เวินติ้งฟางเห็นดังนั้นก็หันหน้าตาม เพียงเห็นอาหลิงเดินออกมา ข้างกายมีหนุ่มหล่อชาวญี่ปุ่นคนนั้นตามมาด้วย
ฝ่ายชายรูปหล่อสง่างาม ฝ่ายหญิงเย่อหยิ่งงดงาม เมื่อเดินออกมาจากอาคารสไตล์บาโรคหลังนั้นด้วยกัน ทั้งสองคนราวกับมีออร่าในตัว มองไปจากในรถก็ราวกับฉากในภาพยนตร์
ภาพฉากนี้พลันทำให้ความมั่นใจในตัวเองที่เดิมทีฟื้นคืนกลับมาเล็กน้อยของเวินติ้งฟางร่วงกราวลงไปในหุบเหวลึกหมื่นจั้ง*
หนุ่มหล่อชาวญี่ปุ่นที่ชื่อชินโด ชูอิจิคนนั้นมาส่งเธอถึงประตูรถ ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พูดภาษาจีนอย่างสุภาพโดยไม่ติดสำเนียงญี่ปุ่นเลยสักนิด
“พวกผู้อาวุโสไม่ได้มีประสงค์ร้าย เพียงแต่ฉันถึงวัยแล้ว เพราะงั้นพวกเขาถึงได้รีบร้อนอยู่บ้าง ฉันคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าพวกเขาจะรีบร้อนจนถึงกับเชิญเธอมาแต่เช้า หวังว่าเธอจะไม่เก็บเอาไปใส่ใจ” เขาเอ่ยพลางเผยรอยยิ้มเชิงขอโทษอย่างเก้อเขิน ก่อนจะพูดเสนออีกครั้ง “ช่วงนี้ฉันมีผลงานกำลังจัดนิทรรศการที่หอศิลป์ในเมือง ถ้าเธอมาดูได้ฉันคิดว่าพวกเราสองคนก็สามารถเอาเรื่องนี้ไปรายงานผลได้ไม่มากก็น้อยนะ”
“นิทรรศการศิลปะเครื่องกระเบื้องเหรอ” อาหลิงถามอย่างเรียบเฉย
“แค่ถ้วยชากับจานเซรามิกนิดหน่อยน่ะ แล้วก็อักษรที่เขียนด้วยพู่กันไม่กี่ผืน” หนุ่มหล่อชาวญี่ปุ่นอมยิ้มแล้วเปิดประตูรถให้เธอ “พักนี้ฉันจะพักอยู่กับทางท่านผู้เฒ่า ถ้าเธอมีเวลาว่างมาเดินเล่น ดื่มชา ก็น่าจะพอรับมือให้ผ่านๆ ไปได้”
อาหลิงมองเขาแวบหนึ่ง ไม่ได้ตกลงและก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพียงแค่เข้าไปนั่งในรถทันที
ชูอิจิไม่ถือสาความเย็นชาของเธอสักนิด เพียงปิดประตูรถให้ด้วยรอยยิ้มบาง
ซูเรียเหยียบคันเร่งพารถแล่นออกไป แต่เวินติ้งฟางที่นั่งอยู่ข้างๆ ซูเรียสามารถมองเห็นได้จากกระจกมองหลังว่าหนุ่มญี่ปุ่นคนนั้นยังคงยืนอยู่ที่เดิม มองหญิงสาวที่อยู่ในรถ
เมื่อรถแล่นออกไปได้สักระยะหนึ่งแล้ว อาหลิงที่นั่งอยู่เบาะหลังก็ถามว่า “ได้ของมาหรือเปล่า”
“ได้มาแล้ว” เวินติ้งฟางเอ่ยด้วยรอยยิ้มแห้งๆ “อยู่ในกระโปรงท้ายรถ”
เธอฟังแล้วก็ไม่ได้พูดจาอีก แต่เวินติ้งฟางสามารถมองเห็นได้จากกระจกมองหลังว่าเธอกำลังกอดอก เม้มปาก และหลุบตา ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
หมอนั่นคือผู้อุปถัมภ์คนนั้นจริงๆ เหรอ เธอแน่ใจแล้วใช่ไหมว่าเขาไม่ใช่แค่คนที่บังเอิญหน้าตาเหมือนกันเท่านั้น และตอนนี้มันคือสถานการณ์อะไรกันอะ ทั้งๆ ที่รู้ว่าท่านผู้เฒ่าเรียกเธอมาเพราะจะให้มาเจอคนคนนั้น ทำไมยังจงใจขุดฉันลุกขึ้นมาเพื่อให้ไปขโมยพิณคันนั้นด้วย อีกอย่างหอศิลป์ รายงานผลอะไรนั่น มันคืออะไรกันแน่น่ะ
เวินติ้งฟางข่มความคิดที่จะถามคำถามทุกอย่างเอาไว้ เพียงดึงสายตากลับมามองทิวทัศน์ถนนเบื้องหน้า ทว่ายังคงสามารถสัมผัสได้ถึงความเงียบงันอันแปลกประหลาดขยายใหญ่ขึ้นและใหญ่ขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัดภายในรถ ก่อตัวเป็นความกดดันที่บอกไม่ถูก
ทั้งสามคนไม่พูดจากันตลอดทาง แล้วก็กลับถึงอพาร์ตเมนต์เก่าๆ ทั้งอย่างนี้
หลังจากซูเรียจอดรถเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ถึงกับตามขึ้นมาชั้นบนอย่างเหนือความคาดหมายของเวินติ้งฟาง
ปกติหมอนี่น้อยครั้งมากที่จะมาถึงบ้านเขา เวินติ้งฟางเกือบจำไม่ได้แล้วว่าเคยเห็นซูเรียเข้ามา แต่เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงหอบหีบไม้แล้วเปิดประตูเข้าไปในห้องรับแขก
จูจูออกไปซื้อของที่ตลาดตั้งแต่เช้าตรู่ฟ้ายังไม่สว่าง เตรียมวัตถุดิบที่จะใช้ในร้านอาหารซึ่งเตรียมเปิดร้านแล้ว ในบ้านไม่มีใครเลยสักคน
เวินติ้งฟางวางหีบไม้ลงแล้วก็เห็นอาหลิงโน้มตัวไปหยิบพิณโบราณคันนั้น จากนั้นก็ไม่รู้เธอทำอย่างไร ส่วนหัวของพิณถึงได้ดีดกลักไม้เล็กๆ ใบหนึ่งออกมา ข้างในมีของที่ไม่ได้พิเศษอะไรวางเอาไว้ซึ่งก็คือคันฉ่องสำริดบานหนึ่ง
ภาพด้านหลังคันฉ่องต่างจากคันฉ่องลายเป่าเซี่ยงก่อนหน้านี้ ในความเป็นจริงมันไม่ค่อยเหมือนกับคันฉ่องสำริดที่เขาเห็นก่อนหน้า รอบนอกของมันมีเส้นวงกลม ข้างในกลับเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ตรงกลางยังมีวงแหวน แล้วระหว่างกลางสุดก็เป็นวงกลมที่โดดเด่นออกมาวงหนึ่ง ภายในเส้นวงกลมของวงนอกยังสลักอักษรเอาไว้ด้วยคือก้านสวรรค์กิ่งพิภพ
ไม่สิ มีแค่สิบสองกิ่งพิภพ