พอเวินติ้งฟางได้ยินว่าฟางชิวสุ่ยเป็นเชฟก็รีบพุ่งตัวลงไปถามผู้หญิงคนนั้นทันทีว่ายินดีช่วยหรือเปล่า
หลังจากเขายกเท้าจากไป อาหลิงก็เลิกคิ้วถามเกิ่งเค่อกังว่า “นายเรียกอาติ้งมาทำไม”
“ฉันไม่แน่ใจว่าเธอจะแก้คาถานี้ได้เดี๋ยวนี้เลยหรือเปล่า” เกิ่งเค่อกังมองเธอ พยักหน้าไปทางเสือดำตัวน้อยที่ยังคงหงุดหงิดงุ่นง่าน “แต่สภาพเขาแบบนี้จำเป็นต้องมีคนดูแล อาติ้งคือตัวเลือกที่ดีที่สุด”
อาหลิงเหลือบมองเขาแล้วเลิกคิ้ว พลันเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว อดไม่ได้ที่จะยกมุมปากขึ้น
“แล้วนายไม่สะดวก?”
เขาขมวดคิ้ว เพียงสำทับว่า “อาติ้งเหมาะกว่า พวกเขาเป็นเพื่อนกัน”
อาหลิงลุกขึ้นเดินไปยังนอกประตูพลางเอ่ยว่า “นั่นสินะ ต่อให้พูดยังไงถ้าเที่ยงคืนเขาเปลี่ยนกลับมาเป็นปกติแล้วเห็นว่าจู่ๆ มีชายฉกรรจ์รูปงามเปลือยทั้งตัวโผล่ขึ้นมาในบ้าน ชิวสุ่ยน่าจะตกใจร้องกรี๊ด”
คำพูดนี้ทำให้เกิ่งเค่อกังกับเสือดำตัวน้อยแข็งค้างไป
ท่าทางของพวกเขาสองคนทำให้อาหลิงขำพรืดออกมา อดไม่ได้ที่จะซ้ำมีดเข้าไปอีกครั้ง
“ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเขาทั้งตัวเล็กและน่ารักขนาดนั้น ถ้าชิวสุ่ยลืมว่าเขาเป็นคน บังเอิญไปลูบ ไปจูบ ไปกอดเขา ฉันว่านายเองก็น่าจะรับไม่ได้เหมือนกัน”
ภาพฉากนั้นพลันผุดขึ้นมาในหัวสมองทำให้หนึ่งคนหนึ่งเสือยิ่งตกใจ นัยน์ตาดำลึกล้ำสองคู่ต่างสบสายตากันในชั่วขณะนั้นเอง
จากนั้นไม่ต้องให้ผู้ชายคนนี้พูดอะไรมาก ยิ่งไม่ต้องให้แม่มดพันปีพูดเสริมอะไรไปมากกว่านี้ เสือดำตัวน้อยก็เลือกอย่างรวดเร็ว พลันหมุนตัววิ่งตามแม่มดพันปีผู้นั้นไปอย่างว่องไว ทิ้งผู้ชายที่เพิ่งช่วยเขาออกมาจากเงื้อมมือของผู้หญิงนับไม่ถ้วนคนนั้นเอาไว้
แม้เวินติ้งฟางจะน่ารำคาญมาก แต่ก็ดีกว่าถูกผู้หญิงทั้งลูบคลำทั้งกอดฟัด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการทำอะไรไม่ดี ไม่แน่ว่าเขาอาจจะถูกผู้ชายคนนั้นจับเขวี้ยงใส่กำแพงก็ได้
เทียบกันแล้วกลับไปด้วยกันกับเวินติ้งฟางก็เป็นตัวเลือกที่ดีจนไม่มีอะไรจะดีไปกว่านี้ได้อีกแล้ว
ต่อให้จะว่าอย่างไรอย่างน้อยหมอนั่นก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน อีกทั้งไม่มีภรรยาและก็ไม่มีแฟนด้วย!
