คู่พันภพบรรจบรัก
ทดลองอ่าน คู่พันภพบรรจบรัก บทที่ 20
สิบกว่าวันต่อมา เวินติ้งฟางยุ่งจนหมุนเป็นลูกข่าง
พอเช้ามาเขาต้องไปนำเต้นแอโรบิกและรำมวยไท้เก๊กที่สวนสาธารณะริมน้ำ เก้าโมงค่อยไปทำงานที่คลินิก ห้าโมงเลิกงาน หลังจากนั้นต้องรีบไปช่วยงานที่ร้านอาหารของจูจู ระหว่างนี้ยังต้องหาเวลาว่างโทรไปถามรุ่นพี่หญิงเกี่ยวกับอาการของเกาเจี้ยนเป็นครั้งคราว เดิมทีเขานึกว่าด้วยอารมณ์บึ้งตึงของเกาเจี้ยน ไม่แน่ว่าอาจจะฉวยโอกาสหนีก็ได้ ใครจะรู้ว่าถึงกับไม่ได้เป็นอย่างนั้น ฟังดูเหมือนว่าหมอนั่นจะกักตัวเองอยู่ในมุมห้องอย่างสงบเสงี่ยม
เวินติ้งฟางพรูลมหายใจ มัวแต่บอกรุ่นพี่หญิงว่าเขาเป็นแบบนั้นเป็นเรื่องปกติมาก จากนั้นก็รีบวางสายโทรศัพท์ในขณะที่เธอพยายามจะหยั่งเชิงถามเรื่องอื่น
ร้านอาหารของจูจูปิดเวลาสี่ทุ่ม แต่สามทุ่มหลังจากที่ลูกค้าน้อยลงเวินติ้งฟางก็จะออกไปก่อน ไปจัดการดูแลข่าวกรองของปีศาจที่ทางด้านคุณฉิว บางครั้งเขาทำงานที่ร้านไปได้แค่ครึ่งเดียวแล้วได้รับแจ้งจากรุ่นพี่ยังต้องลางานไปช่วยกำจัดปีศาจด้วย โชคดีที่กิจการของพี่เจ็ดกว่าครึ่งล้วนอาศัยการช่วยรักษาอาการบาดเจ็บให้กับศิษย์ลูกศิษย์หลานของท่านผู้เฒ่า ดังนั้นเขาทำงานเป็นกะเป็นครั้งคราวก็ยังดี ถือเสียว่าไปรับตัวคนเจ็บ
ไม่ง่ายเลยกว่าจะถึงวันหยุด เขายังต้องไปรายงานตัวกับทางท่านผู้เฒ่า จัดระเบียบโบราณวัตถุเก่าแก่ในโรงเก็บของกับพวกรุ่นพี่ บางครั้งยังต้องช่วยวิ่งงานให้บรรดาอาจารย์ลุงอาจารย์อา อีกทั้งจัดการเก็บกวาดแทนบรรดาศิษย์หลานที่บังเอิญไปก่อเรื่องแล้วได้แต่วิ่งแจ้นมาขอความช่วยเหลือจากเขา
ช่วงเวลาที่ต้องวิ่งเต้นไปทั่วทั้งวันอย่างนี้ไม่ใช่ชีวิตที่มนุษย์ใช้กันเลยจริงๆ ขณะที่เขาเหนื่อยจนสามวิญญาณเจ็ดจิตแทบจะหลุดออกจากร่างและรอยคล้ำใต้ตาที่หายไปนานแล้วปรากฏขึ้นมาอีกครั้งนี้เอง พี่เกิ่งก็มอบซูเปอร์คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กให้เขาเครื่องหนึ่งทำให้สามารถเชื่อมไปยังเครื่องหลักที่อยู่ในห้องใต้ดินของคฤหาสน์ได้โดยตรงผ่านคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่มีกลไกป้องกันพิเศษเครื่องนี้ ไม่ต้องวิ่งทั้งขึ้นทั้งล่องทุกวัน
ไม่เพียงเท่านั้นคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเครื่องนั้นกับนาฬิกาข้อมือไฮเทคที่คุณฉิวให้เขาก่อนหน้านี้รวมถึงโทรศัพท์มือถือล้วนเชื่อมต่อกัน ระบบทั้งหมดผสมผสานเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งฟังก์ชันอีกมากมาย เยอะจนไม่สามารถพูดอย่างรวบรัดในชั่วครู่ได้หมด ดังนั้นพี่เกิ่งจึงแนบโฟลเดอร์คำอธิบายอีกโฟลเดอร์หนึ่งมาให้เขากลับมาดูที่บ้าน ระบบทั้งหมดสะดวกสบายจนไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว
เวินติ้งฟางซาบซึ้งจนน้ำตาแทบพรั่งพรูออกมา เกือบจะคุกเข่ากอดขาพี่เกิ่งตรงนั้น
คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเครื่องนั้นทำให้เขาลดภาระไปได้มากจริงๆ อย่างน้อยหลังสี่ทุ่มก็ไม่ต้องวิ่งขึ้นเขาอีก จะได้กลับบ้านไปอาบน้ำนอนเร็วๆ
