บทที่ 3
หนึ่งก้านธูปให้หลังจิงเจ๋ออารักขาเจ้านายขึ้นไปที่ห้องพิเศษชั้นสามของโรงน้ำชาอย่างทุลักทุเล
ประตูหน้าต่างปิดสนิท กั้นเสียงอึกทึกที่ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ ในทุกระลอกบนถนนใหญ่เอาไว้ เจียงจื้ออีได้พบกับความเงียบสงบในที่สุด
เจียงจื้ออีเกาะข้อมือจิงเจ๋อพลางสูดหายใจ พอเหลือบตาขึ้นเห็นคราบน้ำอันแสนน่าสงสัยเกาะอยู่บนม่านแพรคลุมหมวกหยดหนึ่ง นางก็นึกได้ว่าระหว่างเดินจากรถม้ามาที่โรงน้ำชาเมื่อครู่มีน้ำลายของใครต่อใครบ้างไม่รู้กระเซ็นมาโดนตลอดทาง นางก็พลันหน้ามืดตาลาย ร่างโงนเงนขึ้นมาทันที
จิงเจ๋อผวารีบประคองเจ้านายไว้ แล้วดึงม่านแพรคลุมหมวกตลอดจนหมวกสานออกให้อย่างคล่องแคล่ว จัดแจงปูผ้าขนเนื้อนุ่มสะอาดสะอ้านลงบนโต๊ะเก้าอี้ทุกตัวในห้องพิเศษ เปลี่ยนชุดน้ำชาเป็นของที่เตรียมมาเอง เสร็จเรียบร้อยแล้วจึงประคองผู้เป็นนายไปนั่งตรงโต๊ะเล็กริมหน้าต่าง
เจียงจื้ออีที่ปรับลมหายใจจนเป็นปกติยกแพรพกขึ้นปิดจมูก “จุดเครื่องหอมอะไรน่ะ เหม็นจะตายอยู่แล้ว”
โรงน้ำชาคนแน่นขนัดแต่เช้า มีเพียงห้องพิเศษห้องนี้เท่านั้นที่คุณชายกลุ่มหนึ่งสละให้เมื่อครู่
หากไม่เพราะคนเหล่านั้นจำเจียงจื้ออีได้และอยากประจบเอาใจ เกรงว่าป่านนี้พวกนางคงไม่มีแม้แต่ที่ยืนด้วยซ้ำ อะไรทนได้ก็ต้องทนไปก่อน
จิงเจ๋อปรี่ไปดับเครื่องหอมสำหรับบุรุษที่ลูกค้ากลุ่มก่อนหน้าจุดไว้ “ท่านหญิง เปิดหน้าต่างไล่กลิ่นดีหรือไม่เจ้าคะ”
เปิดหน้าต่างเสียงดังทรมานรูหู ไม่เปิดก็ทรมานรูจมูก ระหว่างหูกับจมูกจำต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
เจียงจื้ออีโบกมืออย่างหงุดหงิด
จิงเจ๋อหันไปเปิดหน้าต่างพลางครุ่นคิดว่าจะบรรเทาโทสะเจ้านายอย่างไรดี
ความจริงหากแม่ทัพที่นำขบวนเข้าเมืองหลวงอย่างเอิกเกริกยิ่งใหญ่ในวันนี้เป็นผู้อื่น ท่านหญิงอาจไม่โมโหเท่านี้ แต่นี่กลับเป็นคุณชายเสิ่น
คุณชายเสิ่นผู้นี้ถือตัวว่าบิดาเป็นผู้บัญชาการเหอซี แต่ก่อนตอนยังอยู่ในเมืองหลวงชอบทำตัวกำแหงเอาแต่ใจ ไปที่ใดก็ดีแต่วางท่าเป็นคุณชายจอมเสเพล
เดิมทีท่านหญิงไม่ถูกชะตากับ ‘พวกรับมือยาก’ เช่นนี้อยู่แล้ว นับตั้งแต่บาดหมางกันด้วยปมจากจิ้งหรีดตัวเดียว ทั้งคู่ก็ราวน้ำกับไฟมาโดยตลอด เจอหน้ากันทีไรคนหนึ่งกระทบ อีกคนต้องกระเทียบ พอพูดจาไม่ถูกหูคนหนึ่งก็สะบัดแขนเสื้อขึ้นเกี้ยว อีกคนรั้งชายเสื้อคลุมขึ้นม้า เรียกว่าไม่มีใครยอมใคร
ฝ่ายหนึ่งเป็นญาติคนสำคัญของฮ่องเต้ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ในตระกูลที่กุมอำนาจทางการทหาร คนรอบข้างจึงได้แต่มองไม่กล้าเข้าไปห้ามศึก ผ่านไปนานก็กลายเป็นความเคยชิน…บ้านใดอยากจัดงานเลี้ยงให้ดำเนินไปอย่างราบรื่นต้องจำไว้ให้มั่น…ในงานมีเจียงต้องไม่มีเสิ่น มีเสิ่นต้องไม่มีเจียง
ความขัดแย้งในลักษณะนี้ดำเนินมาเป็นเวลานาน จวบจนสงครามทางเหอซีเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ตามมาด้วยข่าวการตายของผู้บัญชาการเสิ่นที่สิ้นชีพในสนามรบ
คุณชายเสิ่นรับพระราชโองการเร่งรุดไปที่แนวหน้าเป็นเวลาถึงสามปี
สามปีที่ผ่านมาทั้งคู่อยู่ไกลกันคนละขอบฟ้า เลยพอจะได้สงบสุขกันเสียที
ทว่าคุณชายเสิ่นผู้นี้เหมือนเกิดมาเพื่อเป็นมารรังควานท่านหญิงของพวกนาง เพิ่งกลับคืนสู่เมืองหลวง เท้ายังไม่ทันได้ก้าวเข้าประตูเมืองด้วยซ้ำก็ขวางทางท่านหญิงเสียแล้ว!