ระหว่างทางขากลับภายในรถม้าเงียบกริบ เจียงจื้ออีกับหยวนเช่อพาเผยเสวี่ยชิงไปส่งยังโรงเตี๊ยมที่เจ้าตัวพักอยู่ในเวลานี้ จากนั้นก็กลับจวน
เมื่อเผยเสวี่ยชิงลงไปแล้ว หยวนเช่อที่อยู่ข้างนอกก็เปิดประตูเข้ามานั่งลงตรงข้ามเจียงจื้ออี เห็นนางก้มหน้าด้วยท่าทางซึมเซาก็ถามว่า “เมื่อครู่เผยเสวี่ยชิงพูดเรื่องเศร้ากับเจ้าหรือ”
นางถามอย่างประหลาดใจ “ท่านไม่ได้แอบฟังหรือไร”
“ข้ายังพอเคารพพี่ใหญ่อยู่บ้างหรอก” หยวนเช่อมองเด็กสาว นึกถึงตอนที่ใช้สุราสามจอกคารวะ นางดูเคร่งขรึมอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
เจียงจื้ออีปรายตามองอีกฝ่าย ตั้งใจจะเหน็บแนมสักประโยค แต่แม้ปากเขาจะพูดหยอกล้อ ทว่าแววตากลับหม่นหมองไร้ประกาย เห็นดังนั้นนางจึงยั้งวาจาเอาไว้
แม้เขาเพิ่งเซ่นไหว้พี่ชายไปเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่เชื่อว่าต่อให้เซ่นไหว้สักกี่ครั้งก็ยังเศร้าเสียใจอยู่ดี เหมือนอย่างทุกครั้งที่นางไปหาหลุมฝังศพของบิดามารดาในช่วงสิบเอ็ดปีที่ผ่านมานั่นล่ะ เจียงจื้ออีตัดสินใจว่าวันนี้นางจะเห็นแก่คำว่า ‘ขอโทษ’ ของเสิ่นหยวนเช่อ สงบศึกกับน้องชายของเจ้าตัวสักวัน
“แต่ก่อนท่านกับพี่ชายแยกกันอยู่คนละทิศละทาง แล้วรักใคร่กลมเกลียวกันมาตลอดหรือไม่”
หยวนเช่อหรี่ตาลง “เจ้าช่างใส่ใจพี่ชายข้าเสียจริงนะ”
เจียงจื้ออีอึ้งงันไปชั่วขณะ “ข้าถามเกี่ยวกับพวกท่านทั้งสองคนไม่ใช่หรือไร ไฉนหูท่านถึงได้ยินเพียงพี่ชายคนเดียวเล่า หากจะบอกว่าใส่ใจ เท่ากับว่าข้าก็ใส่ใจ…”
“ใส่ใจผู้ใด” เด็กหนุ่มยกยิ้มตรงมุมปาก เร่งเร้าให้นางพูดต่อเหมือนหลอกล่อ
“ไม่มีผู้ใดทั้งนั้น ไม่อยากตอบก็ช่างเถิด ข้ามิได้ใส่ใจถึงเพียงนั้นเสียหน่อย” เจียงจื้ออีร้องหึพลางส่ายหน้า
หยวนเช่อไม่เคยเปิดใจพูดเรื่องนี้กับใครมาก่อน เลยไม่รู้ว่าควรตอบกลับไปอย่างไรดี หลังนิ่งคิดเล็กน้อย เขาก็ย้อนถาม “หากเป็นเจ้า เจ้าต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากที่ชายแดน ถูกทุบตีให้ฝึกฝน แต่น้องสาวของเจ้าที่เกิดจากภรรยาเอกกลับได้ใช้ชีวิตหรูหราในเมืองหลวง เจ้าจะรักใคร่กลมเกลียวกับนางหรือไม่”
เจียงจื้ออีกะพริบตาอย่างใคร่ครวญ ใช้ความคิดอย่างสัตย์ซื่อ
“แน่นอนว่า…คงจะไม่กระมัง” หาใช่เพียง ‘ไม่รักใคร่’ นางคิดว่าตนเองอาจถึงขั้นริษยาและชิงชังน้องสาวก็เป็นได้
“ดังนั้น…”
หยวนเช่อไม่ได้พูดต่อ แต่นางฟังแค่นั้นก็เข้าใจ
“ภายหลังเหตุใดท่านถึงได้ไม่คิดแค้นเขาแล้วเล่า เป็นเพราะรู้ว่าเขาอยู่ในฉางอันก็ทรมานไม่ต่างกันหรือ”
ครั้นหวนคิดถึงเรื่องเก่าเหล่านั้น หยวนเช่อเองก็ตอบไม่ถูกเช่นกัน บางทีคงเป็นอย่างที่นางกล่าว นั่นคือเป็นเพราะเขาได้รู้ว่าที่แท้พี่ใหญ่ก็ไร้อิสรภาพไม่ต่างกัน บางทีอาจเป็นสายสัมพันธ์ระหว่างฝาแฝดที่แม้ได้พบพานครั้งแรกก็เหมือนคุ้นเคยกันมานาน หรือบางที…
“อาจเป็นเพราะ…” เหมือนหาเหตุผลที่สำคัญที่สุดได้แล้ว หยวนเช่อหลุบตาลง “เขาเป็นคนแรกในโลกนี้ที่ทนเห็นข้าเลือดตกยางออกไม่ได้ และขอให้ข้าทะนุถนอมตนเองกระมัง”
เจียงจื้ออีเพียงถามด้วยความอยากรู้ นึกไม่ถึงว่าจะได้ยินคำตอบเช่นนี้
“คนแรก?” นางพึมพำทวนคำนั้นอย่างตกตะลึง แสดงว่าบิดาฝึกฝนเขาอย่างเข้มงวดตั้งแต่เยาว์วัย ไม่เคยแสดงความใส่ใจหรือความสงสารต่อเขาแม้แต่น้อยเลยหรือ
หยวนเช่อพลันเงยหน้าขึ้นมาพูดยิ้มๆ “เจ้าเป็นคนที่สอง”
เด็กสาวผงะ นึกได้ว่าสองครั้งที่เขาบาดเจ็บตอนอยู่ในฉางอัน นางร้อนใจห่วงใยเขาจนร้องไห้ทุกครั้ง…
แต่นั่นไม่ใช่นางเสียหน่อย เป็นตัวปลอมที่สมองเลอะเลือนเพราะศีรษะถูกกระแทก…
เจียงจื้ออีอยากอธิบายเพื่อเตือนสติอีกฝ่าย แต่พอเห็นรอยยิ้มที่ปรากฏอยู่ในดวงตาคู่นั้นก็ต้องชะงักไปโดยพลัน เพราะนึกไปถึงหลุมฝังศพอ้างว้างเดียวดายที่ไม่อาจมีคนมาไถ่ถามเขาว่าเจ็บหรือไม่ ไม่อาจขอให้เขาทะนุถนอมตนเองได้อีกต่อไป
นึกถึงวันนั้นที่เขาถามนาง…‘ไหนบอกว่า…ข้าเป็นคนที่สะอาดที่สุดในโลกนี้อย่างไรเล่า’
ตอนนั้นนางปฏิเสธได้ทันควัน ทว่าตอนนี้ทำอย่างไรก็พูดไม่ออก
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 9 มี.ค. 69