X
    Categories: ทดลองอ่านนวลหยกงามมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน นวลหยกงาม บทที่ 4

หน้าที่แล้ว1 of 12

ทดลองอ่าน – บทที่ 4

หลูจื้อโกรธมาก หากเป็นตามปกติ มารดาของเขาตีไปสองสามที เขาต้องเข้าไปห้ามแล้ว แต่วันนี้ต่างออกไป ชั่วพริบตาที่ถูกผลักออก หัวใจของเขาแทบหยุดเต้น ตอนเด็กหลิวเอ้อร์โก่วที่ฝั่งตะวันออกของหมู่บ้านถูกบิดาของเขาตบหน้าทีเดียว ตอนนี้ยังหูหนวกไปข้างหนึ่ง เคราะห์ดีที่ท่านแม่มาแล้ว ไม่เช่นนั้นหากฝ่ามือนั้นตบไปที่แก้มของน้องเล็ก เกิดนางกลายเป็นคนหูหนวกขึ้นมาก็คงแย่แน่ๆ

หลูจื้อคิดถึงตรงนี้ ใบหน้าที่บึ้งตึงอยู่ในทีแรกฉายแววกระด้างเพิ่มขึ้นหลายส่วน เขามองเห็นหวังซื่อที่เกลือกกลิ้งคล้ายแม่ไก่ถูกนกเหยี่ยวไล่จิกอยู่ตรงหน้า ทว่ากลับไม่ส่งเสียงห้ามปราม

เรื่องดำเนินไปเช่นนี้จนกระทั่งผู้ใหญ่บ้านซึ่งมาถึงอย่างล่าช้าเพราะเพิ่งได้รับแจ้งจากชาวบ้านที่มุงดูอยู่หน้าประตู เหตุการณ์วุ่นวายในลานเรือนเล็กๆ ฉากนี้ถึงยุติลงได้

ผู้ใหญ่บ้านแซ่จ้าว เป็นชายชราวัยหกสิบกว่า พออ่านออกเขียนได้ เนื่องจากบรรพบุรุษสามชั่วรุ่นอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเค่าซาน ฉะนั้นจึงเป็นที่นับหน้าถือตาในหมู่บ้านมาก

“แค่กๆ ว่ามานี่มันเรื่องอะไรกัน” ผู้ใหญ่บ้านจ้าวเหยียดหลังที่ค่อมน้อยๆ มองคนที่ยืนอยู่ในลานเรือนรอบหนึ่ง แล้วค่อยกวาดสายตาไปยังกลุ่มคนที่มุงดูอยู่ด้านนอก ถึงกระแอมไปให้คอโล่ง และถามไถ่ต้นสายปลายเหตุของเรื่อง

“ผู้ใหญ่บ้าน หลูเอ้อร์เหนียงรังแกคน ท่านดูสิข้าถูกตีจนกลายเป็นอย่างไร” กล่าวตามสัตย์จริง ดูจากสารรูปของหวังซื่อตอนนี้แล้วไม่ชวนให้ชมดูจริงๆ มวยผมทรงก้นหอยที่เดิมยังนับว่ามุ่นได้เรียบร้อยดีหลุดลุ่ยยุ่งเหยิงไม่เหลือสภาพแต่แรก ซ้ำยังมีพวกก้านไม้ที่หลุดจากไม้กวาดห้อยติดอยู่ อาภรณ์สีขาวอมเทาเปื้อนฝุ่นดินสีเหลืองคล้ำเต็มไปหมด ใบหน้าก็มีรอยเลือดจางๆ สองรอยติดอยู่แบบนี้กลับดูเป็นฝ่ายถูกประทุษร้ายอยู่มาก

“เอ้อร์เหนียง เจ้าลงมือตีคนได้อย่างไรกัน” ผู้ใหญ่บ้านมองดูแล้ว แม้เห็นโจ่งแจ้งว่าคนที่ถูกทำร้ายเสียเปรียบกว่า แต่เรื่องราวที่แท้จริงยังต้องซักถามให้ชัดเจน ถึงอย่างไรหวังซื่อออกเรือนมาที่หมู่บ้านพวกเขานานเจ็ดแปดปีแล้ว เขาย่อมประจักษ์แจ้งดีถึงนิสัยของนางที่ไม่เป็นที่ต้อนรับของผู้อื่นดี

“ผู้ใหญ่บ้าน ถ้ามิใช่ว่าวันนี้ข้ากลับมาทันเวลา ยังไม่แน่ว่านางจะข่มเหงลูกข้าอย่างไร ท่านก็รู้ว่าลูกทั้งสามคนล้วนเป็นแก้วตาดวงใจของข้า ถ้ามีใครคนใดแตะต้องพวกเขาแม้สักนิด ข้าจะไม่ละเว้นคนผู้นั้นโดยง่าย” หลูซื่อยังจับจ้องหวังซื่อด้วยสีหน้าถมึงทึง แววตาดุดันคู่นั้นทำให้อีกฝ่ายไม่กล้าประสานสายตากับนาง

“ผู้ใหญ่บ้าน ท่านอย่าฟังนางพูดเหลวไหล ใครข่มเหงใครมิใช่เห็นกันอยู่ทนโท่หรือ ข้าถูกเล่นงานจนกลายเป็นแบบนี้แล้ว” หวังซื่อไม่กล้ามองหลูซื่อ ทว่าปากยังแข็งอยู่

“ท่านปู่จ้าวขอรับ” หลูจื้อซึ่งอยู่มุมหนึ่งของลานเรือนทำหน้าลำบากใจ ขณะส่งเสียงเรียกผู้ใหญ่บ้านจ้าว “เมื่อครู่นี้ข้ากับเสี่ยวอวี้เล่นกันอยู่ในลาน จู่ๆ ท่านอาสะใภ้หลี่ก็บุกเข้ามาด่าว่าพวกข้าสองพี่น้อง ตอนหลังยังจะลงมือตีคน โชคดีที่ท่านแม่ข้ากลับมาแล้ว พวกข้าถึงรอดพ้นจากเงื้อมมือของคนใจร้าย ข้าถูกตีไม่เป็นไร ข้ากลัวว่าท่านอาสะใภ้หลี่จะตีน้องสาวข้าโดยไม่รู้หนักเบา ท่านก็รู้ว่าสมองของนางเพิ่งเป็นปกติ ถ้าเกิดถูกตีจนเป็นอะไรไป ครอบครัวของข้าทนรับไม่ไหวจริงๆ ท่านแม่ข้ารักบุตรสาวสุดหัวใจ ถึงได้โกรธจนหน้ามืด ท่านปู่อย่าตำหนิโทษท่านแม่ของข้าเลยนะขอรับ” ว่าแล้วเด็กชายก็กัดริมฝีปากเบาๆ พลางก้มหน้าลง เสียงสะอื้นที่คลับคล้ายสะกดเอาไว้ดังขึ้นแผ่วๆ ในลานเรือนที่เงียบเชียบ ลอยมากระทบหูของทุกคน

อี๋อวี้ก็เงยหน้าอย่างถูกจังหวะ ดวงตาสุกใสคู่โตกะพริบปริบๆ มองไปที่ผู้ใหญ่บ้านจ้าว นางถามด้วยน้ำเสียงฉอเลาะ “ท่านปู่จ้าว…ท่านอาสะใภ้หลี่บอกว่าข้าเป็นคนปัญญาอ่อน แล้วยังพูดว่าข้ากับพี่ใหญ่เป็นเดรัจฉานน้อย มันหมายความว่าอะไรเจ้าคะ” เห็นสายตาของตาเฒ่าผู้ใหญ่บ้านแปรเปลี่ยนไปทีละน้อย ยังมีแววสงสารเห็นใจแฝงอยู่รางๆ อี๋อวี้ก็รักษาสีหน้าใสซื่อไร้เดียงสาไว้ต่อไป พลางกวาดตามองคนที่อยู่ข้างๆ รวมถึงกลุ่มคนที่มุงดูอยู่ด้านนอก และผู้คนที่สอดรู้สอดเห็นในลานเรือนรอบหนึ่ง

“กุ้ยเซียง เรื่องนี้เป็นเจ้าที่ทำไม่ถูก อยู่ดีๆ มาก่อเรื่องในเรือนผู้อื่น มิหนำซ้ำยังจะตีลูกของนาง เจ้าเป็นผู้ใหญ่แล้ว วันๆ จะโวยวายหาเรื่องให้ได้อะไรขึ้นมา”

หวังซื่อมองผู้ใหญ่บ้านที่ตอนแรกยังลำเอียงมาทางนางอยู่ ชั่วอึดใจเดียวก็ไปเข้าข้างคนอื่น หันมาตำหนิติเตียนตนเองเสียแล้ว นางร้องเสียงแหลมขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ “ผู้ใหญ่บ้าน! เสี่ยวเหมยลูกข้าถูกพวกเดรัจฉานน้อยนี่กลั่นแกล้งจนร้องไห้มาก่อน เวลานี้ยังตาบวมอยู่เลย ท่านจะฟังความข้างเดียวแล้วใส่ร้ายข้าไม่ได้นะ เสี่ยวเหมย เสี่ยวเหมยมานี่ บอกท่านปู่จ้าวไปสิว่าเจ้าลูกสุนัขสองตัวนี้แกล้งเจ้าอย่างไร”

 

