มู่ไคเวยมองสบตาหลันกูกูในกระจกแล้วยิ้มอย่างขออภัยปนเอาแต่ใจ
“ท่านมีสิทธิ์พูดได้ตั้งหลายเรื่อง ดูสิ ท่านนวดศีรษะข้าได้ดีเหลือเกิน เฮ้อ…สบายขึ้นจริงๆ” หญิงสาวหลับตาพลางโคลงศีรษะเบาๆ ท่าทางเหมือนกำลังดื่มด่ำอย่างยิ่ง
“สำรวมหน่อยเจ้าค่ะ” หลันกูกูบ่นแล้วเคาะศีรษะอีกฝ่ายเบาๆ ทีหนึ่ง
หลังนวดหนังศีรษะและหวีผมจนสลวยดีแล้ว มู่ไคเวยก็รับการปรนนิบัติล้างหน้าก่อนดับไฟเข้านอนอย่างเชื่อฟัง
ภายในม่านมุ้ง หญิงสาวเอนกายนอนราบอย่างเรียบร้อย และทอดแขนทั้งสองไว้ข้างลำตัวอย่างผ่อนคลาย
ในสมองยังคงมีเรื่องคดีต่างๆ ของหน่วยหยาเหมินวนเวียนอยู่ และนึกอยากรู้ว่าท่านพ่อกับคังอ๋องจะใช้วิธีใดเพื่อไปขอยกเลิกสมรสพระราชทาน จากนั้นก็พลันคิดถึงตัวนางเอง…
โบราณกล่าวว่าบุรุษต้องแต่งงาน สตรีต้องออกเรือน มู่ไคเวยไม่ได้ต่อต้านเรื่องการออกเรือนแต่นางเป็นสตรีที่เลยวัยออกเรือนมานานแล้ว ซ้ำยังทำงานอยู่ในหน่วยประตูหกบาน และเป็นถึงหัวหน้ากลุ่มสี่ปักษี มีตำแหน่งเป็นขุนนางขั้นสาม หากไม่ได้รับสมรสพระราชทานแล้ว จะมีครอบครัวใดกล้ามาสู่ขอ
บุรุษที่มีวัยไล่เลี่ยกัน ทั้งมีอุปนิสัยสอดคล้องและเหมาะสมกับนางมีเพียงศิษย์พี่ใหญ่เมิ่งอวิ๋นเจิงคนเดียว แต่พวกเขาคลุกคลีตีโมงกันมานานหลายปี ความสัมพันธ์อยู่ในระดับพี่น้องอย่างไม่มีสิ่งอื่นเจือปน แค่คิดว่าจะให้นางแต่งเป็นภรรยาของศิษย์พี่ใหญ่ มู่ไคเวยก็ขนลุกซู่ รับไม่ได้แล้ว
เฮ้อ…
หลังถอนหายใจยาวเหยียดเหมือนผ่อนลมออกมาจากส่วนลึกในจิตใจแล้ว สติของหญิงสาวก็ค่อยๆ เลือนหายและเข้าสู่ห้วงนิทราไปอย่างช้าๆ ปราศจากความฝัน
ทว่ากลับมีบางสิ่งที่คล้ายและไม่คล้ายความฝัน
เนื่องจากสิ่งที่ปลุกนางให้ตื่นจากห้วงนิทราคือกลิ่น!
เป็นอีกครั้งที่มู่ไคเวยได้กลิ่นเย็นฉุนเฉพาะตัวที่นางไม่อาจลืมเลือนได้ตลอดชีวิต กลิ่นนั้นแล่นปราดเข้าไปในฆานประสาททำให้สมองของนางตื่นตัวอย่างเต็มที่ และรู้ทันทีว่ามีใครคนหนึ่งได้มุดเข้ามาในมุ้งแล้ว