มู่หรงชงนั่งลง หยิบถ้วยน้ำชาขึ้นดื่มไปหนึ่งอึก มู่หรงจิ่นยังไม่ทันห้ามก็เห็นมู่หรงชงวางถ้วยลงด้วยสีหน้าขมขื่น “พี่หญิง ไยท่านกำลังดื่มยาอยู่เล่า”
มู่หรงจิ่นรีบรินน้ำให้เขา ทางหนึ่งก็บ่นว่า “เลินเล่อ ยามเจ้าเป็นเจ้าเมืองก็เป็นเช่นนี้?”
“ข้าเห็นว่าเป็นพี่หญิงถึงได้เป็นเช่นนี้ต่างหาก” มู่หรงชงดื่มน้ำแล้วยังคงไม่ล้มเลิกคำถามเมื่อครู่นี้ “พี่หญิง ท่านยังไม่ได้บอกข้าเลย ไยจึงป่วยเสียแล้วเล่า”
“มิได้ป่วย ข้าแค่…” มู่หรงจิ่นหน้าแดง ตอบเสียงเบา “ข้าตั้งครรภ์แล้ว”
มู่หรงชงอึ้งไป มองหน้าท้องของมู่หรงจิ่นปราดหนึ่งตามจิตใต้สำนึก ก่อนกล่าวว่า “เช่นนี้หมายความว่าฝ่าบาทนับว่าทรงปฏิบัติต่อพี่หญิงไม่เลว มิได้เป็นดั่งที่ข้างนอกพูดกัน…”
“ไม่หรอก ที่ข้างนอกลือกันนั้นมิผิด” มู่หรงจิ่นตาแดง “นับตั้งแต่เจ้าไปจากฉางอันฝ่าบาทก็ไม่เคยเสด็จมาตำหนักชีอู๋แม้แต่หนเดียว ที่เสด็จมาเมื่อสองเดือนก่อนเป็นเพราะวันนั้นได้รับจดหมายจากเจ้า ทรงทราบว่าเจ้าจะกลับฉางอัน”
มู่หรงชงได้ยินดังนั้นก็มือลื่น ถ้วยน้ำชาตกแตกเป็นเสี่ยงๆ
มู่หรงจิ่นมองเศษซากบนพื้น ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าเจ็บปวด “สรุปว่า…เจ้ามาดึกดื่นป่านนี้ด้วยเหตุใดกัน ไม่รู้หรือว่าอันตราย!”
“พี่หญิง คืนนี้ฝ่าบาทเสด็จไปเยี่ยมอัครเสนาบดีหวัง ยังไม่กลับมาในชั่วครู่ชั่วยามนี้หรอก” มู่หรงชงอธิบาย “ข้าได้รับจดหมายจากพี่หง บอกว่าคืนวันพรุ่งนี้จะหารือกับพวกเสด็จพี่และท่านอาผิง ข้ามาด้วยอยากถามพี่หญิงว่าท่านมีวิธีใดรั้งฝ่าบาทไว้ในคืนวันพรุ่งนี้หรือไม่ ข้าเกรงว่าถ้าเกิด…”
“ไม่มีถ้า” มู่หรงจิ่นมองมู่หรงชงด้วยสายตาแน่วนิ่งแล้วกล่าวว่า “ห้าปีแล้ว บุรุษสกุลมู่หรงเราควรได้หารือกันเสียที พี่หญิงอาจช่วยงานใหญ่อะไรไม่ได้ แต่คืนวันพรุ่งนี้จะรั้งฝ่าบาทให้ประทับอยู่ที่ตำหนักชีอู๋ให้ได้แน่นอน”
มู่หรงชงกล่าวว่า “ดี เฟิ่งหวงมิควรอยู่นาน ขอตัวไปก่อน พี่หญิงต้องรักษาสุขภาพให้ดี”
มู่หรงจิ่นมาส่งมู่หรงชงที่หน้าประตู มองส่งเขาจากไปไกลจนไม่เห็นเงาแล้วก็ยังคงยืนอยู่หน้าประตู สายตามองไปด้านหน้า
ชุนหยาก้าวมาเอ่ยปากว่า “องค์หญิง ข้างนอกอากาศเย็น เข้าตำหนักเถิดเพคะ”
มู่หรงจิ่นรู้สึกว่าฝีเท้าไม่มั่นคงอยู่บ้าง จึงให้ชุนหยาประคองเดินเข้าด้านในพร้อมกับเอ่ยถามเสียงเบา “ชุนหยา คิดถึงเมืองเยี่ยเฉิงหรือไม่”
คนผู้นี้เป็นสาวใช้ที่ติดตามอยู่ข้างกายนางมาตั้งแต่เล็ก ขณะแคว้นเยียนถูกทำลายก็ได้มายังฉางอันด้วยกัน หลายปีมานี้ข้างกายนางมีเพียงคนผู้นี้ผู้เดียวที่สามารถคุยด้วยได้
ชุนหยากะพริบตาพลางพึมพำว่า “องค์หญิง ทูลตามตรงหม่อมฉันจำมิได้แล้ว…ปีนั้นหม่อมฉันเพิ่งอายุได้สิบขวบ วังหลวงเมืองเยี่ยเฉิงมีหน้าตาเช่นไร หม่อมฉันจำได้ไม่ชัดจริงๆ เพคะ”
หลังมือของชุนหยาถูกหยาดน้ำทำให้เปียกชื้น ครั้นช้อนตามองเห็นมู่หรงจิ่นกำลังหลั่งน้ำตาก็ให้ลนลานในทันที กล่าวด้วยอารามร้อนใจว่า “ชุนหยาไม่ดีเอง! ชุนหยาโง่ ทำให้องค์หญิงเสียพระทัยแล้ว!”
มู่หรงจิ่นส่ายหน้า พูดเจือสะอื้น “อันที่จริงข้าเองก็จำไม่ได้แล้วเช่นกัน”
บัดนี้นางเองก็เพิ่งอายุได้สิบเก้า แต่กลับรู้สึกว่าชีวิตนี้ไฉนจึงยาวนานปานนี้หนอ
มู่หรงจิ่นเช็ดน้ำตาจนแห้งแล้วก็จูงมือชุนหยาเข้าห้อง ลงกลอนประตูหน้าต่างเสร็จก็พูดกับชุนหยาว่า “วันพรุ่งนี้ไม่ว่าอย่างไรจงช่วยไปขอยาตัวหนึ่งมาให้ข้า จำไว้ให้มั่น ห้ามให้ผู้ใดรู้เป็นอันขาด…”
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 9 มี.ค. 67 เวลา 12.00 น.