ทางฟากนี้มีเสียงเอะอะเอ็ดตะโรดังลั่น หลี่เสี่ยวเหมยก็ติดตามคนในหมู่บ้านมายืนมุงดูอยู่ตรงหน้าประตูลานเรือนอย่างงุนงงแต่แรก พอได้ยินมารดาเรียกชื่อตน นางถึงยกเท้าเล็กๆ ก้าวเข้าไปแล้วถูกหวังซื่อดึงมายืนอยู่ข้างตัว

“ขะ…ขะ…ข้าไม่รู้” หลี่เสี่ยวเหมยมองเห็นหลูจื้อที่ยืนก้มหน้าเหมือนร้องไห้กับอี๋อวี้ที่เงยหน้ามองตนเองด้วยแววตาไร้เดียงสาอยู่ด้านข้าง นางอ้าปากแต่ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี

“ก็บอกไปว่าตอนเช้าพวกนั้นแกล้งเจ้าอย่างไร พูดสิ! มัวอึกๆ อักๆ อะไรเจ้าเด็กโง่ ปกติปากเก่งนักมิใช่หรือ ก็บอกไปว่าพวกนั้นด่าเจ้าว่าอะไร เล่าให้ท่านปู่จ้าวฟัง บอกเขาว่าพวกนั้นด่าว่าเจ้าเป็นคนปัญญาอ่อน ใช่หรือไม่” หวังซื่อเห็นท่าทางเหลอหลาของบุตรสาวก็หัวเสียเป็นการใหญ่

เดิมทีนางดูแคลนที่หลูซื่อเป็นหญิงม่ายอยู่แล้ว อีกทั้งเพราะอีกฝ่ายรู้หนังสือและช่ำชองการปักผ้า ทำให้นางริษยาชิงชังเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง แต่ทุกคราที่สามีตนไปที่เรือนหลูซื่อยืมวัวกลับมายังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างไม่หายอิ่มเอมเปรมใจเสมอ แล้วจะไม่ให้นางโมโหได้อย่างไร ปกตินางนินทาหลูซื่อลับหลังเป็นประจำ และชอบยกเอาอี๋อวี้ที่สติปัญญาไม่สมประกอบมาพูดคุยเป็นเรื่องตลกชวนหัว แต่ภายหลังอี๋อวี้บทจะหายดีก็หายดีเสียแล้ว

ครั้งที่แล้วนางหาข้ออ้างมาที่เรือนหลูซื่อยืมไม้คาน ไม่เพียงถูกหลูจื้อเหน็บแนมถากถาง ยังเห็นอี๋อวี้เปลี่ยนแปลงไปไม่มีท่าทางปัญญาอ่อนเช่นที่ผ่านมา ทั้งยังเปี่ยมไปด้วยคล่องแคล่วเฉียบไวละม้ายมารดาอยู่หลายส่วน ความริษยาชิงชังในใจยิ่งพอกพูนขึ้น วันนี้ตอนเที่ยงนางกลับมาจากที่นา เห็นบุตรสาวนั่งยองๆ ร้องไห้อยู่ในลานเรือน หลังถามไถ่ได้ความคร่าวๆ ก็วิ่งมาที่เรือนสกุลหลูตั้งใจจะอาศัยเรื่องนี้ระบายความโกรธ คิดไม่ถึงว่าจะกลับกลายเป็นฝ่ายถูกหลูซื่อไล่ตีไม่ยั้ง ดังคำกล่าวว่าขโมยไก่ไม่สำเร็จยังต้องเสียข้าวสารล่อ ยกก้อนหินทุ่มขาตนเองแท้ๆ

นางเห็นว่าเวลานี้ได้แต่อาศัยบุตรสาวกล่าววาจาสองสามคำหนุนหลังตนเอง ไม่คิดว่าหวังเสี่ยวเหมยกลับดูเหมือนคนปัญญาทึบยิ่งกว่า พูดอะไรที่เป็นประโยชน์ไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ ฉับพลันนั้นนางเดือดดาลจนเลือดขึ้นหน้า สะบัดฝ่ามือตบหน้าบุตรสาวไป

“โอ๊ย!” ฝ่ามือนี้บังเกิดจากแรงโทสะ ส่งผลให้เด็กหญิงที่เพิ่งย่างหกขวบล้มลงกับพื้นทันใด เหตุการณ์นี้สร้างความตกตะลึงให้ทุกคนในลานเรือนถ้วนหน้า หลูจื้อที่ยังก้มหน้าแสร้งร่ำไห้และอี๋อวี้ที่เงยหน้าทำท่าไร้เดียงสาอยู่ได้แต่เบิกตาค้างด้วยความงงงัน

หลูซื่อยังนับได้ว่ามีสติอยู่ สืบเท้าสองก้าวเข้าไปโอบตัวหลี่เสี่ยวเหมยที่ฟุบหน้าร้องไห้โฮๆ อยู่บนพื้น หลังจากกระซิบปลอบเด็กน้อยหลายคำ นางเงยหน้ามองหวังซื่อนิ่งๆ พร้อมพูดเน้นเสียงทีละคำ “เจ้าใจร้ายใจดำกับลูกตนเองได้ถึงเพียงนี้ วันนี้ข้ารู้สึกโชคดีจริงๆ ที่กลับเรือนมาเร็ว หากอวี้เอ๋อร์ลูกข้าถูกเจ้าตบหน้า ข้าจะต้องให้เจ้าชดใช้คืนสิบเท่า!”

หวังซื่อที่สะบัดมือตบหน้าไปก็เริ่มนึกเสียใจทีหลัง นางเอาแต่ยืนทื่อมองดูบุตรสาวร้องไห้โฮๆ อยู่ในอ้อมแขนหลูซื่อ ครั้นถูกดวงตาซึ่งเริ่มมีริ้วรอยจางๆ จับจ้องจนหนังศีรษะชาวาบ นางจึงหันไปมองรอบๆ เพียงเห็นสายตารังเกียจเดียดฉันท์ของผู้คนล้วนแฝงไว้ด้วยรอยตำหนิอย่างเต็มที่ นางอ้าปากหมายจะพูดอะไรบางอย่าง กลับพบว่าลำคอแห้งผาก เปล่งเสียงกล่าวคำใดไม่ออก

ผ่านไปครู่ใหญ่จนหลี่เสี่ยวเหมยหยุดสะอื้นไห้ ผู้ใหญ่บ้านจ้าวจึงเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น “เห็นแก่หน้าคนเฒ่าคนแก่อย่างข้า ขอให้เรื่องในวันนี้เลิกแล้วต่อกันไปเถอะ กุ้ยเซียง วันหลังเจ้าต้องสงบเสงี่ยมบ้าง ไม่ว่าเรื่องใดจะหุนหันพลันแล่นเกินไปไม่ได้ เอ้อร์เหนียง วันนี้เจ้าก็ทำไม่ถูก ต่อไปมีอะไรให้พูดกันดีๆ ห้ามเอาไม้กวาดใหญ่ของเจ้าอันนั้นมาใช้อีกนะ”

เขาประจักษ์ชัดแก่ใจว่าเรื่องในวันนี้ทั้งสองฝ่ายล้วนมีส่วนผิด หลูซื่อก็ลงไม้ลงมือรุนแรง แต่ถ้าเขาช่วยพูดให้หวังซื่อ จะทำให้คนอื่นรู้สึกว่าเป็นการรังแกแม่ม่ายคนหนึ่งอย่างเลี่ยงมิได้ ด้วยเหตุนี้เขาจำต้องให้หวังซื่อเสียเปรียบต่อหน้าผู้คน หวังว่านางจดจำบทเรียนในครานี้ไว้ และไม่ก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นอีกในภายภาคหน้า

หลูซื่อไม่เอื้อนเอ่ยคำใด อุ้มหลี่เสี่ยวเหมยขึ้นอย่างเบามือแล้วเดินไปทางเรือนสกุลหลี่ หวังซื่อเพิ่งคิดจะก้าวเข้าไปรับตัวบุตรสาวของตนเองมา หลี่เสี่ยวเหมยกลับกระถดตัวซุกเข้าไปอ้อมแขนหลูซื่ออย่างหวาดกลัว นางได้แต่รออยู่ที่เดิม จวบจนคนที่ยืนอออยู่รอบลานเรือนแยกย้ายกลับไป และหลูซื่อย้อนกลับมาคนเดียวอีกครั้ง นางถึงดึงสติคืนมาได้

อี๋อวี้ถูกหลูซื่อกับหลูจื้อพาเดินไปในเรือน ก่อนก้าวผ่านประตู นางอดเหลียวไปมองหวังซื่อที่กำลังจะกลับไปไม่ได้ แล้วก็ต้องใจหายวาบเมื่อเห็นสายตาที่อีกฝ่ายจ้องมองพวกนางทอประกายชิงชังอย่างชัดเจน ในใจนางรู้ดีว่าครานี้ได้ผูกความแค้นขึ้นแล้วจริงๆ

ไม่คิดว่าวาจาเย้าแหย่ไม่กี่คำระหว่างเด็กๆ จะเป็นเหตุให้ผู้ใหญ่ทะเลาะเบาะแว้งกันจนถึงขั้นนี้ แม้มันจะยุติลงชั่วคราว แต่เห็นทีว่าวันหลังหวังซื่อต้องไม่ยอมเลิกราแต่โดยดีเป็นแน่ แค่ดูจากสายตาของนางอย่างเดียวก็รู้ว่าหลังจากนี้นางยังต้องมาหาเรื่องอีก เมื่อนั้นคงได้แต่กองทัพมาเอาขุนพลต้าน น้ำบ่ามาเอาเขื่อนดินกั้น แล้ว

พอเข้าไปในเรือนแล้ว หลูซื่ออุ้มอี๋อวี้ขึ้นไปนั่งบนเตียงโดยไม่ปริปากสักคำ ส่วนหลูจื้อยืนก้มหน้าไม่พูดจาห่างออกไปหลายก้าว คนทั้งสามต่างนิ่งเฉยอยู่อย่างนี้นานครึ่งถ้วยชา จนกระทั่งอี๋อวี้ที่อยู่บนตักของหลูซื่อขยับตัวทีหนึ่งอย่างทนไม่ไหว ก็ได้ยินมารดาตวาดเสียงดุ “คุกเข่าลง!”

