วันนี้อวี้ฉือเฟยเยี่ยนตื่นเช้ามาก กำชับให้เป่าจูยกน้ำอุ่นเข้ามาเตรียมล้างหน้าสระผม เป่าจูวางอ่างทองแดงที่บรรจุน้ำอุ่นจนเต็มบนโครงไม้หนานมู่แกะสลัก หยิบห่อผ้าที่ทำจากผ้าโปร่งทอประกายแช่ลงในน้ำ ข้างในใส่สมุนไพรพวกจูหลิง เมล็ดชา เจ้าเจี่ยวเอาไว้ วิธีการนี้ช่วยบำรุงผมดีที่สุด เรือนผมยิ่งสระยิ่งดกดำ
เนื่องจากกลิ่นของเจ้าเจี่ยวไม่น่าดม เป่าจูที่ละเอียดอ่อนจึงหยดน้ำกลิ่นดอกกุหลาบลงไปเพิ่ม อากาศภายในห้องนับว่าอบอุ่น อวี้ฉือเฟยเยี่ยนจึงสวมเพียงเสื้อตัวหลวมนั่งอยู่บนเก้าอี้กลมขาสูงด้านหน้าโครงไม้วางอ่าง ปล่อยผมที่ม้วนเอาไว้ลงมา ได้เป่าจูช่วยปรนนิบัติใช้กระบวยหยกแกะสลักหัวนกยูงตักน้ำมาราดเรือนผมดกดำช้าๆ
เซียวอ๋องยังไม่ลุก เขาหยิบไม้คทาหรูอี้หยกข้างหมอนขึ้นมาเลิกเปิดม่านตรงหน้าเตียงเบาๆ ดมไอร้อนกลิ่นบุปผาที่แพร่กระจายอยู่ในอากาศ มองดูเงาร่างอรชรที่ปรากฏอยู่บนผ้าผืนบางด้านหลังฉากบังลม แล้วยกมุมปากขึ้นน้อยๆ
ระยะนี้เยี่ยนเอ๋อร์ของเขาอวบอิ่มงดงามมากขึ้นทุกวัน
ไม่ได้หมายความว่าอวี้ฉือเฟยเยี่ยนสมัยก่อนไม่งดงาม แต่ต่อให้เป็นสตรีงามเยาว์วัยกว่านี้ อยู่ในสถานที่ข้นแค้นอย่างภูเขาไป๋ลู่เช่นนั้น ถูกลมหนาวพัดบาดผิวอยู่หลายปี ต่อให้งดงามตั้งแต่เกิดก็ยากจะไม่เสื่อมโทรมลง นับประสาอะไรกับที่ภายหลังอวี้ฉือเฟยเยี่ยนผิดหวังในความรัก ยิ่งคร้านจะสนใจการแต่งตัวมากกว่าเดิม รวมกับทำงานบ้าน มือเพรียวคู่นั้นเปลี่ยนมาหยาบกระด้างมากขึ้นเช่นกัน
ทว่านับตั้งแต่แต่งเข้าจวนอ๋อง อวี้ฉือเฟยเยี่ยนนอกจากเข้าครัวเป็นครั้งคราว จับตะหลิวลงมือภายใต้ความช่วยเหลือของสาวใช้แล้ว นางก็ไม่เคยทำงานหนักอื่นอีก อีกอย่างเขาตั้งใจเลือกเป่าจูเป็นสาวใช้ให้อวี้ฉือเฟยเยี่ยน ซึ่งเป็นสาวใช้ที่ชื่นชอบการแต่งตัวดูแลผิวพรรณ นับว่าดูแลเจ้านายของตนเองเป็นอย่างดี
เรื่องอื่นไม่พูดถึง เวลานี้ผิวพรรณทั่วทั้งร่างนางนั้นอ่อนนุ่มประดุจน้ำนม ละเอียดนวลเนียนอย่างยิ่ง มือที่เคยหยาบกระด้างคู่นั้น ทุกวันนี้นิ้วทั้งสิบเรียวยาว นุ่มนิ่มมาก โดยเฉพาะยามกอบกุม…
คิดมาถึงตรงนี้เซียวอ๋องก็หรี่ตาลง นึกถึงความอบอุ่นต่างๆ นานาในผ้าห่มเมื่อคืนนี้ ร่างกายช่วงล่างพลันร้อนผ่าวขึ้นมา แทบอยากจะจับตัวคนด้านหลังฉากบังลมมากอดรัดแรงๆ สักหน…
เวลานี้อวี้ฉือเฟยเยี่ยนสระผมเสร็จแล้ว ใช้ผ้าพันเรือนผมเอาไว้ ค่อยๆ รีดน้ำออก เมื่อนางเงยหน้าก็มองเห็นเซียวอ๋องนอนตะแคงอยู่บนเตียง หรี่ตาเข้มลง
