วันที่สิบสี่เดือนสาม เมื่อวานอี๋อวี้โดนฝนตอนเช้า ก่อนนอนยังดีๆ อยู่ แต่ตื่นขึ้นมาก็ไม่สบาย ทั้งมิใช่โดนความเย็นธรรมดา ตอนผิงฮุ่ยวิ่งหน้าตาตื่นมาตามหลูซื่อไปดู ร่างกายนางสั่นเทิ้มขดงออยู่ใต้ผ้าห่มสองผืน ปากก็พูดเพ้อไม่ได้สติ เรียกชื่อก็ไม่ตอบ หลูซื่อเอามืออังหน้าผากนาง สัมผัสได้ถึงไอร้อนจัดลวกมือ ก็ตระหนกตกใจจนรีบส่งคนไปเชิญท่านหมอในเมือง
หมอในตัวตำบลมีฝีมือเป็นที่กล่าวขวัญปากต่อปากพอดู หลังตรวจอาการแล้วเขียนใบสั่งยาให้ เขายังไม่ลืมกล่าวปลอบพวกหลูซื่อว่าคุณหนูหลูร่างกายแข็งแรง มิได้เป็นอะไรมาก แค่เป็นไข้และไม่มีวี่แววของโรคธาตุร้อนกำเริบแต่อย่างใด
แม้นเขากล่าวอย่างนี้ ทว่าต้มยาให้ดื่มแล้วจนตกบ่าย หญิงสาวยังนอนซมบนเตียง ไม่ว่าผู้ใดเรียกอย่างไรก็ไม่ได้ยิน อาการไข้ไม่ทุเลาลงสักนิดเดียว ซ้ำร้ายยังเริ่มไอ หลูซื่อเรียกคนไปตามหมอมาอีก คราวนี้ตรวจแล้วกลับบอกไม่ได้ว่าเป็นอะไร นางบันดาลโทสะยกหนึ่งก่อนไล่หมอกลับไป ครั้นร้อนใจถึงขีดสุด นางคิดขึ้นได้ว่าบุตรสาวของตนก็มีความเป็นหมออยู่ครึ่งตัว เลยบอกให้ผิงถงผิงฮุ่ยไปรื้อเอาขวดต่างๆ ของอี๋อวี้ในห้องหนังสือออกมา ยาน่ะหาเจอแล้ว มีทั้งยาเม็ดลูกกลอน ยาผง สีเขียวสีแดงมากมายก่ายกอง แต่ไม่รู้ว่าอันไหนรักษาโรคอะไร หลูซื่อร้อนรุ่มใจจนขว้างปาขวดยาที่อี๋อวี้ปรุงขึ้นอย่างยากลำบาก
ด้วยเหตุนี้จนฟ้ามืดลงทีละน้อย หลูซื่อยังเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่าง คอยเช็ดเหงื่อป้อนน้ำให้อี๋อวี้ด้วยสองตาแดงก่ำ โจวฮูหยินยืนอยู่ด้านข้าง มุ่นคิ้วเอ่ยขึ้น
“ปล่อยไปแบบนี้เรื่อยๆ มิใช่ทางออกที่ดี เจ้าส่งคนเข้าเมืองหลวงไปหาคนที่วังเว่ยอ๋อง ตามหมอหลวงมาให้ได้เป็นดีที่สุด”
“ใช่…จริงด้วย…” หลูซื่อพยักหน้าถี่รัว นางฝืนแข็งใจร้องเรียกอวี๋ทงเข้ามาสั่งกำชับเขาหลายคำสั้นๆ จากนั้นให้เขาขี่ม้าเข้าเมืองฉางอันเชิญหมอโดยไว
เพราะเป็นสารถีของอี๋อวี้ และอี๋อวี้เคยไปวังอ๋องหลายหน ด้านพวกหลูซื่อก็มิได้คิดให้เขานำสิ่งของอะไรเป็นสัญลักษณ์แทนตัวไปด้วย ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ ใครจะจดจำได้ว่าทุกครั้งที่อี๋อวี้ไปวังอ๋องจะเข้าทางประตูข้างหรือประตูหลังเสมอเพื่อหลีกเลี่ยงคำครหา กลับไม่นึกว่าเกิดความพลั้งพลาดใหญ่หลวงเพราะเหตุนี้
ตอนอวี๋ทงควบม้าเร็วไปถึงเมืองฉางอันเป็นยามพลบค่ำแล้ว เขาพลิกกายลงม้าแล้วไม่เสียเวลาผูกโยง โยนสายบังเหียนทิ้งสาวเท้าก้าวยาวๆ วิ่งไปทางหน้าประตูใหญ่
“หยุดนะ!”
ด้านนอกประตูวังอ๋องมีทหารสวมเกราะเบาถือทวนอยู่ในมือยืนเฝ้าอยู่สี่คน พวกเขาเห็นบุรุษผู้หนึ่งทะเล่อทะล่าจะบุกเข้ามา ทวนยาวสองด้ามก็ยื่นมาไขว้กันขวางหน้าไว้บังเกิดเสียงกระทบกันดังเช้ง
วันก่อนมีหัวขโมยลักลอบเข้าวังอ๋อง เรือนคลังถูกงัดแงะ มาตรว่าพวกองครักษ์ไม่โดนลงโทษ แต่กลับอกสั่นขวัญแขวนยิ่งขึ้น พากันขมีขมันตรวจตราอย่างเข้มงวดสุดกำลัง กระทั่งมุสิกจากเรือนอื่นก็ไม่ปล่อยให้เล็ดลอดเข้าวัง ด้วยหวั่นกลัวว่าหากเกิดเหตุไม่คาดฝันซ้ำอีก สิ่งที่รอคอยพวกตนอยู่จะเป็นโทษทัณฑ์สองเท่า
อวี๋ทงเกือบชนเข้ากับปลายแหลมของทวน บีบให้เขาต้องถอยกลับสองก้าว แต่เขาก็ถลันเข้าไปอีกด้วยสีหน้าลุกลน “พี่ชายทั้งหลาย รบกวนช่วยรายงานด้านในทีว่า ข้าน้อยมีเรื่องสำคัญต้องเข้าเฝ้าท่านอ๋องขอรับ”
เขาสวมอาภรณ์ผ้าหยาบ พูดติดสำเนียงแปร่งๆ ไม่เหมือนเป็นชาวเมืองฉางอัน แล้วองครักษ์จะปล่อยให้เขาผ่านเข้าประตูได้อย่างไร พวกเขาปั้นหน้าบึ้งยืนขวางหน้าประตูไม่ยอมให้เข้าไป