แม้จะรู้สึกผิดกับเหลยจิ่วเกอและเกาเจี้ยนอยู่บ้าง แต่ไม่นานนักเวินติ้งฟางก็ตามอาหลิงทัน เขาหยุดอยู่ข้างกายเธอแล้วเอ่ยอย่างเร่งรีบ
“เร็วๆๆ! รีบขึ้นมา! ฉันไม่มั่นใจว่ารุ่นพี่จะเปลี่ยนใจหรือเปล่า!”
อาหลิงเห็นรอยยิ้มแข็งกระด้างบนใบหน้าเขาจึงนั่งลงบนเบาะหลังอย่างขบขันตามการเร่งเร้า เวินติ้งฟางขี่จักรยานมุ่งหน้าต่อไป ออกจากถนนใหญ่ที่สกุลเหลยครอบครองด้วยความเร็วสูงสุด
ใช่แล้ว แม้นั่นเป็นทาวน์เฮ้าส์เล็กๆ แต่ถนนทั้งสายนี้ทั่วทั้งเขตชุมชนล้วนเป็นของสกุลเหลย
คนที่อาศัยอยู่ในบ้านทั้งสองข้างล้วนเป็นคนสนิทที่เชื่อถือได้ของลุงเหลย ทุกคนล้วนเป็นเพื่อนตายของลุงเหลย เป็นคนสนิทที่จะอยู่เพื่อลุงเหลยและตายเพื่อลุงเหลยได้อย่างแท้จริง
เพราะต้องกำจัดปีศาจบ่อยๆ เป็นห่วงว่ากิจวัตรที่ไม่ปกติของตนจะไปรบกวนพ่อแม่เข้า เหลยจิ่วเกอจึงอาศัยอยู่ในทาวน์เฮ้าส์ที่อบอุ่นเล็กกะทัดรัดนั้นเพียงลำพัง แต่บ้านหลังใหญ่ข้างๆ ก็มีลุงเหลยและภรรยาของเขาอยู่
สวรรค์รู้ว่าอันที่จริงเหลยจิ่วเกอและพ่อแม่ของเธอใช้ลานหลังบ้านร่วมกัน ลานด้านหลังของสี่เหลี่ยมนั้นคือจุดศูนย์กลางของชุมชนเล็กๆ ที่มีลักษณะเป็นแบบอักษรหุย
เวินติ้งฟางเข้าใจตั้งแต่แรกก่อนที่เขากับอาหลิงจะเข้ามาในถนนสายนี้แล้วว่ามีดวงตานับไม่ถ้วนกำลังจับตามองพวกเขาอยู่ หากไม่ใช่เพราะคนเหล่านั้นจำเขากับอาหลิงได้ ทั้งสองคนก็คงเหยียบเข้ามาไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว
หากเมื่อครู่เหลยจิ่วเกอวิ่งออกมาโต้งๆ เวินติ้งฟางรู้ว่าจะมีคนพุ่งออกมาขวางเขากับอาหลิงไว้ทั้งสองฝั่งทันที มีความเป็นไปได้เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ว่ายังจะหยิบบัญญัติไม่อนุญาตให้ถือครองในประมวลกฎหมายหกฉบับ ติดมือมาด้วย แต่ลุงเหลยกลับยืนกรานว่าของเถื่อนพวกนั้นเป็นแค่ของเล่นน่ารักจุกจิกเท่านั้น
ผู้ชายคนนั้นก็คือทาสลูกสาวที่น่ากลัวสุดๆ
ไม่ง่ายเลยกว่าจะออกมาจากถนนสายนั้น เวินติ้งฟางถึงได้กล้าผ่อนความเร็วลง หอบหายใจพลางถามว่า “เกาเจี้ยนอยู่ข้างๆ รุ่นพี่มีโอกาสฟื้นฟูกลับมาเองจริงๆ เหรอ เธอไม่ได้หลอกเขาใช่ไหม”
“เปล่า”
มนุษย์กึ่งสัตว์ล้วนเป็นผู้มีจิตปฏิพัทธ์ หากเนื้อคู่ทางจิตวิญญาณมีอันตรายถึงชีวิต ต่อให้ตายก็จะพยายามปกป้องอีกฝ่าย อิงจากโอกาสที่เหลยจิ่วเกอพบเจอภูตผีปีศาจมา นั่นแทบจะเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มด้วยซ้ำ
อาหลิงมองเขตชุมชนเล็กๆ ที่อยู่ห่างออกไปด้านหลัง “ตราบใดที่อยู่กับผู้หญิงคนนั้น เขาจะกลับคืนสู่สภาพเดิม อยู่ที่ว่าช้าหรือเร็วก็เท่านั้น”
เธอพูดอย่างมั่นใจขนาดนี้ทำให้เวินติ้งฟางโล่งใจเล็กน้อย แต่เมื่อเขาเลี้ยวโค้งและเริ่มลงเนินก็เพิ่งจะนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ทีหลัง อดไม่ได้ที่จะโพล่งถามอีกครั้ง
“เดี๋ยวก่อน ถ้าฉันจำไม่ผิดตอนเกาเจี้ยนกลับสู่สภาพเดิมไม่สามารถเสกเสื้อผ้าออกมาเองได้เหมือนซูเรียสินะ?”
“มนุษย์กึ่งสัตว์ทำไม่ได้หรอก” อาหลิงจับที่นั่งเหล็กใต้ก้นด้วยสองมือ “ต้องเป็นภูตถึงจะทำได้”
“Shit! งั้นตอนที่เขากลับคืนสภาพเดิม ถ้าลุงเหลยก็อยู่ด้วยพอดี เขาไม่ต้องถึงฆาตเลยหรือไง”
แค่คิดถึงเหตุการณ์นั้นเวินติ้งฟางก็อดไม่ได้ที่จะเหงื่อแตกพลั่ก
อาหลิงฟังแล้วก็ดูเหมือนว่าจะคิดถึงเหตุการณ์นั้นเหมือนกัน เขาได้ยินเธอหัวเราะออกมาเบาๆ ทว่ากลับยังคงพูดอย่างสงบนิ่ง
“เหลยจิ่วเกอไม่ให้เขาเป็นอะไรไปหรอกน่า”
เวินติ้งฟางได้ยินดังนั้น นอกจากยิ้มแห้งๆ แล้วยังทำได้แค่หัวเราะแห้งๆ ทั้งน้ำตา
เพื่อนเอ๋ย…นายจำไว้ให้ดีนะ สิ่งใดไม่เหมาะสมอย่าได้พึงมอง…