นางมองบุตรสาวพิงอกตนโดยไม่รู้สึกตัวสักนิด ยาต้มสีเหลืองอมน้ำตาลไหลลงมาตามมุมปาก ในที่สุดก็อดกลั้นไม่อยู่อีก ถือชามยากอดอี๋อวี้ไว้แล้วเริ่มร่ำไห้เสียงเบาๆ
“อวี้เอ๋อร์…นี่เจ้าเป็นอะไรไป ในใจเจ้าคับแค้นด้วยเรื่องใด บอกกับแม่สิ ใครให้เจ้าเก็บไว้คนเดียวอยู่ร่ำไป ทนตรอมใจจนกลายเป็นอย่างนี้ ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าจะให้แม่ทำอย่างไร อวี้เอ๋อร์…แม่ไม่ดีเอง หลายวันนี้แม่งานยุ่งจนเลอะเลือน มัวแต่จัดเตรียมสินเจ้าสาวให้เจ้า ทั้งที่รู้ว่าเจ้ามีความในใจกลับไม่เอาใจใส่…”
หานลี่ด้านนอกคอยสังเกตความเคลื่อนไหวข้างในอยู่ ได้ยินหลูซื่อร้องไห้เสียใจ เขาแหวกม่านก้าวเข้าไป มองดูคนทั้งห้องทำหน้าตาระทมหม่นหมอง ดวงหน้าสุภาพนุ่มนวลเป็นนิจฉายแววขึงขังดุดันเป็นคราแรก เขาไม่ปลอบใจหลูซื่อกลับย่นหัวคิ้วเข้าหากัน พูดแทรกเสียงร้องไห้ของนางด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“เลิกร้องไห้ได้แล้ว คนยังไม่เป็นอะไรก็ต้องเป็นอะไรไปเพราะเจ้าร้องไห้นี่ล่ะ”
ดูทีว่านี่เป็นคราครั้งแรกในรอบยี่สิบกว่าปีที่หลูซื่อได้ยินเขาพูดอย่างดุร้าย นางอึ้งงันไปชั่วครู่ เสียงร้องไห้ก็หยุดลง
หานสืออวี้รีบเร่งเข้าไปพูดเกลี้ยกล่อม “นั่นสิ ท่านแม่ ท่านหยุดร้องไห้ก่อน พวกเราคิดหาวิธีกันดู อืม…ส่งคนไปเชิญหมอหลวงที่วังเว่ยอ๋องแล้วไม่ใช่หรือ คะเนว่าคงอยู่ระหว่างทางจวนมาถึงแล้ว พวกเรารออีกสักครู่นะเจ้าคะ”
“ฮึ!” เสียงแค่นเยาะนี้มิใช่ของหลูซื่อ หานลี่เดินเอามือไพล่หลังไปตรงหน้าเตียง เอ่ยด้วยใบหน้าขรึม “ผ่านพ้นยามสาม ประตูเมืองปิดไปตั้งนานแล้ว ถ้าจะมาก็สมควรมาถึงแล้ว ตอนนี้ไม่มา ยังจะรออะไร นี่เป็นเพราะนางเข้าเมืองหลวงถึงล้มป่วย ไม่แน่ว่าอาจถูกใครบางคนรังแกมาจนกลายเป็นเช่นนี้”
หานลี่ไม่อยากยอมรับว่ายามเขากล่าวคำนี้ ไม่สามารถข่มไฟโทสะในอกได้ อารมณ์โกรธนี้มีอำนาจเหนือสติ เขาย่ำเท้าไปมาอยู่ที่เดิมหลายก้าว ก่อนจะเหลียวไปมองหลูซื่อที่หน้าตาซีดเซียวนิ่งๆ แล้วถอนใจเฮือกอย่างจนใจ จากนั้นตกลงปลงใจทำบางอย่างที่เขาจะนึกเสียใจทีหลังก็ไม่ทันการณ์แล้ว
“เจ้ารีบจัดสัมภาระซะ สวมอาภรณ์ให้อวี้เอ๋อร์หลายๆ ชั้น และให้คนเตรียมรถม้า ข้าพาพวกเจ้าไปหาคนผู้หนึ่ง”
พระพิรุณเทกระหน่ำลงมาเมื่อวาน บันดาลให้วันรุ่งขึ้นเย็นสบายมาก ความร้อนอบอ้าวหลายวันก่อนอันตรธานไปสิ้น อากาศยามเช้าแสนสดชื่นจนชวนให้สูดลมหายใจบ่อยครั้งขึ้น
ราตรีก่อนหลี่ไท่อยู่ที่สำนักอักษรกับบัณฑิตทั้งหลายจนดึกดื่นจึงค้างคืนอยู่ที่นั่นไม่กลับวัง ตอนเช้าเขาผลัดอาภรณ์เป็นชุดประจำตำแหน่งตัวใหม่ในหอเฟิงจู้ ล้างหน้าสางผมแล้วนั่งรถม้าไปสำนักศึกษาหลวง วันนี้วันที่สิบห้าเป็นการประชันศาสตร์ดนตรี
ตอนเขาไปถึงลานแข่งขัน ด้านในหอจวินจื่อมีคนนั่งอยู่เต็มแล้ว บนที่นั่งผู้ตัดสินใจนอกจากอวี๋ซื่อหนานยังไม่มา คนอื่นๆ กำลังสนทนากันอยู่ เห็นเขาขึ้นมาก็แสดงคารวะ บรรยากาศรอบด้านเปลี่ยนเป็นเงียบเชียบขึ้น