เวินติ้งฟางพลิกตัว บังคับให้ตนเองหลับตานอน ขณะที่กำลังกึ่งหลับกึ่งตื่นกลับได้ยินเสียงหนึ่งดังแผ่วเบาอยู่ข้างหู
“แม่มดหอคอยขาว…ราชันปีศาจเยี่ยอิ่ง…”
“สตรีของเยี่ยอิ่ง…ไม่มีที่พึ่งพิงอีกต่อไป…”
คืนนั้นเวินติ้งฟางที่แต่ไรมาไม่เคยฝันกลับฝันร้ายทั้งคืนติดๆ กัน บางครั้งเขากับจเรผีตนหนึ่งกำลังไล่ตามผีร้ายวิญญาณอาฆาต บางครั้งภูตผีปีศาจทั่วทุกหนแห่งกำลังไล่ล่าเขา บางครั้งอาหลิงก็อยู่ข้างกายเขา ถูกปีศาจต่างๆ นานาวิ่งไล่ล่าไปพร้อมกับเขา บางครั้งมีเพียงอาหลิงคนเดียวถูกภูตผีปีศาจที่เขาไม่เคยเจอไล่ฆ่ากลืนกิน
บางครั้งเขาเหมือนกับมีพลังเวทไร้ขีดจำกัด บางครั้งเขาก็เหมือนคนผ่านทางที่ไร้กำลังความสามารถ ทำได้แค่ยืนมองตาปริบๆ อยู่ด้านข้าง มองดูเหตุการณ์อันน่าสยดสยองที่เกิดขึ้นเหล่านั้นด้วยความเจ็บปวด
ทุกอย่างฉายซ้ำไปซ้ำมาไม่หยุด ในขณะที่รู้สึกว่ากำลังจะเสียสตินี้เอง ในที่สุดเขาก็ตื่นขึ้นมาจากฝันร้ายที่ดูเหมือนหมุนเป็นวัฏจักรไม่มีสิ้นสุดนั้น
ฟ้าสว่างแล้ว
ทั้งตัวเขาล้วนเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ ชั่วขณะนั้นเองเวินติ้งฟางไม่แน่ใจว่าตนเองอยู่ที่ไหน ได้แต่จ้องมองเพดานที่มีคราบเหลืองเล็กน้อยตรงหน้า
หลังจากนั้นเขาก็ลุกขึ้นนั่ง มองไปรอบๆ ในห้องเล็กๆ นี้ มีสิ่งของที่รู้สึกว่าทั้งคุ้นเคยและไม่คุ้นเคยอยู่นับไม่ถ้วน
ตู้ลิ้นชักที่ยัดเสื้อผ้าได้ไม่มากเท่าไรตรงมุมห้อง ปฏิทินรูปทิวทัศน์ซึ่งไม่ได้เคยเปลี่ยนมาสิบปีที่แขวนไว้บนผนัง โต๊ะหนังสือเต็มไปด้วยร่องรอยตรงมุมโต๊ะ เก้าอี้คอมพิวเตอร์ที่เขาขนกลับมาจากลานขยะรีไซเคิลด้วยตัวเองสมัยมัธยมต้น หนังสือรุ่นจบการศึกษาสมัยมัธยมปลายของเขา โทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าที่เฟิงเยี่ยมอบให้เขาครั้งแรก ตำราจุดชีพจรและเส้นลมปราณที่พี่เจ็ดมอบให้ เสื้อผ้ามือสองที่บรรดารุ่นพี่มอบให้ แท็บเลตที่อาหลิงวางไว้บนโต๊ะของเขาลวกๆ กระเป๋าเป้ทนทานที่จูจูตั้งใจซื้อมาให้เขาโดยเฉพาะ นาฬิกาไฮเทคมัลติฟังก์ชันที่คุณฉิวมอบให้เขา ซูเปอร์คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่พี่เกิ่งมอบให้
เมื่อมองเห็นสิ่งของแบบเดียวกัน ความทรงจำที่เกี่ยวโยงกับอดีตก็ผุดขึ้นมาในห้วงสมองทีละอย่างๆ จากนั้นสายตาของเขาก็หยุดลงที่บนเตียง
หญิงสาวที่เดิมทีควรหลับอยู่บนเตียงหายไปแล้ว
เวินติ้งฟางยกมือขึ้นเสยผมสีดำที่ชุ่มเหงื่อ ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ลากร่างอันแสนเหนื่อยล้าที่ราวกับหนักพันชั่งหมื่นตำลึงเดินไปยังห้องน้ำด้วยสภาพเหมือนผีดิบเพื่อล้างหน้าแปรงฟัน
ในกระจกสะท้อนใบหน้าที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้าแบบเดียวกัน
ไม่
เขายกมือลูบใบหน้าธรรมดาๆ นั้นในกระจกก่อนจะค่อยๆ เผยรอยยิ้มออกมา
ไม่แปลกหน้าเลยสักนิด เขามองมาตั้งยี่สิบเจ็ดปีแล้ว
ลักษณะแบบนี้กำลังดี พอดีมาก แม้จะไม่หล่อ แต่มองนานๆ ก็รื่นหูรื่นตาเหมือนกัน
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพ่นออกมา จากนั้นก็แปรงฟันต่อด้วยรอยยิ้ม
มองนานอีกนิดจะบอกว่าหล่อก็ไม่ได้เกินไปนัก
เขาเลิกคิ้วพินิจตนเองพลางครุ่นคิด อย่างน้อยตอนนี้เขาก็พ้นวัยรุ่นมาไกลแล้ว ไม่มีสิวอักเสบผุดขึ้นมาอีกแล้ว
“ฮ่าๆๆๆ…”
ความคิดนี้ทำให้เวินติ้งฟางอ้าปากหัวเราะออกมา ทั้งยังกลืนฟองยาสีฟันลงไปนิดหน่อยด้วยเหตุนี้ แต่เขาก็ไม่เอามาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
ชีวิตคนเรามันสั้น เกิดเป็นคนทั้งทีน่ะก็ต้องใช้ชีวิตให้มีความสุขสิ
เขาบ้วนปากและล้างหน้าอย่างอารมณ์ดี ชำระล้างเหงื่อเหม็นๆ ที่ท่วมตัวท่วมศีรษะออกไปอย่างว่องไว จากนั้นก็เปลี่ยนเสื้อผ้า ไปหยิบกล่องข้าวที่ห้องครัว เห็นจูจูแปะกระดาษแผ่นหนึ่งไว้บนตู้เย็น
เขาอ่านจบก็เปิดตู้เย็นหยิบกล่องเก็บอุณหภูมิที่จูจูเตรียมไว้ออกมาอย่างอารมณ์ดี จากนั้นจึงคว้ากระเป๋าเป้และโทรศัพท์มือถือออกไปทำงาน
(ติดตามต่อได้ในรูปแบบฉบับเต็มได้ในเดือนมีนาคม 2569)