเหล่านั้นมีสีที่แตกต่างกันกำลังกะพริบอยู่ อาหลิงหมุนลูกกลมลูกนั้นค้นดูครู่หนึ่งก่อนจะเก็บมือ
“ของสิ่งนี้ยุ่งยากนิดหน่อย” เธอมองเกิ่งเค่อกังพลางกล่าว
“แต่เธอถอนได้?” เขาถาม
“ฉันต้องการเวลาไปเช็กข้อมูลสักหน่อย” อาหลิงหลุบตามองเสือดำตัวน้อยที่มีสีหน้าคาดหวังอย่างยากจะปกปิดแล้วถามว่า “แล้วตอนนี้นายกลับคืนร่างมนุษย์ได้ไหม”
เสือดำตัวน้อยไม่ขยับเขยื้อน เพียงขมวดคิ้ว นัยน์ตาดำที่มืดมนคู่หนึ่งปรากฏแววระแวดระวัง
“น่าจะไม่ได้” เกิ่งเค่อกังตอบแทน “ถ้าทำได้ล่ะก็ เมื่อกี้เขาก็น่าจะลองที่ร้านแล้ว”
อาหลิงเลิกคิ้วซ้ายให้เสือดำตัวน้อย ไม่ได้พูดอะไร จากนั้นเธอก็ได้ยินฟางชิวสุ่ยเอ่ยถาม
“ทำไมคุณถึงอยู่ที่ร้านจูจูได้”
เกิ่งเค่อกังได้ยินดังนั้นก็ตอบโดยที่ตาไม่กะพริบ “ผมไปตรวจระบบรักษาความปลอดภัย”
เพิ่งสิ้นเสียงพูดของเขาก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังมาอีกครั้ง เขาเพิ่งคว้าแมว และไป๋ฉี่ลี่เองก็ยังไม่ได้ปิดประตู ประตูใหญ่ก็เปิดออกกว้างแล้ว ผู้มาเยือนเคาะประตูสองทีแล้วเดินเข้ามาทันที
“อาหลิง? เธออยู่ไหม พี่ฉินบอกว่าเธอกับพี่ฉี่ลี่อยู่ข้างบน”
เวินติ้งฟางพูดพลางเดินไปข้างใน จากนั้นก็เห็นทุกคนที่อยู่ในห้องรับแขก เขารีบทักทายบรรดาพี่สาวคนสวยไม่กี่คนนั้นด้วยรอยยิ้ม
“หวัดดีพี่ถง พี่ชิวสุ่ย สวัสดีครับพี่เข่อชิง ไม่เจอกันนานเลยนะครับ เอ๊ะ? เถ้าแก่ พี่ก็อยู่ด้วยเหรอ”
พวกผู้หญิงเห็นเวินติ้งฟางก็พากันยกมือทักทายเขาด้วยรอยยิ้ม หวาเหมียวเหมี่ยวยิ้มแล้วพูดแซวเขาทันที
“ว้าว อาติ้ง นายไปพักร้อนที่เขิ่นติงมาเหรอ อาบแดดจนดำเกินไปแล้วมั้ง”
“โห ผมโชคดีขนาดนั้นซะที่ไหน เพราะช่วยทาสีให้จูจูกับพวกเสี่ยวเยี่ยเกาเจี้ยนตอนหน้าร้อนต่างหากล่ะ เรารีโนเวตร้านอาหารด้วยกันกับพวกพี่อี้ชุนไง เถ้าแก่ว่างๆ ก็มานั่งเล่นที่ร้านสิครับ อ้อ จริงสิ ผมมีคูปองส่วนลดนะ ตอนแรกผมกะว่าจะเอามาให้พี่ตั้งแต่ตอนเปิดร้านก่อนหน้านี้แล้ว แต่ช่วงนี้ยุ่งมากเลย โชคดีที่ผมเก็บไว้ในกระเป๋าตลอด” เขากล่าวพลางล้วงเอาคูปองส่วนลดออกมาจากในกระเป๋าเป้แจกให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้น “นี่เป็นร้านอาหารเปิดใหม่ของจูจูครับ ข้างบนมีคิวอาร์โค้ด แค่สแกนก็ลิงก์ไปดูเมนูในเว็บไซต์ได้ จูจูจะเปลี่ยนเมนูประจำฤดูไปตามฤดูนั้นๆ ใช้วัตถุดิบตามฤดูกาลในท้องถิ่นที่ทั้งสดใหม่และอร่อย ยินดีต้อนรับทุกคนมาชี้แนะกันเยอะๆ นะครับ”
