เวลานี้เองเสียงหัวเราะก้องกังวานก็ดังมาจากทางเดินในอุโมงค์ลับ “ข้าผู้เป็นอ๋องยังคิดอยู่ว่าผู้ใดกันถึงอาจหาญกล้าบุกเข้ามาในถิ่นของข้า แม่นางชุย เจ้าช่างขวัญกล้าสมเป็นผู้มีวิชาสูงส่งเสียจริง!”
ชั่นอ๋องปรากฏตัวบนทางลับพร้อมกับเสียงหัวเราะร่วน ดวงตาเปี่ยมประกายแรงกล้าจดจ้องอาจารย์และศิษย์แห่งสำนักยันต์คาถาคู่นี้
แม้เว่ยเจี๋ยจะถูกกักขัง แต่ในใจไม่ครั่นคร้ามเลยสักนิด เพียงเหยียดยิ้มมุมปากกล่าวกับชั่นอ๋องว่า “วิธีต้อนรับแขกผู้มาเยือนของชั่นอ๋องช่างใส่ใจถ้วนทั่วถึงเพียงนี้ เพียงแต่ไม่ทราบว่าทรงค้นพบพวกเราสองคนตั้งแต่เมื่อไร”
ชั่นอ๋องแย้มพระสรวลเล็กน้อยแล้วชี้ไปยังโคมตะเกียงสลัวรางดวงนั้นที่บ่าวรับใช้ข้างกายพระองค์กำลังถืออยู่ “นัยน์ตานาคาแห่งเป่ยเจ๋อมีอยู่ด้วยกันหนึ่งคู่ ดวงหนึ่งอยู่ที่ปากประตูเมือง ส่วนอีกดวงก็อยู่บนโคมนี้ ยันต์เร้นกายของพวกเจ้าทั้งสองร้ายกาจยิ่งนัก แสงโคมธรรมดาคงไม่อาจจับเงาได้ แต่ตอนที่พวกเจ้าผ่านประตูห้องหนังสือเมื่อครู่ก็ถูกโคมนัยน์ตานาคานี้ส่องเห็นเงาเข้าจนได้…”
ชุยเสียวเสี่ยวเข้าใจในทันใด ที่แท้ตอนที่ชั่นอ๋องหยุดอยู่ใต้โคมตะเกียงครู่ใหญ่นั้น เพราะเห็นพวกนางผ่านโคมนัยน์ตานาคาที่มีเส้นเลือดคอยหล่อเลี้ยงนี่เอง
ดูท่าพอชั่นอ๋องทรงพบว่ามีคนน่าสงสัยคิดจะแฝงตัวเข้ามาในห้องหนังสือจึงใช้แผนซ้อนแผน อาศัยตอนที่อยู่ในอุโมงค์ลับจัดแจงให้คนที่โดนเพาะพญาพิษไว้ในท้องมาสวมรอยแทนเพื่อล่อพวกนางมายังที่นี่
เมื่อคิดถึงตรงนี้ชุยเสียวเสี่ยวก็เอ่ยถามให้รู้เรื่องรู้ราว “ท่านอ๋องทรงจับตัวพวกเราไว้ คิดจะจัดการเช่นไรกันแน่”
ชั่นอ๋องพิจารณาบุรุษหล่อเหลาสตรีพริ้มเพราตรงเบื้องพระพักตร์คู่นี้ ก่อนจะตรัสด้วยน้ำเสียงเสียดาย “หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่นข้าผู้เป็นอ๋องคงจะยอมแลกทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่นึกเสียดายเพื่อรับยอดอัจฉริยะทั้งคู่มาอยู่ด้วยกัน แต่น่าเสียดายที่ดวงชะตาของเจ้ากับข้าถูกกำหนดไว้แล้วว่าเป็นได้เพียงศัตรูคู่อริเท่านั้น…ชุยเสียวเสี่ยว ตอนนี้เจ้าถูกมารครอบงำจนชื่อเสียงเหม็นโฉ่ขจรขจายไปไกล สำนักนิกายทั้งหลายทั่วสารทิศล้วนต้องการจับตัวเจ้า ข้าผู้เป็นอ๋องไม่อยากเข้าไปแทรกขัดกับสำนักบำเพ็ญเซียน ได้แต่ส่งตัวพวกเจ้าไปให้สำนักฝ่ายธรรมะเหล่านั้น…”
มีแต่การทำให้ชุยเสียวเสี่ยวประสบเคราะห์ภัยที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีจนผู้คนพากันประณามหยามเหยียดเท่านั้นถึงจะสามารถเร่งเร้ามารในตัวนางให้สำแดงฤทธิ์ที่ร้ายกาจที่สุดออกมาได้ ในเมื่อนางมารับดวงชะตาแทนเว่ยเจี๋ยก็ย่อมต้องได้รับเคราะห์ภัยของเขาไปทั้งหมดเช่นกัน
