บทที่ 55
ฉินเฮ่อคิดได้ดังนี้ก็กดข่มความโกรธไม่ให้แสดงออกทางสีหน้า กล่าวกับวั่นเหลียนซือด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ศิษย์พี่ใหญ่ เมื่อครู่ข้าขาดสติเสียกิริยาไป ท่านอย่าได้เก็บมาใส่ใจ”
วั่นเหลียนซือเข้าใจศิษย์น้องผู้นี้ของตนเป็นอย่างดี
หากเปรียบเทียบกับตัวเขาที่ต้องมุดหัวเป็นสุนัขรับใช้อยู่ในวังอ๋องเช่นนี้แล้ว ตลอดหลายปีมาฉินเฮ่อก็มีชีวิตประดุจเทพเซียนก็ว่าได้ ดั่งคำที่ว่า ‘พอได้กินเนื้อดีๆ ไม่กี่วันก็ลืมไปว่าตนเองเป็นสุนัขเหมือนกัน’ เมื่อครู่เจ้าศิษย์น้องถึงกับกล้าทำสายตาขึ้งเคียดใส่เขา
ดังนั้นหลังจากวั่นเหลียนซือได้ยินฉินเฮ่อเอ่ยขออภัยก็แค่นเสียงฮึหัวเราะเยาะหยัน “ศิษย์น้อง ข้ารู้สิ่งที่เจ้าคิดอยู่ในใจดี คนเป็นประมุขหอเจ้าสำนักนิกายเช่นเจ้า การไม่ต้องฟังคำสั่งของผู้ใดย่อมอยู่อย่างสุขสบายกว่าเป็นไหนๆ แต่เจ้าอย่าลืมว่าชีวิตนี้ของเจ้า เจ้านายให้เจ้า ‘ยืม’ มาใช้ หากไม่มีพระองค์เจ้าก็ไม่อาจมีชีวิตได้แม้แต่วันเดียว…ในเมื่อไม่มีกิจธุระอะไรแล้วเจ้าก็รีบกลับไปเสียเถิด จำเอาไว้ว่าต้องทำให้ชื่อเสียงของชุยเสียวเสี่ยวฉาวโฉ่ไปทั่ว เคราะห์ภัยที่นางต้องเผชิญข้ามผ่านจะขาดไปมิได้แม้แต่อย่างเดียว!”
ถ้อยคำที่คนทั้งสองพูดคุยกันเมื่อครู่เข้าหูของชุยเสียวเสี่ยวโดยไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว นางฟังแล้วพาให้รู้สึกอื้ออึงอยู่ในสมอง
ชั่นอ๋องผู้นั้น…รู้เรื่องที่ข้ารับเคราะห์ชะตาถูกมารครอบงำแทนเว่ยเจี๋ยด้วยรึ!
มิหนำซ้ำยังจะกระพือลมโหมไฟ* ให้เรื่องที่จะกลายเป็นมารกลายเป็นเรื่องจริงเสียให้ได้?
ชุยเสียวเสี่ยวสามารถด่าอีกฝ่ายให้ไม่ซ้ำคำออกมาได้หนาพอๆ กับตำราลับของสำนักยันต์คาถาเล่มหนึ่งเลยทีเดียว
นางมั่นใจขึ้นกว่าเดิมว่าสมุดบันทึกเป็นตายหน้านั้นที่ท่านย่าเว่ยเล่าถึงจะต้องตกอยู่ในมือของชั่นอ๋องเป็นแน่
หน้าสมุดบันทึกเป็นตายนี้ก็เหมือนกับตัวนาง ต่างก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในภพอดีตสองร้อยปีนี้
ชั่นอ๋องทรงคิดอ่านลึกซึ้งสุดหยั่งถึง หากทรงมีสิ่งนี้อยู่ในมือก็สร้างความปั่นป่วนโกลาหลไปทั่วหล้าได้จริงๆ
เพียงแต่ไม่รู้ว่าทรงเก็บหน้าสมุดขาดแหว่งนั้นไว้ที่ใดกัน
ฝ่ายเว่ยเจี๋ยขณะที่ได้ยินว่าคนเหล่านี้สมคบคิดวางแผนกันทำลายชื่อเสียงของชุยเสียวเสี่ยวเพื่อบีบให้นางกลายเป็นมารแล้ว เขาก็กำหมัดแน่นอยู่เงียบๆ
เขากำลังคิดว่าหากวันใดนางกลายเป็นมารขึ้นมาจริงๆ และกลายเป็นศัตรูของคนทั่วหล้า แล้วตัวเขายังปล่อยมือไม่เหลียวแลนางอีก เช่นนั้นจะมีใครอยู่เคียงข้างคอยปกป้องนางได้เล่า
เว่ยเจี๋ยนึกภาพที่นางนั่งอยู่บนขอบหน้าผาเพียงลำพังคนเดียวขึ้นมา ช่างทับซ้อนกับภาพที่ตัวเขาต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวอ้างว้างกลางสายลมราตรีคืนแล้วคืนเล่าเหล่านั้นจริงๆ
เขาคุ้นเคยกับความเหน็บหนาวเช่นนั้นยิ่งนัก แต่ไม่อาจทนเห็นเด็กสาวบอบบางผู้นี้แบกรับไว้ตามลำพังเช่นเดียวกับเขา…
ครั้นคิดถึงความเจ็บปวดรวดร้าวนั้น เขาก็เผลอบีบกระชับมือของชุยเสียวเสี่ยวที่จับจูงอยู่แน่นโดยไม่รู้ตัว
ในตอนนี้เขาลืมไปจนหมดสิ้นแล้วว่าตนเองกำลังทำปั้นปึ่งใส่ชุยเสียวเสี่ยวอยู่ ก่อนหน้านี้เขาตั้งใจจะหมางเมิน ไม่ทำตัวเป็นยาขี้ผึ้งหนังสุนัขเกาะติดนางอีกต่อไปแล้ว
เขาออกแรงมากเกินไปจนนางรู้สึกเจ็บขึ้นมาบ้างแล้ว แต่เพราะนางกลัวจะถูกคนจับได้ จึงได้แต่ปล่อยให้เขาบีบมือไปเช่นนั้น
คนทั้งสองกำลังเร้นกายล่องหน ต่างฝ่ายต่างก็ไม่เห็นกันและกัน เพื่อไม่ให้พลัดหลงพวกเขาจึงจับจูงมือกันอยู่ตลอดเวลา…แต่เขาไม่เห็นจะต้องบีบมือแน่นเช่นนี้เลย หรือจงใจจะกลั่นแกล้งกันนะ?