บทที่ 54
นางระบำสองคนเห็นว่าชุยเสียวเสี่ยวยังมิได้ประทินโฉมและทำผมจึงกุลีกุจอหยิบแป้งทาหน้ากับชาดทาปากออกมาช่วยผัดแต่งให้นาง
แต่ไม่รู้ว่าพวกนางกลัวชุยเสียวเสี่ยวจะงามโดดเด่นสะดุดตาจนแย่งความสนใจไปจากพวกตนหรืออย่างไร ตอนชุยเสียวเสี่ยวส่องคันฉ่องดูตนเอง ดวงตาถึงได้แทบถลนออกมา
การประทินโฉมเช่นนี้…คิ้วเป็นคิ้ว ตาเป็นตา แต่ละส่วนไม่มีอะไรเข้ากันเลย! ดูไปแล้วเหมือนเด็กน้อยแอบขโมยแป้งชาดของมารดามาเล่นอย่างไรอย่างนั้น
คิ้วสองข้างดำหนาและพวงแก้มแดงเป็นปื้นนั้นช่างขัดตาขัดใจเหลือเกิน
ทว่าชุยเสียวเสี่ยวพอใจการประทินโฉมครั้งนี้ยิ่งนัก
นางมิได้อยากไปเป็นยอดบุปผาให้ใครเลือกเสียหน่อย เพียงแต่ไม่รู้ว่าการประทินโฉมสะเปะสะปะเช่นนี้จะรอดพ้นดวงตางูทรงอิทธิฤทธิ์นั่นได้หรือไม่
ว่าแต่ตัวนางแต่งองค์ทรงเครื่องพร้อมพรักเช่นนี้ แล้วทางเว่ยเจี๋ยเล่าจะตบตาผู้อื่นไปได้อย่างไร
กระทั่งรถม้ามาต่อแถวรอเข้าเมืองที่ข้างประตู นางก็ได้รู้คำตอบนี้
ชุยเสียวเสี่ยวได้ยินนางขับร้องสองสามคนที่ลงจากรถม้าไปก่อนส่งเสียงอุทานออกมา นางจึงยื่นศีรษะออกไปนอกหน้าต่าง ครั้นแล้วก็สูดลมหายใจเข้าเงียบๆ คราหนึ่ง
ที่แท้เว่ยเจี๋ยก็แต่งตัวเลียนอย่างนักระบำ!
เพราะในหอดนตรีมิได้มีเพียงแค่นางขับร้องและนางระบำเท่านั้น ที่นี่ยังต้องการนักระบำชายมาเพิ่มสีสันด้วยเช่นกัน
เพียงแต่นักระบำและนักขับร้องที่เป็นบุรุษไม่อาจสะดุดตาได้เทียบเท่าสตรี เป็นแค่เพียงใบไม้เขียวประดับเสริมหมู่มวลดอกไม้เท่านั้น
ทว่าความหล่อเหลางดงามจนไม่อาจแยกว่าเป็นบุรุษหรือสตรีของเว่ยเจี๋ยนี้จะถูกบดบังกลบรัศมีลงง่ายๆ ได้อย่างไร
เว่ยเจี๋ยสวมใส่กางเกงขาพองกับเสื้อตัวสั้นรัดรูปซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของชาวดินแดนตะวันตกเช่นกัน เพียงแต่ต้นแขนกับแผงอกกำยำแข็งแรงและสมส่วนงดงามนั้นล้วนโผล่พ้นออกมานอกเสื้อผ้าอาภรณ์ เพื่อให้เข้ากับการแห่ขบวนรถยอดบุปผาในคืนนี้ เขาจึงใช้สีทาวาดลวดลายรูปพยัคฆ์ดุร้ายไว้บนกล้ามเนื้อที่เผยอยู่นั้น แม้แต่ใบหน้าก็ยังวาดเส้นสายเป็นลายที่เข้ากัน
สีสันอันสดเข้มฉูดฉาดช่างสมกับกล้ามเนื้อหนั่นแน่นของแขนเรียวยาว ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นพยัคฆ์ร้ายโผล่พุ่งออกมาจริงๆ
ไม่รู้เช่นกันว่าเขาใช้วิธีใดซ่อนพรางดวงตาสีม่วงของตนให้กลืนไปกับลวดลายบนใบหน้า ขณะเดียวกันก็ดูรูปลักษณ์เดิมของเขาไม่ออกเลย…
เหล่านางระบำต่างมีประสบการณ์มากล้น แค่เห็นนักระบำชายคนใหม่ก็พากันทำเสียงอ่อนเสียงหวาน ชมเขาว่าองอาจงดงามแปลกตา แต่เสียดายที่วาดตัวทาสีจนหนาเตอะไม่อาจเห็นหน้าค่าตาที่แท้จริงของเขาได้ถนัดถนี่
ฝ่ายเว่ยเจี๋ยก็เห็นชุยเสียวเสี่ยวซึ่งประทินโฉมอย่าง ‘พิถีพิถัน’ แล้วเช่นกัน ชายหนุ่มถึงกับอึ้งตะลึงไปชั่วขณะ
ชุยเสียวเสี่ยวรู้ตัวว่าตอนนี้ตนเองวาดหน้าทาตาได้อัปลักษณ์ยิ่ง นางคร้านจะฟังคำเยาะเย้ยถากถางของเว่ยเจี๋ยจึงทำหน้ายู่ใส่เขา
หากเป็นยามปกติเว่ยเจี๋ยคงหัวเราะขบขันเพราะถูกอาจารย์ผู้ซุกซนแกล้งใส่ไปนานแล้ว แต่ครั้งนี้เห็นชุยเสียวเสี่ยวทำหน้ายู่ยับย่นเขากลับมีสีหน้าเย็นชา เพียงหันไปทางอื่นไม่มองชุยเสียวเสี่ยวอีก
ดูท่าถ้อยคำที่นางปฏิเสธเขาอย่างตรงไปตรงมาไม่ไว้หน้าก่อนหน้านี้คงทำลายศักดิ์ศรีของบุรุษคนหนึ่ง ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเขาก็คงไม่อยากจะพูดคุยกับนางอีกแล้ว
ชุยเสียวเสี่ยวรู้สึกขุ่นเคืองในใจ ครั้นกำลังจะเข้าไปคุยกับเขาให้รู้เรื่องก็มีทหารห้าหกนายถูกเสียงจ้อกแจ้กของสตรีเหล่านี้ดึงดูดใจให้เดินมาหาด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม
ทหารที่เป็นหัวหน้ากลุ่มปรายตาทำท่าทำทางบอกว่าระยะนี้ประตูเมืองตรวจตราเข้มงวด ถ้าแม่นางทั้งหลายต้องการเข้าเมืองก็ต้องให้พวกเขาตรวจค้นตัวทีละคนอย่าง ‘ละเอียดถี่ถ้วน’ จึงจะผ่านไปได้