จวนฮู่กั๋วกงอยู่ห่างจากวังหลวงเพียงก้าวเดียว
ตรอกทั้งเส้นมีประตูแดงเปิดอยู่บานเดียว มีเพียงครอบครัวเดียวอาศัยอยู่
ที่หน้าประตูนั้นมีรูปปั้นเทพสงครามสูงสามช่วงตัวคนตั้งอยู่ เรียกได้ว่าน่าเกรงขามถึงขีดสุด
เฉินวั่งซูแหงนหน้าพินิจดูอย่างละเอียด เทพสงครามนั้นมีรูปร่างกำยำล่ำสัน หลังหนาเอวคอด ตัวราวกับลิงยักษ์ หน้าราวกับจางเฟย คาดว่าถูกตำนานเล่าขานผิดเพี้ยนไปจนมารดาบังเกิดเกล้ายังจำไม่ได้
มิเช่นนั้นดูจากใบหน้างามดุจภูตพรายของเหยียนเจวี๋ย ฮู่กั๋วกงก็น่าจะรูปงามไม่หยอก
คนมากันไม่น้อย รถม้าต้องรออยู่ครู่หนึ่งกว่าจะมาถึงหน้าประตูได้ เฉินวั่งซูกับเฉียนฝูหรงลงจากรถม้าแล้วก็มีบ่าวหญิงสูงวัยมานำทาง และมีบ่าวชายมาพาคนขับรถม้านำรถม้าไปจอด
เนื่องจากเป็นงานเลี้ยงวสันต์ที่ฮูหยินของฮู่กั๋วกงจัดขึ้น ผู้มาส่วนใหญ่จึงล้วนเป็นสตรี มีบุรุษเพียงไม่กี่คน มิใช่เชื้อพระวงศ์ก็เป็นผู้ที่มาดูตัวเป็นเพื่อนพี่สาวน้องสาวของตน
“องค์ชายเจ็ดทรงสนิทสนมกับคุณชายของพวกเรา จึงเสด็จมาถึงแต่เนิ่นๆ แล้ว คุณหนูรองเฉินเดินระวังด้วยนะเจ้าคะ จวนใหญ่เกินไป จะสร้างระเบียงให้ทั่วก็สิ้นเปลืองเกินเหตุ จึงได้ใช้การปูแผ่นศิลาเขียว* ไว้ทุกระยะก้าวเว้นก้าว ผู้มาที่นี่หนแรกโดยมากจะเดินไม่ชิน”
เฉินวั่งซูสีหน้าไม่เปลี่ยน มองบ่าวหญิงสูงวัยผู้นำทางอย่างเหยียดหยามแวบหนึ่ง
หน้าใหญ่เสียจริง อวดอยู่ได้! ทางง่อยๆ พรรค์นี้ในสวนสาธารณะที่ไหนไม่มีบ้าง เด็กน้อยเอามาใช้เล่นตั้งเตออกกำลังกายยังรังเกียจว่าน่าเกลียดเลย ภาคภูมิใจอะไรปานนั้น!
“อืม ไม่ชินอยู่บ้างจริงๆ ข้าอยู่จวนนั่งแต่เกี้ยว”
เฉินวั่งซูตอบกลับไปเนิบๆ บ่าวหญิงสูงวัยผู้นำทางก็ไม่ปริปากแล้ว
นางต้องการเล่นบทกุลสตรี มิได้คิดจะเล่นบทเป็นกระโถนท้องพระโรง
เฉินวั่งซูมองไปรอบๆ เห็นสตรีจากตระกูลอื่นล้วนเดินเท้าเหมือนกันจึงหยุดแผลงฤทธิ์
เห็นทีจวนฮู่กั๋วกงนี้คงมิได้เจาะจงเพ่งเล็งนาง เพียงแต่มีนิสัยแย่เช่นนี้อยู่แล้ว มิน่าเหยียนเจวี๋ยตัวร้ายถึงได้ตายไว แค่การโอ้อวดทางปูแผ่นศิลาเขียวนี้ก็ไม่รู้ว่าล่วงเกินคนอย่างจับต้องไม่ได้ไปมากน้อยเพียงใดแล้ว
จวนฮู่กั๋วกงใหญ่มากจริงๆ นางใช้เวลาเดินครู่ใหญ่กว่าจะมาถึงสวนดอกไม้
ฮู่กั๋วกงฮูหยินสวมกระโปรงยาวสีม่วงปักดิ้นเงิน ดูมีอายุราวสามสี่สิบปี รูปโฉมธรรมดา แต่ยังนับว่าดูเป็นมิตร นางกำลังจับมือเฉินสี่ผิง ไม่รู้คุยเรื่องใดกันอยู่ ที่ด้านข้างนางมีคนรายล้อมอยู่วงใหญ่
เฉินวั่งซูเห็นแล้วก็ยกมุมปาก ดีมาก คนคุ้นเคยทั้งที่ควรเจอและไม่ควรเจอล้วนมากันถ้วนหน้าแล้ว
องค์ชายเจ็ดทอดสายตามองเห็นเฉินวั่งซูก็พยักหน้าเล็กน้อย ส่วนเกามู่เฉิงนั้นเบือนหน้าหนี แสร้งทำเป็นไม่เห็นนาง
เฉินวั่งซูยิ้มตอบกลับไปเสร็จแล้วก็มองไปยังเหยียนเจวี๋ย
นางเห็นเพียงเขายืนพิงอยู่ที่มุมหนึ่งของศาลา ใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มอยู่ตรงนั้น จับจี้หยกพกในมือเล่น เกิดเสียงดังเป๊าะ เหมือนมิได้ออกแรงเท่าไร แต่จี้หยกนั้นก็หักเป็นสองท่อนแล้ว
เหยียนเจวี๋ยมองซ้ายมองขวา ก่อนโยนจี้หยกกลับเข้าในแขนเสื้อด้วยสีหน้าสงบเยือกเย็น
เฉินวั่งซูดีใจขึ้นมาในทันที เหยียนเจวี๋ยผู้นี้ตีบทคนงามไร้สมองแตกกระจุย
นี่เห็นได้ว่าวันหน้านางต้องหาเงินให้เก่งเข้าไว้ มิเช่นนั้นคงเลี้ยงปีศาจน้อยจอมล้างผลาญไม่ไหว
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 18 ก.ค. 66 เวลา 12.00 น.