คุณหนูของเขานอนป่วยไม่รู้สึกตัวอยู่บนเตียง อวี๋ทงร้อนใจแกมขุ่นเคืองจนกล่าววาจาผิดๆ ถูกๆ “ข้าน้อยเป็นบ่าวสกุลหลู ฮูหยินของพวกข้าส่งข้ามาหาท่านอ๋อง คุณหนูล้มป่วย อยากให้ท่านอ๋องเชิญหมอไปดู”
องครักษ์ชายตามองเขาอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง “จวนสกุลหลู? อย่างนั้นเจ้าถือป้ายมาด้วยหรือไม่”
“ป้าย?” อวี๋ทงคลำหาบนตัวอย่างงุนงงแล้วส่ายหน้า
องครักษ์ผู้นี้ไม่รู้ว่าจวนสกุลหลูที่เขาว่านี้มิใช่จวนสกุลหลูเดิมนั่น สวนผูเจินไม่ใหญ่โตปานนั้น ถึงจะได้มีป้ายประจำจวนเฉกเดียวกับจวนสกุลหลูในเมืองหลวง
“มะ…ไม่มี ข้ารีบร้อนออกมา ไม่ได้เอามา…” อวี๋ทงนิ่วหน้าทำอะไรไม่ถูก เขาเห็นพวกองครักษ์ทำหน้าขมึงทึงอีกคราจึงรีบกล่าวว่า “ชะ…เช่นนั้นรบกวนท่านเรียกผู้ดูแลหลี่ให้ด้วย ข้าน้อยนามว่าอวี๋ทง ผู้ดูแลหลี่รู้จักข้า”
เขาขอพบไม่ผิดคน แต่บังเอิญว่าตอนนี้อาเซิงอยู่ลั่วหยางยังไม่กลับมา แล้วองครักษ์จะไปเรียกคนให้เขาจากที่ไหน อวี๋ทงนั้นร้อนรนจนทนไม่ไหวแล้ว เริ่มฉุดกระชากลากถูกับพวกเขาโดยไม่นำพาอะไรทั้งสิ้น ทางหนึ่งร้องโวยวายว่า “ข้าจะพบท่านอ๋อง” ทางหนึ่งจะบุกเข้าข้างใน เหยียนคังฟางอาจเงียบสงบ แต่มิใช่ไร้ผู้คน รถม้าที่ผ่านไปผ่านมาบางครั้งก็หยุดชมดูเรื่องสนุก
พวกองครักษ์แลเห็นคนมุงล้อมมากขึ้น มีองครักษ์คนหนึ่งก็ลงมืออย่างหนักหน่วงด้วยอารมณ์ชั่ววูบ เอาด้ามทวนหวดท้ายทอยอวี๋ทงเต็มแรง เขามิได้ระวังตัวสักนิด ภาพเบื้องหน้าพลันดับวูบก่อนสิ้นสติสมประดี
เขาสลบไปไม่นานนัก ตอนฟื้นขึ้นอีกทีก็ถูกขังที่ห้องเก็บฟืนของเรือนหลังเล็กในซอกมุมหนึ่งของวังเว่ยอ๋องแล้ว
การประชันศาสตร์ขี่ม้าช่วงเช้ามีคนไปชมเป็นจำนวนมาก เพราะสองฝ่ายเสมอกันจึงต้องแข่งต่ออีกรอบหนึ่งตอนบ่าย เมื่อการแข่งขันจบลง หลี่ไท่ก็กลับสำนักอักษร
ยามอาหารเย็น ภายในหอตำราใหญ่เงียบเชียบ ชั้นล่างที่พลุกพล่านวุ่นวายตอนกลางวันเหลือคนประปรายบางตาที่ยังก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ คนอื่นๆ ล้วนไปกินข้าวที่หอสุรา จ่างซุนซีหิ้วกล่องอาหารก้าวเท้าสั้นๆ ขึ้นบันไดไปห้องใต้หลังคา นางหอบหายใจน้อยๆ เงยหน้าขึ้นเห็นเงาร่างตะคุ่มๆ ใต้แสงตะเกียงไม่ไกลนัก นัยน์ตาคู่งามก็เปล่งประกายวาววับแล้วกลับเป็นปกติ นางหยักยิ้มมุมปากเดินเข้าไปหา
“ว่าแล้วเชียวว่าท่านต้องยังไม่กินข้าว”
หลี่ไท่ได้ยินเสียงฝีเท้าแต่แรก เขาเหลือบเปลือกตาขึ้น หยุดเขียนแล้วย้ายพู่กันในมือซ้ายไปมือขวา จากนั้นขีดๆ เขียนๆ บนม้วนบันทึกต่อ
หนึ่งถ้วยชาให้หลัง ตำรับตำราฝั่งหนึ่งของโต๊ะยาวถูกยกออกแล้วเปลี่ยนเป็นการจัดวางอาหารจานเล็กจานน้อยหลายอย่าง หลี่ไท่มือหนึ่งถือหนังสืออ่าน มือหนึ่งกุมจอกสุรา ส่วนจ่างซุนซีถือกาสุรานั่งขัดสมาธิฝั่งตรงกันข้ามกับเขา พอเห็นจอกว่างเปล่าก็จะยกมือรินเติมให้
ทั้งคู่นิ่งเงียบไร้วาจา กลับไม่มีเรื่องราวใดเกิดขึ้น หากแต่ตรงมุมหน้าต่างมีชายเสื้อท่อนหนึ่งโผล่ออกมา มันถูกลมพัดปลิวไหวๆ ก่อนหายไปไม่เห็นวี่แวว
ติดตามฉบับเต็มในเล่ม