เสียงตวาดที่ดังขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวนี้ทำให้อี๋อวี้ตกใจจนตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ หลูซื่อยื่นมือมาตบหลังนางเบาๆ ดวงตากลับมองไปที่หลูจื้อซึ่งคุกเข่าลงอย่างเชื่อฟัง

“ท่านแม่ ลูกสำนึกผิดแล้ว ลูกไม่สมควรพูดเพื่อความสาแก่ใจชั่ววูบจนเกือบทำให้น้องเล็กรับเคราะห์”

ตอนอี๋อวี้เห็นหลูจื้อคุกเข่ากับพื้น สมองยังคิดตามไม่ค่อยจะทัน แต่พอได้ยินเขายอมรับผิด นางรีบจับสาบเสื้อของหลูซื่อพร้อมพูด “พี่ใหญ่ไม่ผิดนะ พี่ใหญ่โกรธแทนข้า”

หลูซื่อเพียงลูบศีรษะนาง หากแต่ยังมองหลูจื้อที่คุกเข่าอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม นางเอ่ยปากพูด “เจ้าเป็นเด็กเอาถ่านและเก่งกว่าน้องรอง วันหน้าครอบครัวเราคงต้องฝากความหวังไว้กับเจ้า แม่ไม่กลัวเจ้าก่อเรื่อง แต่เจ้าจะทำให้น้องสาวเดือดร้อนไปด้วยไม่ได้ กับจวิ้นเอ๋อร์แม่ก็ต้องการให้เป็นแบบนี้เช่นเดียวกัน”

หลูจื้อฟังแล้วพยักหน้าอย่างขึงขัง จากนั้นคล้ายนึกอะไรขึ้นได้ เขาพูดกับอี๋อวี้เสียงเคร่ง “เสี่ยวอวี้ วันหลังไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เจ้าต้องยืนข้างหลังของพี่ใหญ่ ห้ามฝืนทำเก่งออกรับแทนผู้อื่นอีก รู้หรือไม่”

อี๋อวี้รู้ว่าเขาพูดเรื่องที่นางผลักเขาออกตอนหวังซื่อเงื้อมือตั้งท่าจะตีเขา เมื่อเห็นสีหน้าเอาจริงเอาจังของเขา นางก็พยักหน้าอย่างว่าง่าย แต่ในหัวกลับคิดไปอีกทางหนึ่ง แค่ว่านางไม่บอกออกมาตรงๆ เท่านั้น

“เอาล่ะ เจ้าลุกขึ้นเถอะ จวิ้นเอ๋อร์จวนเจียนกลับมาแล้ว แม่จะไปทำกับข้าว เจ้าเล่นเป็นเพื่อนน้องครู่หนึ่ง” หลูซื่อเห็นสองพี่น้องห่วงใยกัน ใบหน้ามีรอยยิ้มชื่นบานปรากฏขึ้น นางวางอี๋อวี้บนเตียงแล้วไปที่ห้องครัว

ผ่านไปชั่วครู่ หลูจวิ้นเดินเข้าประตูมาพร้อมตะโกนเสียงดัง หลังหลูจื้อเล่าเรื่องตอนบ่ายให้เขาฟังแล้ว ที่เหนือความคาดหมายของอี๋อวี้คือครั้งนี้บุตรชายคนรองของสกุลหลูที่ปกติเลือดร้อนชอบก่อปัญหากลับไม่มีทีท่าบุ่มบ่ามอะไร เพียงถามไถ่ว่านางตกใจหรือไม่ พอเห็นนางส่ายหน้าก็หาเรื่องอื่นมาเล่าให้นางสนุกขบขัน คล้ายว่าไม่ใส่ใจเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นโดยสิ้นเชิง อี๋อวี้นึกแปลกใจ แต่เมื่อเห็นผลไม้ป่าที่เขาเอามาให้เพื่อเอาอกเอาใจตนเองก็เบี่ยงเบนความสนใจไปชั่วคราว

ครั้นถึงยามพลบค่ำ มีแขกผู้หนึ่งมาเยือนที่เรือนอย่างไม่คาดฝัน อี๋อวี้แลมองบุรุษวัยกลางคนมีรอยยิ้มประจบบนในหน้ายืนอยู่หน้าประตูเรือนตน อดรู้สึกไม่ได้ว่าเขามีชื่อที่สมตัวยิ่งนัก…หลี่เหล่าสือ ดูแล้วเป็นคนซื่อมากจริงๆ

“ท่านมีเรื่องอะไรหรือ” หลูซื่อเพิ่งทำอาหารเย็นเสร็จ เห็นคนที่ยืนอยู่หน้าประตูกะทันหันก็ขมวดคิ้วมุ่น

“แหะๆ คะ…คือว่าข้ามาเพื่อขมาน้องหลูซื่อ” หลี่เหล่าสือฉีกยิ้มกว้างส่งให้หลูซื่ออย่างแสนซื่อ สามพี่น้องที่นั่งอยู่บนเสื่อรอกินข้าวพากันเงยหน้ามองเขา

“ข้ารู้แล้ว ท่านรีบกลับเรือนเถอะ นี่ถึงเวลากินอาหารแล้ว” ความนัยของถ้อยคำนี้คือ ‘ครอบครัวข้ากำลังเตรียมตัวกินข้าว เจ้าสมควรกลับไปที่ใดก็กลับไปที่นั่น อย่ามาขัดจังหวะเวลาพวกข้ากินอาหารเย็น’

“นะ…น้องหลูซื่อ เจ้าอภัยให้ภรรยาข้าเถอะ นางไม่มีวิชาความรู้อะไร ทั้งยังไม่รู้จักธรรมเนียมอีกด้วย”

อี๋อวี้ตาไวชำเลืองเห็นมือของหลูซื่อที่ถือชามไว้กำเข้าหากันแน่นขึ้น จากนั้นได้ยินนางกล่าววาจาเสียงขรึม “หลี่เหล่าสือ ข้ามีอายุมากกว่าท่าน วันหลังอย่าเรียกข้าว่าน้องอีก คนอื่นได้ยินจะเข้าใจผิดโดยใช่เหตุ อีกอย่างเรื่องในวันนี้ ท่านไม่ต้องพูดให้มากความแล้ว ขอแค่ท่านควบคุมภรรยาของท่านไม่ให้มาหาเรื่องที่เรือนข้าอีก ข้าเองหาได้มีเจตนาจะสร้างความลำบากใจให้พวกท่าน เอาล่ะ เชิญท่านกลับไปเถอะ พวกข้าจะกินข้าวแล้ว”

หลี่เหล่าสือฟังคำพูดของหลูซื่อจบ ใบหน้าที่ยังยิ้มกว้างในทีแรกกลายเป็นกระอักกระอ่วนไปในทันใด เขาขานตอบซ้ำๆ แล้วหมุนกายสาวเท้าเร็วรี่ออกจากลานเล็กๆ ของเรือนสกุลหลู

อี๋อวี้เห็นคนกลับไปแล้วก็หันหน้ากลับมากินข้าวต่อ

ฝ่ายหลูจวิ้นจับจ้องมองตามแผ่นหลังของหลี่เหล่าสือด้วยสีหน้าเหยียดหยาม ก่อนจะหันมากล่าวกับมารดา “ท่านแม่ คราวหน้าไม่ต้องพูดจากับเขาอย่างเกรงอกเกรงใจแล้ว ไม่กลัวภรรยาของเขามาหาเรื่องถึงที่ นึกว่าเรือนเราไม่มีบุรุษอย่างนั้นหรือ”

“หลูจวิ้น!” หลูจื้อตะคอกใส่เขาคำหนึ่ง หลูจวิ้นถึงรู้ตัวทันควันว่าพลั้งปากไป เขาหุบปากก้มหน้ากินข้าวด้วยสีหน้าจืดเจื่อน

