แน่นอนว่าเขาไม่ได้คิดจะทำร้ายแม่นางมู่ เพราะการทำให้นางหลับไม่ยอมตื่นนั้นเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว เพื่อให้สมฉายาดาวปีศาจนำเคราะห์ของเขา แล้วเขาจะได้มีข้ออ้างไปโขกศีรษะขอบพระทัยและสำนึกผิดต่อฮ่องเต้กับไทเฮา อ้อนวอนขอให้พวกพระองค์เลิกล้มความคิดเรื่องพระราชทานสมรส จากนั้นก็ทิ้งเวลาให้มู่ไคเวยอยู่นิ่งๆ สักพักแล้วเขาค่อยแฝงกายเข้าไปใช้ยาถอนพิษตำรับเฉพาะของผู้อาวุโสหญิงทำให้นางฟื้นคืนสติ
เขาเคยทำเรื่องเช่นนี้มาสองครั้งแล้ว ส่งผลให้งานสมรสพระราชทานก่อนหน้านี้ทั้งสองครั้งกลายเป็นฟองอากาศ เพราะฟู่จิ่นซีไม่อยากสร้างบาปด้วยการดึงผู้บริสุทธิ์ให้เข้ามาอยู่ในสมรภูมิที่เต็มไปด้วยความแปรปรวนและมีภัยร้ายอยู่รอบตัวเช่นนี้
ครั้งนี้เป็นครั้งที่สาม
แขนหักสามครั้งกลายเป็นหมอมากฝีมือ เขาทำงานได้ดีและจัดการทุกอย่างได้หมดจด…ทว่าพอเข้าไปถึงข้างเตียงนาง เขากลับพบว่าตนรู้สึกลังเลใจอย่างมาก
คำสั่งเสียของมารดามู่ไคเวยก่อนจะเสียชีวิตยังคงกึกก้องอึงอลอยู่ในหู ฟู่จิ่นซีจึงไม่ควรดึงนางเข้ามา ทว่าสถานการณ์ที่พลิกผันทำให้นางต้องมาอยู่กับเขา…คืนนี้ มือที่กำขวดยาของชายหนุ่มมีเหงื่อซึมชื้นระหว่างมองจ้องใบหน้ายามนิทราของหญิงสาวอย่างเงียบๆ กระแสความร้อนใต้ผิวของเขาเดือดพล่าน
เขา…ตัดใจไม่ได้ ไม่อาจหักใจปล่อยให้นางหลุดมือไป
เขาเป็นคนเห็นแก่ตัวถึงอยากมีนางอยู่เคียงข้าง บนเส้นทางที่ไม่รู้ว่าจะทอดไปที่ใด แต่ถ้ามีนางอยู่กับเขาแล้ว ต่อให้ต้องคลำทางลงไปสู่หุบเหวด้วยดวงตามืดบอด เขาก็ไม่รู้สึกเดียวดาย
หลังเปลี่ยนเสื้อผ้าสะอาดเสร็จ ฟู่จิ่นซีใช้เส้นทางลับเดินกลับมาที่ห้องนอน ทันทีที่ผนังด้านที่ทำเป็นชั้นวางวัตถุโบราณเปิดออก บ่าวอาวุโสผู้ภักดีของครอบครัวก็คอยอยู่ตรงนั้น
ฟู่จิ่นซีถอนหายใจ “เหล่าเซวีย ต่อไปเข้านอนไวหน่อย อย่าคอยข้าอีกเลย ข้าไม่ใช่เด็กสามขวบแล้วนะ ไม่หลงทางหรอกน่า”
“ต้องให้แน่ใจก่อนว่าท่านกลับถึงบ้านเรียบร้อย ข้าถึงจะสบายใจ อีกอย่าง คนแก่นอนดึกจนชิน หากท่านอ๋องให้ข้าเข้านอนแต่หัววันจะเป็นการทรมานกันมากกว่าขอรับ”