แม้จะเป็นอย่างนี้ แต่ทุกวันเมื่อเขาอาบน้ำเสร็จ พอหัวถึงหมอนก็หลับเป็นตายอยู่ดี
ปกติเมื่อเขานอนลงบนฟูก อาหลิงก็จะยังพลิกดูคันฉ่องกุยจวี่ที่ค้นออกมาจากในพิณโบราณวันนั้น สิ่งที่อยู่ในนั้นรู้สึกว่าจะลึกลับซับซ้อนยิ่งกว่าสิ่งที่อยู่ในคันฉ่องอีกบานเสียด้วยซ้ำ นานๆ ทีเขาจะออกจากบ้านแต่เช้า จนเขากลับถึงบ้านตอนกลางคืน เธอก็ยังคงอ่านหน้าเดิมอยู่
บางครั้งเธอยังค้นดูสิ่งที่อยู่ในคันฉ่องทั้งสองบานพร้อมกัน ดูจนลืมตัวเองเสียสิ้น ลืมแม้กระทั่งกินข้าว ต้องให้เขากลับบ้านมาส่งอาหารถึงมือ เธอจึงจะกินสักสองสามคำ
กระทั่งคืนนี้เขานอนลงบนฟูก มองอาหลิงที่นั่งจ้องอักขระเรืองแสงเหล่านั้นอยู่บนเตียง ในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก
“เธอรู้ไหมบางครั้งการกินอิ่มหลับสนิทสมองจะแจ่มใส”
อาหลิงตะลึงงัน หลุบตามองเขา ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“จูจูบอกน่ะ” เวินติ้งฟางหาวทีหนึ่ง ชี้ไปยังทิศทางห้องของจูจู “เมื่อก่อนตอนที่ฉันพยายามอ่านหนังสือโต้รุ่ง เธอมักจะพูดตรงๆ อย่างนี้กับฉันตลอด ทำจนจิตใจย่ำแย่ สมองขุ่นมัว ไม่สู้หลับเร็วตื่นเช้าดีกว่า วันต่อมาเมื่อกระปรี้กระเปร่าอ่านอีกครั้งถึงจะเข้าใจได้มากกว่า” เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ได้ผลทีเดียวนะ เธอลองดูสิ”
อาหลิงหรี่ตาเล็กน้อยมองเวินติ้งฟาง จะว่าไปหลายวันที่ผ่านมานี้เขาเองก็ไม่เคยเร่งรัดเธอเลยสักครั้งว่าจะหาวิธีถอนคำสาปให้เกาเจี้ยนได้หรือไม่ เธอรู้แก่ใจว่าจริงๆ แล้วเขาเองก็ใช่ว่าไม่ร้อนใจ เขาไม่พูดถึงเป็นเพราะไม่อยากกดดันเธอ
มองตาหมีแพนด้าคู่นั้นของเขา เธอรู้ดีว่าหลายวันมานี้แม้เวินติ้งฟางจะหลับตั้งแต่หัวถึงหมอน แต่อันที่จริงไม่ได้หลับสนิทเลย และก็คงเกี่ยวกับการที่เธออ่านสิ่งเหล่านี้อยู่ตลอดทั้งคืน
เธอครุ่นคิด เข้าใจว่าที่เขาพูดนั้นไม่ผิด บางทีสิ่งที่เธอต้องการอาจจะเป็นการนอนให้เต็มอิ่มเสียก่อนสมองจึงจะแจ่มใสขึ้นมา
คิดถึงตรงนี้อาหลิงก็ยกมือขึ้นเก็บอักขระเรืองแสงที่อยู่ทั่วห้อง ทับคันฉ่องไว้ใต้หมอน จากนั้นถึงได้นอนลงบนเตียง เมื่อล้มตัวนอนลงจริงๆ จึงตระหนักได้ว่าอันที่จริงเธอเหนื่อยมากแล้ว
เวินติ้งฟางเห็นดังนั้นจึงยิ้มด้วยความดีใจ ลุกขึ้นแล้วยื่นมือไปปิดไฟ จากนั้นก็กลับมานอนราบอีกครั้ง หลับตาลงอย่างพึงพอใจ เขาถอนหายใจเตรียมที่จะหลับดีๆ สักงีบ ใครจะรู้ว่าชั่วขณะที่จิตใต้สำนึกของเขากำลังจะล่องลอยไปก็ได้ยินเธอเอ่ยปาก
“ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้นะ”
“ฮะ?” เขาพยายามพึมพำ
“คำถามนั้นที่นายถามก่อนหน้านี้” อาหลิงนอนอยู่บนเตียง มองเพดานที่มืดสนิท “คนที่อยู่นอกเหนือชะตาลิขิตล้วนไม่มีทางเป็นไปได้ใช่ไหม”
เวินติ้งฟางตะลึงงัน พลันตาสว่างขึ้นมา ลืมตาแล้วหันไปมองเงาร่างที่หันหลังให้เขาอยู่บนเตียงร่างนั้น เพียงได้ยินเธอเอ่ยต่อ
Comments