หลูซื่อไม่แสดงปฏิกิริยาอันใดกับถ้อยคำนี้ เพียงดูแลให้สามพี่น้องกินอาหาร อี๋อวี้ลอบถอนใจโล่งอกเมื่อเห็นสีหน้าของนางไม่มีอะไรผิดปกติ ช่างสมดังคำว่าหน้าเรือนแม่ม่าย มีแต่ความวุ่นวายโดยแท้ มารดาของนางเดิมก็ดูอ่อนวัยกว่าอายุจริง ด้านกิริยามารยาทและความรู้ความสามารถยังเป็นสิ่งที่ชายชาวชนบทไม่เคยพบเห็นมาก่อน จึงดึงดูดใจคนอย่างยากจะหลีกหนี ดูทีว่าหวังซื่อผู้นั้นชอบหาเรื่องครอบครัวนางคงมีเหตุผลข้อนี้รวมอยู่ด้วย พอตอนนี้นางนึกไปถึงหลี่เหล่าสือที่ก่อนหน้านี้ยังเห็นว่าเป็นคนซื่อๆ อีกทีแล้ว เหลือแต่เพียงความรู้สึกชังน้ำหน้า

สำหรับคำกล่าวของหลูจวิ้นเมื่อครู่นี้ชอบด้วยเหตุผลดี สมัยโบราณครอบครัวที่ไม่มีบุรุษวัยฉกรรจ์สักคนเป็นที่พึ่งจะทำอะไรก็ติดขัดลำบาก ลำพังแค่เอ่ยถึงเรือนของพวกนาง ตอนเก็บเกี่ยวพืชผลก็ต้องส่งสินน้ำใจไปให้ผู้ใหญ่บ้านไม่เคยขาดเพื่อพึ่งพาบารมีของเขา และเพื่อจะได้ไม่ถูกคนอื่นข่มเหงรังแกเท่านั้นเอง ยังดีที่เด็กชายสองคนในเรือนล้วนรู้ความและเป็นผู้ใหญ่เกินกว่าวัย หาไม่แล้วไม่รู้จริงๆ ว่าชีวิตของหลูซื่อจะยากลำบากปานใด รออีกไม่กี่ปี พวกเขาสองคนเจริญวัยขึ้นก็จะแบ่งเบาภาระของหลูซื่อได้บ้างแล้ว

หลังจากข้ามมิติกลับมายังราชวงศ์ถัง อี๋อวี้ผ่านพ้นฤดูร้อนโดยไม่มีเครื่องปรับอากาศและฝักบัวอาบน้ำเป็นครั้งแรก อันที่จริงช่วงกลางฤดูร้อนของยุคโบราณมีอุณหภูมิต่ำกว่าฤดูร้อนในอีกพันกว่าปีข้างหน้า ตอนเที่ยงวันสวมเสื้อชั้นเดียวก็มีเหงื่อซึมๆ เท่านั้น นางคาดคะเนเอาเองว่าเวลาที่ร้อนที่สุดน่าจะแค่สามสิบห้าองศา

หมู่บ้านเค่าซานไม่มีบ่อน้ำ คนในหมู่บ้านล้วนไปตักน้ำที่ลำธารสายหนึ่งตรงภูเขาด้านหลังหาบกลับมาล้างหน้าบ้วนปาก สำหรับการซักผ้า ปกติหลูซื่อต้องหอบไปซักที่ปลายน้ำ

ยามที่หลูจื้อกับหลูจวิ้นรู้สึกร้อนจะชอบไปอาบน้ำที่ริมลำธาร บุรุษส่วนใหญ่ในชนบทไม่เคร่งครัดธรรมเนียมประเพณีอะไรนัก ทว่าหลูซื่อยังต้มน้ำในห้องครัวก่อนถึงให้ตนเองกับอี๋อวี้ใช้สอย และห้ามบุตรสาวไปเล่นน้ำที่ริมลำธารอย่างเด็ดขาด ประการหนึ่งคือกลัวอันตราย อีกประการหนึ่งยกเหตุผลว่าสตรีไม่พึงสัมผัสน้ำเย็นมากเกินไป

ห้องครัวในเรือนมีเสื่อสานผืนหนึ่งผูกยึดกับขื่อห้อง กั้นมุมหนึ่งให้พอจะยืนได้สองคนเป็นที่ล้างเนื้อล้างตัวโดยเฉพาะ ถึงอย่างไรตัวตนแท้ๆ ข้างในของอี๋อวี้ยังติดความเคยชินของคนยุคปัจจุบันอยู่บ้าง ในฤดูร้อนไม่ได้อาบน้ำก็จะนอนไม่หลับ แต่หาบน้ำกินแรง ต้มน้ำเปลืองฟืน ตอนแรกๆ นางแค่อาบน้ำครั้งหนึ่งทุกสองสามวัน ตอนหลังหลูจื้อพบว่านางเหงื่อออกง่ายและขี้ร้อนจริงๆ หลูจวิ้นเลยหาบน้ำมาใส่ตุ่มจนเต็มทุกวัน พอหลูซื่อสังเกตเห็นว่านางมีเหงื่อออกเยอะก็จะจุดเตาต้มน้ำแล้วชำระกายให้นางอย่างสะอาดสะอ้าน เพียงดูจากเรื่องเล็กๆ เรื่องนี้ก็รู้ว่าชาวสกุลหลูทะนุถนอมนางขนาดไหน ซึ่งนี่ไม่เหมือนกับการเลี้ยงดูบุตรสาวในชนบทเลย

อี๋อวี้ไม่ใช่คนที่ซาบซึ้งใจต่อสิ่งใดง่ายนัก แต่มาอยู่ในสกุลหลูครึ่งปี พวกเขามิใช่เอาใจใส่นางแค่เรื่องการกินการอยู่ พี่ชายสองคนยังชอบหยอกให้นางอารมณ์ดี ส่วนมารดาอย่างหลูซื่อยิ่งหักใจให้นางคับข้องหมองใจไม่ได้แม้แต่น้อยนิด ด้วยเหตุฉะนี้นางจึงค่อยๆ ปล่อยวางสิ่งต่างๆ ในอดีตลงได้แล้วจริงๆ และใช้ชีวิตเป็นเด็กหญิงที่ไร้ทุกข์ไร้โศกทั้งยังว่าง่ายรู้ความคนหนึ่ง ตั้งอกตั้งใจคัดตัวอักษรฝึกปักผ้าทุกวัน บางครั้งบางคราก็พูดจาตามประสาเด็กน้อยสร้างความสำราญให้ครอบครัว

ถึงฤดูใบไม้ร่วง งานในแปลงนาเริ่มต้นยุ่งวุ่นวาย หลูซื่อจ้างคนไปไถนาหว่านเมล็ด ด้านอี๋อวี้กลับเริ่มวางแผนเพิ่มพูนเงินทอง จะว่าไปแล้วที่มาของความคิดนี้ต้องยกความดีให้หลูจวิ้น พี่ชายคนรองของนาง พักก่อนตอนเขาแอบพานางไปเล่นในป่าที่ภูเขาด้านหลังลับหลังมารดา ค้นพบสิ่งหนึ่งที่คล้ายคลึงกับต้นไม้บางชนิดในยุคปัจจุบัน มันทำให้นางคิดวิธีหาเงินได้ทันที

ปิงถังหูลู่ ขนมพื้นเมืองดั้งเดิมของจีน วิธีทำง่ายดาย ส่วนประกอบก็ราคาถูก ว่ากันว่าขนมชนิดนี้ปรากฏขึ้นหลังราชวงศ์ซ่ง เห็นทีว่ายุคนี้ยังไม่เคยมีคนทำออกมา เมื่อตอนอี๋อวี้เป็นนักศึกษาปีสาม ไม่ต้องเรียนหนักนัก เคยเช่าหน้าร้านเล็กๆ แห่งหนึ่งหน้าประตูมหาวิทยาลัยขายขนมกับเด็กสาวคนหนึ่งที่เป็นเพื่อนร่วมห้องกัน ขนมที่ขายเป็นหลักได้แก่ปิงถังหูลู่ทุกแบบ ดังนั้นสำหรับนางแล้ว ทำขนมชนิดนี้ได้อย่างสบายมือแน่นอน

ในพุ่มไม้กลางป่าเล็กที่ภูเขาด้านหลัง นางพบส่วนประกอบสำคัญอย่างหนึ่งในการทำปิงถังหูลู่แบบดั้งเดิมแรกสุด นั่นก็คือ…ต้นซานจา กิ่งก้านใบที่แผ่สาขาไปรอบทิศ แซมแทรกด้วยผลเล็กๆ สีแดงปกคลุมด้วยไรขนแหลมๆ ทั่วทั้งลูก ขนาดของมันบ้างใหญ่เท่าผลลำไย บ้างเล็กเท่าเหรียญสำริด แต่ล้วนมีสีสันสดสวยสะดุดตา เมื่อแรกนางยังไม่ใคร่แน่ใจ พอเด็ดมาลองลิ้มชิมรสอย่างละเอียดก็มั่นใจในที่สุดว่ามันคือผลซานจา อี๋อวี้คิดไปถึงปิงถังหูลู่รสเปรี้ยวอมหวานชวนให้น้ำลายสอ แทบจะในเวลาเดียวกับที่ยืนยันได้ว่าผลไม้สีแดงนี้คืออะไร

แรงดลใจมักผุดขึ้นมาในเวลาที่ไม่ตั้งใจเสมอ อี๋อวี้ซึ่งขบคิดหนทางหาเงินอย่างหนักมานับครึ่งปีพบสินค้าอย่างหนึ่งที่ค่อนข้างเหมาะกับชีวิตผู้คนในยุคนี้ เมื่อได้ความคิดแล้ว นางขอให้หลูจวิ้นพานางไปที่ป่าแห่งนั้นทุกสี่ห้าวัน หลังเฝ้าตอรอกระต่าย มานานครึ่งเดือน ถึงได้ต้อนรับผลซานจาที่สุกงอมเป็นดงใหญ่