ชุยเสียวเสี่ยวหัวเราะออกมาครู่หนึ่ง “โคลนสกปรกที่สาดไปทั่วเหล่านั้นเป็นมาเช่นไร ท่านอ๋องน่าจะรู้แก่พระทัยดีที่สุด เหตุใดจะต้องเสแสร้งแกล้งทำเช่นนี้ด้วยเล่า อีกอย่างถ้าสำนักฝ่ายธรรมะทั่วหล้ารู้ว่าในมือของพระองค์มีหน้าสมุดขาดแหว่งอยู่แผ่นหนึ่งและทรงวางแผนการอะไรไว้ คิดว่าพวกเขาจะปล่อยพระองค์ไปหรือไม่เพคะ”
ดูเหมือนว่าคืนนี้ชั่นอ๋องจะทรงนึกอยากสนทนาเล่นกับสองคนนี้เป็นพิเศษ พระองค์ประทับลงบนเก้าอี้ที่บ่าวรับใช้ยกมาถวาย น้ำเสียงอารมณ์ดี “พวกเจ้ารู้เรื่องนี้แล้วหรือ ดูท่าคนสกุลเว่ยจะหมดสิ้นหนทางแล้วถึงได้บอกทุกอย่างกับพวกเจ้าจนหมดเปลือก เพียงแต่หากพวกเจ้าไม่สนใจความเป็นความตายของคนสกุลเว่ย จะป่าวประกาศเรื่องนี้ออกไปก็ไม่เป็นไรหรอก”
ชั่นอ๋องทรงรู้ชนักที่ติดหลังสกุลเว่ยอยู่จริงๆ จึงใช้มาบีบคั้นกดดันอย่างไม่กลัวเกรง พระองค์ทรงมั่นใจมากว่าเว่ยเจี๋ยกับชุยเสียวเสี่ยวจะไม่บอกเรื่องสมุดบันทึกเป็นตายแก่สำนักนิกายฝ่ายธรรมะแน่นอน
ส่วนข่าวที่ชุยเสียวเสี่ยวถูกมารครอบงำนั้นเป็นเรื่องจริงดั่งตอกตะปูบนแผ่นไม้ อยู่แล้ว หากปรักปรำความผิดให้นางเพิ่มอีกสักสองสามคดีจะเป็นไรไปเล่า
เว่ยเจี๋ยเดินไปที่ริมลูกกรงแล้วถามอย่างคลางแคลงใจ “พระองค์คอยแต่จ้องใส่ร้ายชุยเสียวเสี่ยว ทรงมีเจตนาอะไรกันแน่ นางถูกมารครอบงำแล้วดีต่อพระองค์อย่างไร”
ชั่นอ๋องเหลือบมองเว่ยเจี๋ยอย่างไม่ใส่พระทัย เวลานี้ดวงชะตาที่เจ้าหนุ่มนี่จะกลายเป็นจอมมารได้ย้ายไปอยู่ที่ตัวชุยเสียวเสี่ยวแล้ว
ดังนั้นสำหรับชั่นอ๋องแล้ว เว่ยเจี๋ยก็เป็นเพียงตัวหมากที่หมดประโยชน์ไม่มีค่าอะไรอีกต่อไป แต่เมื่อพระองค์ทรงเห็นว่าตั้งแต่ปรากฏตัวออกมาเขาไม่เคยปล่อยมือน้อยๆ ของชุยเสียวเสี่ยวเลย อีกทั้งพอย้อนคิดถึงเรื่องที่วั่นเหลียนซือเคยเล่าให้ฟังว่าทั้งสองคนเคยกอดจูบกันในป่าต่อหน้าผู้คนราวกับว่าเป็นคู่รักที่กำลังตกอยู่ในห้วงรักลึกซึ้ง…
ชายหนุ่มและหญิงสาวมีฐานะเป็นศิษย์และอาจารย์กัน เป็นเรื่องผิดวิสัยวางใจมิได้อยู่แล้ว พวกเขาอยู่ด้วยกันทุกเช้าค่ำเช่นนี้จะไม่เกิดเป็นความรักขึ้นมาได้อย่างไร
เมื่อชั่นอ๋องทรงคิดถึงข้อนี้ พระเนตรก็วาวประกายขึ้นทันใด…ตามหลักแล้วช่วงเวลาที่ชุยเสียวเสี่ยวเผชิญกับเคราะห์ภัยที่ถูกใส่ร้ายป้ายสี นางก็ควรจะประสบกับความเจ็บปวดจากการสูญเสียมารดาไปพร้อมกัน และเพราะสูญเสียครอบครัวอันเป็นที่รักจึงได้กลายเป็นคนเย็นชาหัวใจตายด้าน
แต่เสียดายที่ก่อนหน้านี้พระองค์เคยให้ฉินเฮ่อเลียบเคียงถามฉินหลิงเซียวได้ความว่าดูเหมือนชุยเสียวเสี่ยวผู้นี้จะไม่มีญาติพี่น้องที่ใด เป็นเพียงเด็กกำพร้าตัวคนเดียวลำพัง