“เดี๋ยวก่อน ฉันขอทวนเหตุการณ์หน่อย”
หลังจากฟังอาหลิงเล่าจบ หวาเหมียวเหมี่ยวก็ยกนิ้วชี้ขึ้นมาแล้วไล่เรียงจุดสำคัญ
“ข้อแรก หลังจากผู้อุปถัมภ์ซ่งตายกลายเป็นจเรผีแล้ว ข้อสอง ผู้อุปถัมภ์ซ่งกลับชาติมาเกิดแล้วแน่นอน ข้อสาม เฟิงเยี่ยคือเจ้านายในชาติก่อนของซูเรีย ข้อสี่ กระบี่เกราะแขนลายหงส์เดิมทีเป็นของผู้อุปถัมภ์ซ่ง แต่ต่อมาตกมาอยู่ในมือของเกาเจี้ยนเมื่อชาติก่อน แต่ตอนนี้นายของกระบี่เล่มนั้นคืออาติ้ง ข้อห้า ชินโด ชูอิจิกับผู้อุปถัมภ์ซ่งหน้าตาเหมือนกันเปี๊ยบ ข้อหก ซูเรียอาจจะพูดโกหก ที่พูดไปข้างต้นนี้มีอะไรผิดไหม”
“ไม่มี” อาหลิงว่าพลางยื่นมือไปหยิบคุกกี้ที่ฟางชิวสุ่ยอบเสร็จหมาดๆ มากัดคำหนึ่ง
“ถ้าซูเรียพูดโกหกล่ะก็ เจ้านายของเขาก็อาจจะไม่ใช่เฟิงเยี่ย” ถังเข่อชิงชี้ประเด็นนี้ออกมา
ถงชิวหรานพยักหน้าเห็นด้วย “ฉันเองก็คิดแบบนี้เหมือนกัน”
“หมายความว่ายังไง” ไป๋ฉี่ลี่ถามด้วยความแปลกใจ
“เฟิงเยี่ยทั้งฉลาดทั้งรูปหล่อ ออร่าภายนอกก็ดีมาก มีพลังวิเศษสามารถกำจัดปีศาจได้ แล้วยังเกิดมาในสกุลเฟิง นี่ก็พอเหมาะพอเจาะเกินไปแล้ว” ถงชิวหรานประคองถ้วยชาแดงที่มีควันลอยกรุ่น “ถึงจะได้ยินมาว่าเมื่อชาติก่อนผู้อุปถัมภ์ซ่งเป็นคนดีที่ทำบุญเพื่อใต้หล้า อิงตามกฎที่พี่เจ็ดเคยบอก หากคนดีกลับชาติมาเกิด ชาตินี้ก็น่าจะมีชะตาชีวิตที่ดี ต้องผ่านเคราะห์ที่ต่างกัน บำเพ็ญคุณธรรมได้สูงขึ้น ถ้าเกิดมาในสกุลเฟิงจริงๆ ก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เขาห่างหายไปนานขนาดนี้กว่าจะกลับชาติมาเกิด แล้วยังกลายเป็นจเรผีด้วย ระหว่างนี้น่าจะเกิดปัญหาอะไรบางอย่างสินะ”
เธอพูดอ้อมค้อมมาก แต่ทุกคนล้วนเข้าใจความหมายในถ้อยคำ
“เป็นเพราะฉันสินะ” อาหลิงเอ่ยอย่างเรียบเฉย “ฉันทำความผิด เขาคิดจะช่วยฉันถึงได้กลายเป็นจเรผี ดังนั้นจึงไม่ได้มาเกิด ฉินเคยบอกว่าหลังจากเขาตายได้พนันกับพวกพญายม ขอโอกาสครั้งหนึ่งเพื่อฉัน เพราะฉะนั้นถึงได้เกิดเหตุการณ์ที่ซูโจว โจวชิ่งถึงได้ถูกลากเข้ามาพัวพันด้วยเหตุนี้”
เธอคิดไปคิดมานี่เป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นที่สุด
“โจวชิ่งคือคนไหนนะ” ฟางชิวสุ่ยถาม เรื่องราวซับซ้อนเกินไป ชื่อคนเยอะเกินไป เธอฟังจนสับสนแล้ว
“คนนี้ๆ” นานๆ ทีไป๋ฉี่ลี่จะจำได้ เธอชี้ไปยังผู้ชายที่มีใบหน้าหม่นหมองคนนั้นอย่างรวดเร็ว “คนที่มีรอยสักนี้ อดีตชาติคือเจ้าคนบ้าอำนาจนั่น”
“ถ้าเป็นแบบนี้งั้นผู้อุปถัมภ์ซ่งกลับมาเกิดชาตินี้ก็น่าจะมีความก้าวหน้า” ฟางชิวสุ่ยกล่าวก่อนจะรินชาแดงให้อาหลิงถ้วยหนึ่ง “ไม่งั้นน่าจะยังเป็นจเรผีต่อไปล่ะมั้ง”
“อืม” ถังเข่อชิงเห็นด้วยกับจุดนี้ “แต่จะเป็นความก้าวหน้าแบบไหนล่ะ”
หวาเหมียวเหมี่ยวเรียบเรียงประเด็นสำคัญที่อยู่ในสมุดบันทึกออกมาทั้งหมด “ผู้อุปถัมภ์ซ่งเป็นจเรผีเพราะอาหลิง มีความก้าวหน้า ดังนั้นจึงกลับชาติมาเกิด…เดี๋ยวนะ การมาเกิดไม่ใช่ว่าดื่มน้ำแกงยายเมิ่งแล้วก็จะลืมอดีตชาติเหรอ ถ้าเป็นแบบนี้งั้นหลังจากเขามาเกิดทำไมถึงรู้จักกับอาหลิงล่ะ”
“นั่นสิ ถ้าเขาเป็นจเรผี ทำไมมาหาอาหลิงตรงๆ ไม่ได้ เยี่ยอิ่งก็เป็นจเรผีเหมือนกันไม่ใช่เหรอ ฉินเทียนกงเองก็เป็นใช่ไหม” ฟางชิวสุ่ยถาม คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อย
“เพราะกฎ” ไป๋ฉี่ลี่เอ่ยด้วยรอยยิ้มจนใจ “ฟ้าดินมีกฎจึงธำรงความเป็นระเบียบเรียบร้อยเอาไว้ได้ อู๋หมิงบอกว่าแม้แต่เขาเองก็ไม่สามารถแหกกฎได้เหมือนกัน เรื่องบางเรื่องแค่ดึงผมหนึ่งเส้นก็สะเทือนไปทั้งร่างได้อย่างง่ายดาย ก่อให้เกิดระลอกคลื่นเหมือนกับทฤษฎีผีเสื้อขยับปีกเพราะฉะนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถสอดมือเข้ามายุ่งเรื่องในโลกมนุษย์ได้ตามใจชอบ”
“อ๊ะ ฉันลืมไป” ฟางชิวสุ่ยถอนหายใจ เพิ่งนึกขึ้นมาได้ “เค่อกังเคยบอกเรื่องนี้กับฉัน”
เพิ่งสิ้นเสียงพูดของเธอก็ได้ยินหวาเหมียวเหมี่ยวยกปากกาลูกลื่น ก่อนจะร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น