วันนั้นนางรบเร้าให้หลูจวิ้นเด็ดผลซานจาลูกโตๆ กลับไปหลายสิบผล พอถึงเรือน หลูซื่อเห็นแล้วนึกว่าสองพี่น้องหาผลไม้ป่ามากินด้วยความตะกละเท่านั้น

อี๋อวี้กลับเอ่ยกับนางอย่างออดอ้อนด้วยคำพูดที่คิดเตรียมไว้แล้ว “ท่านแม่ ผลไม้นี้อร่อย แต่เปรี้ยวเกินไปเจ้าค่ะ”

ในเวลานี้หลูซื่อถึงพินิจดู ‘ผลไม้ป่า’ ที่พวกเขาตลบชายเสื้อด้านหน้าขึ้นเป็นที่ใส่แล้วหอบกลับมาเต็มอ้อมแขน นางขมวดคิ้วพร้อมกล่าวขึ้นทันที “ข้านึกว่าอะไร พวกเจ้าไปเด็ดผลเล็บแดงมาจากที่ใด”

อี๋อวี้ฟังแล้วตื่นตะลึง อุทานในใจว่าท่านแม่รู้จักซานจาด้วยหรือนี่ หลังจากนิ่งงันไปเล็กน้อย นางแสร้งถามอย่างไม่เข้าใจ “ท่านแม่รู้จักผลไม้นี้ด้วยหรือเจ้าคะ”

“ย่อมต้องรู้จักสิ สมัยเด็กๆ ตอนแม่ท้องอืด ท่านยายของเจ้ามักเอามาให้แม่กินจะได้อยากอาหาร ผลเล็บแดงนี่ต้องต้มก่อนถึงกินได้ แล้วถ้ากินมากไปจะเสาะท้อง พวกเจ้าสองคนอย่าตะกละจนท้องเสียนะ” ว่าแล้วก็ขึงตาใส่หลูจวิ้นพลางเอ่ย “พาอวี้เอ๋อร์ไปที่ภูเขาด้านหลังมาใช่หรือไม่ ไม่กลัวหมาป่าวิ่งไล่ตามรึ!”

หลูจวิ้นถอยหลังหนึ่งก้าว เกาหัวพร้อมพูดด้วยรอยยิ้มเฝื่อนๆ “มีที่ไหนกันขอรับ ข้าไปเล่นที่นั่นบ่อยๆ ไม่เคยเจอหมาป่าสักตัว กระต่ายป่ากลับมีอยู่ไม่น้อย รอไว้ข้าฝึกยิงธนูเก่งแล้วจะจับกระต่ายกลับมาให้เสี่ยวอวี้ พวกเราจะได้กินเนื้อกัน”

หลูซื่อเอื้อมมือเอานิ้วชี้จิ้มหัวเขาทีหนึ่งแล้วกล่าวขึ้น “กลัวแต่ยังจับกระต่ายไม่ได้ เจ้าจะเป็นฝ่ายถูกหมาป่าคาบกลับไปเป็นอาหารน่ะสิ”

อี๋อวี้อยู่ด้านข้างเห็นคนทั้งสองตอบโต้กันไปมาจนออกนอกเรื่องไปแล้ว รีบเอ่ยแทรกขึ้น “ท่านแม่ เสี่ยวอวี้กินไปสองลูก รสมันเปรี้ยวๆ ท่านต้มน้ำเชื่อมให้ข้าจิ้มกินเถอะเจ้าค่ะ”

หลูซื่อย่อมตอบตกลงเป็นธรรมดา นางหยิบผลซานจาที่ลูกๆ นำกลับมาคัดเลือกสิบกว่าลูกแล้วต้มครู่หนึ่ง ตักใส่ชามเติมน้ำเชื่อมก่อนจะยกไปให้สองพี่น้องกิน

น้ำตาลที่รับประทานกันในสมัยโบราณจะเป็นน้ำเชื่อมข้าวลักษณะข้นๆ เหนียวๆ ที่ได้จากการหมักธัญพืช ทิ้งไว้ให้เย็นจนแข็งตัวเป็นก้อนน้ำตาลสีเหลืองอำพัน มีราคาไม่ถูกนัก หนึ่งโถเล็กๆ ก็ต้องมีห้าสิบอีแปะ ส่วนตังเมที่หลูซื่อซื้อให้อี๋อวี้จะทำมาจากน้ำเชื่อมข้าวอีกทีหนึ่ง กระนั้นน้ำตาลก้อนโถนี้เพียงพอให้คนทั้งครอบครัวกินไปได้หลายเดือน โดยมากจะเอามาละลายเป็นน้ำหวานดื่มเท่านั้น

หลังหลูจื้อชิมลูกหนึ่งแล้วกล่าวกับหลูซื่อ “หลายวันก่อนได้ยินน้องรองพูดว่าผลไม้นี้เปรี้ยวขนาดไหน เพียงแต่น้องเล็กชอบกิน นี่ข้าก็กินเป็นครั้งแรก สงสัยคงใส่น้ำตาลถึงได้มีรสเปรี้ยวอมหวานถูกปาก”

อี๋อวี้ก็หยิบลูกหนึ่งใส่ปาก ผลซานจาที่ต้มแล้วมีรสหวานเพิ่มขึ้น แต่คนที่รู้รสชาติของปิงถังหูลู่อย่างนางรู้สึกอยู่ไม่วายว่ารสนี้ผิดๆ เพี้ยนๆ ไป คิดอยู่ในใจว่าต้องเป็นผลซานจาดิบจุ่มในน้ำตาลเคี่ยวถึงนับได้เป็นรสแท้ดั้งเดิม ตอนนี้นางอยากรู้มากกว่าว่าหลูซื่อรู้จักผลซานจาได้อย่างไร ฟังดูแล้วไม่เหมือนว่ามีขนมถังหูลู่ชนิดนี้แล้ว แต่ไม่รู้ว่าผลไม้นี้มีกระจายอยู่ดาษดื่นหรือไม่

ฉะนั้นสองสามวันถัดมา นางตะล่อมถามหลูซื่อแบบอ้อมๆ ถึงได้เบาใจ ที่แท้ช่วงเวลานี้ยังพบผลซานจาได้ไม่บ่อยนัก มีครอบครัวเฉพาะบางแห่งที่เอาให้เด็กกินเพื่อให้อยากอาหาร ซึ่งเป็นตำรับยาท้องถิ่นทั้งสิ้น ในตลาดยังไม่เอาผลไม้นี้มาวางขาย กระทั่งร้านขายยาก็ไม่แน่ว่าจะมี

หลังจากนั้นอี๋อวี้เริ่มคิดหาวิธีอยู่หลายวัน เพื่อชักจูงให้หลูซื่อเอาซานจาหลายลูกนั่นทำเป็นขนมให้นาง แต่นางจะบอกหลูซื่อว่าทำปิงถังหูลู่อย่างไรแบบตรงๆ ก็ไม่ได้อีก ด้วยเหตุนี้ผ่านไปอีกเกือบครึ่งเดือน หลูซื่อถึงทำถังหูลู่แท่งแรกตามที่เรียกๆ กันออกมาได้สำเร็จตามคำร้องขอพิลึกพิลั่นของนาง

อี๋อวี้ถือถังหูลู่แท่งนี้มองอย่างพินิจพิจารณา ผลซานจาได้มาจากป่า แม้จะเปรี้ยวเกินไป แต่มีข้อดีที่ขนาดผลใหญ่ ใช้ตะเกียบข้างหนึ่งเสียบได้หกลูก ผิวน้ำตาลเคลือบก็เอาก้อนน้ำตาลในเรือนละลายน้ำแล้วเคี่ยวให้ข้นเหนียวค่อยราดบนแท่งผลซานจาอีกที จากนั้นวางบนแผ่นไม้ที่ล้างสะอาดทิ้งไว้ให้เย็นจนแข็งตัวก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

นางกัดคำหนึ่งอย่างอดใจรอไม่ไหวอยู่บ้าง เพียงรู้สึกว่าพอฟันกระทบผิวน้ำตาลเคลือบ มันก็แตกละเอียด คละเคล้ารสเปรี้ยวของผลซานจากำซาบไปทั่วโพรงปากทีละน้อย

“รสชาติเป็นเช่นไร” หลูซื่อถามขันๆ เมื่อเห็นท่าทางหลับตาพริ้มดื่มด่ำกับความอร่อยของบุตรสาวตัวน้อย

“อื้อ อร่อย ท่านแม่ชิมดูสิเจ้าคะ” อี๋อวี้สะกดอารมณ์ตื่นเต้นเอาไว้ ยกปิงถังหูลู่ในมือยื่นไปตรงหน้ามารดา

หลูซื่ออ้าปากกัดลูกหนึ่งเข้าปาก เคี้ยวสองสามทีแล้วมองหน้าอี๋อวี้ พลางเอ่ยอย่างประหลาดใจ “อร่อยจริงๆ เปรี้ยวอมหวานกำลังดี ไม่ทำให้แม่เสียเวลาไปเปล่าๆ แล้ว ว่าแต่ถูกใจเจ้าหรือไม่”

