ร้านกาแฟ ชั้นสองของบ้านอิฐแดง
ต้นโพธิ์นอกหน้าต่างโยกไหวรับลมหนาว ณ ห้องรับแขกที่อยู่ด้านในหน้าต่าง หญิงสาวหลายคนรวมตัวกันอยู่ข้างโต๊ะ บ้างนอนบ้างนั่งล้อมกันเป็นวง
“เพราะฉะนั้น…เฟิงเยี่ยไม่ใช่?” หญิงสาวที่ม้วนผมยาวเป็นมวยแล้วหยิบปากกาลูกลื่นมาเสียบลวกๆ นั่งคุกเข่าอยู่ข้างโต๊ะ เลื่อนแท็บเลตดูรูปภาพเหล่านั้น “ฟังๆ ดูแล้วก่อนหน้านี้เขาคือคนที่เหมือนที่สุดถูกไหม ซูเรียบอกว่าเจ้านายของเขาคือเฟิงเยี่ยใช่ไหมนะ”
“ใช่ เขาบอกว่าเจ้านายของเขาคือเฟิงเยี่ย แต่เฟิงเยี่ยไม่ใช่คนคนนั้น” อาหลิงนอนบนพื้นไม้ หลับตาพลางเอ่ยเสริมประโยคหนึ่งอย่างเรียบเฉย “แต่ซูเรียพูดจาเหมือนผายลม”
คำพูดนี้ทำเอาหวาเหมียวเหมี่ยวที่อยู่ด้านข้างขำพรืดออกมา “ขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจ แต่ฉันคิดว่าเขาคุ้มครองเธอมาตั้งพันปีแล้ว”
อาหลิงลืมตา มองหวาเหมียวเหมี่ยวแล้วเอ่ยว่า “เพราะฉะนั้นข่งฉีอวิ๋นไม่มีทางทำอะไรลับหลังเธอ จากนั้นพอเธอจับได้ค่อยบอกว่าฉันทำเพื่อเธอทั้งนั้นถึงได้ไม่ให้เธอรู้?”
หวาเหมียวเหมี่ยวที่นั่งขัดสมาธิบนโซฟาตะลึงงัน ได้ยินดังนั้นจึงทำได้เพียงยิ้มแห้ง “เอาเถอะ ฉันเข้าใจความหมายของเธอแล้ว”
อาหลิงหลับตาลงอีกครั้ง แบ่งสมาธิครุ่นคิดพลางกล่าวว่า “ซูเรียกับหมอนั่นก็คือหมาป่ากับหมาป่าที่สมรู้ร่วมคิดกัน หมอนั่นต้องการให้เขาไปทิศตะวันออก เขาไม่มีทางไปทิศตะวันตกแน่นอน” พูดแล้วก็นึกถึงเมื่อปีนั้นขึ้นมา เธอขมวดคิ้วพลางแค่นเสียงเย็นทีหนึ่ง “ซูเรียก็ใช่ว่าจะหลอกฉันครั้งแรกสักหน่อย”
“เกาเจี้ยนก็ไม่ใช่เหรอ” ไป๋ฉี่ลี่ขยับเข้าไปข้างกายผู้หญิงผมยาว ชะโงกดูอย่างสนใจใคร่รู้
ผู้หญิงผมยาววางมือทับมือของไป๋ฉี่ลี่ด้วยความเคยชิน ก่อนจะเพิ่งตระหนักได้ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ เธอคิดจะเก็บมือกลับมาด้วยความกระอักกระอ่วน ทว่าไป๋ฉี่ลี่กลับพลิกมือมากุมมือเธอไว้อย่างสนิทสนมและส่งยิ้มบางๆ ให้
ผู้หญิงผมยาวไม่ใช่ใครอื่น เป็นถังเข่อชิงที่อาศัยอยู่บนเขามานานหลายปี พอได้เห็นรอยยิ้มอ่อนโยนของไป๋ฉี่ลี่ ถังเข่อชิงก็หัวใจบีบรัด อดไม่ได้ที่จะส่งยิ้มให้เช่นกันก่อนจะกุมมือกลับอย่างแผ่วเบา
“ไม่ใช่” อาหลิงยังคงหลับตา เอ่ยอย่างราบเรียบ “เขาเป็นร่างที่กลับชาติมาเกิดของอีกคนหนึ่ง”
“เขาคือใคร” ได้ยินดังนั้นถังเข่อชิงก็ตะลึงงัน อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากซักถาม
“เธอไม่รู้จักหรอก” อาหลิงกระตุกมุมปากแล้วบอกว่า “ก็แค่คนดวงซวยคนหนึ่ง แปดส่วนคงเพราะชาติที่แล้วได้กระบี่ของหมอนั่นมา ชาตินี้ถึงได้ถูกลากเข้ามาพัวพันอีก”
“แล้วชินโด ชูอิจิคนนี้ล่ะ” ฟางชิวสุ่ยยกคุกกี้ที่เพิ่งอบเสร็จจานหนึ่งออกมาจากห้องครัวตอนนี้เอง วางไว้บนโต๊ะแล้วเอ่ยถาม “ก่อนหน้านี้ฉันได้ยินตอนที่เค่อกังคุยโทรศัพท์กับใครสักคน พูดถึงว่าเขากับผู้อุปถัมภ์ซ่งคนนั้นหน้าตาเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน”
“พระสนมซ่ง? พรืด…” หวาเหมียวเหมี่ยวได้ยินจึงขำพรืดทีหนึ่งแล้วก็หัวเราะลั่นออกมา ก่อนจะรีบกล่าวขอโทษอีกครั้ง “ขอโทษที แต่ช่วงก่อนดูละครศึกในวังหลวงมากไปหน่อยทำให้ในหัวฉันผุดภาพผู้ชายคนนี้สวมชุดนางในขึ้นมาน่ะ”
พอเอ่ยคำพูดนี้ออกมาก็ทำให้ผู้หญิงไม่กี่คน ณ ที่นั้นต่างหัวเราะร่วน แม้แต่อาหลิงเองก็ยังกระตุกมุมปาก
“ศึกในวังหลวงเป็นราชวงศ์ชิงหมดสินะ? ยุคสมัยไม่เหมือนกัน” ถงชิวหรานอดไม่ได้ที่จะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ฉันจำได้ว่าพวกเธอเคยบอกว่าผู้อุปถัมภ์ซ่งคนนั้นเป็นคนสมัยราชวงศ์ถัง”
“ศึกในวังหลวงไม่แบ่งแยกยุคสมัย ทุกยุคทุกสมัยล้วนมี” อาหลิงได้ยินดังนั้นจึงมองไปทางถงชิวหรานอย่างทั้งโมโหทั้งขบขัน “ฉันนึกว่าเธอไม่ติดละครซะอีก”
“ฉันไม่ได้ติด แต่ไม่เคยกินหมูก็เคยเห็นหมูเดินไหมล่ะ รูปมีมศึกในวังหลวงพวกนั้นว่อนเต็มอินเตอร์เน็ตไปหมด ฉันอยากจะไม่รู้จักก็ยากแล้วล่ะ” ถงชิวหรานหลุบตามองอาหลิงแล้วกล่าวว่า “เพราะงั้นเธอคิดว่าคนญี่ปุ่นคนนี้ไม่ใช่ตัวจริงเหรอ”
อาหลิงเม้มริมฝีปาก เหลือบมองนอกหน้าต่างแวบหนึ่งโดยไม่รู้ตัว