ครั้นแล้วสำนักยันต์คาถาเขาหลิงซานก็จัดแจงข้าวของ เตรียมพร้อมที่จะบุกเข้าไปในเมืองลั่วอี้อีกครั้ง
เพียงแต่เมื่อพวกเขาเข้ามาใกล้เมืองลั่วอี้ สายตาอันพิเศษเลิศล้ำของชุยเสียวเสี่ยวก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของกำแพงและคูเมืองที่ผิดแผกไปจากเดิมมาก
เมื่อทอดมองไปจนสุดสายตาจะเห็นว่ามุมทั้งสี่ด้านของกำแพงเมืองล้วนแปะยันต์หนังมนุษย์ซึ่งอาบชุ่มไปด้วยเลือดไว้เต็มทั่ว ยันต์อาบโลหิตเหล่านี้หยดหยาดเชื่อมต่อเป็นแผ่นเดียว โยงใยกลายเป็นตาข่ายจนกำแพงเมืองทั้งด้านเหมือนถูกปกคลุมด้วยไอโลหิตอย่างไรอย่างนั้น
เว่ยเจี๋ยเคยสำรวจดูหลายครั้งหลายคราแล้วถึงได้เข้าใจประโยชน์ใช้สอยของยันต์โลหิตเหล่านั้น จึงอธิบายว่า “ยันต์โลหิตเหล่านี้มีไว้เพื่อทำเครื่องหมายแขกที่มิได้รับเชิญ ผู้ใดก็ตามที่ข้ามกำแพงเมืองเข้าไปโดยไม่ผ่านประตูเมือง ยันต์โลหิตจะเปื้อนติดอยู่บนร่าง ใช้น้ำล้างอย่างไรก็ไม่ออก นับจากนั้นไม่ว่าจะไปที่ใดก็จะถูกผู้คุมยันต์พบตัว ไม่มีทางหลบซ่อนได้เลย”
ดูท่าหลังจากชั่นอ๋องล่วงเกินสี่ยอดสำนักใหญ่ไปครานั้นก็ทรงรู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึงใจ กลัวว่าคนที่ไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจควบคุมของพระองค์จะเข้าเมืองมาสร้างอันตรายต่อตนเองได้ ท่านอ๋องจึงทรงติดยันต์โลหิตนี้เป็นเครื่องสกัดขัดขวางไม่ให้ผู้มหัศจรรย์มากความสามารถเหินฟ้ามุดดินข้ามกำแพงมาโดยพลการ
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เกิดปัญหาเสียแล้ว ถ้ายันต์โลหิตเหล่านั้นสามารถสร้างรอยเลือดบนตัวคนได้ ต่อให้พวกชุยเสียวเสี่ยวล่องหนเร้นกาย เกรงว่าบนตัวก็อาจเปื้อนเลือดได้เช่นกัน และคงถูกเขี้ยวเล็บที่ชั่นอ๋องทรงเลี้ยงไว้จับได้แน่ๆ
หากไม่อยากเปื้อนยันต์โลหิตก็มีแต่ต้องผ่านประตูใหญ่ของเมืองทางเดียวเท่านั้น
ชุยเสียวเสี่ยวมองดูประตูใหญ่ เห็นว่านอกจากมีทหารคอยเฝ้ารักษาการณ์แล้วยังมีชายผู้หนึ่งซึ่งมีดวงตาสองข้างลักษณะและสีสันต่างกัน โดยข้างหนึ่งนั้นสามารถเปลี่ยนเป็นขีดยาวเหมือนกับดวงตาของงู
ทุกครั้งที่มีคนผ่านเข้าเมือง เขาจะจ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็งราวกับจ่อโคมส่อง ไม่เว้นไปเลยสักคน
เว่ยเจี๋ยเล่าว่าบุรุษดวงตาสองสีผู้นี้ใช้ดวงตางูจากในทะเลสาบเป่ยเจ๋อมาแทนที่ดวงตาข้างหนึ่งของตนเอง
เมื่อมีดวงตางู ต่อให้แปะยันต์เร้นกายไว้เขาก็คงตรวจจับได้ทันที เพราะดวงตางูสามารถมองเห็นได้ต่างจากคนทั่วไป มิได้มองที่เงาร่างของมนุษย์ แต่จับไอร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างกาย
ต่อให้เป็นยันต์เร้นกายที่ทรงอานุภาพยิ่งกว่านี้ เมื่ออยู่ต่อหน้านัยน์ตานาคาแห่งเป่ยเจ๋อก็ใช้ไม่ได้ผลแล้ว ดูท่าวั่นเหลียนซือจะรู้ว่าครั้งก่อนพวกเขาใช้ยันต์เร้นกายแฝงตัวมา แม้เขาจะดูถูกความอ่อนด้อยของสำนักยันต์คาถา แต่ก็เตรียมการป้องกันอย่างรอบคอบรัดกุมรอบด้านไว้เช่นกัน
เมื่อเป็นเช่นนี้คนที่ถูกวาดภาพเหมือนแปะประกาศจับไปทั่วเช่นพวกเขาทั้งคู่คงไม่อาจลอบเข้าไปทางประตูเมืองได้แล้ว
ทว่าที่จริงเว่ยเจี๋ยได้คิดเกี่ยวกับข้อนี้เอาไว้แล้ว เขาจงใจเลือกยามตะวันพลบค่ำก่อนที่ประตูเมืองจะปิดลง จัดแจงให้คนของหอดนตรีช่วยพาพวกเขาลอบผ่านเข้าประตูเมือง
เมื่อชุยเสียวเสี่ยวเบิกตามองเสื้อผ้าที่เว่ยเจี๋ยยื่นส่งให้นางก็อดกระซิบถามไม่ได้ว่า “เจ้า…จะให้ข้าใส่ชุดนี้?”
เว่ยเจี๋ยพยักหน้า “ไม่ใช่แค่เจ้า ข้าเองก็ต้องใส่ด้วยเช่นกัน…เร็วเข้า ไม่เช่นนั้นเดี๋ยวขบวนรถยอดบุปผาของหอดนตรีมาพวกเราจะขึ้นไม่ทัน”
เสื้อผ้าที่เว่ยเจี๋ยยัดใส่มือชุยเสียวเสี่ยวคือชุดนางระบำของหอดนตรีที่สวมใส่ยามแสดงระบำหน้าท้อง
เพราะพวกเขาต้องติดสอยห้อยตามขบวนรถยอดบุปผาของหอดนตรีเข้าไปยังกลางเมือง…