อี๋อวี้ผงกศีรษะแรงๆ สองที จากนั้นเอาไปอวดพี่ชายทั้งสอง

หลูจื้อลิ้มรสแล้วชมเปาะ ส่วนสองสามลูกที่เหลือเมื่อได้รับคำอนุญาตของอี๋อวี้ ล้วนลงไปอยู่ในท้องหลูจวิ้นทั้งหมด

นางเห็นว่าพวกเขาชอบอกชอบใจอย่างยิ่ง ก็เห็นว่าปิงถังหูลู่ยังถูกปากคนส่วนใหญ่เหมือนเดิม ส่งผลให้นางวางใจลงได้และเริ่มตรึกตรองว่าจะเสนอให้มารดาทำปิงถังหูลู่ขายอย่างไร

ทว่าอี๋อวี้ไม่ทันคิดออกว่าจะหว่านล้อมหลูซื่อเช่นใด ตอนอาหารเย็น หลูจื้อกลับเป็นคนเอ่ยเรื่องนี้ขึ้น

“ท่านแม่ ของกินเล่นที่ท่านทำให้เสี่ยวอวี้วันนี้ ข้าเห็นว่าเป็นของหายากอย่างหนึ่ง”

“หึๆ น้องเล็กของเจ้าจู้จี้เอาการ แม่ใช้เวลาตั้งหลายวันกว่าจะทำออกมาได้อย่างที่นางต้องการ”

“ท่านแม่ ในตลาดยังไม่มีของแบบนี้ขายเลย ข้าถามน้องรองดูแล้ว ผลเล็บแดงนี้ยังเหลืออีกเป็นดงอยู่ที่ภูเขาด้านหลัง ข้าเห็นท่านแม่ทำเป็นแท่งแบบนี้ก็ไม่ยุ่งยาก สองสามวันนี้ทุกคนอยู่ว่างๆ มิสู้ทำส่วนหนึ่งเอาไปขายข้างนอกดีหรือไม่ขอรับ”

หลูซื่อฟังหลูจื้อพูดจบก็ก้มหน้าลงตกอยู่ในภวังค์ความคิด อี๋อวี้อยู่ด้านข้างลอบถอนหายใจโล่งอก พี่ใหญ่ของนางเป็นคนเจ้าปัญญา ให้เขาเป็นคนเอ่ยปากย่อมรวดเร็วกว่าตนเองเลียบๆ เคียงๆ

ในสมัยโบราณงานฝีมือในครอบครัวเป็นรายได้พิเศษอันดับหนึ่งในหมู่ชนชั้นล่าง ครอบครัวชาวนาส่วนใหญ่ล้วนหาเลี้ยงชีพด้วยการทำนาทอผ้า บ้างก็ทำงานฝีมือเช่นการเย็บปักถักร้อยหาลำไพ่พิเศษเฉกเดียวกับสกุลหลู บ้างก็เป็นพ่อค้าแม่ค้าเร่ขายของตามตลาด โดยมากคนพวกนี้จะชำนาญงานฝีมือแขนงใดแขนงหนึ่ง

คราวที่แล้วตอนเดินเที่ยวตลาด นางเห็นคนขายของที่ทำเองอย่างตังเม ขนม ของเล่นเด็ก ยังมีเชือกผูกผมกับปิ่นไม้ และอื่นๆ เป็นต้น ดังนั้นเมื่อเห็นของแปลกใหม่ก็คิดไปถึงวิธีเร่ขายได้ไม่ยาก เพียงแต่สมองของหลูจื้อแล่นไวกว่า สามารถเชื่อมโยงขนมแปลกใหม่อย่างถังหูลู่กับลู่ทางการค้าได้ทันที

ผ่านไปนานพักใหญ่ หลูซื่อเงยหน้าพูดกับหลูจื้อ “เจ้ากล่าวไม่ผิด แม้ปีนี้ในเรือนนับว่ามีเงินทองเหลือเฟือ แต่ต่อไปต้องมีวันที่ฝืดเคืองอย่างเลี่ยงได้ยาก พรุ่งนี้แม่จะไปดูที่ภูเขาด้านหลังกับน้องรองของเจ้าก่อน ถ้าเรื่องนี้ทำได้ พวกเราก็เตรียมตัวกันแต่เนิ่นๆ”

หลูจวิ้นรับฟังอย่างฉงนฉงาย ฝ่ายอี๋อวี้ต้องแสร้งปั้นหน้างุนงง ทั้งที่แอบระบายลมหายใจเฮือกใหญ่แต่แรกแล้ว

ย่ำรุ่งของวันที่สอง สองแม่ลูกไปสำรวจที่ภูเขาด้านหลัง เมื่อกลับถึงเรือน หลูซื่อตัดสินใจเตรียมตัวขายผลเล็บแดงเคลือบน้ำตาลเคี่ยวในที่สุด นางยังปรึกษาเรื่องปลีกย่อยกับหลูจื้ออีกเล็กน้อย หลังจากพูดกำชับบางอย่างกับบุตรชาย ทุกคนก็แยกย้ายกันไปทำงาน แม้แต่อี๋อวี้ยังอาสาทำงานจนได้รับหน้าที่เด็ดผลซานจาไป คราวนี้ในเรือนก็ไม่มีใครว่างงานแล้ว

เมื่อหว่านเมล็ดพันธุ์ในนาแล้ว ยังเหลืองานจิปาถะบางส่วน ทว่าหลูซื่อไม่จำเป็นต้องเฝ้าดูอยู่ทั้งวัน เวลานี้คนทั้งครอบครัวสาละวนอยู่กับเรื่องอื่นอยู่ในเรือน

อี๋อวี้นั่งขัดสมาธิอยู่ในลานเรือน ดูหลูจวิ้นเหลาไม้ไผ่ซึ่งตัดมาจากต้นไผ่แก่ที่ภูเขาด้านหลัง เขาผ่ากระบอกไม้ไผ่ตามแนวยาวเป็นแท่งๆ แล้วบรรจงเหลาให้เรียบลื่นเพื่อใช้ทำถังหูลู่ สิ่งที่ทำให้อี๋อวี้สนใจใคร่รู้ยิ่งนักคือมีดเล่มเล็กขนาดเท่าฝ่ามือที่ดูคมกริบในมือเขา นี่เป็นครั้งแรกที่นางเห็นเขาใช้ของสิ่งนี้ มีดเล่มนั้นน่าจะเป็นเนื้อเหล็ก ใบมีดบางเป็นเงาวาววับ ด้ามจับสลักลายละเอียดยิบ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นของชั้นดี ว่าแต่เขาได้มันมาจากที่ใด

“ท่านพ่อมอบให้” หลูจวิ้นก้มหน้าก้มตาเหลาแท่งไม้อยู่อย่างตั้งใจหลุดปากตอบนางว่าอย่างนี้ ทว่าสิ้นเสียงเขาไม่ทันไร ก็ถูกหลูจื้อถลึงตาใส่อย่างดุดัน ดวงตาคู่นั้นคมปลาบเสียยิ่งกว่ามีดที่งามวิจิตรเล่มนั้นถึงสองส่วน

หลูจวิ้นรับรู้ถึงกระไอเย็นเยียบที่พุ่งมาหาตนเองระลอกหนึ่งทันควัน เขาเงยหน้าขึ้นเห็นแววตาขมึงทึงของพี่ชาย ถึงรู้ตัวว่าเพิ่งพูดอะไรออกไป ดวงหน้าของเขาเผือดลงกะทันหัน ลุกลนหันไปมองในเรือน จวบจนมั่นใจว่าหลูซื่อยังล้างผลซานจาอยู่ในห้องครัวก็ถอนหายใจโล่งอก แต่พอเหลียวกลับมามองสบดวงตาสุกใสแวววาวของน้องสาว เขาพูดตะกุกตะกักอย่างห้ามไม่อยู่

“เอ่อ คือ…คือว่า…นี่เป็นของที่บิดาของคนอื่นให้มา ใช่…นี่เป็นของที่บิดาของคนอื่นให้มา”

ความจริงได้พิสูจน์แล้วว่าสมองกับพละกำลังของหลูจวิ้นเป็นสัดส่วนผกผันกัน เขาเป็นเด็กที่โกหกไม่เป็นเลย อี๋อวี้อยากแสร้งทำท่าเชื่อคำพูดของเขายังต้องอาศัยฝีมือขั้นล้ำลึกจริงๆ ในยุคที่ครอบครัวสามัญชนไม่มีปัญญาซื้อกระทั่งมีดหั่นผักสักเล่ม บิดาใครกันจะมอบมีดสลักลายประณีตแบบนี้ให้บุตรชายคนอื่น หากบิดาผู้นั้นมิใช่มีเงินทองล้นเหลือก็ต้องถูกประตูหนีบหัวไปแล้ว

อี๋อวี้ลังเลใจครู่หนึ่ง สุดท้ายยังคงละเว้นพี่รองผู้น่าสงสารของตน ทั้งที่แท้จริงแล้วนางอยากรู้ใจจะขาด แต่ถ้าจะแสดงความอยากรู้อยากเห็นออกมา มีข้อแม้ว่าต้องต้านทานดวงตาประหนึ่งใบมีดโกนที่เย็นชาถึงขีดสุดของพี่ใหญ่ซึ่งอยู่ตรงหน้า แม้มันจะจับอยู่ที่หลูจวิ้น แต่นางอาจต้องพลอยฟ้าพลอยฝนไปด้วยอย่างหลีกหนีไม่พ้น

