“แน่นอนว่าคนอื่นก็มีความเป็นไปได้เหมือนกัน ถ้าความรู้สึกลึกซึ้งพอก็สามารถทำได้ ญาติ พี่น้อง สามีภรรยา กระทั่งเพื่อน ถ้าความรู้สึกเชื่อมกันลึกซึ้งพอ มากพอที่จะทำให้มนุษย์กึ่งสัตว์ห่วงใย ล้วนสามารถทำให้มนุษย์กึ่งสัตว์ทำลายอาคมได้ ฉันไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่มนุษย์กึ่งสัตว์เป็นเผ่าพันธุ์เพียงหนึ่งเดียวที่สามารถทำลายอาคมคุมขังได้ในบางสถานการณ์ แต่ตอนนี้บนโลกใบนี้คนที่สามารถทำให้เกาเจี้ยนห่วงใยได้มากพอมีแค่เหลยจิ่วเกอเท่านั้น”
“เธอรู้ใช่ไหมว่าเขาเคยเจอหน้ารุ่นพี่แค่ไม่กี่ครั้งด้วยซ้ำ”
“ไม่ผิด แต่นายเคยคิดไหมว่าตอนนั้นทำไมเขาต้องเสี่ยงตายช่วยเธอด้วย”
เวินติ้งฟางไร้ซึ่งคำพูด ตอนนั้นเขาเคยคิด และตั้งแต่ที่ได้ยินเรื่องที่เกี่ยวกับการเวียนว่ายตายเกิด อดีตชาติปัจจุบันชาติพวกนั้น เขาก็อดไม่ได้ที่จะคิดไปทางนั้นไม่มากก็น้อย
เขาค่อยๆ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ สองมือกอดประสานไว้ที่หน้าอก มองเงาร่างของผู้หญิงคนนั้น รู้ว่าจริงๆ แล้วอาหลิงกำลังเตือนเขาเป็นนัยว่าผู้ชายคนนั้นมีน้ำหนักในใจเธอมากแค่ไหน
แม้จะจำไม่ได้ แต่เกาเจี้ยนล้วนยินดีตายเพื่อเหลยจิ่วเกอ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอาหลิงที่จำได้ชัดเจนทุกอย่าง
หากชินโด ชูอิจิคือร่างที่กลับชาติมาเกิดของผู้ชายคนนั้นจริงๆ เธอก็ยินดีตายเพื่อเขาเช่นกัน
เธอไม่ใช่มนุษย์กึ่งสัตว์ แต่ความรู้สึกที่เธอมีต่อผู้ชายคนนั้นลึกซึ้งขนาดนั้น ดังนั้นเธอจึงตั้งใจหยิบเรื่องนี้ออกมาพูดอีกครั้งตอนกลางดึก
ดังนั้นเขาจึงจนคำพูดแล้ว
เรื่องราวมาถึงตอนนี้ยังจะพูดอะไรได้อีก
เวินติ้งฟางอยากหลับตานอน ทว่ากลับได้ยินเสียงสั่นครืดดังมาจากโทรศัพท์มือถือของอาหลิง เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู
เขาไม่ได้ตั้งใจแอบดู แต่แสงจากโทรศัพท์มือถือสว่างจ้ามากท่ามกลางความมืด เขาจึงมองเห็นข้อความบนหน้าจอนั้นในแวบเดียว
คนที่ส่งข้อความมาไม่ใช่ใครอื่น เป็นผู้ชายคนนั้น
‘หวัดดี พรุ่งนี้งานนิทรรศการของฉันจะปิดตัวแล้ว’
‘ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้เธอว่างหรือเปล่า ถ้าเธอมาร่วมงานได้ ฉันจะได้อธิบายกับผู้ใหญ่ให้เข้าใจ’
อีโมจิหน้ายิ้มสว่างวาบในความมืด
บ้าชะมัด ระยะนี้ที่ผ่านมาหมอนั่นไม่กระตือรือร้นจะติดต่อกับอาหลิง เขายังนึกว่าคนคนนี้ถูกผู้ใหญ่บังคับมานัดบอด ไม่ได้หวั่นไหวจริงๆ ซะอีก ใช้เวลาตั้งนานที่แท้ก็ถอยเพื่อรุกนี่เอง
เป็นผู้ชายอายุตั้งเท่าไรแล้ว ส่งหน้ายิ้มแกล้งทำเป็นน่ารักอะไรกันเนี่ย
เวินติ้งฟางเพิ่งวิจารณ์หนุ่มหล่อคนนั้นอยู่ในใจ วินาทีต่อมาก็เห็นนิ้วเล็กๆ ของอาหลิงขยับบนแป้นพิมพ์ พิมพ์ออกมาคำหนึ่ง
‘ว่าง’
หัวใจเวินติ้งฟางกระตุกทีหนึ่ง ชั่วขณะนี้เขารู้ดีว่าเธอจงใจจะให้เขาเห็น แม้จะเตรียมใจไว้แต่แรกแล้ว ทว่าความรู้สึกไม่พอใจขุมหนึ่งก็ยังคงแล่นปราดมาถึงหน้าอกอยู่ดี
ทันใดนั้นภาพหลายฉากก็วาบผ่านห้วงสมอง
ใบหน้าอันงดงาม รูปร่างอันสมบูรณ์แบบ…ก๊อกน้ำทองแดงที่ถูกบิดจนพัง…
นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย?!
เวินติ้งฟางพยายามจับภาพเหล่านั้นเอาไว้ แต่พวกมันก็วาบผ่านไปอย่างรวดเร็ว
อาหลิงวางโทรศัพท์มือถือลงแล้ว ในห้องตกสู่ความมืดมิด
เวินติ้งฟางลอบสบถทีหนึ่ง ความกลัดกลุ้มจากความไม่พอใจนั้นยังคงอยู่ในใจ ทำให้อารมณ์ของเขาสับสนยิ่งกว่าเดิม เพราะค่อนข้างแน่ใจว่าใบหน้าอันงดงามที่ผุดขึ้นมาในหัวเมื่อครู่นั้นไม่ใช่ใบหน้าของชินโด ชูอิจิ เขาเคยเห็นใบหน้านั้น
นั่นคือใบหน้าของสามีพี่ถง คนคนนั้นชื่อเยี่ยอิ่ง เป็นปีศาจไงล่ะ!
อาหลิงยังเคยให้เขาไปแอบตามดูหมอนั่นกับพี่ถงด้วยกัน ต่อมาอาหลิงบอกว่าเยี่ยอิ่งกลับตัวกลับใจเพื่อพี่ถง ไม่ใช่ปัญหาแล้ว
เขาเคยเห็นผู้ชายคนนั้นหลายครั้ง ไม่มีทางจำคนผิดแน่
บ้าชะมัด ตกลงว่านี่มันเรื่องวุ่นวายอะไรกันแน่เนี่ย
คงไม่ใช่สมองฉันพังจนเกิดภาพหลอนหรอกนะ
Shit! ไม่สนแล้ว หลับๆ หลับให้เต็มอิ่มก่อนค่อยว่ากัน!