บทที่ 2
“พี่หญิง ท่านรับปากเรื่องการแต่งงานกับสำนักบูรพาจริงหรือ”
ภายในตำหนักสี่ปี้ เซียวหวนน้ำตาอาบใบหน้า สะอื้นไห้พูดว่า “เราทำให้ท่านลำบากแล้ว! พี่หญิง ไม่เป็นไร ท่านไม่ต้องทำเพื่อเราถึงขั้นนี้ หากเสิ่นเสวียนอยากได้ตำแหน่งฮ่องเต้นี้จริงก็เอาไปเถิด…”
“ชู่! คำพูดนี้ถ้าให้ไทเฮาทรงทราบเข้า ฝ่าบาทไม่รอดแน่!”
เซียวฉางหนิงหยิบสาลี่ที่ปอกเสร็จแล้วยัดใส่ปากของฮ่องเต้น้อย อุดคำพูดขัดคุณธรรมของเขา แล้วเท้าคางพลางพูดอย่างทอดถอนใจว่า “ฝ่าบาทยังไม่เข้าใจอีกหรือ การแต่งงานนี้ไม่ใช่หม่อมฉันตัดสินใจเองได้ วันนั้นในตำหนักฉือหนิง ที่หม่อมฉันลองใช้ความตายเข้าบีบก็เพียงแค่เดิมพันเรื่องความสำคัญของอดีตฮ่องเต้ในใจไทเฮาเท่านั้น ทว่าหม่อมฉันเดิมพันแพ้แล้ว ในเมื่อเดิมพันแพ้แล้วก็ต้องยอมแพ้…ไม่เช่นนั้นหม่อมฉันคงไม่มีชีวิตเดินออกจากประตูใหญ่ตำหนักฉือหนิงเป็นแน่”
ฮ่องเต้น้อยตกใจ เขาหดคอแล้วเคี้ยวสาลี่ในปากไม่กี่ทีก่อนกลืนลงไป ถามเสียงเบาว่า “ไทเฮาจะทรงลงมือกับท่านจริงหรือ พี่หญิงเป็นถึงองค์หญิงใหญ่คนหนึ่งเชียวนะ”
“อย่าว่าแต่หม่อมฉันเลย ถ้าเสิ่นเสวียนเจาะจงต้องการบุตรสาวแท้ๆ ของไทเฮา นางก็ย่อมรับปากโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ในสายตาของนางมีเพียงผลประโยชน์ ไม่มีความผูกพันฉันญาติมิตรใดทั้งนั้น”
คำพูดประโยคสุดท้ายเซียวฉางหนิงลดเสียงพูดเบายิ่งนัก ราวกับกำลังกลัวว่าจะถูกสายสืบได้ยินเข้า ก่อนกระซิบแล้วพูดอีกว่า “อยู่ในวังมีแต่จะถูกทรมานจนอยู่ไม่สู้ตาย ออกเรือนไปที่สำนักบูรพาก็ตายเช่นกัน ซ้ายขวายากจะหนีพ้นความตาย หม่อมฉันคิดกระจ่างแล้ว ตายที่ใดก็เหมือนกัน หนทางเลวร้ายสองทางหม่อมฉันย่อมเลือกทางที่เลวร้ายน้อยกว่า อย่างน้อยแต่งกับเสิ่นเสวียนยังมีโอกาสรอดอยู่บ้าง”
ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะองค์หญิงที่ถูกส่งไปเป็นภรรยาขันทีเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ นับว่าต่อจากนี้นางคง ‘มีชื่อเสียงเลื่องลือไปอีกนาน’ แล้ว ถือว่าการแต่งงานนี้ไม่ขาดทุน
ในฤดูใบไม้ร่วงที่แสงแดดอ่อนแรง ในที่สุดเซียวฉางหนิงก็ออกเรือน
ด้านนอกเต็มไปด้วยเสียงแห่งความคึกคัก ทว่าในห้องกลับมีเพียงเสียงคร่ำครวญ นางกำนัลหลายคนที่ติดตามการแต่งงานขององค์หญิงใหญ่มาถือผ้าไหมแดงอย่างสิ้นหวัง แล้วพากันซุกตัวอยู่มุมผนังกุมศีรษะร่ำไห้ ทั้งที่เป็นงานมงคล แต่กลับชวนให้เศร้าใจยิ่งกว่างานศพเสียอีก
ฮ่องเต้น้อยสวมชุดเหมี่ยนฝู สีดำตามพิธี เพิ่งเข้ามาในตำหนักสี่ปี้ก็เห็นเซียวฉางหนิงเอาเสื้อคลุมสีขาวไข่มุกตัวหนึ่งมาใส่ ฮ่องเต้น้อยสูดจมูก ขอบตาแดงก่ำเดินเข้าไปถามว่า “พี่หญิง วันนี้เป็นวันมงคลของท่าน ควรจะสวมมงกุฎหงส์ผ้าคลุมแดงจึงจะถูก เหตุใดจึงต้องสวมเสื้อสีไข่มุกทั้งตัวด้วย”
เซียวฉางหนิงเตรียมการในทางที่เลวร้ายที่สุดไว้แล้ว นางถอนใจเฮือกหนึ่ง พูดอย่างอ่อนแรงราวกับคนใกล้ตาย “ข้างในใส่เสื้อขาว ข้างนอกสวมชุดมงคล เข้าสำนักบูรพาแล้ว พอหม่อมฉันถอดชุดแต่งงานสีแดงออกก็สามารถวางหม่อมฉันลงหลุมฝังศพได้ทันที ไม่ต้องเปลี่ยนชุดให้ยุ่งยาก”
เซียวหวนถูกนางทำให้ตกใจไม่เบา ร้องไห้โฮคว้าแขนเสื้อของนางไว้ สะอื้นไปพลางคร่ำครวญไปพลาง “พี่หญิงที่ชีวิตอาภัพของเรา!”
เซียวฉางหนิงตบไหล่ของฮ่องเต้แล้วเอ่ยปลอบด้วยท่าทางปลงตกว่าทุกอย่างเป็นเพียงความว่างเปล่า “ฝ่าบาทอย่าได้ทรงพระกันแสงไปเลย ทุกคนล้วนแต่ต้องตาย ถ้าหม่อมฉันเกิดเรื่องไม่คาดคิดจริง วันนี้ของทุกปีอย่าลืมเผากระดาษเงินให้หม่อมฉันมากสักนิด”
ฮ่องเต้น้อยไม่เพียงไม่รู้สึกถึงการปลอบขวัญ ซ้ำยังร้องไห้หนักขึ้นกว่าเดิม