“น้องรอง อย่าพูดอะไรแปลกๆ กับน้องเล็กอีกรู้หรือไม่” หลูจื้อหยุดคุกคามจิตใจของน้องชาย อ้าปากพูดเสียงเรียบ

“รู้แล้วๆ” หลูจวิ้นดุจได้รับอภัยโทษ เร่งรีบพยักหน้า

อี๋อวี้ลอบนึกเสียดายอยู่บ้างที่ยังสืบเรื่องของบิดาที่ตายไปแล้วของนางไม่ได้สักนิด ในครอบครัวนี้ บิดาบังเกิดเกล้าที่ตายไปแล้วของพวกนางสามพี่น้องคนนั้นคล้ายเป็นข้อต้องห้ามบางอย่าง ตามหลักแล้วหลูซื่อในฐานะมารดาสมควรเล่าเรื่องในอดีตตอนบิดายังมีชีวิตอยู่ให้ฟังจึงจะถูก ทว่าแต่ไรมาหลูซื่อไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องของอดีตสามีมาก่อน บางครั้งนางลองเลียบเคียงถามหลูจวิ้นที่ไร้เล่ห์เหลี่ยมล้วนลงเอยด้วยการที่อีกฝ่ายปิดปากแน่นสนิท

แม้ว่ากันตามสภาพการณ์ของนางที่ยังเป็นเด็กเล็กๆ คนหนึ่งกลับไม่พูดถึงบิดาจะเป็นเรื่องที่ผิดวิสัยมาก เมื่อก่อนตอนสติปัญญาไม่สมประกอบก็แล้วกันไป แต่ตอนนี้สมองเป็นปกติแล้วไม่เคยร่ำร้องเรียกหาบิดาออกจะไม่สมเหตุผลสักเท่าไหร่ ถึงกระนั้นนางไม่ตั้งใจจะเอ่ยถึงบิดาที่มีบุญแต่ไร้วาสนาต่อกันและน่าจะไปเกิดในชาติภพใหม่นานแล้ว เมื่อพินิจจากข้อสรุปทุกทาง สำหรับหลูซื่อแล้ว เรื่องที่เกี่ยวข้องกับบิดาคนนั้นไม่ถือเป็นความทรงจำที่มีความสุขอันใดอย่างเด็ดขาด และถึงขั้นเจ็บปวดรวดร้าวด้วยซ้ำไป นางไม่อยากให้สตรีที่รักใคร่เอ็นดูนางผู้นี้ต้องเสียใจเพราะความอยากรู้อยากเห็นชั่วครู่ชั่วยามของตนเองสักกระผีก

ในขณะที่นางปล่อยความคิดลอยไป หลูจื้อลอบจับสังเกตนางด้วยสายตาเจือรอยขมขื่นที่ยากจะเข้าใจ ในความคิดของเขา หลังจากน้องเล็กมีสติปัญญาสมบูรณ์ดี ครอบครัวของเขาไม่เหมือนเดิมแล้วจริงๆ หลายปีที่ผ่านมา เรื่องที่นางพิการมาแต่กำเนิดเป็นเหตุให้ทุกคนตกอยู่ใต้เงามืด จนเมื่อนางหายดี พวกเขาถึงไม่ต้องทุกข์ใจอยู่ลับหลังอีก ท่านแม่ก็ไม่ต้องฝืนยิ้มแย้มแจ่มใสแล้ว อีกหลายปีให้หลังรอเมื่อเขาสอบขุนนางระดับเมืองระดับมณฑลผ่าน ความเป็นอยู่ของครอบครัวก็จะดีขึ้น เขาจะทำให้ท่านแม่ น้องชาย และน้องสาวมีชีวิตที่สุขสบายให้จงได้

หลูจวิ้นเหลาแท่งไม้ไผ่ที่มีขนาดไล่เลี่ยกันทั้งหมดสามสิบแท่งเรียบร้อย หลังหลูจื้อหยิบไปล้างที่ห้องครัวจนสะอาด ทุกคนเริ่มเอาผลซานจาสีแดงสดพวกนั้นมาเสียบไม้

เมื่อเสียบครบหมดทุกลูก หลูซื่อจุดไฟในเตาเตรียมเคี่ยวน้ำตาลซึ่งวิ่งไปซื้อที่ตลาดนัดเมื่อวานนี้โดยเฉพาะ นางเทก้อนน้ำตาลที่มีอยู่เต็มโถลงไปในหม้อครึ่งหนึ่ง มันค่อยๆ ละลายกลายเป็นของเหลวข้นเหนียวสีเหลืองอำพันอย่างช้าๆ ตามแรงไฟ พอเริ่มมีฟองผุดพรายตรงผิวน้ำเชื่อม นางหยิบทัพพีคนแล้วยกขึ้น หมุนกายเอาไปเทลงบนแผ่นไม้ที่ยาวสองฉื่อกว้างหนึ่งฉื่ออย่างทั่วถึง

แผ่นไม้นี้ว่าจ้างช่างไม้คนหนึ่งทำให้ โดยใช้ไม้ฮว่า ที่มีเนื้อไม้ค่อนข้างละเอียด ขัดผิวจนเรียบลื่นเป็นมัน แล้วยังแช่ทิ้งไว้ในน้ำจากลำธารคืนหนึ่ง บนนั้นมีผลซานจาเสียบไม้หกแท่งวางเรียงรายอยู่ หลูซื่อใช้มือหนึ่งยกน้ำเชื่อมราดลงไปจากซ้ายไปขวาและจากบนลงล่าง อีกมือหนึ่งยังหมุนไม้ไปด้วยเพื่อให้น้ำเชื่อมเคลือบผลซานจาลูกอวบๆ สีแดงสดพวกนี้ให้ทั่วถึงเป็นเปลือกบางๆ ใสแจ๋ว

หลูจวิ้นอยู่ด้านข้างกลืนน้ำลายอึกหนึ่ง แม้สองวันนี้เขาได้กินถังหูลู่ที่หลูซื่อลองทำไปไม่น้อย แต่ทันทีที่เห็นยังคงรู้สึกน้ำลายไหลไม่หยุด ส่วนอี๋อวี้มองดูน้ำตาลเคลือบผิวชั้นนั้นค่อยๆ แข็งตัวทีละน้อยอย่างพึงใจ ในใจบังเกิดความปลาบปลื้มภูมิใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนระลอกหนึ่ง ถึงจะเป็นการลักวิชาของคนอื่นมา แต่นางสามารถช่วยเหลือครอบครัวได้เล็กๆ น้อยๆ ด้วยกำลังของตนเองในที่สุด มันเป็นความรู้สึกเดียวกันกับตอนที่นางใช้เงินที่หามาได้ครั้งแรกซื้อเครื่องเขียนของใช้ใหม่ๆ ให้สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า

เมื่อน้ำเชื่อมแข็งตัวเป็นสีใสๆ ทั้งหมด หลูซื่อแกะแท่งถังหูลู่ขึ้นจากแผ่นไม้อย่างระมัดระวัง และนำไปปักไว้บนฐานตั้งซึ่งเตรียมไว้ก่อนล่วงหน้า ว่าไปแล้วก็บังเอิญนัก เมื่อวานหลูซื่อให้สามพี่น้องตั้งชื่อให้ขนมชนิดนี้ หลูจวิ้นตั้งชื่อเช่นว่าแท่งน้ำตาลแดงเอย แท่งผลเล็บแดงเอย ผลเล็บแดงเชื่อมเอย แต่ล้วนถูกหลูซื่อคัดค้านหมด ลงท้ายนางเห็นดีเห็นงามตามคำพูดของหลูจื้อเช่นเคย

‘น้ำตาลที่เคลือบผิวขนมนี้ละม้ายเกล็ดน้ำแข็งใสกระจ่างในฤดูหนาว ส่วนผลซานจาหกลูกบนแท่งไม้กลับคล้ายผลน้ำเต้าที่เรียงสลับหัวหางต่อๆ กันไป ฉะนั้นมิสู้เรียกมันว่าปิงถังหูลู่เถอะ’ ตอนหลูจื้อกล่าววาจานี้อย่างสุขุม อี๋อวี้ถือปิงถังหูลู่แท่งหนึ่งแทะกินอยู่เกือบสำลักตาย หลังมองเห็นหลูซื่อพยักหน้าตกลง นางอดสงสัยไม่ได้ว่านี่จะนับเป็นผลจากอำนาจบางอย่างที่แก้ไขประวัติศาสตร์กลับมาได้ให้ถูกต้องหรือไม่ ดังนั้นแม้จะถูกทำออกมาก่อนเวลา ปิงถังหูลู่ ยังใช้ชื่อเดิมของมันเพราะลักษณะที่คล้ายกับน้ำเต้าเคลือบน้ำตาลใส

ฐานที่ปักถังหูลู่แตกต่างจากที่นางเคยเห็น หลูซื่อเอากิ่งเถาวัลย์มาสานเป็นแผ่นแล้วพับทบกันหนาราวสี่องคุลี รูปร่างคล้ายๆ รังนกขนาดใหญ่ที่วางคว่ำลง เอาเสื้อเก่าขาดยัดไว้ข้างในแล้วห่อด้วยผ้าสีขาวไว้ด้านนอกชั้นหนึ่ง จากนั้นปักแท่งถังหูลู่ด้วยการหันหัวไม้เสียบลงให้ทะลุเข้าไปในแนวตั้ง กิ่งเถาวัลย์ที่พันกันไปมาจะยึดพวกมันเอาไว้ไม่ให้ล้มลง

