เวินติ้งฟางแบกหีบไม้แล้วเดินออกมาทั้งอย่างนี้ กระทั่งถึงลานจอดรถ
ซูเรียที่ขับรถพาเขากับอาหลิงมารออยู่ในนั้น เมื่อเห็นเขาก็ไม่พูดไม่จาสักคำ เพียงเปิดกระโปรงท้ายรถให้อย่างเงียบเชียบ
เวินติ้งฟางวางของเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะเข้าไปนั่งตรงเบาะข้างคนขับ ซูเรียก็กลับมานั่งประจำตำแหน่งคนขับนานแล้ว ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์
ภายในรถเงียบสนิท
เวินติ้งฟางใช่จะไม่เคยคิดพูดคุยกับซูเรีย แต่หลายปีมานี้เขาพบว่าหมอนี่เป็นราชาแห่งเครื่องหมายจบประโยค ต่อให้อยากคุยด้วยก็คุยต่อไม่ได้ สามารถตอบรับเขาได้สักคำก็วิเศษมากแล้ว ดังนั้นเขาจึงล้มเลิกความคิดที่จะทำความคุ้นเคยกับคนคนนี้นานแล้ว บวกกับนอนไม่อิ่มก็ถูกปลุกให้ตื่นแต่เช้า เขาจึงนั่งตากลมเย็นๆ อยู่ในรถ รออาหลิงด้วยความง่วงงุน
ขณะที่เขากำลังหาวจนเกือบจะหลับไปอีกครั้งนี้เอง จู่ๆ ก็ได้ยินซูเรียเอ่ยปาก
“นายรู้อยู่แล้วว่าเธอจะมาพบคนคนนั้น ทำไมยังต้องช่วยเธอขโมยของอีก”
เวินติ้งฟางตะลึงงัน ลืมตามองคนข้างๆ แม้ไม่ต้องอธิบายมาก เขาก็รู้ว่าคนที่หมอนี่พูดถึงคือใครกับใคร แต่…
“นายรู้ได้ยังไงว่าฉันรู้…” เขาจ้องซูเรีย จากนั้นก็พลันนึกขึ้นมาได้ ก่อนหน้านี้เฟิงเยี่ยเคยบอกว่าซูเรียไม่เพียงแค่สายตาดีมากเท่านั้น แต่ยังหูดีมากอีกด้วย “นายได้ยินท่านผู้เฒ่ากับฉันคุยอะไรกันใช่มั้ย”
ซูเรียหันมามองเขา ไม่ได้ตอบ แต่ก็ถือว่าเป็นการยอมรับกลายๆ
จากที่นี่ถึงที่นั่นยังเหลืออีกอย่างน้อยหนึ่งร้อยถึงสองร้อยเมตร ระหว่างนี้ยังมีอาคารอีกหลายหลังคั่นอยู่สินะ? นี่จะโอเวอร์เกินไปแล้ว
เวินติ้งฟางสีหน้าเก้อเขิน ทำได้แค่เอ่ยปากพูด
“ไม่ใช่ขโมย แต่หยิบมาต่างหาก” เขายกมือนวดใบหน้าที่กำลังง่วงแล้วหาวคำโตอีกครั้งถึงได้เอ่ยต่อ “ตอนที่ท่านผู้เฒ่าพาฉันไปที่โรงเก็บของครั้งแรกก็เคยบอกว่าของในโรงเก็บของนี้ถ้าอาหลิงต้องการอะไรก็เอาไปได้”
ซูเรียได้ยินดังนั้นคิ้วเข้มก็เลิกขึ้นเล็กน้อย เอ่ยอย่างเรียบเฉย “นายรู้ดีว่าฉันไม่ได้ถามคำถามนี้”
บ้าชะมัด ตอนแรกคิดจะตีเนียนสักหน่อย
ตอนนี้เป็นอย่างไร จู่ๆ ทั้งโลกก็ต่างห่วงใยความรู้สึกของคนผ่านทางอย่างเขาแล้ว?
เวินติ้งฟางมองป่าที่อยู่สุดถนนเบื้องหน้า กล่าวอย่างกระอักกระอ่วนเล็กน้อย “ฉันช่วยเธอ เป็นเพราะฉันชอบเธอ ไม่เกี่ยวกับว่าเธอชอบใคร อีกอย่างคนคนนี้ไม่แน่ว่าจะเป็นคนนั้นสักหน่อยใช่ไหมล่ะ”
“ถ้าเขาใช่จริงๆ ล่ะ”
“ใช่ก็ใช่สิ” เวินติ้งฟางสูดลมหายใจลึกๆ แล้วพ่นออกมาก่อนจะเอ่ยว่า “เทียบกับวิญญาณที่ไม่มีตัวตนถูกแปลงโฉมพันครั้งหมื่นครั้ง คนจริงๆ ย่อมรับมือได้ง่ายกว่า คนเขาบอกแล้วไม่ใช่เหรอ ระยะห่างจะสร้างสุนทรียะ ผู้คนมักจะรักกันเพราะความเข้าใจผิด จะแยกจากกันเพราะความเข้าใจกัน ไม่แน่ว่าเพราะตอนนั้นที่หมอนั่นตายไป หลงเหลือความเสียใจไว้ ดังนั้นจึงทำให้ผู้คนจดจำไว้ในใจ อาหลิงก็บอกกับฉันเองนี่ว่าหมอนั่นเป็นชายหน้าเนื้อใจเสือที่หน้าตาหล่อแต่หยาบโลนหน้าไม่อายแถมยังเหลี่ยมจัด เธอแค่ถูกผีบังตาโดยไม่รู้ตัวชั่วขณะถึงได้ชอบเขา นายดูสิ หลังจากนั้นเธอนึกย้อนกลับไปก็เริ่มเห็นธาตุแท้ของหมอนั่นชัดเจนแล้ว เมื่อเห็นตัวจริงก็อาจจะรู้สึกตัวได้เร็ว ก่อนหน้านี้ดีไม่ดีเธอเองก็ใช้ฟิลเตอร์เพ้อฝัน สร้างภาพว่าเขาดีงามอยู่ในหัวสมอง พอพบว่าตัวเองถูกบังตา อันที่จริงเธอไม่ได้ชอบหมอนั่นขนาดนั้นหรอก…”
เวินติ้งฟางพูดไปพูดมา ยิ่งพูดก็ยิ่งมั่นใจ ยิ่งคิดยิ่งมีเหตุผล แล้วก็ขยับนั่งตัวตรงด้วยความกระตือรือร้น ยังอดไม่ได้ที่จะหันไปมองซูเรียและเอ่ยถามประโยคหนึ่งอย่างลิงโลด
“ใช่ไหม”
ซูเรียมองมาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ทำให้เวินติ้งฟางตระหนักได้ว่าตนเองสติปัญญาอ่อนด้อยและคิดเพ้อไปเองแค่ไหน ขณะที่เขารู้สึกเก้อเขินอย่างยิ่ง คิดจะฝืนหัวเราะให้มันผ่านไปก็เห็นสายตาของซูเรียเปลี่ยนจุดโฟกัสอย่างกะทันหัน มองไปยังด้านหลังเขา