ฟ้ามืดแล้ว เวินติ้งฟางพาเสือดำตัวน้อยกลับบ้าน
หลังจากเดินเข้าประตูเจ้าตัวน้อยน่ารักนั่นก็กระโดดออกมาจากกระเป๋าเป้ของเขา มองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง เมื่ออาหลิงเดินผ่านข้างกายเขา หมอนั่นยังตกใจ กระโดดหนีไปด้านข้างทั้งตัว อาหลิงไม่มองอีกฝ่ายเลยสักแวบก็เดินตรงไปยังห้องครัว
เวินติ้งฟางเห็นแล้วก็มองเสือดำตัวน้อยซึ่งจ้องผู้หญิงที่ถือวิสาสะเข้าไปในครัวคนนั้นเขม็งด้วยความตื่นตระหนกอย่างนึกขัน
“อ๊ะ ลืมบอกไป นานๆ ทีอาหลิงจะมาพักอยู่ที่นี่ชั่วคราว จูจูคิดว่าเธอเป็นแฟนของฉัน”
เสือดำตัวน้อยมองเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อ จากนั้นก็กลอกตา
“ฉันรู้ว่านี่มันไร้สาระมาก แต่ก่อนหน้านี้ฉันเคยบอกแล้วว่าเธอต้องการสถานที่พักฟื้นเป็นครั้งคราว”
เสือดำตัวน้อยใช้จมูกแค่นเสียงทีหนึ่งอย่างไม่เห็นด้วย
เวินติ้งฟางยิ้มแห้ง ทำได้เพียงพูดต่อ “ตรงนี้คือห้องรับแขก สุดทางเดินเป็นห้องครัว ประตูบานแรกทางซ้ายคือห้องของฉัน ประตูบานแรกทางขวาเป็นห้องน้ำ บานที่สองคือห้องนอนหลัก นั่นเป็นห้องของจูจู”
เขาแนะนำพลางถอดเสื้อคลุมแขวนไว้บนราวแขวนหมวกตรงโถงทางเข้า เห็นเสือดำตัวน้อยมองซ้ายดมขวา แต่โฉบผ่านห้องของจูจูไป จากนั้นก็เดินเข้าไปในห้องของเขา หามุมปลอดภัยมุมหนึ่งอยู่
เขาเดินตามหลังเสือดำตัวน้อยเข้าประตูไป จู่ๆ ก็นึกถึงเรื่องหนึ่ง “จะว่าไปแล้วสภาพนายแบบนี้จะกดชักโครกได้เหรอ ฉันได้ยินว่าแมวบางตัวใช้ชักโครกเป็น แต่นายตัวเล็กขนาดนี้จะเกี่ยวถึงที่จับไหมนะ”
เสือดำตัวน้อยขมวดคิ้วใส่เขา อ้าปากเผยเขี้ยวขู่ฟ่อทีหนึ่ง
“โอเคๆ ฉันไม่ได้มีจุดประสงค์ไม่ดีโอเคไหม” เขาชูมือด้วยรอยยิ้ม “ถึงยังไงนายจะกดชักโครกไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ฉันนึกได้ก็จะไปกดชักโครกตามเวลา”
อาหลิงผลักประตูเดินเข้ามาในตอนนี้เอง ในมือถือจานก้นลึกใบหนึ่ง ในนั้นใส่นมอุ่นเอาไว้
เวินติ้งฟางตะลึงงันไปครู่หนึ่ง คิดไม่ถึงว่าเธอจะไปช่วยอุ่นนมให้เจ้าตัวเล็กนี้เป็นพิเศษ แต่ผู้หญิงคนนั้นวางจานนมใบนั้นลงบนพื้นตรงหน้าเสือดำตัวน้อยแล้วก็เอ่ยอย่างเย็นชา
“รีบดื่มซะ ดื่มเสร็จรีบไปฉี่ ให้เขาช่วยกดชักโครกให้นาย ไม่ต้องรอจนถึงดึกดื่นเที่ยงคืน”
หัวคิ้วของเสือดำตัวน้อยขมวดแน่นกว่าเดิมและสูงขึ้นกว่าเก่า หน้าตาไม่สบอารมณ์
อาหลิงยกคิ้วซ้าย “นายคงไม่อยากเพิ่มความยุ่งยากให้คนอื่นหรอกใช่ไหม”
เสือดำตัวน้อยหดนัยน์ตาดำ กระตุกมุมปาก แต่ท้ายที่สุดก็ยังคงก้มหน้าลงดื่มนมอย่างยอมรับชะตากรรมอยู่ดี
เวินติ้งฟางอดไม่ได้ที่จะนึกอยากหัวเราะ เอ่ยปากว่า “งั้นฉันไปทำอาหารก่อนนะ”
อาหลิงไม่ได้สนใจเขาและก็ไม่ได้สนใจเสือดำตัวน้อยที่กำลังดื่มนมอีกต่อไป เพียงลากเก้าอี้ของโต๊ะหนังสือมานั่ง เปิดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่อยู่บนโต๊ะแล้วเสียบแฟลชไดรฟ์เข้าไปเพื่อทำธุระของเธอ
เวินติ้งฟางเห็นแล้วก็วางกระเป๋าเป้ลงก่อนจะไปทำอาหารที่ห้องครัว