ขณะนี้เป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ อากาศกำลังเย็นสบาย พอทำถังหูลู่เสร็จตอนพลบค่ำ สามารถวางทิ้งไว้ข้ามคืนก็ไม่ต้องกลัวบูดเสีย วันถัดมาหลูซื่อตื่นนอนตั้งแต่ยังไม่ถึงยามอิ๋น ตะโกนเรียกหลูจวิ้นให้จัดของ เมื่อเอาเกวียนเทียมวัวเรียบร้อยแล้วก็ออกจากเรือนไป จวบจนตกเย็นทั้งคู่ถึงกลับมา

มาตรว่าเข้าเมืองต้องเดินทางไกล แต่มีผู้คนจับจ่ายซื้อของมาก ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่เห็นขนมนี้ต่างรู้สึกว่าแปลกตาหายาก หลังได้ลิ้มรสยิ่งชมไม่ขาดปาก ด้วยเหตุนี้ตอนครึ่งบ่ายก็ขายปิงถังหูลู่สามสิบแท่งหมดแล้ว

ผลซานจาป่าที่ภูเขาด้านหลังยังเหลืออยู่ไม่น้อย หลูซื่อขายถังหูลู่ไปเช่นนี้ติดต่อกันเจ็ดวันเต็มๆ ถึงเด็ดจนเกลี้ยงป่า ราคาเริ่มตั้งแต่ห้าอีแปะจนขึ้นไปถึงยี่สิบอีแปะ ท้ายที่สุดได้กำไรเป็นเงินสามก้วนกว่า ทำเอาทุกคนยินดีจนเนื้อเต้นเลยทีเดียว

หลูซื่อได้ลาภลอยมาก้อนโต ก็ตัดเย็บอาภรณ์ใหม่ให้ลูกทั้งสามเพิ่มคนละชุดอย่างไม่ตระหนี่สักนิด ซ้ำยังทำให้ตนเองชุดหนึ่งด้วย ฝีมือปักผ้าของอี๋อวี้เริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว สายคาดเอวของพี่ชายสองคนล้วนเป็นนางที่ปักให้เองกับมือ ถึงจะเป็นลายง่ายๆ ยังคงทำให้พวกเขาดีอกดีใจ พูดชมฝีมือของน้องสาวตนไม่หยุด

อี๋อวี้รู้สึกสุขใจที่ตนเองสามารถช่วยเหลือครอบครัวนี้ได้บ้างในที่สุด ถ้าไม่ได้เกิดเภทภัยหายนะอะไร ปีหน้าผลซานจาที่ภูเขาด้านหลังจะออกผลตามปกติ เช่นนั้นทุกปีครอบครัวของพวกนางจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกสามพันอีแปะ หลูซื่อเป็นคนรอบคอบถี่ถ้วน ในเวลาเดียวกับที่ใช้สอยเงินเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ก็ยังไม่ลืมใส่ใจเรื่องการเก็บหอมรอมริบ เพียงแต่อีกสองสามปีข้างหน้า ถ้าหลูจื้อจะเข้าร่วมการสอบขุนนาง เงินเท่านี้ไม่เพียงพออย่างเห็นได้ชัด

อี๋อวี้คิดอ่านอยู่ในใจว่าจะเสาะหาผลไม้อย่างอื่นมาทำถังหูลู่แทนผลซานจาอย่างไร วันหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วง นางชักชวนหลูจวิ้นที่กลับมาจากสำนักยุทธ์ไปที่ภูเขาด้านหลังอีก ตั้งใจจะสำรวจดูให้ทั่ว

ช่วงปลายสารทฤดูอากาศค่อนข้างหนาวเย็นแล้ว หลูซื่อให้ลูกๆ ผลัดอาภรณ์ที่หนาขึ้น ในชาติก่อนอี๋อวี้ไม่ใช่พวกกลัวความหนาวอยู่แล้ว มาชาตินี้ยังขี้ร้อนมากอีกด้วย พอถึงที่หมาย นางก็มีเม็ดเหงื่อเล็กๆ ผุดซึมเต็มหน้าผาก กลางเขามีสายลมพัดผ่าน ตอนแรกนางอยากคลายเสื้อผ้าให้หลวมเล็กน้อยเพื่อความเย็นสบาย แต่สุดท้ายเพียงยกแขนเสื้อปาดเหงื่อออกอย่างระมัดระวังตัวไม่ให้เจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา ต้องเดือดร้อนหลูซื่อไปซื้อยาในตำบลอีก จะว่าไปแล้ว นับแต่นางข้ามภพมาที่นี่ยังไม่เคยล้มป่วยสักครั้งจริงๆ

ขณะนี้หลูจวิ้นปีนต้นไม้เก่าแก่ที่ใบไม้ผลัดเป็นสีเหลืองต้นหนึ่งอยู่ ดูท่าทางคงคิดจะฉวยไข่นกสองสามใบกลับไปเป็นอาหาร ฝ่ายอี๋อวี้ยืนอยู่ด้านหน้าดงต้นซานจาที่ถูกเก็บผลไปหมดแล้ว มือหนึ่งจับปลายคางกลมๆ ของตนเอง มองดูผลซานจาลูกเล็กแกร็นที่เหลืออยู่ไม่กี่ลูกบนต้น มือหนึ่งใช้นิ้วลูบคลึงใบไม้สีเขียวรูปสามเหลี่ยมขอบใบหยักบนกิ่งไม้เบื้องหน้า ขบคิดว่าจะทำให้ต้นซานจาป่านี้ออกผลมากขึ้นในปีหน้าได้อย่างไร

“ซี้ด…” ผิวเนื้อของเด็กน้อยอ่อนนุ่มมาก อี๋อวี้ไม่ระวังจนถูกหนามเล็กๆ บนกิ่งซานจาตำนิ้ว พริบตาเดียวมีโลหิตสีแดงสดซึมออกมาบนปลายนิ้วชี้หยดหนึ่ง

ก่อนหน้านี้นางฝึกหัดการเย็บปักถักร้อยจนผิวเนื้อตรงนิ้วมือด้านแข็งไประยะหนึ่ง ทว่าหลังเข้าสู่ฤดูร้อนก็เริ่มกลับเป็นปกติ ตอนนี้ไม่เหลือความหยาบกร้านให้เห็นสักนิด มือน้อยๆ ที่ขาวเนียนนุ่มนี้ยังสร้างความอัศจรรย์ใจแก่หลูซื่อนานพักหนึ่ง

อี๋อวี้เอานิ้วโป้งกดบนปากแผลเบาๆ ส่งผลให้เลือดหยดนั้นไหลหยดลงบนพุ่มซานจา นางยกนิ้วที่เจ็บจี๊ดๆ ขึ้นอมในปากดูดสองที รับรู้ได้ถึงรสคาวๆ หวานๆ ของเลือดแผ่ซ่านไปตามไรฟัน นางนิ่งงันไปเล็กน้อย ลอบประหลาดใจว่าเลือดมีรสหอมหวานเจืออยู่ด้วย หรือว่ามีเฉพาะแต่เด็กน้อย?

นางไม่ทันคิดเรื่องที่โลหิตของตนมีรสชาติผิดแปลกได้อย่างแจ่มแจ้ง ก็ต้องเบิกตาโพลงกับภาพเบื้องหน้า นางเห็นจะแจ้งกับตาว่ากิ่งก้านยาวราวหนึ่งช่วงแขนของต้นซานจาผลิใบเขียวขจีขึ้นเรื่อยๆ ตรงจุดที่ออกผลซึ่งถูกเก็บไปจนเกลี้ยงแล้วมีผลซานจางอกออกมาอย่างรวดเร็วลูกแล้วลูกเล่า ในชั่วเวลาไม่กี่อึดใจ บนกิ่งก้านพุ่มหนึ่งถึงกับออกผลซานจาอวบกลมสีแดงฉ่ำสดสวยใหญ่เท่าผลลำไยสิบกว่าลูก

อี๋อวี้สูดลมหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่ง ออกแรงกัดนิ้วชี้ที่ยังอมไว้ในปากเบาๆ ความรู้สึกเจ็บทำให้นางแน่ใจว่าไม่ได้ตาฝาดไปเอง ต่อจากนั้นนางเอามือข้างที่ไม่เป็นแผลเด็ดผลซานจาลูกหนึ่งมาใส่ปากแล้วกัดคำหนึ่งอย่างระมัดระวัง ได้รสเปรี้ยวๆ หวานๆ บ่งบอกว่ามันไม่ใช่ความฝัน รสชาติของซานจาชั้นเลิศยังอ้อยอิ่งอยู่ในปาก ขณะที่ผลซานจาสีแดงเพลิงเป็นพวงๆ ตรงหน้าราวกับกำลังหัวเราะเยาะท่าทางทึ่มทื่อของนาง

 

(ติดตามตอนต่อไปวันที่ 1 พ.ย. 62)

หน้าที่แล้ว1 of 12

Comments

comments

No tags for this post.
sangdow Marcom: