จะมากหรือน้อยเฟิงจงก็พอจะเข้าใจความคิดของพวกเขา นางจึงเป็นฝ่ายขยับร่างก่อน โน้มกายลงอุ้มฉยงฉีขึ้นมา อีกมือหนึ่งก็ใช้คทาหม่อนมังกรพยุงกาย ทำทีเดินไปยังทางเข้าพิภพมนุษย์ คาดว่าเมื่อนางจากไปก่อนแล้ว พวกเขาก็คงไม่ถึงกับรั้งอยู่ต่อแน่
เพิ่งจะเดินไปถึงเบื้องหน้าไอหมอกกลุ่มนั้น เงาร่างในอาภรณ์สีแดงก็ลอยลงมาเบื้องหน้าสายตาเฟิงจงโดยไร้เสียง เขาประชิดเข้ามาคุมตัวนางไว้แล้วพุ่งเข้าสู่ไอหมอกไปทันที
ฝีเท้าของชิงหลีชะงักกึก เอ่ยด้วยความตกตะลึง “ข้าดูไม่ผิดกระมัง นั่นคือฟางจวินเยี่ย?”
“อะไรนะ!” ฉีอวิ๋นไล่ตามไปเบื้องหน้าหลายก้าว ความประหลาดใจได้เผยบนใบหน้าของเขาแล้ว “อดีตเซียนอันดับหนึ่งแห่งพิภพสวรรค์…ฟางจวินเยี่ย? เป็นไปไม่ได้หรอก ข้าจำได้ว่าเขาถูกถอนกระดูกเซียนจนแตกดับไปแล้วมิใช่หรือ”
ชิงหลีแค่นเสียงฮึ “เดิมทีก็สมควรเป็นเช่นนั้น แต่ซีกวงช่วยขอความเมตตารักษาชีวิตของเขาไว้ ถึงได้เปลี่ยนเป็นเนรเทศมาอยู่ที่แดนฮุ่นตุ้นนี่ กระทั่งเซียนต้องโทษผู้หนึ่งยังคิดสอดมือมาแตะต้องจ่งเสิน ฝันไปเสียเถอะ!”
เขาพุ่งปราดไปยังทางเข้าโดยไม่รอช้า แต่ไม่คาดว่าเมื่อไปถึงเบื้องหน้าไอหมอกแล้ว ใต้ฝ่าเท้ากลับคล้ายถูกอะไรบางอย่างสกัดเอาไว้ เขาสะบัดหน้าไปถลึงตาใส่ฉีอวิ๋นที่วิ่งตามมาทันที “เจ้าขวางข้าไว้เพื่ออะไร”
“ใครขวางเจ้ากันเล่า ข้าแทบอยากให้เจ้ารุดออกไปสกัดเขาไว้เดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำ!” ฉีอวิ๋นพูดพลางพุ่งตัวออกไป ทว่าตัวเขาก็ถูกอะไรบางอย่างดีดกลับมาเช่นกัน เขามองไปรอบด้านอย่างงุนงง ก่อนที่ในใจจะพลันสะท้านวูบ “แย่แล้ว ต้องมีผู้อื่นอยู่เป็นแน่!”
ชิงหลีชักอาวุธออกมาทันที กลับเห็นเพียงประกายสีเงินผุดวาบขึ้นที่หลังก้อนหินก้อนหนึ่ง จากนั้นควันหนึ่งสายก็ลอยพลิ้วไปแสนไกลแล้วหายลับไปในชั่วพริบตา แน่นอนว่าพวกเขาไม่อาจสิ้นเปลืองเวลาไปไล่ตาม แต่สิ่งกีดขวางที่อยู่เบื้องหน้าทางเข้าก็ยังไม่อาจขจัดได้ ทั้งสองจึงต้องร่วมแรงกันคลี่คลาย ต่างฝ่ายต่างเผยความกระวนกระวายใจเกลื่อนใบหน้า เกรงว่าคงไล่ตามฟางจวินเยี่ยไม่ทันแล้ว
ทันทีที่เฟิงจงถูกฟางจวินเยี่ยพาตัวฝ่าไอหมอกกลุ่มนั้นออกมา สายลมที่แห้งผากของพิภพมนุษย์อันเปลี่ยวร้างก็โชยมาปะทะใบหน้า ตามติดมาด้วยแสงตะวันอันสว่างสดใส
หลายวันมานี้นางเคยชินกับแสงสลัวในแดนฮุ่นตุ้นแล้ว แรกกลับสู่พิภพมนุษย์เฟิงจงจึงรู้สึกแสบตา ทั้งรู้สึกว่าศีรษะที่หนักอึ้งอยู่แล้วยิ่งหนักขึ้นไปอีก กระทั่งฉยงฉีก็ยังต้องยกอุ้งเท้าจ้ำม่ำขึ้นป้องตา ซุกทั้งร่างเข้ามาในอ้อมอกของนางด้วย
“ฟางจวินเยี่ย เจ้ายังจะฆ่าข้าให้ได้อยู่อีกหรือ”
ก่อนหน้านี้ที่ฟางจวินเยี่ยประมือกับถูซานสือฟางก็สูญพลังไปมาก ไหนจะต้องรุดเดินทางไกล ไหนจะถูกอาคมมายาเข้าอีก กำลังวังชาของเขาย่อมอ่อนแรงลงไปตั้งแต่แรกแล้ว กระนั้นเขาก็ยังฝืนเค้นพลังตบะพานางเหาะตรงขึ้นสู่ยอดของผาตัดชีพไปเรื่อยๆ ผ่านไปครู่ใหญ่เขาจึงค่อยตอบคำถามนาง “เว้นเสียแต่ว่าเจ้ามีทางเลือกอื่นที่จะให้คนในภาพของข้ามาเกิดใหม่ได้”