หลังจากวั่นเหลียนซือแอบมาพบศิษย์น้องของตนเรียบร้อยแล้วก็เดินไปยังโถงหน้าอีกครั้ง
ชุยเสียวเสี่ยวและเว่ยเจี๋ยจับจูงมือกันตามไป แต่ไม่กล้าเข้าใกล้อีกฝ่ายมากนัก ดังนั้นจึงรอเวลาชั่วครู่หนึ่งถึงค่อยวกกลับไปที่โถงหน้า
เวลานี้ภายในห้องโถงใหญ่กำลังครึกครื้นคึกคัก จอกชามกลาดเกลื่อนบนโต๊ะสำรับ นางระบำกลุ่มหนึ่งสวมเสื้อผ้าพลิ้วบางร่ายรำภายในงานเลี้ยงรับรอง
อาจเป็นเพราะยาลูกกลอนที่วั่นเหลียนซือใส่ลงในน้ำแกงเม็ดนั้นเริ่มออกฤทธิ์แล้ว รัชทายาทจึงทรงโงนเงนจนชายารองทางด้านข้างยังประคองไม่อยู่ แต่พระองค์ก็ยังทรงร่ำร้องเสียงอู้อี้ว่าจะดื่มสุราอีก
ชั่นอ๋องแย้มสรวลแล้วสั่งให้วั่นเหลียนซือจัดแจงบ่าวรับใช้นำทาง พารัชทายาท บรรดาชายา และนางกำนัลทั้งหลายไปพักผ่อน
ครั้นแขกเหรื่อแยกย้ายไปจนหมด เหลือแต่เพียงกลิ่นสุราและเงาจากแสงของตะเกียง รอยยิ้มบนพระพักตร์ของชั่นอ๋องก็จางหายไปเช่นกัน
ชั่นอ๋องทรงย้อนนึกถึงท่าทางเสเพลที่รัชทายาทประพฤติต่อหน้าพระองค์เมื่อครู่นี้ แววตาก็หม่นขรึมและกระเพื่อมไหวในที
เวลานี้เองวั่นเหลียนซือก็กลับมารายงานผล หลังจากจัดการคณะของรัชทายาทเรียบร้อยแล้ว
เมื่อชั่นอ๋องทรงได้ยินว่ารัชทายาทเสด็จเข้าที่ประทับแล้วก็แค่นเสียงฮึเย็นชาคราหนึ่ง “บิดามันส่งให้มันมาที่นี่เพื่อตรวจตรากำลังพลและพลาธิการของสามดินแดนสำคัญ แต่มันกลับเที่ยวเล่นสนุกสนานตลอดทาง ลืมหน้าที่รับผิดชอบของตนเสียสิ้น ขบวนยอดบุปผาในเมืองนั่นก็เป็นพวกที่มันสั่งให้ขุนนางท้องที่จัดหามาใช่หรือไม่”
วั่นเหลียนซือค้อมศีรษะตอบ “ไม่รู้ว่าผู้ใดทูลต่อเบื้องพระพักตร์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะว่านางขับร้องซือหลิงมีรูปโฉมงดงามล่มเมือง รัชทายาทจึงรับสั่งให้ขุนนางท้องที่เรียกตัวนางมา แต่ซือหลิงหนีหายไม่รู้ไปทางใดตั้งนานแล้ว ขุนนางพวกนั้นหมายจะประจบสอพลอรัชทายาทจึงได้จัดหายอดบุปผามาในคืนนี้อย่างเอิกเกริก เพียงแต่ตอนนี้รัชทายาททรงเป็นเช่นนี้แล้ว หลายวันหลังจากนี้ก็คงจะลุกไม่ขึ้นเช่นกัน กระหม่อมได้สั่งคนไปไล่ขบวนรถยอดบุปผาเหล่านั้นให้รีบออกจากเมืองไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ชั่นอ๋องตรัสเสียงเรียบนิ่ง “ที่เมืองลั่วอี้ประกาศห้ามออกจากเคหสถานยามวิกาลในหลายวันมานี้ก็เพราะเกรงว่าจะมีคนอาศัยความชุลมุนวุ่นวายลักลอบเข้ามา แต่กลับเกือบพังด้วยน้ำมือของเจ้าถุงสุรากระสอบข้าวผู้นี้เสียแล้ว สองวันนี้มีใครรายงานว่าเจอคนน่าสงสัยแอบเข้าเมืองมาบ้างหรือไม่”
วั่นเหลียนซือรีบเอ่ยปลอบว่า “พระองค์วางพระทัยเถิดพ่ะย่ะค่ะ ตาข่ายยันต์โลหิตของกระหม่อมกางครอบทั่วทั้งเมือง หากมีคนข้ามกำแพงเข้ามาไม่ว่าจะมีพลังตบะสูงสักเพียงใดก็ล้วนถูกยันต์โลหิตทำเครื่องหมายไว้หมด ล้างอย่างไรก็ล้างไม่ออกแน่ ส่วนที่ประตูเมืองก็มีคนตางูคอยเฝ้าดูอยู่ ต่อให้เป็นเทพหรือมารก็ไม่มีทางซ่อนเร้นแฝงตัวได้ ถ้าเป็นผู้อื่นอาจบอกได้ยาก แต่ชุยเสียวเสี่ยวกับเว่ยเจี๋ยสองคนนั้นไม่มีวันเล็ดลอดเข้ามาได้แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมตรวจหาหมู่บ้านที่พวกนั้นไปพักอยู่พบแล้ว รอให้พ้นคืนนี้ไปจะส่งคนไปกวาดล้างหมู่บ้านทันที ถึงตอนนั้นสำนักฝ่ายธรรมะทั่วทุกหัวระแหงก็คงจะมาถึงและจับตัวนางมารไปได้พอดี…”
ชั่นอ๋องทรงพยักหน้า ก่อนจะหลับตาลงครุ่นคิด ทว่าไม่ทันเท่าไรด้านนอกก็เกิดเสียงโวยวายดังขึ้นมา
พระองค์ทรงยืนขึ้น ก่อนก้าวออกจากห้องโถงหน้า ทอดพระเนตรมองดวงดาวบนท้องฟ้ากว้างไกล แต่หูกลับได้ยินเสียงเครื่องสายเครื่องเป่าบรรเลงมาจากเรือนที่ประทับของรัชทายาท
เพียงไม่นานก็มีคนเข้ามาทูลชั่นอ๋องว่าแม้รัชทายาทจะทรงเมามายหนัก แต่ยังติดนิสัยต้องมีดนตรีขับกล่อมเข้าบรรทมไม่แปรเปลี่ยน ดังนั้นในลานเรือนที่ประทับจึงมีวงขับร้องบรรเลงเพลงไพเราะคลอไปในยามค่ำคืน