เนื่องจากอยู่ด้วยกันมานาน แค่เห็นสีหน้ายามนี้ของเขานางก็เดาออกทันทีว่าเขาคิดเรื่องสกปรกอะไรอยู่ จึงถลึงตาใส่น้อยๆ “ท่านอ๋องยังไม่ทรงยอมลุกอีก มิใช่จะไปล่าสัตว์กับพวกเซี่ยวชิงหรือเพคะ”
เซียวอ๋องเอ่ยเสียงยานคาง “เดิมทีอยากจะลุก แต่เห็นท่าสระผมของชายารักเย้ายวนใจคนมาก ทำเอาบนเตียงของข้ามีคทาหยกหรูอี้เพิ่มมาอีกอันโดยไร้เหตุผล ควรจะทำอย่างไรดี”
โชคดีที่เป่าจูยกน้ำออกไปแล้ว อวี้ฉือเฟยเยี่ยนถูกคำพูดไร้ยางอายอย่างไม่ปิดบังของเขาทำให้อับอายจนแก้มแดง เอ่ยเสียงเบา “หากมันไร้ประโยชน์แค่หักทิ้งไปก็พอเพคะ มีอะไรให้น่าหงุดหงิดกัน”
เซียวอ๋องได้ยินแล้วดวงตาเข้มหรี่ลง “ไยเป็นสตรีใจคออำมหิตเช่นนี้ พอใช้งานเสร็จก็หักทิ้ง หากวันหน้าอยากใช้อีกจะทำอย่างไร” พูดจบแล้วเขาก็ลงจากเตียง แขนแข็งแรงออกแรงเล็กน้อยก็อุ้มโฉมงามที่สวมเพียงเสื้อตัวเดียวขึ้นมา วางตัวลงบนเตียงหลังม่าน จากนั้นเพลิดเพลินกับผิวกายอ่อนนุ่มอย่างไม่เกรงใจสักนิดเดียว…
เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่เดิมทีตื่นแต่เช้า กลับได้ไปเข้าร่วมทันงานในตอนเย็น
ตอนที่อวี้ฉือเฟยเยี่ยนพาอวี้ฉือจิ้งโหรว รวมถึงสหายสนิทหลงเจินไปยังโรงน้ำชาที่ใหญ่ที่สุดของงานเทศกาล…ที่โรงน้ำชาหมิงเซียง ด้านล่างมีรถม้าหลากสีจอดอยู่แล้ว บรรดาบ่าวรับใช้นั่งรอกันอย่างเป็นระเบียบบนเก้าอี้ด้านล่างโรงน้ำชา
อวี้ฉือเฟยเยี่ยนตาแหลมมองเห็นรถม้าของจวนหนานลู่กงทันที ดูท่าหนานลู่กงฮูหยินจะมาถึงนานแล้ว ไม่ยอมปล่อยโอกาสชักชวนคนมาเป็นพวกเช่นนี้เหมือนกัน
พวกนางมาช้ามาก ตอนที่เดินขึ้นโรงน้ำชาบรรดาสตรีสูงศักดิ์จากจวนต่างๆ จึงมากันครบหมดแล้ว ล้วนพากันหันมองชายารองจวนอ๋องที่เพิ่งเดินขึ้นมาโดยไม่ได้นัดหมาย
เนื่องจากทุกเดือนจะส่งเกลือไผ่ไปค้าขายระหว่างไหวหนานกับเมืองหลวง พวกชุดเครื่องประดับกับเสื้อผ้าแบบใหม่ล่าสุดของเมืองหลวงจึงถูกซื้อกลับมาประหนึ่งเป็นของไม่คิดเงิน
หัวหน้าเว่ยผู้ตระหนี่ถี่เหนียวเสมอ พอเป็นเรื่องของกินของใช้ของชายารองกลับใจกว้างอย่างมาก ตาแก่คนนี้หลักแหลมจะตาย จะประเมินความโปรดปรานของเซียวอ๋องไม่ออกได้อย่างไร อีกอย่างทุกวันนี้ภายในจวนยังขาดชายาเอก เกียรติของชายารองก็คือเกียรติของจวนอ๋อง ถ้าหากไม่อาจแต่งกายโดดเด่นเจิดจรัสพอให้เอาชนะเสน่ห์ของสตรีสูงศักดิ์แห่งไหวหนาน จะคู่ควรกับคำว่า ‘บ่าวผู้จงรักภักดี’ ได้อย่างไร