“นายเป็นหมอนวดอยู่ไม่ใช่เหรอ ทำไมเปลี่ยนมาทำธุรกิจแล้วล่ะ” หวาเหมียวเหมี่ยวถามด้วยรอยยิ้ม
“เปล่าครับ ผมยังทำงานอยู่กับพี่เจ็ด” เวินติ้งฟางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “แต่ร้านอาหารที่จูจูเปิดนี่น่ะ แน่นอนว่าผมต้องช่วยโปรโมตอย่างแข็งขันสักหน่อย…”
เวินติ้งฟางพูดไปได้ครึ่งเดียวก็เห็นแมวดำตัวน้อยวิ่งพรวดมาทางเขาอย่างรวดเร็ว ครู่เดียวก็ปีนขึ้นขากางเกงของเขาแล้ว แค่ตะกายสองสามทีก็มาถึงหน้าอก คว้าคอเสื้อเขาไว้แน่นไม่ปล่อย ทำเอาเขาตกใจ รีบจับมันไว้ทันที
“ว้าว แมวจากไหนเนี่ย ตัวเล็กมาก น่ารักจัง!” เขาเบิกตากว้าง พยายามจับแมวตัวนั้นลงมาจากเสื้อ ใครจะรู้ว่ามันกลับคว้าเสื้อยืดของเขาเอาไว้แน่น ให้ตายก็ไม่ยอมปล่อย เพียงร้องเสียงประหลาดๆ ใส่ ใบหน้าของแมวอยู่ตรงหน้าทำให้เขาสามารถเห็นเขี้ยวคมกับลิ้นและลิ้นไก่ที่อยู่ในลำคอของมันได้อย่างชัดเจน
“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย เฮ้ๆ! ขอร้องล่ะ อย่ากัดฉันนะ!” เวินติ้งฟางกลัวเจ้าแมวจะกัดจมูกตนจึงรีบจับมันด้วยมือทั้งสองข้างแล้วดึงออกไป ตาจ้องเขม็ง “เอ๊ะ? เดี๋ยวนะ ทำไมหน้าตานายถึงดูแปลกๆ ล่ะเนี่ย จมูกนี่ก็ใหญ่เกินไปแล้วมั้ง อุ้งเท้าก็ดูเหมือนจะค่อนข้างหยาบหนา เอ๊ะ? แถมยังดูท่าทางคุ้นๆ อยู่หน่อยๆ นะ เดี๋ยวก่อน ไม่หรอกมั้ง?! คงไม่ใช่…ว้าว! ทำไมนายถึงได้ตัวเล็กลงขนาดนี้เนี่ย”
พูดถึงตรงนี้เวินติ้งฟางก็จำเจ้านี่ได้ ร้องออกมาด้วยความตกใจ
“เดี๋ยวก่อน นายรู้เหรอว่ามันคือใคร” ถงชิวหรานตะลึงงัน
“อาหลิงรู้ว่ามันเป็นใครก็แล้วไป เป็นไปได้ยังไงที่อาติ้งเองก็รู้ด้วย” หวาเหมียวเหมี่ยวตื่นตะลึงยิ่งกว่า
“ไม่หรอกมั้ง คงไม่ใช่คนคนนั้นหรอกนะ?” ฟางชิวสุ่ยเข้าใจขึ้นมาทันใด
“คนไหนๆ!” ไป๋ฉี่ลี่รีบถามมาติดๆ
“คนนี้ไง คนที่ทำงานอยู่ร้านอาหารอะ! คนที่หน้าตาหม่นหมองนั่นน่ะ!” ฟางชิวสุ่ยคว้าแท็บเลตบนโต๊ะขึ้นมาเลื่อนไปยังรูปถ่ายหน้าเมื่อครู่นี้อย่างรวดเร็วแล้วหันแท็บเลตมาให้ไป๋ฉี่ลี่ดู
แน่นอนว่าทุกคนล้วนเห็นชายหนุ่มที่มีสีหน้าหม่นหมองเงียบขรึมที่ทั้งเท่ทั้งหล่อและบนแขนแกร่งยังมีรอยสักที่อยู่ในรูปภาพบนแท็บเลตคนนั้น